เอฟเอคัพ ฤดูกาล 2014–15

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
2014–15 เอฟเอ คัพ
สมาคมฟุตบอลชาลเลนจ์คัพ
ประเทศ  อังกฤษ
 เวลส์
วันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 2014 – 30 พฤษภาคม ค.ศ. 2015
ทีม 736
แชมป์ อาร์เซนอล (แชมป์สมัยที่ 12)
รองแชมป์ แอสตันวิลลา

เอฟเอคัพ ฤดูกาล 2014–15, หรือที่เรียกว่า เอฟเอ ชาลเลนจ์ คัพ ฤดูกาล 2014–15[1] เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งที่ 134 ของ เอฟเอคัพ ถ้วยหลักในประเทศในฟุตบอลอังกฤษและการแข่งขันน็อคเอาต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก[2] มันเป็นฤดูกาลแรกเมื่อ บีบีซี และ บีที สปอร์ต เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านทางโทรทัศน์ เจ็ดปีหลังจากบีบีซีสูญเสียสิทธิให้กับ ไอทีวี.[3] ฟุตบอลถ้วยฤดูกาล 2014–15 นอกจากนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่ 3G (รุ่นที่สาม) สนามหญ้าเทียมจะได้รับอนุญาตในทุกรอบของการแข่งขัน ออกแบบมาเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา[4] หลังจาก ควีนส์พาร์ก เรนเจอส์ (สนามหญ้าเทียมแห่งแรกของอังกฤษ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ถึง 1988) ลูตัน ทาวน์ โอลดัม แอทเลติก และ เปรสตัน นอร์ท เอนด์ สนามหญ้าเทียมได้ทดลองแล้วในช่วงทศวรรษที่ 1980 ได้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1995 ที่ผิดกฎหมาย[4]

ทีมที่ป้องกันแชมป์มาจากฝั่ง พรีเมียร์ลีก คือ อาร์เซนอล หลังจากที่พวกเขาเอาชนะ ฮัลล์ ซิตี 3–2 ใน ครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2014[5]

ทีมชนะเลิศของเอฟเอคัพจะได้รับคุณสมบัติแบบอัตโนมัติในการเข้ารอบ ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2015–16 รอบแบ่งกลุ่ม ถ้า, อย่างไรก็ตาม, ผู้ชนะของถ้วยอยู่แล้วเหมาะสมสำหรับแชมเปียนส์ลีกหรือยูโรปาลีก (ผ่านตำแหน่งในลีกภายในประเทศ) จากนั้นทีมวางที่สูงที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2014–15 ไม่ได้เข้าร่วมในฟุตบอลสโมสรยุโรปที่มีคุณสมบัติได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลยูโรปาลีก ในการเปลี่ยนแปลงกฏยูโรปาลีก ช่องที่มีคุณสมบัติสำหรับผู้ชนะถ้วยแห่งชาติไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังรองแชมป์ถ้าผู้ชนะมีคุณสมบัติผ่านลีกของพวกเขา[6]

รอบรองชนะเลิศจะมีขึ้นที่ สนามกีฬาเวมบลีย์, ที่พวกเขามีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายของสนามกีฬาแห่งใหม่แม้จะมีการคัดค้านจากผู้สนับสนุนบางส่วน[7] สนามกีฬาจะเป็นเจ้าภาพในนัดชิงชนะเลิศ

ในรอบชิงชนะเลิศ อาร์เซนอลซึ่งเป็นแชมป์เก่า สามารถเอาชนะ แอสตันวิลลา ไปได้มากถึง 4-0 นอกจากจะสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้แล้ว ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์เอฟเอคัพมากที่สุดอีกด้วย คือ 12 สมัย และเป็นสโมสรที่เข้าชิงมากครั้งที่สุด คือ 19 ครั้ง[8]

ทีม[แก้]

รอบ สโมสร
ที่เหลืออยู่
สโมสร
ที่เกี่ยวข้อง
ได้รับรางวัลจาก
รอบที่แล้ว
รายการใหม่
รอบนี้
ลีกที่เข้ามาในรอบนี้
รอบแรก 124 80 32 48 ลีกวัน
ลีกทู
รอบสอง 84 40 40 ไม่มี ไม่มี
รอบสาม 64 64 20 44 พรีเมียร์ลีก
ลีกแชมเปีนนชิป
รอบสี่ 32 32 32 ไม่มี ไม่มี
รอบห้า 16 16 16 ไม่มี ไม่มี
รอบหก 8 8 8 ไม่มี ไม่มี
รอบรองชนะเลิศ 4 4 4 ไม่มี ไม่มี
รอบชิงชนะเลิศ 2 2 2 ไม่มี ไม่มี

เงินรางวัล[แก้]

รอบ จำนวนสโมสร
ที่รับเงินรางวัล
เงินรางวัล
ต่อสโมสร[9]
ผู้ชนะ รอบเบื้องต้นพิเศษ 184 1,500 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบเบื้องต้น 160 1,925 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบคัดเลือก รอบแรก 116 3,000 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบคัดเลือก รอบสอง 80 4,500 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบคัดเลือก รอบสาม 40 7,500 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบคัดเลือก รอบสี่ 32 12,500 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบแรก 40 18,000 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบสอง 20 27,000 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบสาม 32 67,500 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบสี่ 16 90,000 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบห้า 8 180,000 ปอนด์
ผู้ชนะ รอบหก 4 360,000 ปอนด์
ทีมผู้แพ้ในรอบรองชนะเลิศ 2 450,000 ปอนด์
ทีมผู้ชนะในรอบรองชนะเลิศ 2 900,000 ปอนด์
ทีมรองชนะเลิศในรอบชิงชนะเลิศ 1 900,000 ปอนด์
ทีมชนะเลิศในรอบชิงชนะเลิศ 1 1,800,000 ปอนด์
รวมทั้งสิ้น 15,132,000 ปอนด์

รอบคัดเลือก[แก้]

ทุกทีมที่ลงแข่งขันที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ พรีเมียร์ลีก หรือ ฟุตบอลลีก มีการแข่งขันในรอบคัดเลือกที่จะชนะและผ่านรอบแรกไปได้.[1]

รอบแรก[แก้]

รอบแรกมีการจับสลากขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม ในเวลา 19:00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) มีทั้งหมด 80 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน, 32 ทีมมาจากการผ่านเข้ารอบตั้งแต่รอบคัดเลือกสี่รอบและ 48 ทีมจาก ลีกวัน และ ลีกทู ของ ฟุตบอลลีก. ด้านการจัดอันดับต่ำสุดในรอบนี้คือ นอร์ตัน ยูไนเต็ด และ วอร์ริงตัน ทาวน์, ทั้งสองทีมสามารถแข่งขันได้ใน ระดับ 8 ของฟุตบอลอังกฤษ.

7

รอบสอง[แก้]

รอบสองมีการจับสลากขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน ในเวลา 19:00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ พิพิธภัณฑ์ฟุตบอลแห่งชาติ. มีทั้งหมด 40 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน, โดยรวมทั้งหมดที่ผ่านจากการแข่งขันในรอบแรก. ด้านการจัดอันดับต่ำสุดในรอบนี้คือ นอร์ตัน ยูไนเต็ด และ วอร์ริงตัน ทาวน์, ทั้งสองทีมสามารถแข่งขันได้ใน ระดับ 8 ของฟุตบอลอังกฤษ.

รอบสาม[แก้]

รอบสามมีการจับสลากขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม ในเวลา 19.00 น. ที่ เดอะ ดีป ใน ฮัลล์ และถ่ายทอดสดทางช่อง บีบีซี สอง.[11] มีทั้งหมด 64 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน, 20 ทีมที่มาจากรอบสองและ 44 สโมสรมาจาก พรีเมียร์ลีก และ ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป. ด้านการจัดอันดับต่ำสุดในรอบนี้คือ ไบลท์ สปาร์ตันส์, เป็นทีมที่สามารถแข่งขันได้ใน ระดับ 7 ของฟุตบอลอังกฤษ.

รอบสี่[แก้]

รอบสี่มีการจับสลากขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2015 เมื่อเวลา 19.30 น. ในคลับเฮ้าส์ของ เอเอฟซี วิมเบิลดัน ที่ คิงส์เมียโดว์, คิงสตัน อัพพอน เธมส์ และถ่ายทอดสดทางช่อง บีบีซี วัน.[12][13][14] ในการจับสลากทีมแชมป์เก่า อาร์เซนอล ถูกจับสลากในการบุกไปเยือนไบรท์ตันพบกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ในขณะที่การจัดอับดับต่ำที่สุดในรอบนี้, เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด (เป็นทีมที่สามารถแข่งขันได้ใน ระดับ 4 ของฟุตบอลอังกฤษ) ถูกจับสลากพบกับสโมสรจาก พรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด.[15] รวมทั้งหมด 32 ทีมที่จะแข่งขันทั้งหมด, ซึ่งผ่านมาจากเกมการแข่งขันรอบสามมาทั้งหมด.

รอบห้า[แก้]

การจับสลากประกบคู่ในรอบที่ห้าจัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม ค.ศ. 2015 ในเวลา 19:20 น. ในรายการ เดอะ วัน โชว์, ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสดจากช่อง บีบีซี วัน, และการแข่งขันจะเกิดขึ้นระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ของวันที่ 14 และ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015[16] ซึ่งผลการจับสลากออกมาปรากฏว่า, แชมป์เก่า อาร์เซนอล จับสลากมาพบกับ มิดเดิลส์เบรอ (ทีมที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี ตกรอบในรอบสี่) และ แบรดฟอร์ด ซิตี (ทีมที่ทำให้ เชลซี ตกรอบในรอบสี่) ได้รับในฐานะเป็นทีมเจ้าบ้านพบกับ ซันเดอร์แลนด์[17]

รอบหก[แก้]

การจับสลากประกบคู่ในรอบที่หกจัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 เมื่อเวลา 19:35 น. โดยถ่ายทอดสดช่อง บีบีซี วัน,[18] และจะแข่งขันระหว่างวันที่ 7, 8 และ 9 มีนาคม ค.ศ. 2015 (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยในรอบนี้ แบรดฟอร์ด ซิตี เป็นสโมสรที่มาจากลีกที่ต่ำที่สุด ก็คือลีกวัน (ลีกลำดับที่ 3 ของฟุตบอลอังกฤษ)[19]

รอบรองชนะเลิศ[แก้]

การจับสลากประกบคู่ในรอบรองชนะเลิศจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 2015 ที่ แอปพร็อกซ์ เวลา 21:45 น. (เวลาท้องถิ่น) (เวลา 04:45 น. ตามเวลาประเทศไทย) ในสนาม โอลด์แทรฟฟอร์ด, แมนเชสเตอร์ และจะทำการถ่ายทอดสดทางช่อง บีบีซี วัน หลังจากจบเกมการแข่งขันคู่ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล.[20] การแข่งขันจะแข่งขันกันที่ สนามกีฬาเวมบลีย์ ในวันที่ 18 และ 19 เมษายน ค.ศ. 2015.[21]

18 เมษายน ค.ศ. 2015
17:20 BST
23:20 (เวลาที่ไทย)
เรดิง (2) 1–2 (ต่อเวลาพิเศษ) อาร์เซนอล (1) สนามกีฬาเวมบลีย์, ลอนดอน
ผู้ชม : 84,081 คน
ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตคินสัน
แม็คเคลียรีย์ Goal 54' รายงาน ซานเชซ Goal 40'105+1'

19 เมษายน ค.ศ. 2015
15:00 BST
21:00 (เวลาที่ไทย)
แอสตัน วิลลา (1) 2–1 ลิเวอร์พูล (1) สนามกีฬาเวมบลีย์, ลอนดอน
ผู้ชม : 85,416 คน
ผู้ตัดสิน : ไมเคิล โอลิเวอร์
เบนเตเก Goal 36'
เดลฟ์ Goal 54'
รายงาน โกชินยู Goal 30'

รอบชิงชนะเลิศ[แก้]

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้ โปรดดู เอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ 2015
30 พฤษภาคม ค.ศ. 2015
17:30 BST
23:30 (เวลาไทย)
อาร์เซนอล 4–0 แอสตันวิลลา เวมบลีย์, ลอนดอน
ผู้ชม: 89,283 คน
ผู้ตัดสิน: โจนาทาน มอสส์ (เวสต์ ยอร์คเชียร์)[22]
วอลคอตต์ Goal 40'
ซานเชซ Goal 50'
แมร์เทสอัคเคอร์ Goal 62'
ฌีรู Goal 90+3'
รายงาน


หมายเหตุ[แก้]

  1. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม, สมาคมฟุตบอลได้ออกคำสั่งว่าแมตช์การแข่งขันจะต้องเริ่มแข่งใหม่อีกครั้ง, เนื่องจากฝ่ายผู้เล่นทีมเชสเตอร์ฟีลด์อ่านไม่ออก.

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Rules of the FA Challenge Cup Competition". The FA. สืบค้นเมื่อ 17 May 2014. 
  2. "History of The FA Cup". The FA. สืบค้นเมื่อ 17 May 2014. 
  3. Gibson, Owen (17 July 2013). "BBC and BT Sport to share FA Cup TV rights". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 17 May 2014. 
  4. 4.0 4.1 "3G pitches allowed in all rounds of FA Cup from 2014–15". BBC. 24 March 2014. สืบค้นเมื่อ 17 May 2014. 
  5. "Arsenal 3 Hull City 2". BBC. 17 May 2014. สืบค้นเมื่อ 17 May 2014. 
  6. "Strategic talks in Dubrovnik". UEFA. 20 September 2013. 
  7. "FA Cup: Greg Dyke says semi-finals will stay at Wembley". BBC. 13 April 2014. สืบค้นเมื่อ 17 May 2014. 
  8. ""ปืน" ถล่มวิลลา 4-0 ซิวเอฟเอสูงสุด 12 สมัย". ผู้จัดการออนไลน์. 2015-05-31. สืบค้นเมื่อ 2015-05-31. 
  9. "The FA Cup Prize Fund". FA. 
  10. http://www.bbc.co.uk/sport/0/football/30482412
  11. "Deep anticipation as Hull hosts third round draw of the FA Cup". The Yorkshire Post. 30 November 2014. สืบค้นเมื่อ 6 December 2014. 
  12. "Get 2015 off to a flyer as The FA Cup hits BBC and BT Sport". The FA. 4 January 2015. สืบค้นเมื่อ 4 January 2015. 
  13. "When is the FA Cup fourth round draw? And what third round ties are on TV?". The Independent. 2 January 2015. สืบค้นเมื่อ 4 January 2015. 
  14. "Derby County: FA Cup fourth round draw to be made on Monday evening". Derby Telegraph. 4 January 2015. สืบค้นเมื่อ 4 January 2015. 
  15. "FA Cup: Man Utd drawn against Cambridge Utd in fourth round". BBC Sport. 5 January 2015. สืบค้นเมื่อ 5 January 2015. 
  16. "Fifth Round Proper draw details". The FA. 24 January 2015. สืบค้นเมื่อ 24 January 2015. 
  17. "FA Cup draw: Arsenal will play Middlesbrough in fifth round". BBC Sport. 26 January 2015. สืบค้นเมื่อ 26 January 2015. 
  18. "England boss Roy Hodgson to make FA Cup Sixth Round draw". The FA. 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015. สืบค้นเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015. 
  19. "Holders Arsenal to face Manchester United in last eight". BBC Sport. 16 February 2015. สืบค้นเมื่อ 17 February 2015. 
  20. "FA Cup Semi-Final draw set for Old Trafford on Monday". The FA. 7 March 2015. สืบค้นเมื่อ 7 March 2015. 
  21. "The Football Association Fixture List – Season 2014–2015". The FA. สืบค้นเมื่อ 17 May 2014. 
  22. Callow, James (21 April 2015). "Jon Moss will referee the 2015 FA Cup Final at Wembley". The FA. สืบค้นเมื่อ 21 April 2015.