หน้าถูกกึ่งป้องกัน

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Real Madrid C.F.)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด
โลโก้สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด.png
ชื่อเต็มสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด
ฉายาราชันชุดขาว
ก่อตั้ง6 มีนาคม ค.ศ. 1902
(ในชื่อ สโมสรฟุตบอลโซซิเอดัดมาดริด)[1]
สนามสนามกีฬาซานเตียโก เบร์นาเบว
Ground ความจุ81,044 ที่นั่ง[2]
ประธานโฟลเรนติโน เปเรซ
ผู้จัดการทีมการ์โล อันเชลอตตี
ลีกลาลิกา
2020–21อันดับที่ 2
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด (สเปน: Real Madrid Club de Fútbol) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดสโมสรหนึ่งในประเทศสเปน ตั้งอยู่ที่กรุงมาดริดเมืองหลวงของประเทศ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1902 ปัจจุบันเล่นอยู่ในลาลิกา โดยเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในทวีปยุโรป[3] เรอัลมาดริดเป็นสมาชิกของกลุ่ม 14 ซึ่งเป็นกลุ่มของสโมสรฟุตบอลชั้นนำของยูฟ่า[4] และยังเป็นหนึ่งในสามสโมสรผู้ร่วมก่อตั้งการแข่งขันลาลิกาซึ่งไม่เคยตกชั้นจากลีกสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งลีกเมื่อ ค.ศ. 1929 สโมสรมีคู่อริคือบาร์เซโลนา และ อัตเลติโกเดมาดริด

สนามเหย้าของสโมสรคือสนามซานเตียโก เบร์นาเบว ความจุกว่า 81,000 ที่นั่ง เรอัลมาดริดเป็นสโมสรที่มีหุ้นส่วน (socios) เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการมาตั้งแต่ ค.ศ. 1902 ซึ่งแตกต่างกับสโมสรส่วนใหญ่ และยังเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมจากแฟนฟุตบอลมากที่สุดในโลกจากกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดใน ค.ศ. 2007[5] รวมทั้งเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีมูลค่าทีมมากที่สุด (3.8 พันล้านยูโร) ร่ำรวยที่สุด และทำรายได้มากที่สุดในโลก (757 ล้านยูโร)[6][7][8][9]

เรอัลมาดริดเริ่มครองความยิ่งใหญ่ในประเทศได้ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของการก่อตั้งลาลิกา และกลายเป็นทีมชั้นนำของวงการฟุตบอลยุโรปอย่างเต็มตัวในช่วงทศวรรษ 1950 จากการคว้าถ้วยรางวัลได้มากมาย[10] และประสบความสำเร็จทั้งในการแข่งขันภายในประเทศและระดับทวีปอย่างต่อเนื่อง โดยทีมชนะเลิศยูโรเปียนคัพ 5 สมัยติดต่อกัน (ค.ศ. 1956–60) รวมถึงชนะเลิศลาลิกาได้ 4 สมัยในช่วงเวลานี้ ต่อมา ในช่วงทศวรรษ 1960 พวกเขาชนะเลิศลาลิกาได้ถึง 8 สมัยจาก 10 ฤดูกาล โดยในยุคนั้นทีมมีผู้เล่นชั้นนำหลายรายเป็นแกนหลัก ได้แก่ อัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน, แฟแร็นตส์ ปุชกาช, ปาโก เฆนโต และ เรมง โกปา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์[11][12]

ในการแข่งขันภายในประเทศ สโมสรชนะเลิศถ้วยรางวัล 66 รายการ[13] ประกอบด้วยสถิติชนะเลิศลาลิกา 34 สมัย มากที่สุดในฟุตบอลสเปน, โกปาเดลเรย์ 19 สมัย, ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา 11 สมัย รวมทั้งโกปาเอบาดัวร์เตและโกปาเดลาลิกา ในการแข่งขันระดับทวีปและระดับโลก พวกเขาชนะเลิศการแข่งขัน 26 รายการ ประกอบด้วยสถิติชนะเลิศยูโรเปียนคัพ / ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสูงสุด 13 สมัย, ยูฟ่าคัพ 2 สมัย, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 สมัย, อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ 3 สมัย และ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 4 สมัย[14]

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2000 ฟีฟ่าได้จัดอันดับให้เรอัลมาดริดเป็นสโมสรที่ดีที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20[15] และยังได้รับรางวัลสโมสรผู้ทรงอิทธิพลและทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 (FIFA Centennial Order of Merit) ใน ค.ศ. 2004 รวมทั้งรางวัลสโมสรยุโรปยอดเยี่ยม จากสหพันธ์ประวัติศาสตร์และสถิติฟุตบอลระหว่างประเทศใน ค.ศ. 2010 และในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2018 สโมสรได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ถึง 4 ครั้ง ภายในรอบ 5 ปี (2014–18) ต่อมา ใน ค.ศ. 2020 เรอัลมาดริดได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 3 ในหมวดสโมสรฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป

ประวัติ

ยุคแรก (ค.ศ. 1897–1945)

ผู้เล่นของสโมสรใน ค.ศ. 1905

ต้นกำเนิดของสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดต้องย้อนกลับไปในช่วงที่กีฬาฟุตบอลได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในกรุงมาดริด โดยนักวิชาการและนักศึกษาของโครงการสถาบันการศึกษาเสรี (Institución Libre de Enseñanza) ซึ่งมีผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และออกซ์ฟอร์ดรวมอยู่ด้วย พวกเขารวมตัวกันสร้างสโมสร ฟุตบอลคลับสกาย ขึ้นใน ค.ศ. 1897 โดยเล่นกันประจำในวันอาทิตย์ตอนเช้าที่ย่านมองโกลอา และต่อมาได้มีการแยกตัวออกเป็น 2 สโมสรใน ค.ศ. 1900 ได้แก่ นิว-ฟุตบอลเดมาดริด (New Foot-Ball de Madrid) และ กลุบเอสปัญญอลเดมาดริด (Club Español de Madrid)[16] ในวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1902 หลังจากที่คณะกรรมการชุดใหม่ (ซึ่งมีฆวน ปาโดรส เป็นประธาน) ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา สโมสรฟุตบอลมาดริดจึงได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ[17] สามปีหลังหลังจากที่ก่อตั้งสโมสรขึ้นได้สามปีใน ค.ศ. 1905 สโมสรมาดริดสามารถคว้าแชมป์การแข่งขันได้เป็นครั้งแรกหลังจากเอาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอไปในการแข่งขันสแปนิชคัพรอบชิงชนะเลิศ

สโมสรกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1909 เมื่อประธานสโมสร อาดอลโฟ เมเลนเดซ ได้ลงนามข้อตกลงตามรากฐานของสเปนเอฟเอคัพ หลังจากเปลี่ยนสถานที่ฝึกซ้อมอยู่หลายแห่ง ใน ค.ศ. 1912 สโมสรก็ได้เปิดใช้สนามของตนเองเป็นครั้งแรกที่กัมโปเดโอโดเนล (Campo de O'Donnell)[18] และใน ค.ศ. 1920 สโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น เรอัลมาดริด (Real Madrid) หลังจากที่พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 แห่งสเปน ได้พระราชทานตำแหน่ง "เรอัล" (ในภาษาสเปนแปลว่าของกษัตริย์หรือของหลวง) ให้กับสโมสร[19]

ใน ค.ศ. 1929 ได้มีการก่อตั้งระบบการแข่งขันระหว่างสโมสรในสเปนขึ้นเป็นครั้งแรก เรอัลมาดริดสามารถครองอันดับที่ 1 มาตลอดในช่วงนัดแรกของฤดูกาลจนมาถึงนัดสุดท้ายซึ่งแพ้ให้กับอัตเลติกเดบิลบาโอ ทำได้แค่รองแชมป์โดยบาร์เซโลนาคว้าแชมป์ไป[20] ก่อนที่พวกเขาจะได้แชมป์ลีกครั้งแรกในฤดูกาล 1931-1932 และในปีถัดมา พวกเขาก็สามารถป้องกันแชมป์ได้อีกครั้ง ส่งผลให้เรอัลมาดริดเป็นทีมแรกในลีกสเปนที่คว้าแชมป์ติดต่อกันสองสมัย[21]

ในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1931 สเปนเปลี่ยนไปใช้การปกครองระบอบสาธารณรัฐอีกครั้ง เมื่อไม่มีกษัตริย์เป็นผู้อุปถัมภ์ เรอัลมาดริดจึงพ้นจากตำแหน่งสโมสรหลวงและเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อสโมสรฟุตบอลมาดริดตามเดิม การแข่งขันฟุตบอลยังคงดำเนินต่อไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1943 พวกเขาสามารถเอาชนะบาร์เซโลนาไปถึง 11–1 ในรอบรองชนะเลิศ[22] ในการแข่งขันโกปาเดลเฆเนราลิซิโม (โกปาเดลเรย์หรือ "ถ้วยรางวัลของกษัตริย์" ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "ถ้วยรางวัลของจอมพล" เพื่อเป็นเกียรติแก่นายพลฟรังโก)[23] อย่างไรก็ตาม มีการชี้ให้เห็นว่า ผู้เล่นของบาร์เซโลนาถูกข่มขู่จากตำรวจ[23] และจากผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงของรัฐที่ "ถูกอ้างว่า ได้บอกกับสโมสรว่า นักฟุตบอลบางคน [ของบาร์เซโลนา] ได้ลงเล่นก็เพราะความใจกว้างของรัฐบาลที่อนุญาตให้พวกเขายังอยู่ในประเทศได้เท่านั้น"[24] และประธานสโมสรบาร์เซโลนา เอนริก ปิญเญย์โร ก็ถูกแฟนบอลมาดริดทำร้ายร่างกายด้วย[25]

ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต และประสบความสำเร็จในเวทียุโรป (ค.ศ. 1945–78)

อัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน, ผู้คว้าแชมป์ยูโรเปียนส์คัพ 5 สมัย (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก)

ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสโมสรใน ค.ศ. 1945[26] เขาได้ลงทุนสร้างสนามกีฬาซานเตียโก เบร์นาเบว และสิ่งอำนวยความสะดวกการฝึกอบรมซิวดัดเดปอร์ตีบา (มาดริด) ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่หลังจากที่สงครามกลางเมืองสเปนได้สงบลงซึ่งความมีเสียหายตั้งแต่ ค.ศ. 1953 นอกจากนั้นเขายังลงทุนซื้อผู้เล่นระดับโลกอย่างอัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน เข้ามาร่วมทีม[27]

ในคริสต์ทศวรรษ 1970 เรอัลมาดริดสามารถคว้าแชมป์ลีกได้ 5 สมัย และ สแปนิชคัพอีก 3 สมัย[28] สโมสรได้สิทธิไปเล่นในรายการยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพครั้งแรกใน ค.ศ. 1971 แต่แพ้เชลซีจากอังกฤษไป 1–2[29] ในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1978 ประธานสโมสร ซานเตียโก เบร์นาเบวได้เสียชีวิตลง ในขณะที่ฟุตบอลโลก กำลังแข่งขันที่ประเทศอาร์เจนตินา ประเทศพันธมิตรของสมาคมฟุตบอล (ฟีฟ่า) กำหนดการไว้ทุกข์สามวันเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในระหว่างการแข่งขัน.[30] ในปีถัดมาสโมสรได้จัดการแข่งขัน โทรเฟโอ ซานเตียโก เบร์นาเบว เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ท่านประธานสโมสรจนถึงปัจจุบัน

กินตาเดลบุยเตร และแชมป์ยุโรปสมัยที่ 7 (1980–2000)

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เรอัลมาดริดไม่สามารถคว้าแชมป์ลาลิกาได้ แต่พวกเขาใช้เวลาไม่กี่ปีในกลับมาอีกครั้ง ด้วยความร่วมมือของนักเตะยุคใหม่[31] ซึ่งนักข่าวกีฬาชาวสเปนคนหนึ่งที่ชื่อ คูลีโอ เซซาร์ อีเกลเซียส ได้ให้ฉายากับทีมรุ่นนี้ว่า กินตาเดลบุยเตร, ซึ่งได้มาจากชื่อเล่นของหนึ่งในนักเตะของสโมสร, เอมีลีโอ บูตรากูเอโน. และสมาชิกอีกสี่คนที่เหลือได้แก่: มานูเอล ซานชิส, มาร์ติน บัซเกซ, มีเชล และ มีกูเอล พาร์เดซา.[32] ต่อมา สมาชิกในกลุ่มเหลือ 4 คนโดยพาร์เดซาได้ย้ายไปอยู่กับซาราโกซา ในฤดูกาล 1986 แต่ทีมยังมีการลงทุนซื้อผู้เล่นดาวดังมาเพิ่ม อาทิ ฟรานซิสโก บูโย ผู้รักษาประตูชาวสเปน, มีเกล ปอร์ลัน เชนโด แบ็กขวาชาวสเปน และกองหน้าชาวเม็กซิโก อูโก ซานเชซ เรอัลมาดริดจึงเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในสเปนและในยุโรปในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟ่าคัพ 2 สมัย, สเปนนิชแชมเปียนชิพ 5 สมัย, โกปาเดลเรย์ 1 สมัย และ ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา อีก 3 สมัย[32] ภายหลังฉายา กินตาเดลบุยเตร ได้หายไปจากแฟนบอลเรอัลมาดริด หลังจาก เอมีลีโอ บูตรากูเอโน, มาร์ติน บัซเกซ และ มีเชล ได้ย้ายออกจากสโมสร

ใน ค.ศ. 1996 ประธานสโมสรลอเรนโซ ซานซ์ ได้แต่งตั้งให้ฟาบีโอ กาเปลโล อดีตผู้จัดการทีมเอซี มิลาน เข้าเป็นผู้จัดการทีม แม้ว่าเขาดำรงตำแหน่งเพียงแค่หนึ่งฤดูกาล แต่ก็สามารถนำเรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลิกาได้และได้ซื้อผู้เล่นตัวเก่งมากมาย เช่น โรเบร์ตู การ์ลูส, เพรดรัก มีจาโตวิช, ดาวอร์ ซือเกอร์ และ คลาเรนซ์ ซีดอร์ฟ เข้ามาเล่นร่วมกับผู้เล่นเดิมอย่างราอุล กอนซาเลซ, เฟร์นันโด เอียร์โร, อีวาน ซาโมราโน และ เฟร์นันโด เรดอนโด เป็นผลให้พวกเขาสิ้นสุดการรอคอย 32 ปีในการชนะถ้วยูโรเปียนคัพ สมัยที่ 7 ใน ค.ศ. 1998 ภายใต้การคุมทีมของยุพพ์ ไฮน์เคส โดยเอาชนะยูเวนตุส 1–0 ในรอบชิงชนะเลิศ[33]

โลสกาลักติโกสยุคแรก (2000–09)

เดวิด เบคแคม และ ซีเนดีน ซีดาน อดีตผู้เล่นคนสำคัญของสโมสร

หลังจากคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วยการชนะบาเลนเซีย 3–0 ใน ค.ศ. 2000 สโมสรได้แต่งตั้งประธานสโมสรคนใหม่คือ โฟลเรนตีโน เปเรซ ในระหว่างหาเสียง เขาสัญญาว่าจะลบหนี้ของสโมสรและสร้างสิ่งทันสมัย​​และสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สโมสร แต่สัญญาที่สำคัญที่ขับเคลื่อนให้เปเรซได้รับชัยชนะการเลือกตั้ง คือการซื้อนักเตะชื่อดังชาวโปรตุเกสอย่าง ลูอิช ฟีกู ซึ่งเป็นอดีตนักเตะของบาร์เซโลนา คู่ปรับตลอดกาล[34] ในปีนี้ สโมสรได้สร้างค่ายฝึกอบรมใหม่และจัดการสรรหาผู้เล่นชื่อดังที่นักข่าวสเปนเรียกว่า โลสกาลักติโกส เช่น ซีเนดีน ซีดาน, โรนัลโด, เดวิด เบคแคม, ฟาบีโอ กันนาวาโร, ลูอิช ฟีกู, และ โรเบร์ตู การ์ลูส แม้จะถูกวิจารณ์จากสื่อ แต่เปเรซก็ลบคำสบประมาทด้วยการนำสโมสรคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสมัยที่ 9 และคว้าแชมป์อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพใน ค.ศ. 2002 และยังคว้าแชมป์ ลาลิกา ได้ในปีต่อมา[35] ใน ค.ศ. 2003 สโมสรได้ปฏิเสธการต่อสัญญากับ บีเซนเต เดล โบสเก หลังจากที่เกิดความขัดแย้งกับกัปตันทีมของสโมสร เฟร์นันโด เฮียร์โร และได้เซ็นสัญญากับผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส การ์รอส เกวรีออซ ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์ ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญาได้

ถัดมา ในฤดูกาล 2005–06 สโมสรได้ซื้อผู้เล่นคนใหม่เข้ามามากมาย เช่น จูลีโอ บาปติสตา, โรบินยู และ เซร์ฆิโอ ราโมส โดยในฤดูกาลนี้สโมสรได้เปลี่ยนผู้จัดการทีม 2 คน ได้แก่ ฟานเดอร์เริล ลักเซมบูร์กู และ ควน ราโมส โลเปซ การ์โล ในช่วงปลาย ค.ศ. 2005 โดยราโมสนำสโมสรได้รองแชมป์ลาลิกา แต่ก็ถูกยกเลิกสัญญาในที่สุด

เรอัลมาดริดฉลองแชมป์ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา ใน ค.ศ. 2008

ในฤดูกาล 2006–07 สโมสรได้แต่งตั้งประธานคนใหม่คือ รามอน กัลเดรอน และกลับมาคว้าแชมป์ลาลิกาได้ ด้วยฝีมือของ ฟาบีโอ กาเปลโล ที่กลับมาคุมทีมอีกครั้ง โดยทีมขายนักเตะชื่อดังออกไปหลายคนรวมถึง เดวิด เบคแคม, ลูอิช ฟีกู, โรนัลโด และซีเนดีน ซีดาน ที่ประกาศเลิกเล่น แต่กาเปลโลก็ซื้อนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมได้ในทุกตำแหน่ง เช่น กอนซาโล อีกวาอิน, มาร์เซลู วีเอรา และ รืด ฟัน นิสเติลโรย

ในฤดูกาล 2007–08 แบรนด์ ชูสเตอร์ อดีตผู้เล่นชื่อดังในช่วงทศวรรษที่ 1980 ของเรอัลมาดริด และ บาร์เซโลนา เข้ามาคุมทีม โดยทำการซื้อผู้เล่นที่มีทั้งประสบการณ์และทักษะที่ดีมากมาย เช่น เปปี, เวสลีย์ สไนเดอร์ และ อาร์เยิน รอบเบิน แต่ผลงานใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ไม่ประสบความสำเร็จ โดยตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้โรม่า แต่ยังคว้าแชมป์ลาลิกาสมัยที่ 30 ได้

ในฤดูกาล 2008–09 ชูสเตอร์นำทีมคว้าแชมป์ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา ด้วยการชนะบาเลนเซีย รวมผลประตูสองนัด 6–5 ก่อนจะถูกปลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ควนเต ราโมส เข้ามาคุมทีมต่อ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก พวกเขาแพ้ลิเวอร์พูลรวมผลประตูสองนัดไปถึง 0–5 และทำได้เพียงจบอันดับ 2 ลาลิกา รวมถึงการแพ้บาร์เซโลนาคาบ้านไปถึง 2–6 ทำให้ราโมสถูกปลด

การกลับมาของเปเรซ และโลสกาลักติโกสยุคที่สอง (2009–13)

คริสเตียโน โรนัลโด,ผู้เล่นคนแรกที่ยิงประตูคู่แข่งได้ครบทั้ง 19 สโมสรในลาลิกา ภายในฤดูกาลเดียว

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2009 โฟลเรนตีโน เปเรซ อดีตประธานสโมสรได้กลับมารับดำรงตำแหน่งอีกครั้ง[36][37] โดยในครั้งนี้เปเรซมีแผนที่จะสร้างทีม กาลักติโกส ขึ้นมาอีกครั้ง โดยคนแรกที่ซื้อมาคือ กาก้า กองกลางตัวรุกจากเอซี มิลาน ด้วยค่าตัว 65 ล้านยูโร[38] และคริสเตียโน โรนัลโด ปีกชื่อดังจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวสถิติโลกในขณะนั้น 80 ล้านยูโร และเซ็นสัญญากับมานวยล์ เปเยกรีนี ผู้จัดการทืมชาวชิลี ซึ่งพาทีมจบอันดับที่ 2 ในลาลิกา

หลังจากสัญญาของเปเยกรีนีได้หมดลง เปเรซเซ็นสัญญากับโชเซ มูรีนโย ผู้จัดการทีมชื่อดังในฤดูกาล 2010–11[39][40] ก่อนจะพาทีมได้รองแชมป์ลาลิกา และยังได้แชม์โกปาเดลเรย์จากการเอาชนะบาร์เซโลนา 1–0 ในช่วงต่อเวลา

ในฤดูกาล 2011–12 เรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลิกาได้เป็นสมัยที่ 32 และเป็นทีมแรกของฟุตบอลสเปนที่ทำไปถึง 100 คะแนน และยังยิงประตูคู่แข่งได้มากถึง 121 ประตู[41] และคริสเตียโน โรนัลโด กลายเป็นผู้เล่นที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการทำประตูมากกว่า 100 ลูก ในประวัติศาสตร์ลีกสเปนโดยโรนัลโดทำประตู 101 ประตู จากการลงเล่นแค่ 92 นัด แซงสถิติของเฟเรนส์ ปุชคัช อดีตผู้เล่นชาวฮังการีของสโมสรที่ทำ 100 ประตูจากการลงเล่น 105 นัด โรนัลโดยังถือเป็นผู้เล่นคนแรกของสโมสรที่ทำประตูในทุกรายการสูงที่สุดในหนึ่งฤดูกาล (60 ประตู) และยังเป็นผู้เล่นคนแรกที่ยิงประตูคู่แข่งได้ครบทั้ง 19 สโมสรในลาลิกาภายในฤดูกาลเดียว[42][43]

แต่ในฤดูกาล 2012–13 สโมสรกลับมีปัญหามากมาย มูรีนโยมีปัญหากับนักเตะอาวุโสของทีม เช่น อีเกร์ กาซียัส และ เซร์ฆิโอ ราโมส ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับแฟนบอลและผู้บริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสโมสรไม่ได้แชมป์รายการใด ๆ เลย รวมถึงการแพ้อัตเลติโกเดมาดริด 1–2 ในนัดชิงชนะเลิศโกปาเดลเรย์ ทำให้มูรีนโยถูกปลด

อันเชลอตตีและลาเดซีมา (2013–15)

ในฤดูกาล 2013–14 สโมสรแต่งตั้งการ์โล อันเชลอตตี ผู้จัดการทีมที่เคยเป็นตำนานนักเตะของเอซี มิลาน และพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปได้ถึงสองครั้งในฐานะผู้จัดการทีม เข้ามารับตำแหน่ง และยังมีการลงทุนในตลาดซื้อขายอีกครั้งด้วยการเซ็นสัญญากับแกเร็ธ เบล นักเตะระดับโลกชาวเวลส์จากทอตนัมฮอตสเปอร์สด้วยค่าตัวสถิติโลกถึง 100 ล้านยูโร ในฤดูกาลแรก แม้เรอัลมาดริดจะจบเพียงอันดับสามในลาลิกา แต่พวกเขาคว้าแชมป์โกปาเดลเรย์ได้ด้วยการชนะบาร์เซโลนา 2-1 ซึ่งเบลทำประตูชัยได้ และยังคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นสมัยที่ 10 โดยชนะอัตเลติโกเดมาดริดแชมป์ลาลิกาได้ในช่วงต่อเวลา 4–1 ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ มีชื่อเรียกกันว่า ลาเดซีมา (La Decima) แต่ในฤดูกาลต่อมา แม้เรอัลมาดริดจะทำสถิติชนะติดต่อกันถึง 21 นัดทุกรายการ แต่สุดท้ายทีมไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดได้ ทำให้อันเชลอตตีถูกปลด[44]

ยุคทองของซีดาน (2015–18)

ซีเนดีน ซีดาน ผู้จัดการทีมผู้สร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน

ในฤดูกาล 2015–16 สโมสรได้แต่งตั้งราฟาเอล เบนิเตซ เข้ามาคุมทีม แต่ทำผลงานได้ย่ำแย่ทำให้ถูกปลด และทีมได้แต่งตั้ง ซีเนอดีน ซีดาน ซึ่งในขณะนั้นคุมทีมสำรองอยู่เข้ามาคุมทีมแทน[45] และสามารถพาทีมบุกไปชนะบาร์เซโลนา 2–1 ได้ถึงถิ่นกัมนอว์ คว้ารองแชมป์ลาลิกาโดยที่มีคะแนนตามบาร์เซโลนาเพียงคะแนนเดียว และทีมยังคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ หลังดวลจุดโทษชนะ อัตเลติโกเดมาดริด คู่ปรับเก่าในปี 2014 ไปได้ หลังเสมอกัน 1–1[46]

เรอัลมาดริดเริ่มต้นฤดูกาล 2016–17 ด้วยแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพจากการเอาชนะเซบิยา 3–2 ในช่วงต่อเวลา ตามด้วยแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ต่อมาในเดือนมกราคม 2017 พวกเขาทำสถิติไม่แพ้ติดต่อกันครบ 40 นัด มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสเปน[47] แซงหน้าบาร์เซโลนาที่ทำไว้ 39 นัด ก่อนที่สถิติดังกล่าวจะหยุดลงเมื่อพวกเขาแพ้บาร์เซโลนา 1–2 ในสัปดาห์ต่อมา แต่เรอัลมาดริดยังคว้าแชมป์ลาลิกาได้ รวมทั้งคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้อีกครั้ง โดยเอาชนะยูเวนตุส 4–1[48] ทำสถิติเป็นสโมสรแรกที่ป้องกันแชมป์ได้นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อรายการมาจาก ยูโรเปียนคัพ ในฤดูกาล 1992 และเป็นการคว้าแชมป์สมัยที่ 12[49] ความสำเร็จดังกล่าวได้รับการยกย่องเป็น "La Duodécima"[50] และถือเป็นฤดูกาลที่พวกเขาประสบความสำเร็จมากที่สุด จากการชนะเลิศการแข่งขัน 4 จาก 5 รายการ โดยพลาดไปเพียงรายการเดียวคือ โกปาเดลเรย์

ในฤดูกาล 2017–18 ซีดานพาทีมป้องกันแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ โดยเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2–1[51] ตามด้วยแชมป์ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา เอาชนะบาร์เซโลนาด้วยผลประตูรวมสองนัด 5–1[52] และยังป้องกันแชมป์สโมสรโลกได้อีกครั้งในเดือนธันวาคม เอาชนะ เกรมิโอ 1–0 ทำสถิติเป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์ได้ รวมทั้งป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้อีกครั้ง เอาชนะลิเวอร์พูล 3–1 ทำสถิติเป็นสโมสรแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้ติดต่อกัน 3 สมัยนับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาจากยูโรเปียนคัพ อย่างไรก็ตาม ซีดานได้ประกาศลาออกหลังจบฤดูกาลอย่างเหนือความคาดหมาย โดยให้เหตุผลว่าหมดความท้าทาย และสโมสรต้องการ ๆ เปลี่ยนแปลง[53][54]

ยุคใหม่และสร้างทีมอีกครั้ง (2018–ปัจจุบัน)

สโมสรประกาศว่า จูเลน โลเปเตกี จะเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกับทีมชาติสเปนในฟุตบอลโลก 2018 และสโมสรทำการซื้อขายผู้เล่นหลายตำแหน่งรวมถึงการขาย คริสเตียโน โรนัลโด ให้แก่ ยูเวนตุส ด้วยราคาสูงถึง 100 ล้านยูโร

เรอัลมาดริดเริ่มต้นฤดูกาล 2018–19 ด้วยการพ่ายอัตเลติโกเดมาดริด 2–4 ในยูฟ่าซูเปอร์คัพ และภายหลังจากความพ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อบาร์เซโลนา 1–5 ในวันที่ 28 ตุลาคม ซึ่งเรอัลมาดริดได้ตกไปอยู่อันดับ 9 โลเปเตกรีได้ถูกปลด[55] ผู้ฝึกสอนทีมสำรอง ซานตีอาโก โซลารี เข้ามารักษาการแทน โดยในเดือนธันวาคม สโมสรชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกได้เป็นสมัยที่ 4 แต่ไปพ่าย อาเอฟเซ อายักซ์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หยุดสถิติผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ 8 ฤดูกาลติดต่อกัน ต่อมาในเดือนมีนาคม 2019 สโมสรแต่งตั้ง ซีเนดีน ซีดาน กลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง[56][57]

ในตลาดซื้อขายนักเตะฤดูกาล 2019–20 ทีมได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยทำการเซ็นสัญญากับนักเตะหลายราย เช่น เอเดน อาซาร์ ผู้เล่นระดับโลกจากเชลซี รวมถึง ลูกา โยวิช, เอแดร์ มิลิเตา, เฟลอลอง เมนดี, โรดริโก เป็นเงินกว่า 350 ล้านยูโร ในเดือนมกราคม 2020 เรอัลมาดริดชนะอัตเลติโกเดมาดริดได้ในซูเปอร์โคปาเดเอสปาญา คว้าแชมป์สมัยที่ 11 และภายหลังจากการหยุดพักการแข่งขัน 3 เดือนของลาลิกาด้วยสถานการณ์ไวรัสโคโรนา เรอัลมาดริดคว้าชัยชนะได้ 10 นัดติดต่อกัน คว้าแชมป์ลาลิกาได้เป็นสมัยที่ 34 แต่ไปแพ้ แมนเชสเตอร์ซิตี ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายโกปาเดลเรย์ พ่ายให้กับ เรอัลโซซิเอดัด ซีดานได้ลาออกหลังจบฤดูกาล 2020–21 เนื่องจากทีมไม่ได้แชมป์รายการใด

การ์โล อันเชลอตตี กลับเข้ามาคุมทีมอีกครั้งในฤดูกาล 2021–22[58][59]

สนามแข่งขัน

เรอัลมาดริดลงเล่นในสนามกีฬาซานเตียโก เบร์นาเบว จากจุดเริ่มต้นใน ค.ศ. 1944[60] สนามแห่งนี้มีชื่อเดิมว่าสนามกีฬาชามาร์ติน (Estadio Chamartín) ก่อนจะเปิดใช้จริงใน ค.ศ.1947 และมาเปลี่ยนชื่อเป็น ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต (Santiago Bernabéu Yeste) ใน ค.ศ. 1955 เพื่อยกย่องและให้เกียรติประธานสโมสรในขณะนั้น

แต่เดิมสนามแห่งนี้รับผู้ชมได้เต็มที่รวมทั้งตั๋วยืนถึง 120,000 คน แต่ต่อมายูฟ่าออกกฎไม่ให้มีผู้ยืนเข้าชม จึงมีการปรับเปลี่ยนโดยขยายพื้นที่และติดตั้งที่นั่งเพิ่มเติมอีก 5000 ที่นั่งใน ค.ศ. 2003 ทำให้สนามนี้มีที่นั่งทลดลง ที่นี่เคยเป็นสนามแข่งขันฟุตบอลโลกใน ค.ศ.1982 มาแล้ว และรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เคยอาศัยที่นี่เป็นสนามแข่งนัดชิงชนะเลิศถึง 4 ครั้ง คือ ในปี 1957 ,1969, 1980 และ 2010 ตามเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสร ความจุปัจจุบันคือ 81,044[61]

บรรยากาศภายในสนามกีฬาซานเตียโก เบร์นาเบว

ตราสัญลักษณ์และสี

ผู้ผลิตชุดและผู้สนับสนุน

ช่วงเวลา ผู้ผลิตชุด ผู้สนับสนุน
1980–1982 อาดิดาส ไม่มี
1982–1985 ซานุสซี
1985–1989 ฮัมเมล ปาร์มาลัต
1989–1991 เรนีปิกอต
1991–1992 โอไตซา
1992–1994 เทคา
1994–1998 เกลเม
1998–2001 อาดิดาส
2001–2002 Realmadrid.com*
2002–2005 ซีเมนส์โมไบล์
2005–2006 ซีเมนส์
2006–2007 เบนคิว ซีเมนส์
2007–2011 บีวิน
2011–2013
2013–2018 ฟลายเอมิเรตส์

*Realmadrid.com ปรากฏอยู่บนเสื้อเพื่อเป็นการโฆษณาเว็บไซต์ใหม่ของสโมสร

สโมสรคู่แข่ง

เอลกลาซิโก

การแข่งขันเอลกลาซิโก ใน ค.ศ. 2011

เรอัลมาดริดเป็นอริกับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนามายาวนาน การพบกันระหว่างทั้งสองทีมมักมีเรื่องของการเมือง ความรุนแรง และ การเรียกร้องเสรีภาพ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของชาวกาตาลากับรัฐบาลสเปนมายาวนาน เนื่องจากชาวกาตาลามีความคิดที่จะแยกตัวเป็นอิสระออกจากการปกครองของสเปน การพบกันของทั้งสองทีมเรียกว่าศึก "เอลกลาซิโก" ปมแห่งความขัดแย้งเริ่มต้นตั้งแต่ที่ราชรัฐกาตาลุนญ่า ที่มีบาร์เซโลน่าเป็นเมืองหลวง ถูกแปรสภาพเป็นแคว้นหนึ่งที่ขึ้นตรงกับประเทศสเปน ทำให้เกิดความคิดอยากแบ่งแยกดินแดนตามมา กระทั่งช่วงปี 1899 สโมสรบาร์เซโลน่า ถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนของชาวกาตาลา[62] ก่อนที่ 3 ปีต่อมา เรอัลมาดริด จะก่อตั้งตามมา เพื่อเป็นตัวแทนของชาวเมืองหลวง ถือเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางเชื้อชาติ ผ่านรูปแบบของเกมกีฬา[63] ต่อมา เมื่อประเทศสเปน เกิดสงครามกลางเมือง ผู้มีอำนาจอย่าง “นายพล ฟรานซิสโก้ ฟรังโก้” ได้เชื่อมโยงเรื่องการเมืองมาเกี่ยวกับฟุตบอล นอกจากการควบรวมอำนาจแล้ว นายพลฟรังโก้ ยังเป็นผู้จุดชนวนให้การเจอกันของทั้งสองทีมทวีความร้อนแรงมากขึ้น[64] เริ่มต้นจากการออกคำสั่งให้บาร์เซโลนาเปลี่ยนชื่อสโมสรจากภาษากาตาลามาเป็นภาษาสเปน ตามด้วยการสังหาร “โจเซป ซุนโยล” ประธานสโมสรบาร์เซโลนา ก่อนใช้อิทธิพลนอกสนามกดดันสมาคมและผู้ตัดสิน จนเรอัล มาดริด เอาชนะบาร์เซโลน่า ไปถึง 11–1 ในรายการโกปาเดลเรย์ปี 1943 และแทรกแซงการซื้อขาย ปาดหน้าคว้าตัว “อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่” ที่มีข่าวกกับบาร์เซโลนาจนก้าวมาเป็นตำนานของเรอัลมาดริด[65][66]

เอลกลาซิโก เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1929 เพียง 2 สัปดาห์ หลังจากลาลิกาก่อตั้งขึ้น เกมในวันนั้น บาร์เซโลนา เปิดสนามเลส คอร์ทส ต้อนรับการมาเยือนของ เรอัลมาดริด ซึ่งแฟนบอลเจ้าถิ่นที่เข้ามาเต็มสนามมั่นใจอย่างยิ่งว่าทีมรักของพวกเขาจะคว้าชัยได้ไม่ยาก ทว่ากลับเป็นราชันชุดขาวบุกที่บุกไปเอาชนะได้ 2–1 หากนับถึงปัจจุบันทั้งสองทีมพบกันมาแล้วมากกว่า 279 นัด[67] โดยบาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 115 นัด เป็นชัยชนะของเรอัลมาดริด 102 นัด และ เสมอกัน 62 นัด[68] และเอลกลาซิโกยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการพบกันของสองสโมสรคู่อริที่มีความดุเดือดมากที่สุดคู่หนึ่งตลอดกาลในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอล[69][70][71]

เดร์บิมาดริเลญโญ

เดร์บิมาดริเลญโญ ใน ค.ศ. 2013

เดร์บิมาดริเลญโญ เป็นชื่อเรียกการแข่งขันระหว่างเรอัลมาดริด และ อัตเลติโกเดมาดริด ทั้งสองเป็นอริกันเนื่องจากเป็นสองสโมสรที่มีชื่อเสียงที่สุดในกรุงมาดริด ในยุคปัจจุบัน มาดริดดาร์บี้เป็นดาร์บี้แมตช์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในฟุตบอลสเปนรองจากเอลกลาซิโกและถึงแม้ว่าเรอัลมาดริดจะมีฐานแฟนบอลทั่วโลกที่ใหญ่กว่า แต่อัตเลติโกเดมาดริดก็มีฐานแฟนบอลทั่วโลกที่สำคัญเช่นกัน เนื่องจากระดับความสำเร็จของพวกเขาในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกและยูฟ่ายูโรปาลีกในต้นศตวรรษที่ 21 เรอัลมาดริด คือสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยคว้ามาได้ 13 สมัย ในขณะทีอัตเลติโกไม่เคยคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเลย แม้ว่าพวกเขาจะเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศมาแล้ว 3 ครั้ง (แพ้เรอัลมาดริด 2 ครั้ง) แต่พวกเขายังคว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้ 3 สมัยตั้งแต่ปี 2010 (เทียบได้กับกับยูฟ่าคัพ 2 สมัยของเรอัลมาดริด) และยูฟ่าซูเปอร์คัพ 3 สมัย (หนึ่งในนั้นคือการเอาชนะเรอัลมาดริด)[72][73]

ก่อนหน้านี้อัตเลติโกเดมาดริดตกยุคใต้ร่มเงาของ “ราชันชุดขาว” มาโดยตลอด หลังจากไม่เคยเอาชนะในเกมดาร์บีได้เลยถึง 14 ปี (1999–2013) หรือนับเป็นจำนวนกว่า 15 นัด จนกระทั่ง ดีเอโก ซิเมโอเน เข้ามาคุมทีมก็ทำสถิติได้ดีขึ้น พวกเขาชนะ 8 จาก 25 เกมดาร์บีนับจากนั้น โดยเป็นการเสมออีก 10 นัด และแพ้แค่ 7 นัด[74]

การเงินและการเป็นเจ้าของ

นับตั้งแต่การเข้ามาบริหารของ โฟลเรนติโน เปเรซ เรอัลมาดริดได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่ำรวยที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดในแง่ของการตลาด สโมสรได้ยกส่วนหนึ่งของสนามฝึกซ้อมให้กับเมืองมาดริดในปี 2001 และขายส่วนที่เหลือให้กับบริษัทสี่แห่ง ได้แก่ Repsol YPF, Mutua Automovilística de Madrid, Sacyr Vallehermoso และ OHL การขายครั้งนี้ช่วยขจัดหนี้ของสโมสร ปูทางให้สโมสรซื้อนักเตะที่แพงที่สุดในโลก เช่น ซีเนดีน ซีดาน, ลูอิช ฟีกู, โรนัลโด และเดวิด เบคแคม

แม้ว่านโยบายของเปเรซจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางการตลาดที่สูงของสโมสรทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นว่าสโมสรมุ่งเน้นไปที่ชื่อเสียงด้านการตลาดมากเกินไป ซึ่งสวนทางกับผลงานของทีมในบางฤดูกาล ในเดือนกันยายน 2007 เรอัลมาดริดถือเป็นแบรนด์ฟุตบอลที่มีมูลค่ามากที่สุดในยุโรปจากการจัดอันดับโดย BBDO และในปี 2008 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสโมสรที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับสองในวงการฟุตบอล โดยมีมูลค่า 951 ล้านยูโร (640 ล้านปอนด์ / 1.285 พันล้านดอลลาร์)[75] เป็นรองเพียงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดซึ่งมีมูลค่า 1.333 พันล้านยูโร (900 ปอนด์) ต่อมา ในปี 2010 เรอัลมาดริด เป็นทีมที่มีรายได้สูงสุดในวงการฟุตบอล

เรอัลมาดริดเป็น 1 ใน 4 สโมสรของฟุตบอลสเปนที่จดทะเบียนเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าแฟนฟุตบอลหรือบุคคลภายนอกที่สนับสนุนด้านการเงินของทีม ทุกคนจะมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของทีมร่วมกัน และยังมีสิทธิ์ในการลงคะแนนเลือกตั้งบอร์ดบริหารสโมสร โดยที่ประธานสโมสรจะไม่สามารถนำเงินส่วนตัวมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในสโมสรได้[76] และตามกฎของการแข่งขันฟุตบอลสเปนระบุว่า สโมสรจะใช้จ่ายเงินได้เท่าที่หามาได้ในฤดูกาลนั้นๆ เท่านั้น จะลงทุนซื้อผู้เล่นด้วยงบประมาณที่มากกว่ารายรับมิได้[77] สมาชิกและหุ้นส่วนของสโมสรเรอัลมาดริดมีชื่อเรียกว่า "Socios" โดยใน ค.ศ. 2010 สมาชิก Socios มีจำนวนกว่า 60,000 คนทั่วโลก[78]

ผู้เล่น

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

ณ วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2021[79]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
1 GK  เบลเยียม ตีโบ กูร์ตัว
2 DF  สเปน ดานิ การ์บาฆัล
3 DF  บราซิล แอแดร์ มีลีเตา
4 DF  ออสเตรีย ดาวิด อาลาบา
5 DF  สเปน เฆซุส บาเยโฆ
6 DF  สเปน นาโช
7 FW  เบลเยียม เอแดน อาซาร์
8 MF  เยอรมนี โทนี โครส
9 FW  ฝรั่งเศส การีม แบนเซมา (รองกัปตัน)[79]
10 MF  โครเอเชีย ลูกา มอดริช
11 MF  สเปน มาร์โก อาเซนซิโอ
12 DF  บราซิล มาร์เซลู (กัปตัน)[79]
13 GK  ยูเครน อันดรีย์ ลูนิน
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
14 MF  บราซิล กาเซมีรู
15 MF  อุรุกวัย เฟเดริโก บัลเบร์เด
16 FW  เซอร์เบีย ลูกา ยอวิช
17 FW  สเปน ลูกัส บัซเกซ
18 FW  เวลส์ แกเร็ท เบล
19 MF  สเปน ดานิ เซบาโยส
20 FW  บราซิล วีนีซียุส ฌูนีโยร์
21 FW  บราซิล โรดรีกู
22 MF  สเปน อิสโก
23 DF  ฝรั่งเศส แฟร์ล็อง แมนดี
24 FW  สาธารณรัฐโดมินิกัน มาเรียโน
25 MF  ฝรั่งเศส เอดัวร์โด กามาวีงกา

บุคลากร

ทีมงานฝ่ายเทคนิคในปัจจุบัน[80]

การ์โล อันเชลอตตี ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน
ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่
ผู้จัดการทีม การ์โล อันเชลอตตี
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ดาวิเด อันเชลอตนี
ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนส อันโตนิโอ พินตัส
ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู ลุยซ์ ลอปิซ

ข้อมูลล่าสุด: 1 กันยายน 2021
อ้างอิง: Board of Directors, Organisation

คณะกรรมการและผู้บริหาร

โฟลเรนตีโน เปเรซ ประธานสโมสรคนปัจจุบัน
ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่
ประธานสโมสร โฟลเรนตีโน เปเรซ[81]
ประธานกิตติมศักดิ์ อัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน
รองประธานสโมสรคนที่ 1 เฟร์นันโด เฟร์นานเดซ ตาปีอัส
รองประธานสโมสรคนที่ 2 เปโดร โลเปซ ฆิมิเนซ
เลขานุการคณะกรรมการ เอนรีเก ซานเชซ กอนซาเลซ
อธิบดี โคเซ แอนเจิล ซานเชซ
ผู้อำนวยการสำนักงานของประธานาธิบดี มานูเอล เรดอนโด
ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การสังคม โคเซ ลุยส์ ซานเชซ

เกียรติประวัติ

ระดับ รายการ ชนะเลิศ ฤดูกาล
สเปน

ระดับประเทศ

ลาลิกา[82] 34 1931–32, 1932–33, 1953–54, 1954–55, 1956–57, 1957–58, 1960–61, 1961–62, 1962–63, 1963–64, 1964–65, 1966–67, 1967–68, 1968–69, 1971–72, 1974–75, 1975–76, 1977–78, 1978–79, 1979–80, 1985–86, 1986–87, 1987–88, 1988–89, 1989–90, 1994–95, 1996–97, 2000–01, 2002–03, 2006–07, 2007–08, 2011–12, 2016–17, 2019–20
โกปาเดลเรย์[83] 19 1905, 1906, 1907, 1908, 1917, 1934, 1936, 1946, 1947, 1961–62, 1969–70, 1973–74, 1974–75, 1979–80, 1981–82, 1988–89, 1992–93, 2010–11, 2013–14
ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา[84] 11 1988, 1989*, 1990, 1993, 1997, 2001, 2003, 2008, 2012, 2017, 2019–20
โกปาเอบาดัวร์เต 1 1947
โกปาเดลาลิกา 1 1985
ยุโรป ระดับทวีปยุโรป ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก[85] 13 1955–56, 1956–57, 1957–58, 1958–59, 1959–60, 1965–66, 1997–98, 1999–2000, 2001–02, 2013–14, 2015–16, 2016–17, 2017–18
ยูฟ่ายูโรปาลีก[86] 2 1984–85, 1985–86
ยูฟ่าซูเปอร์คัพ[87] 4 2002, 2014, 2016, 2017
โลก ระดับโลก อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ[88] 3s 1960, 1998, 2002
ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ[89] 4 2014, 2016, 2017, 2018
  •   เป็นแชมป์ของรายการดังกล่าวสูงที่สุด

สถิติสำคัญ

ราอูล กอนซาเลซ ผู้ครองสถิติลงเล่นมากที่สุดของสโมสร
  • นักเตะที่ลงสนามมากที่สุด: ราอูล กอนซาเลซ (725 นัด)[90]
  • นักเตะที่ทำประตูมากที่สุด: คริสเตียโน โรนัลโด (450 ประตู)[91]
  • นักเตะที่ทำประตูในลาลิกามากที่สุด: คริสเตียโน โรนัลโด (311 ประตู)[92]
  • นักเตะที่ทำประตูในลาลิกามากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล: คริสเตียโน โรนัลโด (48 ประตู/ 2014-15)[93]
  • นักเตะที่ทำประตูในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกมากที่สุด: คริสเตียโน โรนัลโด (129 ประตู)[94]
  • สถิติการซื้อนักเตะแพงที่สุด: เอเดน อาซาร์ (100 ล้านยูโร/ย้ายจากเชลซี ค.ศ. 2019)[95], แกเร็ธ เบล (100 ล้านยูโร/ย้ายจากทอตนัมฮอตสเปอร์ ค.ศ. 2013)
  • สถิติผู้ชมในสนามมากที่สุด: 83,329 คน (ค.ศ. 2006)
  • ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด: มิเกล มูนอซ (14 ถ้วยรางวัล/ 1959, 1960-74)[96]

ในประเทศไทย

สำหรับชาวไทยที่มีชื่อเสียงที่เป็นผู้สนับสนุนเรอัลมาดริด เช่น ณเดชน์ คูกิมิยะ (นักแสดง), วรินทร ปัญหกาญจน์ (นักแสดง) เป็นต้น เรอัลมาดริดเคยเดินทางมาเตะกับทีมชาติไทย 2 ครั้ง ครั้งแรก ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ที่ราชมังคลากีฬาสถาน โดยชนะทีมชาติไทย 2–1[97] และครั้งที่สองวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) เอาชนะทีมชาติไทย 3–0[98]

อ้างอิง

  1. "1902-1911". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 2007-09-09.
  2. "Santiago Bernabéu Stadium | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 26 August 2017.
  3. "ข้อเท็จจริงสโมสร: เรอัลมาดริด". Uefa.com. สืบค้นเมื่อ 2007-09-30. (See:UEFA club competition milestones)
  4. "เรอัลมาดริดคือหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม G-14". G14.com. สืบค้นเมื่อ 2007-09-17.
  5. "รามอน กัลเดรอนกล่าวคำปราศรัยกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอเมริกันชื่อดังหลายแห่ง". Realmadrid.com. 2008-02-05. สืบค้นเมื่อ 2008-02-06.
  6. "ยูไนเต็ดทำรายได้มากขึ้นแต่เรอัลมาดริดยังครองเบอร์หนึ่ง". Deloitte UK. 2008-02-14. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2008-11-23. สืบค้นเมื่อ 2008-02-16.
  7. "Real Madrid on the Forbes Soccer Team Valuations List". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  8. CNN, Ben Church. "Real Madrid usurps Manchester United as world's richest club". CNN.
  9. "Real Madrid remain most valuable football club brand in the world for the third consecutive year | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  10. Traquete, Manuel. "World Football: The 11 Most Successful European Clubs in History". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  11. "The great European Cup teams: Real Madrid 1955-60 | David Lacey". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2013-05-22.
  12. "Real Madrid 1955-1960". Football's Greatest (ภาษาอังกฤษ).
  13. "Real Madrid - history and facts of the football club". www.footballhistory.org.
  14. "Real Madrid: number of trophies as of April 2021". Statista (ภาษาอังกฤษ).
  15. "สโมสรที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20" (PDF). FIFA.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 2007-04-23. สืบค้นเมื่อ 2007-09-18. Voted exclusively by the readers of the bi-monthly FIFA Magazine on December 2000.
  16. Ball, Phil p. 117.
  17. Luís Miguel González. "Pre-history and first official title (1900–1910)". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  18. "History — Chapter 1 – From the Estrada Lot to the nice, little O'Donnel pitch". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 11 July 2008.
  19. Luís Miguel González. "Bernabéu's debut to the title of Real (1911–1920)". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  20. Luís Miguel González (28 February 2007). "A spectacular leap towards the future (1921–1930)". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  21. Luís Miguel González. "The first two-time champion of the League (1931–1940)". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 18 July 2008.
  22. "Real Madrid v Barcelona: six of the best 'El Clásicos'". London: The Telegraph. 9 December 2011. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  23. 23.0 23.1 Aguilar, Paco (10 December 1998). "Barca - Much more than just a Club". FIFA. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2008-04-29. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "Aguilar 19981210" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  24. Ball, Phil (12 December 2003). Morbo: the Story of Spanish Football. WSC Books Ltd. ISBN 978-0-9540134-6-2. |access-date= requires |url= (help)
  25. Spaaij, Ramn (2006). Understanding football hooliganism: a comparison of six Western European football clubs. Amsterdam: Amsterdam University Press. ISBN 978-90-5629-445-8. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  26. Luís Miguel González. "Bernabéu begins his office as President building the new Chamartín Stadium (1941–1950)". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  27. Luís Miguel González. "An exceptional decade (1951–1960)". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  28. "Trophy Room". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  29. "European Competitions 1971". RSSS. สืบค้นเมื่อ 27 September 2008.
  30. "Santiago Bernabéu". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 October 2008.
  31. "The "Quinta del Buitre" era begins". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 11 July 2008.
  32. 32.0 32.1 Luís Miguel González (5 March 2008). "1981–1990 – Five straight League titles and a new record". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  33. "1991–2000 – From Raúl González to the turn of the new millennium". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  34. "Figo's the Real deal". BBC Sport. 24 July 2000. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  35. "2001 – present — Real Madrid surpasses the century mark". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2008.
  36. "First measures adopted by the Real Madrid Board of Directors". Realmadrid.com. 1 June 2009. สืบค้นเมื่อ 15 August 2011.
  37. "Perez to return as Real president". BBC Sport. 1 June 2009. สืบค้นเมื่อ 3 June 2009.
  38. The Times Madrid Signs Kaká timesonline.co.uk
  39. Tynan, Gordon (28 May 2010). "Mourinho to be unveiled at Madrid on Monday after £7m compensation deal". The Independent. London. สืบค้นเมื่อ 31 May 2010.
  40. "Real Madrid unveil José Mourinho as their new coach". BBC Sport. 31 May 2010. สืบค้นเมื่อ 31 May 2010.
  41. ลาลิกา ฤดูกาล 2011–12
  42. 21:59 GMT (24 March 2012). "BBC Sport - Cristiano Ronaldo is fastest La Liga player to 100 goals". Bbc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 19 August 2012.
  43. "Jose Mourinho, Real Madrid earn vindication after La Liga conquest - La Liga News | FOX Sports on MSN". Msn.foxsports.com. 13 May 2012. สืบค้นเมื่อ 19 August 2012.
  44. "'ราชัน' แถลงปลด 'อันเช่' พ้นเก้าอี้กุนซือ". สยามกีฬารายวัน. 26 พฤษภาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 28 ตุลาคม 2016.
  45. ตามคาด! มาดริดปลดราฟา, ตั้งซีดานคุมทัพ
  46. ราชันแม่นโทษดับตราหมี5-3ซิวจ้าวยุโรปสมัย11 จากสยามกีฬารายวัน
  47. "40 matches unbeaten, a Spanish footballing record | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  48. "Juventus 1-4 Real Madrid". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-09-03.
  49. "La Duodécima | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  50. "¡La Duodécima! | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาสเปน).
  51. Ames, Nick (2017-08-08). "Real Madrid v Manchester United: Super Cup – as it happened". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2021-09-03.
  52. Bull, J. J. (2017-08-16). "Real Madrid 2 Barcelona 0 (5-1 on aggregate): Woeful Barca dismissed as Zinedine Zidane's unstoppable side win Super Cup". The Telegraph (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0307-1235. สืบค้นเมื่อ 2021-09-03.
  53. Pope, Nick (2018-05-31). "Zinedine Zidane Announces His Resignation From Real Madrid". Esquire (ภาษาอังกฤษ).
  54. "Zidane to leave Real Madrid". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-09-03.
  55. "Real Madrid sack Julen Lopetegui after humiliation at Barcelona". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-29.
  56. "Zinedine Zidane returns to Real Madrid: Why has he come back?". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  57. Macguire, Eoghan. "Zinedine Zidane returns to Real Madrid as coach". CNN.
  58. "Carlo Ancelotti returns to Real Madrid as manager after leaving Everton". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2021-06-01.
  59. https://www.espn.co.uk/football/real-madrid/story/4399051/carlo-ancelotti-makes-shock-return-to-real-madrid-after-leaving-everton
  60. "Santiago Bernabéu | Chairman 1943 | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  61. "Estadio Santiago Bernabeu - Real Madrid - Madrid - The Stadium Guide" (ภาษาดัตช์).
  62. "Barça‌ ‌&‌ ‌Madrid,‌ ‌El‌ Clasico ‌|‌ Official‌ ‌FC‌ ‌Barcelona‌ ‌channel". www.fcbarcelona.com (ภาษาอังกฤษ).
  63. "[Memologic] "เอล กลาซิโก้" ศึกแห่งศักดิ์ศรี เกมที่พลาดไม่ได้". www.blockdit.com.
  64. "What is El Classico? Definition of El Classico, El Classico Meaning". The Economic Times.
  65. "El Clasico history: Real Madrid vs. Barcelona past scores, results, winners, last meeting and highlights". CBSSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  66. https://www.worldsoccershop.com/guide/el-clasico-history
  67. "Real Madrid vs Barcelona: Head to Head Record | H2H Results | El Classico History | H2H Stats | Previous Results | La Liga 2021". www.sportco.io.
  68. Roy, Diptanil. "El Clasico Head to Head Record : Real Madrid vs Barcelona H2H results" (ภาษาอังกฤษ).
  69. "The five reasons why El Clasico is heating up". MARCA in English (ภาษาอังกฤษ). 2019-12-15.
  70. Sport, Standard (2021-04-08). "The history of El Clasico". www.standard.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  71. "NewsNow: El Clasico news | Breaking News & Search 24/7". www.newsnow.co.uk.
  72. McCormack, Kristofer (2019-09-23). "A complete history of the Madrid derby". Managing Madrid (ภาษาอังกฤษ).
  73. "Derbi Madrileño: Atletico Madrid Real Madrid, Madrid Derby". Homefans (ภาษาอังกฤษ).
  74. "Real Madrid vs Atletico Madrid: Spain's ferocious capital derby". 90min.com (ภาษาอังกฤษ).
  75. "Real Madrid - Market value analysis". www.transfermarkt.com (ภาษาอังกฤษ).
  76. Andreff, Wladimir; Szymański, Stefan (2006). Handbook on the economics of sport. Edward Elgar Publishing. p. 299
  77. "Doliu la Real Madrid: A murit cel mai vechi suporter". Ziare.com (ภาษาโรมาเนีย).
  78. Peterson, Marc p. 25
  79. 79.0 79.1 79.2 "Squad". Realmadrid.com. สืบค้นเมื่อ 5 October 2020.
  80. "Official Real Madrid staff in 2021/22". Página web oficial de LaLiga | LaLiga (ภาษาอังกฤษ).
  81. "Florentino Pérez | Chairman actual | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  82. "How the 34th LaLiga title was celebrated | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  83. "This is how the 19th Copa del Rey was won | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  84. "One year since winning the 11th Spanish Super Cup | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  85. "Kings of Europe, the history of Real Madrid's 13 European Cups | Special | Real Madrid". www.realmadrid.com.
  86. "Honours: the football team's triumphs and trophies | Real Madrid C.F." Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  87. UEFA.com. "og-title-scup-team". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  88. "The eleventh anniversary Real Madrid's third Intercontinental Cup | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  89. "The seventh Club World Cup | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  90. 杜娟. "Leaked audio shows Real Madrid president insulting club legends". www.chinadaily.com.cn.
  91. "Cristiano Ronaldo, 450 goals for Real Madrid | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  92. "Ronaldo bags another record". www.theportugalnews.com (ภาษาอังกฤษ).
  93. "Cristiano Ronaldos 48 goals in the 2014/15 La Liga season | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  94. UEFA.com (2021-09-01). "What UEFA records does Cristiano Ronaldo hold?". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  95. "Eden Hazard transfer: Belgian star completes €100m move to Real Madrid | Goal.com". www.goal.com.
  96. "Miguel Muñoz | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  97. "Thaifootball.Com (Friendly Matches)". www.thaifootball.com.
  98. "Thaifootball.Com (Friendly Matches)". www.thaifootball.com.

แหล่งข้อมูลอื่น