คาร์บามาเซพีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
คาร์บามาเซพีน
Carbamazepine.svg
Carbamazepine 3D.png
ข้อมูลทางคลินิก
ชื่อทางการค้า Tegretol
AHFS/Drugs.com Monograph
MedlinePlus a682237
ข้อมูลทะเบียนยา
ระดับความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  • AU: D
  • US: D (มีความเสี่ยง)
ช่องทางการรับยา รับประทาน
รหัส ATC
กฏหมาย
สถานะตามกฏหมาย
ข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์
ชีวประสิทธิผล ~100%[1]
Protein binding 70-80%[1]
การเปลี่ยนแปลงยา Hepatic—by CYP3A4, to active epoxide form (carbamazepine-10,11 epoxide)[1]
ครึ่งชีวิตทางชีวภาพ 36 ชั่วโมง (เม็ดเดียว)[1]
การขับออก ปัสสาวะ (72%), อุจจาระ (28%)[1]
ตัวบ่งชี้
เลขทะเบียน CAS
PubChem CID
IUPHAR/BPS
DrugBank
ChemSpider
UNII
KEGG
ChEBI
ChEMBL
ECHA InfoCard 100.005.512
ข้อมูลทางกายภาพและเคมี
สูตร C15H12N2O
มวลต่อโมล 236.269 g/mol
แบบจำลอง 3D (JSmol)
  (verify)
Pharmaklog.png สารานุกรมเภสัชกรรม

คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) หรือชื่อทางการค้าคือ เทเกรทอล (Tegretol) เป็นยาสามัญใช้สำหรับรักษาโรคลมชักและอาการปวดเส้นประสาท[2] แต่ไม่เหมาะสำหรับใช้รักษาโรคชักเหม่อและกล้ามเนื้อกระตุกรัว นอกจากนี้ ยังถูกใช้ควบคู่กับยาอื่นๆในการรักษาโรคจิตเภทและเป็นยารองในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว[2] ยาคาร์บามาเซพีนมีการทำงานเหมือนกับยาเฟนิโทอินและวาลโปรเอท[3][4]

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาคาร์บามาเซพีนได้แก่คลื่นไส้และง่วง ผลข้างเคียงขั้นรุนแรงได้แก่ เป็นผื่นคัน, ไขกระดูกลดลง, คิดฆ่าตัวตาย หรือเกิดภาวะสับสน ยาชนิดนี้ไม่เหมาะที่จะใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคเกี่ยวกับไขสันหลัง สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงยาชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม สตรีมีครรภ์ที่เป็นโรคชักเหม่อไม่ควรหยุดใช้ยาชนิดนี้โดยทันที ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตหรือตับควรใช้อย่างระมัดระวังภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ยาชนิดนี้ยังทำให้การได้ยินเสียงผิดเพี้ยนไปจากเดิมได้ด้วย

คาร์บามาเซพีนถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1953 โดยนักเคมีชาวสวิตนามว่า วัลเทอร์ ชลินเดอร์[5] และเริ่มวางจำหน่ายในปี ค.ศ.1962[6] ถือเป็นยาสามัญที่มีราคาไม่แพงมาก[7] และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาหลักขององค์การอนามัยโลก[8]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 "Carbamazepine Drug Label". 
  2. 2.0 2.1 "Carbamazepine". The American Society of Health-System Pharmacists. สืบค้นเมื่อ Mar 2015. 
  3. Nolan, SJ; Marson, AG; Weston, J; Tudur Smith, C (28 April 2016). "Phenytoin versus valproate monotherapy for partial onset seizures and generalised onset tonic-clonic seizures: an individual participant data review". The Cochrane database of systematic reviews 4: CD001769. PMID 27123830. doi:10.1002/14651858.CD001769.pub3. 
  4. Nolan, SJ; Marson, AG; Weston, J; Tudur Smith, C (14 August 2015). "Carbamazepine versus phenytoin monotherapy for epilepsy: an individual participant data review". The Cochrane database of systematic reviews (8): CD001911. PMID 26275105. doi:10.1002/14651858.CD001911.pub2. 
  5. Smith, Howard S. (2009). Current therapy in pain. Philadelphia: Saunders/Elsevier. p. 460. ISBN 9781416048367. 
  6. Moshé, Solomon (2009). The treatment of epilepsy (3 ed.). Chichester, UK: Wiley-Blackwell. p. xxix. ISBN 9781444316674. 
  7. Principles and practice of stereotactic radiosurgery. New York: Springer. 2008. p. 536. ISBN 9780387710709. 
  8. "WHO Model List of Essential Medicines (19th List)". World Health Organization. April 2015. สืบค้นเมื่อ 8 December 2016.