ข้ามไปเนื้อหา

สิทธิบัตรทอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก 30 บาทรักษาทุกโรค)
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
ผู้ลงนามพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
วันลงนาม18 พฤศจิกายน 2545
ผู้ลงนามรับรองทักษิณ ชินวัตร
วันประกาศ18 พฤศจิกายน 2545
วันเริ่มใช้19 พฤศจิกายน 2545
ท้องที่ใช้ประเทศไทย
การร่าง
ผู้เสนอคณะรัฐมนตรีทักษิณ 1
ผู้ยกร่างสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 21
การยกร่างในชั้นสภาล่าง
วาระที่หนึ่ง22 พฤศจิกายน 2544
วาระที่สอง15 พฤษภาคม 2545
วาระที่สาม15 พฤษภาคม 2545
การยกร่างในชั้นสภาสูง
วาระที่หนึ่ง30 พฤษภาคม 2545
วาระที่สอง31 สิงหาคม 2545
วาระที่สาม31 สิงหาคม 2545

สิทธิบัตรทอง หรือ สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ[a] เป็นนโยบายที่มีจุดเริ่มต้นจากยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้แนวคิดของสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ปัจจุบันดูแลโครงการโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นกองทุนด้านสุขภาพที่ใหญ่สุดของไทย ที่เป็นหลักประกันสุขภาพแก่ประชากรไทยส่วนใหญ่

นโยบายดังกล่าวได้รับทั้งการชื่นชมและวิจารณ์ มีฝ่ายที่เห็นด้วยระบุว่าทำให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงและทั่วถึง ส่วนฝ่ายที่วิจารณ์มองว่าระบบนี้ทำให้คนไทยไม่ใส่ใจรักษาสุขภาพ เข้าถึงง่ายเกินไป และเป็นภาระแก่สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ในช่วงปี 2569 เกิดกระแสวิจารณ์มากขึ้นว่า "ระบบบัตรทองกำลังล่มสลาย" เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งแบกรับภาระหนี้ที่เกิดจากการรักษาพยาบาลและการจำกัดการเบิกจ่ายคืนของ สปสช. จนมีสถานพยาบาลหลายแห่งถอนตัวออกจากระบบ ส่วนข้อเสนอในการปฏิรูประบบบัตรทอง เช่น การร่วมจ่าย (copayment)

ภูมิหลัง

[แก้]

ก่อนที่จะมีโครงการสามสิบบาท ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการและหลักประกันสุขภาพที่ภาครัฐเข้าไปมีส่วนร่วม 4 ระบบ อันได้แก่ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ, ระบบประกันสังคม, ระบบประกันสุขภาพโดยสมัครใจ (โครงการบัตรสุขภาพ เสียเงินรายเดือนหรือรายปี) และโครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) หรือ บัตรอนาถา ซึ่งเมื่อรวมกับระบบประกันสุขภาพของภาคเอกชน (ประกันชีวิต) รวมแล้วมีระบบประกันสุขภาพจำนวน 5 ระบบ ซึ่งครอบคลุมประชากรประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ โดยยังมีประชากรอีกกว่า 20 ล้านคนหรือร้อยละ 30 ของประเทศที่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพใด ๆ

จุดเริ่มต้นมาจาก นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ประธานชมรมแพทย์ชนบทรุ่นที่ 8 เป็นผู้บุกเบิกและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชวน หลีกภัย ในขณะนั้นกลับไม่เห็นความสำคัญมากนัก ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไป[2]

ภายหลังกฎหมายถูกตีตกไป นายแพทย์สงวนก็ยังทำการวิจัยความเป็นไปได้ต่อไป นายแพทย์สงวนพิมพ์สมุดปกเหลืองขึ้นมาเล่มหนึ่ง สรุปความถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งหลักการความเป็นมาและโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการ[2] ซึ่งจะใช้งบประมาณแค่ราว 30,000 ล้านบาทในขณะนั้น นายแพทย์สงวนใช้หนังสือปกเหลืองเดินสายพูดคุยกับพรรคการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 อย่างไรก็ตาม ในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด มีเพียงพรรคไทยรักไทยที่มองว่ามีความเป็นไปได้[2] รัฐบาลพรรคไทยรักไทยนำไปใช้เป็นนโยบายที่เรียกว่า "30 บาทรักษาทุกโรค" และแต่งตั้งนายแพทย์สงวนเป็นเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนแรก

รายละเอียด

[แก้]

ยุคทักษิณ

[แก้]

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เลือกใช้แนวทางการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อให้สวัสดิการและหลักประกันสุขภาพที่มีอยู่ครอบคลุมประชากรทั้งหมดของประเทศผ่าน "นโยบายโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค" ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2545 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้ประชาชนไทยทุกคนได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย[3]

จุดเน้นเป้าหมายคือ "รากหญ้า" โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในด้านการรักษาสุขภาพ เมื่อนายแพทย์สงวนนำโครงการนี้ไปเสนอนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จึงได้รับการตอบรับ จนกลายมาเป็นนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยในเวลานั้น จนกลายเป็นนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ในเวลาต่อมาเรียกขานกันในนาม "บัตรทอง" เพราะไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว บัตรทองเริ่มต้นตั้งที่งบประมาณจากรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันสังคมให้กับประชาชน แรกเริ่มมีงบประมาณให้หัวละ 1,250 บาท โดยไปขึ้นทะเบียนต่อกับโรงพยาบาลในเขตที่ตนอาศัยอยู่แล้ว เมื่อเจ็บป่วยก็เข้ารักษาตามที่ลงทะเบียนไว้ โรงพยาบาลก็ได้เงินส่วนนี้ไปเฉลี่ยรักษาคนที่ป่วยลักษณะคล้ายกับการประกันสุขภาพ โดย สปสช.ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพเอาไว้ว่า คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545[4] โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำหน้าที่จัดบริการสาธารณสุขให้แก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจากกฎหมายประกันสังคมหรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีชื่อ เรียกอย่างเป็นทางการว่า "สิทธิหลักประกันสุขภาพ" หรือที่เคยรู้จักกันในนาม สิทธิ 30 บาทหรือสิทธิบัตรทอง เพื่อเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ และการดำรงชีวิต

ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพคือคนไทยทุกคนที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลตามกฎหมายประกันสังคมหรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลอย่างอื่นที่รัฐจัดให้

นอกจากนี้การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าผ้านโครงการ 30 บาท ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาไม่กี่ประเทศ เช่น ตุรกี เกาหลีใต้ และเม็กซิโก ที่สามารถจัดให้มีสวัสดิการและหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนทุกคนในประเทศ และแซงหน้าประเทศอุตสาหกรรมบางประเทศ[3]

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ขึ้น เพื่อดำเนินโครงการยกระดับของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค[5] โดยต่อมาโครงการดังกล่าวที่คณะกรรมการชุดนี้จัดทำมีชื่อว่า 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาโรคต่าง ๆ ในโรงพยาบาลในพื้นที่ที่กำหนดได้ทั้งหมด แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะที่ 1 ใน 4 จังหวัด คือ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดแพร่ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดนราธิวาส โดยเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567 ที่ลานหน้าหอชมเมืองร้อยเอ็ด ในจังหวัดร้อยเอ็ด และมีการเปิดระบบออนไลน์ไปยังอีก 3 จังหวัดที่เหลือ[6]
  2. ระยะที่ 2 ใน 8 จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดพังงา โดยแพทองธาร ชินวัตร รองประธานกรรมการคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ และนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น เป็นประธานทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2567 ที่โคราช ชาติชาย ฮอลล์ และลิปตพัลลภ ฮอลล์ ภายในศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ในจังหวัดนครราชสีมา[7]
  3. ระยะที่ 3

ได้มีการจัดทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่า สามารถใช้สิทธิ์ 30 บาทในการฟอกไตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะดูแลไม่ให้หน่วยบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ป่วยเพิ่มเติม และหากพบให้ดําเนินการทางกฎหมายทันที[8]

ข้อวิจารณ์

[แก้]

ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน

[แก้]

โครงการบัตรทองลดรายได้ของอุตสาหกรรมโรงพยาบาล โรงพยาบาลหลายแห่งต้องหาแหล่งรายได้อื่นเพื่อมาชดเชยในส่วนที่ลดไป[9] โรงพยาบาลหลายแห่งเลือกใช้วิธีการหารายได้ด้วยการเก็บค่าห้องพักผู้ป่วยเดี่ยวพิเศษ คลินิกพรีเมียมเพื่อลดระยะเวลารอคอย และการเก็บค่าใช้บริการห้องฉุกเฉินนอกเวลาทำการ[10][11]

รายงานเมื่อปี 2568 พบว่าค่าใช้จ่ายกองทุนบัตรทองขาดทุนกว่า 18,000 ล้านบาท เนื่องจากมีรายจ่ายมากกว่ารายรับอยู่ราว 10% โดยสถานพยาบาลต่าง ๆ ได้รับเงินจาก สปสช. ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่โตขึ้นทุกปี และยังมีการปรับลดการจ่ายเงินชดเชยจาก 10,558–15,919 บาทต่อ AdjRW (Adjusted Relative Weight) ในปี 2560 เหลือ 7,000–8,350 บาทต่อ AdjRW ในปี 2566[12] ช่วงปลายปี 2568 พบว่ามีโรงพยาบาลประมาณ 463–495 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 900 แห่ง หรือคิดเป็นมากกว่า 50% ของโรงพยาบาลทั้งหมดที่เข้าข่ายเงินบำรุงติดลบ[13]

ในปี 2569 มีการเปิดเผยจากอุตสหากรรมยาเอกชนไทยระบุว่าภาครัฐค้างจ่ายหนี้ค่ายาเกิน 10 เดือนกว่า 60,000 ล้านบาท[14]

นอกจากนี้การจ่ายเงินของ สปสช. ในลักษณะเบิกจ่ายรายหัวยังครอบคลุมถึงเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ โดย สปสช. อ้างจาก พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ต้องการให้บุคลากรสาธารณสุขกระจายตัวอย่างทั่วถึง[15] อย่างไรก็ตามจากปัญหาสภาพคล่องของโรงพยาบาลต่าง ๆ ทำให้มีการค้างจ่ายเงินค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) และค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย (ฉ.11)[16]

ภาระงานของบุคลากรการแพทย์เพิ่มขึ้น

[แก้]

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพิ่มภาระงานแก่ลูกจ้างสาธารณสุข จนทำให้แพทย์จำนวนมากลาออก การบริการเป็นไปได้อย่างล่าช้าและด้อยประสิทธิภาพลง โดยในช่วงต้นของโครงการนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาต่อต้านโครงการนี้ โดยเรียกว่า 30 บาทตายทุกโรค[17] มีการระบุว่าแพทย์ไทยทำงานติดต่อกันราว 100–120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์[18] ส่วนพยาบาลต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก คือ พยาบาล 1 คนดูแลผู้ป่วยประมาณ 20 คน เกินกว่ามาตรฐาน 1 ต่อ 4–6 คน[19] และในโรงพยาบาลกว่าครึ่งมีชั่วโมงทำงานเกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์[20]

สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือผู้ป่วยไปใช้ห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการเนื่องจากเห็นว่าไม่ต้องรอคิวนาน[21] ในปี 2567 มีการกำหนดโรงพยาบาล 140 แห่งที่มี “ห้องบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินคุณภาพ” ให้ผู้ป่วยที่ต้องการรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็วแต่ไม่วิกฤตได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย[22]

ข้อเสนอปฏิรูประบบบัตรทอง

[แก้]

ข้อเสนอในการปฏิรูประบบบัตรทอง เช่น การเสนอให้ผู้ที่ทำร้ายร่างกายบุคลากรการแพทย์จ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง[23] เสนอให้ลดการใช้ทรัพยากรกับผู้ป่วยบางกรณี เช่น ติดเหล้าจนเป็นโรคตับแข็ง[24] รวมไปถึงระบบร่วมจ่าย (copayment)

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. หรือเดิมชื่อ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า[1]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "เส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-10-17. สืบค้นเมื่อ 2019-10-17. จุดเริ่มต้นมาจากนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ประธานชมรมแพทย์ชนบทรุ่นที่ 8 จากการเสนอแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่พรรคการเมืองหลายพรรค ในช่วงเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย เห็นถึงความเป็นไปได้ จึงนำมาเป็นนโยบายในการหาเสียง และได้นำมาใช้เมื่อพรรคได้รับเลือกให้จัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นได้ประกาศนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชน ในชื่อ โครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 และถือเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของรัฐบาล
  2. 1 2 3 ย้อนรอย “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” พลิกโฉมระบบสุขภาพไทย hfocus
  3. 1 2 ตันมันทอง, สุนทร. "โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค พ.ศ. 2545 – 2552" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2019-10-17. สืบค้นเมื่อ 2019-10-17.
  4. "พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕". สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 2016-07-20.
  5. "นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ดึง "อุ๊งอิ๊ง" นั่งรองประธาน". ผู้จัดการออนไลน์. 8 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2024.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  6. "นายกฯ เศรษฐา ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด พร้อมคิกออฟ "30 บาทรักษาทุกที่"". โพสต์ทูเดย์. 7 มกราคม 2024. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2024.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  7. "คิกออฟ ยกระดับ "30 บาทรักษาทุกที่" ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว 8 จังหวัด". ไทยรัฐ. 30 มีนาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2024.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  8. "บอร์ดสปสช.เคาะ 'ฟอกไตฟรีทุกแห่ง' ห้าม! หน่วยฟอกเลือดในระบบฯเก็บเงินผู้ป่วย". bangkokbiznews. 2025-10-06. สืบค้นเมื่อ 2025-10-06.
  9. "ปรากฏการณ์ "รัฐบาลพรรคเดียว" ไทยรักไทย ทำไมชนะถล่มทลาย14 ปีก่อน". www.thairath.co.th. 2019-03-14.
  10. กรมการแพทย์ให้บริการ “Premium Clinic” ในเวลาราชการ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นสูง
  11. ‘1 ธ.ค.62’ สปสช.จ่ายให้ รพ. 21 แห่งรักษาไม่ฉุกเฉินนอกเวลาราชการ
  12. เปิดงบบัตรทอง “รายจ่ายท่วมรายได้” ทำโรงพยาบาลสธ. ติดลบ 1.8 หมื่นล้าน
  13. เปิดข้อมูลเงินบำรุงไตรมาส 4 ปี 68 รพ.สป.สธ.ติดลบ 55% มี 3 จังหวัดไม่มีรพ.ไหนเงินบำรุงติดลบ
  14. เจาะมูลเหตุรัฐ ‘ค้างค่ายา’ 60,000 ล้าน คาดรพ.ขาดทุนสะสมกว่า 17,000 ล้าน
  15. สปสช. แจงรายละเอียดงบกองทุนบัตรทอง ยันต้องรวมเงินเดือนบุคลากร
  16. สธ.ส่งหนังสือติดตามปม รพ.ค้างจ่ายค่าตอบแทน “ P4P-ฉ.11” เร่งแก้ปัญหา เสริมขวัญกำลังใจคนทำงาน
  17. "ลักษณะ ย้อนแย้ง 30 บาท ′รักษาทุกโรค′ อารมณ์ หงุดหงิด". matichon.co.th. มติชน. 29 ธันวาคม 2015. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-12-31. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2017.
  18. “แพทย์ทำงานราว 100-120 ชม.ต่อสัปดาห์ จึงไม่แปลกที่หลายคนคิดจะลาออก” หมอบีม ตัวแทนสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน
  19. เวรพยาบาล 12 ชม. : แก้ปลายเหตุ ไม่ช่วยลดภาระงาน
  20. อะไรๆ ก็พยาบาล พูดคุยกับเดอะแบกสาธารณสุขไทย ในวันที่ สธ. เล็งปรับเวรเป็น 12 ชั่วโมง
  21. แก้ดราม่า ‘ห้องฉุกเฉิน’ เมื่อคนไข้ ‘ไม่ฉุกเฉินแต่เร่งด่วน’ มีทางเลือก
  22. ‘บัตรทอง’ ป่วยฉุกเฉินไม่วิกฤต รักษานอกเวลาราชการฟรี ใน รพ. 140 แห่ง
  23. ‘สว.วีระพันธ์’ ชงมาตรการใหม่ ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ ต้องจ่ายค่ารักษาเอง
  24. เลิกทน!! “หยุดให้เลือดฟรีขี้เมา” ไม่ผิดจรรยาบรรณ ให้ “ชาวตับแข็ง” ออกตังค์ “ร่วมจ่าย”

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]