เอริช ลูเดินดอร์ฟ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เอริช ลูเดินดอร์ฟ
9 เมษายน ค.ศ. 1865(1865-04-09) – 20 ธันวาคม ค.ศ. 1937 (72 ปี)
Bundesarchiv Bild 183-2005-0828-525 Erich Ludendorff (cropped)(b).jpg
พลเอกทหารราบ เอริช ลูเดินดอร์ฟ
ชื่อเกิดเอริช ฟรีดริช วิลเฮ็ล์ม ลูเดินดอร์ฟ
ที่เกิดลูเดินดอร์ฟ ราชอาณาจักรปรัสเซีย
(ปัจจุบันคือกรูแชฟญา โปแลนด์)
ที่เสียชีวิตมิวนิก บาวาเรีย นาซีเยอรมนี
รับใช้ จักรวรรดิเยอรมัน
สังกัดKaiserstandarte.svg กองทัพบกจักรวรรดิเยอรมัน
ปีปฏิบัติหน้าที่ค.ศ. 1883–1918
ชั้นยศพลเอกทหารราบ (General der Infanterie)
การยุทธ์สงครามโลกครั้งที่ 1
การปฏิวัติเยอรมัน
บำเหน็จพัวร์เลอเมรีท
กางเขนเหล็กชั้นหนึ่ง

เอริช ฟรีดริช วิลเฮ็ล์ม ลูเดินดอร์ฟ (เยอรมัน: Erich Friedrich Wilhelm Ludendorff) เป็นพลเอกแห่งกองทัพบกจักรวรรดิเยอรมัน ผู้มีชัยชนะในยุทธการที่ลีแยฌ (Battle of Liège) และยุทธการที่ทันเนินแบร์ค (Battle of Tannenberg) ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1916 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่พลาธิการ (Erster Generalquartiermeister) เขาและจอมพลฮินเดินบวร์คเปรียบเสมือนเป็นมือซ้ายขวาของจักรพรรดิวิลเฮ็ล์มที่ 2 คอยช่วยวางแผนและบัญชากองทัพเยอรมันตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในปี 1918 ด้วยความปราชัยในหลายศึก เขาและฮินเดินบวร์คกราบทูลองค์ไกเซอร์ให้ทำข้อตกลงหยุดยิงกับฝ่ายสัมพันธมิตรในทันที แต่รัฐบาลจักรวรรดิยังยืนกรานที่จะทำสงครามต่อ คณะรัฐบาลได้ขู่องค์ไกเซอร์ว่า คณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะลาออกหากไม่ทรงปลดลูเดินดอร์ฟ องค์ไกเซอร์จึงเรียกฮินเดินบวร์คและลูเดินดอร์ฟเข้าเฝ้า ทั้งสองรู้สถานการณ์ดีจึงกราบทูลลาออก ไกเซอร์ทรงอนุญาตให้ลูเดินดอร์ฟลาออก แต่ไม่อนุญาตให้ฮินเดินบวร์คลาออก ลูเดินดอร์ฟต่อว่าฮินเดินบวร์คหลังเข้าเฝ้าว่า "ผมไม่ทำงานอะไรกับท่านอีกแล้ว เพราะท่านทำกับผมได้โครตทุเรศเลย"[1]

หลังสงคราม ลูเดินดอร์ฟได้กลายเป็นผู้นำของชาติที่มีความโดดเด่นและสนับสนุนแนวคิดตำนานแทงข้างหลัง ด้วยความเชื่อที่ว่า ความพ่ายแพ้สงครามของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นมาจากการทรยศหักหลังต่อกองทัพเยอรมันโดยพวกลัทธิมากซ์และบอลเชวิค ซึ่งถูกมองว่าต้องรับผิดชอบเต็มๆที่ปล่อยให้เยอรมันประสบความเสียเปรียบหลายอย่างในการเจรจาร่างสนธิสัญญาแวร์ซาย

ลูเดินดอร์ฟได้มีส่วนร่วมในการก่อรัฐประหารของว็อล์ฟกัง คัพ ในค.ศ. 1920 และกบฏโรงเบียร์ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ใน ค.ศ. 1923 ก่อนที่จะผันตัวลงรับสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเยอรมันในปี ค.ศ. 1925 ซึ่งต้องปราชัยให้กับอดีตเจ้านายอย่างจอมพลฮินเดินบวร์ค

ในปีค.ศ. 1933 วันที่ประธานาธิบดีฮินเดินบวร์คลงนามในรัฐบัญญัติมอบอำนาจซึ่งเป็นการรับรองอำนาจที่ไร้ข้อจำกัดของฮิตเลอร์นั้น ลูเดินดอร์ฟได้เขียนจดหมายถึงฮินเดินบวร์คว่า "ผมขอทำนายไว้เลย ว่าชายเหลือร้ายคนนี้จะนำพาประเทศเราไปสู่ความพินาศ และนำพาชาติไปสู่ความย่อยยับเกินจะนึกฝัน ลูกหลานเราในวันหน้าจะสาปแช่งท่านในหลุมศพต่อสิ่งที่ท่านได้ทำลงไป"[2] อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์บางคนมองว่าข้อความดังกล่าวเป็นของปลอม[3]

ฮิตเลอร์เดินทางไปบ้านพักของลูเดินดอร์ฟแบบไม่ได้แจ้งล่วงหน้าในวันเกิดครบรอบ 70 ปีในปีค.ศ. 1935 ฮิตเลอร์มอบยศจอมพลเป็นของขวัญแก่ลูเดินดอร์ฟ แต่ลูเดินดอร์ฟกลับโกรธและปฏิเสธฮิตเลอร์ว่า "ทหารจะเป็นจอมพลได้ที่สนามรบ! ไม่ใช่ที่งานเลี้ยงน้ำชาวันเกิดในยามสงบสุข"[4] ลูเดินดอร์ฟถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งตับที่คลินิกแห่งหนึ่งในนครมิวนิกเมื่อปี ค.ศ. 1937 ในวัย 72 ปี[5] ฮิตเลอร์จัดรัฐพิธีศพให้เขาทั้งที่เจ้าตัวไม่ต้องการ

อ้างอิง[แก้]

  • Saturday, 22 August 2009 Michael Duffy (2009-08-22). "Who's Who – Paul von Hindenburg". First World War.com. Retrieved 2012-05-16.
  • Saturday, 22 August 2009 Michael Duffy (2009-08-22). "Who's Who – Erich Ludendorff". First World War.com. Retrieved 2012-05-16.
  • Andreas Dorpalen. "Paul von Hindenburg (German president) : Introduction – Britannica Online Encyclopedia". Britannica.com. Retrieved 2012-05-16.
  • "Erich Ludendorff (German general) : Introduction – Britannica Online Encyclopedia". Britannica.com. 1937-12-20. Retrieved 2012-05-16.
  • Parkinson, Roger (1978). Tormented warrior. Ludendorff and the supreme command. London: Hodder and Stoughton. pp. 13–14. ISBN 0-340-21482-1.
  • von Müller, 1961, p. 413.
  • David Nicholls, Adolf Hitler: A Biographical Companion, ABC-CLIO, 1 January 2000, p.159.
  • Vierteljahrshefte für Zeitgeschichte. 47. Jahrgang, Oktober 1999 (PDF; 7 MB), S. 559–562.
  • Parkinson, 1978, p. 224.
  • Ludendorffs Verlag: Der letzte Weg des Feldherrn Erich Ludendorff, München 1938, S. 8: Das Kranken- und Sterbezimmer im Josephinum in München.