สิทธิบัตรทอง
| พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 | |
|---|---|
| ผู้ลงนาม | พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร |
| วันลงนาม | 18 พฤศจิกายน 2545 |
| ผู้ลงนามรับรอง | ทักษิณ ชินวัตร |
| วันประกาศ | 18 พฤศจิกายน 2545 |
| วันเริ่มใช้ | 19 พฤศจิกายน 2545 |
| ท้องที่ใช้ | ประเทศไทย |
| การร่าง | |
| ผู้เสนอ | คณะรัฐมนตรีทักษิณ 1 |
| ผู้ยกร่าง | สภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 21 |
| การยกร่างในชั้นสภาล่าง | |
| วาระที่หนึ่ง | 22 พฤศจิกายน 2544 |
| วาระที่สอง | 15 พฤษภาคม 2545 |
| วาระที่สาม | 15 พฤษภาคม 2545 |
| การยกร่างในชั้นสภาสูง | |
| วาระที่หนึ่ง | 30 พฤษภาคม 2545 |
| วาระที่สอง | 31 สิงหาคม 2545 |
| วาระที่สาม | 31 สิงหาคม 2545 |
สิทธิบัตรทอง หรือ สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ[a] เป็นนโยบายที่มีจุดเริ่มต้นจากยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้แนวคิดของสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ปัจจุบันดูแลโครงการโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นกองทุนด้านสุขภาพที่ใหญ่สุดของไทย ที่เป็นหลักประกันสุขภาพแก่ประชากรไทยส่วนใหญ่
นโยบายดังกล่าวได้รับทั้งการชื่นชมและวิจารณ์ มีฝ่ายที่เห็นด้วยระบุว่าทำให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงและทั่วถึง ส่วนฝ่ายที่วิจารณ์มองว่าระบบนี้ทำให้คนไทยไม่ใส่ใจรักษาสุขภาพ เข้าถึงง่ายเกินไป และเป็นภาระแก่สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ในช่วงปี 2569 เกิดกระแสวิจารณ์มากขึ้นว่า "ระบบบัตรทองกำลังล่มสลาย" เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งแบกรับภาระหนี้ที่เกิดจากการรักษาพยาบาลและการจำกัดการเบิกจ่ายคืนของ สปสช. จนมีสถานพยาบาลหลายแห่งถอนตัวออกจากระบบ ส่วนข้อเสนอในการปฏิรูประบบบัตรทอง เช่น การร่วมจ่าย (copayment)
ภูมิหลัง
[แก้]ก่อนที่จะมีโครงการสามสิบบาท ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการและหลักประกันสุขภาพที่ภาครัฐเข้าไปมีส่วนร่วม 4 ระบบ อันได้แก่ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ, ระบบประกันสังคม, ระบบประกันสุขภาพโดยสมัครใจ (โครงการบัตรสุขภาพ เสียเงินรายเดือนหรือรายปี) และโครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) หรือ บัตรอนาถา ซึ่งเมื่อรวมกับระบบประกันสุขภาพของภาคเอกชน (ประกันชีวิต) รวมแล้วมีระบบประกันสุขภาพจำนวน 5 ระบบ ซึ่งครอบคลุมประชากรประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ โดยยังมีประชากรอีกกว่า 20 ล้านคนหรือร้อยละ 30 ของประเทศที่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพใด ๆ
จุดเริ่มต้นมาจาก นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ประธานชมรมแพทย์ชนบทรุ่นที่ 8 เป็นผู้บุกเบิกและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชวน หลีกภัย ในขณะนั้นกลับไม่เห็นความสำคัญมากนัก ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไป[2]
ภายหลังกฎหมายถูกตีตกไป นายแพทย์สงวนก็ยังทำการวิจัยความเป็นไปได้ต่อไป นายแพทย์สงวนพิมพ์สมุดปกเหลืองขึ้นมาเล่มหนึ่ง สรุปความถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งหลักการความเป็นมาและโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการ[2] ซึ่งจะใช้งบประมาณแค่ราว 30,000 ล้านบาทในขณะนั้น นายแพทย์สงวนใช้หนังสือปกเหลืองเดินสายพูดคุยกับพรรคการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 อย่างไรก็ตาม ในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด มีเพียงพรรคไทยรักไทยที่มองว่ามีความเป็นไปได้[2] รัฐบาลพรรคไทยรักไทยนำไปใช้เป็นนโยบายที่เรียกว่า "30 บาทรักษาทุกโรค" และแต่งตั้งนายแพทย์สงวนเป็นเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนแรก
รายละเอียด
[แก้]ยุคทักษิณ
[แก้]รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เลือกใช้แนวทางการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อให้สวัสดิการและหลักประกันสุขภาพที่มีอยู่ครอบคลุมประชากรทั้งหมดของประเทศผ่าน "นโยบายโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค" ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2545 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้ประชาชนไทยทุกคนได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย[3]
จุดเน้นเป้าหมายคือ "รากหญ้า" โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในด้านการรักษาสุขภาพ เมื่อนายแพทย์สงวนนำโครงการนี้ไปเสนอนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จึงได้รับการตอบรับ จนกลายมาเป็นนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยในเวลานั้น จนกลายเป็นนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ในเวลาต่อมาเรียกขานกันในนาม "บัตรทอง" เพราะไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว บัตรทองเริ่มต้นตั้งที่งบประมาณจากรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันสังคมให้กับประชาชน แรกเริ่มมีงบประมาณให้หัวละ 1,250 บาท โดยไปขึ้นทะเบียนต่อกับโรงพยาบาลในเขตที่ตนอาศัยอยู่แล้ว เมื่อเจ็บป่วยก็เข้ารักษาตามที่ลงทะเบียนไว้ โรงพยาบาลก็ได้เงินส่วนนี้ไปเฉลี่ยรักษาคนที่ป่วยลักษณะคล้ายกับการประกันสุขภาพ โดย สปสช.ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพเอาไว้ว่า คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545[4] โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำหน้าที่จัดบริการสาธารณสุขให้แก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจากกฎหมายประกันสังคมหรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีชื่อ เรียกอย่างเป็นทางการว่า "สิทธิหลักประกันสุขภาพ" หรือที่เคยรู้จักกันในนาม สิทธิ 30 บาทหรือสิทธิบัตรทอง เพื่อเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ และการดำรงชีวิต
ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพคือคนไทยทุกคนที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลตามกฎหมายประกันสังคมหรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลอย่างอื่นที่รัฐจัดให้
นอกจากนี้การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าผ้านโครงการ 30 บาท ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาไม่กี่ประเทศ เช่น ตุรกี เกาหลีใต้ และเม็กซิโก ที่สามารถจัดให้มีสวัสดิการและหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนทุกคนในประเทศ และแซงหน้าประเทศอุตสาหกรรมบางประเทศ[3]
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ขึ้น เพื่อดำเนินโครงการยกระดับของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค[5] โดยต่อมาโครงการดังกล่าวที่คณะกรรมการชุดนี้จัดทำมีชื่อว่า 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาโรคต่าง ๆ ในโรงพยาบาลในพื้นที่ที่กำหนดได้ทั้งหมด แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้
- ระยะที่ 1 ใน 4 จังหวัด คือ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดแพร่ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดนราธิวาส โดยเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567 ที่ลานหน้าหอชมเมืองร้อยเอ็ด ในจังหวัดร้อยเอ็ด และมีการเปิดระบบออนไลน์ไปยังอีก 3 จังหวัดที่เหลือ[6]
- ระยะที่ 2 ใน 8 จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดพังงา โดยแพทองธาร ชินวัตร รองประธานกรรมการคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ และนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น เป็นประธานทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2567 ที่โคราช ชาติชาย ฮอลล์ และลิปตพัลลภ ฮอลล์ ภายในศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ในจังหวัดนครราชสีมา[7]
- ระยะที่ 3
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ (มีนาคม 2024) |
ได้มีการจัดทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่า สามารถใช้สิทธิ์ 30 บาทในการฟอกไตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะดูแลไม่ให้หน่วยบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ป่วยเพิ่มเติม และหากพบให้ดําเนินการทางกฎหมายทันที[8]
ข้อวิจารณ์
[แก้]ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน
[แก้]โครงการบัตรทองลดรายได้ของอุตสาหกรรมโรงพยาบาล โรงพยาบาลหลายแห่งต้องหาแหล่งรายได้อื่นเพื่อมาชดเชยในส่วนที่ลดไป[9] โรงพยาบาลหลายแห่งเลือกใช้วิธีการหารายได้ด้วยการเก็บค่าห้องพักผู้ป่วยเดี่ยวพิเศษ คลินิกพรีเมียมเพื่อลดระยะเวลารอคอย และการเก็บค่าใช้บริการห้องฉุกเฉินนอกเวลาทำการ[10][11]
รายงานเมื่อปี 2568 พบว่าค่าใช้จ่ายกองทุนบัตรทองขาดทุนกว่า 18,000 ล้านบาท เนื่องจากมีรายจ่ายมากกว่ารายรับอยู่ราว 10% โดยสถานพยาบาลต่าง ๆ ได้รับเงินจาก สปสช. ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่โตขึ้นทุกปี และยังมีการปรับลดการจ่ายเงินชดเชยจาก 10,558–15,919 บาทต่อ AdjRW (Adjusted Relative Weight) ในปี 2560 เหลือ 7,000–8,350 บาทต่อ AdjRW ในปี 2566[12] ช่วงปลายปี 2568 พบว่ามีโรงพยาบาลประมาณ 463–495 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 900 แห่ง หรือคิดเป็นมากกว่า 50% ของโรงพยาบาลทั้งหมดที่เข้าข่ายเงินบำรุงติดลบ[13]
ในปี 2569 มีการเปิดเผยจากอุตสหากรรมยาเอกชนไทยระบุว่าภาครัฐค้างจ่ายหนี้ค่ายาเกิน 10 เดือนกว่า 60,000 ล้านบาท[14]
นอกจากนี้การจ่ายเงินของ สปสช. ในลักษณะเบิกจ่ายรายหัวยังครอบคลุมถึงเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ โดย สปสช. อ้างจาก พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ต้องการให้บุคลากรสาธารณสุขกระจายตัวอย่างทั่วถึง[15] อย่างไรก็ตามจากปัญหาสภาพคล่องของโรงพยาบาลต่าง ๆ ทำให้มีการค้างจ่ายเงินค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) และค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย (ฉ.11)[16]
ภาระงานของบุคลากรการแพทย์เพิ่มขึ้น
[แก้]โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพิ่มภาระงานแก่ลูกจ้างสาธารณสุข จนทำให้แพทย์จำนวนมากลาออก การบริการเป็นไปได้อย่างล่าช้าและด้อยประสิทธิภาพลง โดยในช่วงต้นของโครงการนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาต่อต้านโครงการนี้ โดยเรียกว่า 30 บาทตายทุกโรค[17] มีการระบุว่าแพทย์ไทยทำงานติดต่อกันราว 100–120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์[18] ส่วนพยาบาลต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก คือ พยาบาล 1 คนดูแลผู้ป่วยประมาณ 20 คน เกินกว่ามาตรฐาน 1 ต่อ 4–6 คน[19] และในโรงพยาบาลกว่าครึ่งมีชั่วโมงทำงานเกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์[20]
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือผู้ป่วยไปใช้ห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการเนื่องจากเห็นว่าไม่ต้องรอคิวนาน[21] ในปี 2567 มีการกำหนดโรงพยาบาล 140 แห่งที่มี “ห้องบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินคุณภาพ” ให้ผู้ป่วยที่ต้องการรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็วแต่ไม่วิกฤตได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย[22]
ข้อเสนอปฏิรูประบบบัตรทอง
[แก้]ข้อเสนอในการปฏิรูประบบบัตรทอง เช่น การเสนอให้ผู้ที่ทำร้ายร่างกายบุคลากรการแพทย์จ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง[23] เสนอให้ลดการใช้ทรัพยากรกับผู้ป่วยบางกรณี เช่น ติดเหล้าจนเป็นโรคตับแข็ง[24] รวมไปถึงระบบร่วมจ่าย (copayment)
เชิงอรรถ
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ "เส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-10-17. สืบค้นเมื่อ 2019-10-17.
จุดเริ่มต้นมาจากนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ประธานชมรมแพทย์ชนบทรุ่นที่ 8 จากการเสนอแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่พรรคการเมืองหลายพรรค ในช่วงเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย เห็นถึงความเป็นไปได้ จึงนำมาเป็นนโยบายในการหาเสียง และได้นำมาใช้เมื่อพรรคได้รับเลือกให้จัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นได้ประกาศนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชน ในชื่อ โครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 และถือเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของรัฐบาล
- 1 2 3 ย้อนรอย “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” พลิกโฉมระบบสุขภาพไทย hfocus
- 1 2 ตันมันทอง, สุนทร. "โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค พ.ศ. 2545 – 2552" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2019-10-17. สืบค้นเมื่อ 2019-10-17.
- ↑ "พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕". สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 2016-07-20.
- ↑ "นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ดึง "อุ๊งอิ๊ง" นั่งรองประธาน". ผู้จัดการออนไลน์. 8 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ "นายกฯ เศรษฐา ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด พร้อมคิกออฟ "30 บาทรักษาทุกที่"". โพสต์ทูเดย์. 7 มกราคม 2024. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ "คิกออฟ ยกระดับ "30 บาทรักษาทุกที่" ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว 8 จังหวัด". ไทยรัฐ. 30 มีนาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2024.
{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ "บอร์ดสปสช.เคาะ 'ฟอกไตฟรีทุกแห่ง' ห้าม! หน่วยฟอกเลือดในระบบฯเก็บเงินผู้ป่วย". bangkokbiznews. 2025-10-06. สืบค้นเมื่อ 2025-10-06.
- ↑ "ปรากฏการณ์ "รัฐบาลพรรคเดียว" ไทยรักไทย ทำไมชนะถล่มทลาย14 ปีก่อน". www.thairath.co.th. 2019-03-14.
- ↑ กรมการแพทย์ให้บริการ “Premium Clinic” ในเวลาราชการ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นสูง
- ↑ ‘1 ธ.ค.62’ สปสช.จ่ายให้ รพ. 21 แห่งรักษาไม่ฉุกเฉินนอกเวลาราชการ
- ↑ เปิดงบบัตรทอง “รายจ่ายท่วมรายได้” ทำโรงพยาบาลสธ. ติดลบ 1.8 หมื่นล้าน
- ↑ เปิดข้อมูลเงินบำรุงไตรมาส 4 ปี 68 รพ.สป.สธ.ติดลบ 55% มี 3 จังหวัดไม่มีรพ.ไหนเงินบำรุงติดลบ
- ↑ เจาะมูลเหตุรัฐ ‘ค้างค่ายา’ 60,000 ล้าน คาดรพ.ขาดทุนสะสมกว่า 17,000 ล้าน
- ↑ สปสช. แจงรายละเอียดงบกองทุนบัตรทอง ยันต้องรวมเงินเดือนบุคลากร
- ↑ สธ.ส่งหนังสือติดตามปม รพ.ค้างจ่ายค่าตอบแทน “ P4P-ฉ.11” เร่งแก้ปัญหา เสริมขวัญกำลังใจคนทำงาน
- ↑ "ลักษณะ ย้อนแย้ง 30 บาท ′รักษาทุกโรค′ อารมณ์ หงุดหงิด". matichon.co.th. มติชน. 29 ธันวาคม 2015. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-12-31. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2017.
- ↑ “แพทย์ทำงานราว 100-120 ชม.ต่อสัปดาห์ จึงไม่แปลกที่หลายคนคิดจะลาออก” หมอบีม ตัวแทนสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน
- ↑ เวรพยาบาล 12 ชม. : แก้ปลายเหตุ ไม่ช่วยลดภาระงาน
- ↑ อะไรๆ ก็พยาบาล พูดคุยกับเดอะแบกสาธารณสุขไทย ในวันที่ สธ. เล็งปรับเวรเป็น 12 ชั่วโมง
- ↑ แก้ดราม่า ‘ห้องฉุกเฉิน’ เมื่อคนไข้ ‘ไม่ฉุกเฉินแต่เร่งด่วน’ มีทางเลือก
- ↑ ‘บัตรทอง’ ป่วยฉุกเฉินไม่วิกฤต รักษานอกเวลาราชการฟรี ใน รพ. 140 แห่ง
- ↑ ‘สว.วีระพันธ์’ ชงมาตรการใหม่ ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ ต้องจ่ายค่ารักษาเอง
- ↑ เลิกทน!! “หยุดให้เลือดฟรีขี้เมา” ไม่ผิดจรรยาบรรณ ให้ “ชาวตับแข็ง” ออกตังค์ “ร่วมจ่าย”