ชิงร้อยชิงล้าน ซูเปอร์เกม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ชิงร้อยชิงล้าน Super Game)
ชิงร้อยชิงล้าน Super Game
ตราสัญลักษณ์ของ ชิงร้อยชิงล้าน Super Game.jpg
ประเภท เกมโชว์
พัฒนาโดย เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์
เสนอโดย ปัญญา นิรันดร์กุล
มยุรา เศวตศิลา
คเชนทร์ (หม่ำ จ๊กมก)
เอ็ดดี้ ผีน่ารัก
เท่ง เถิดเทิง
การแพร่ภาพ
เครือข่าย/ช่อง ช่อง 7 สี (2539-2540)
ช่อง 3 (2541)
เรต ไม่มีการจัดระดับ

ชิงร้อยชิงล้าน Super Game เป็นรายการเกมโชว์ที่เปลี่ยนชื่อจากชิงร้อยชิงล้าน ครั้งหนึ่งในชีวิตโดยออกอากาศวันพุธเวลา 22.30-00.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2540 และ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2541 ถึง 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541

ประวัติ[แก้]

หลังจากชิงร้อยชิงล้าน ครั้งหนึ่งในชีวิตจบลง ชิงร้อยชิงล้านก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่และฉากใหม่ในชื่อ ชิงร้อยชิงล้าน Super Game โดยปรับปรุงฉากใหม่และรูปแบบรายการที่น่าสนุกยิ่งขึ้นพร้อมเพิ่มระยะเวลาในการออกอากาศเป็น 2 ชั่วโมงนับเป็นรายการเกมโชว์แรกในเมืองไทยที่ออกอากาศถึง 2 ชั่วโมงและเอกลักษณ์ของชิงร้อยชิงล้าน Super Game คือตัว G (มกราคม 2539 จะเป็นสีแดง กุมภาพันธ์ 2539-กุมภาพันธ์ 2541 จะเป็นสีเขียว) และไตเติ้ลรายการคล้ายกับพินบอลและเป็นครั้งแรกที่รายการชิงร้อยชิงล้านเริ่มมีวงดนตรีมาบรรเลงดนตรีเพื่อสร้างสีสันให้กับรายการ

เกมในชิงร้อยชิงล้าน Super Game[แก้]

ในชิงร้อยชิงล้าน Super Game ได้ปรับปรุงเกมจากยุคต่างๆทั้งหมดและได้เพิ่มเกมอีก 2 เกม

ทายดาราปริศนา (ยังจำได้ไหม)[แก้]

ในเกมนี้เป็นการทายดารารับเชิญของรายการซึ่งให้ผู้เข้าแข่งขันให้ทายซึ่งในเกมนี้จะมีโอกาสตอบในกระดานทั้ง 3 รอบโดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบดังนี้

ในรูปแบบที่ 1 ใช้ชื่อว่า ยังจำได้ไหม (ตั้งแต่ 3 มกราคม 2539 ถึง กรกฎาคม 2539) จะเป็นการทายภาพของดารารับเชิญในอดีตเป็นแบบ 3 ภาพ 3 ช่วงเวลาว่าดารารับเชิญคนนี้เป็นใคร โดยพิธีกรให้ผู้เข้าแข่งขันเขียนคำตอบลงในกระดานคำตอบ ซึ่งให้ผู้เข้าแข่งขันเขียนคำตอบได้ 3 คำตอบเท่านั้น หลังจากนั้นพิธีกรจะเฉลยคำตอบโดยการเชิญดารารับเชิญออกมาโชว์ร้องเพลงว่าคนนี้เป็นใคร ถ้าผู้เข้าแข่งขันทีมใดเขียนคำตอบถูกจะได้คะแนนคำตอบละ 5 คะแนน รอบนี้คะแนนสูงสุด 15 คะแนน แล้วดารารับเชิญคนแรกที่มารายการ คือ ดวงตา ตุงคะมณี เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2539

ในรูปแบบที่ 2 ใช้ชื่อว่า ทายดาราปริศนา (ตั้งแต่ สิงหาคม 2539 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2541) จะแบ่งเป็น 3 รอบดังนี้

  1. รอบที่ 1 จะเป็นการ ทายเสียงและเงา (เสียงของใคร) จะเป็นการทายเสียงและเงาของดารารับเชิญ ซึ่งเกมนี้มีพัฒนามาจากเกมทายภาพดาราปริศนา (ยังจำได้ไหม) เป็น 3 ภาพ 3 ช่วงเวลา สำหรับเกมทายเสียงและเงาของดารารับเชิญนั้นโดยให้ผู้เข้าแข่งขันต้องฟังเสียงและดูเงาว่าดารารับเชิญคนนั้นเป็นใคร
  2. รอบที่ 2 จะเป็นการ ทายภาพดาราปริศนา (ยังจำได้ไหม) จะเป็นการทายภาพรูปภาพต่าง ๆ ของดารารับเชิญ นั้นจะเป็นการทายภาพของดารารับเชิญโดยในภาพนี้จะเป็นการปกปิดใบหน้าบางส่วนของดารารับเชิญ เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันนั้นได้สังเกตจับจุดใบหน้าของดารารับเชิญให้ดีว่าคนนี้เป็นใคร (ในช่วงแรกจะเป็นรูปภาพในวัยเด็กของดารารับเชิญคนนั้น ก่อนที่จะเป็นรูปปกปิดใบหน้าบางส่วนของดารารับเชิญภายหลัง)
  3. รอบที่ 3 จะเป็นรอบ ขอสักครั้ง จะเป็นภาพ VTR โดยที่ผู้เข้าแข่งขันนั้นไม่สามารถเห็นหน้าของดารารับเชิญชัดๆ ได้ ดารารับเชิญนั้นจะทำแบบไม่เห็นหน้าหรือบังหน้าเอาไว้ด้วย เห็นได้แต่ด้านหลังดารารับเชิญเท่านั้น เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันนั้นได้สังเกตหน้าตาของดารารับเชิญไว้ให้ดีว่าคนนี้เป็นใคร

ทั้งนี้ทีมผู้เข้าแข่งขันทั้ง 3 มีโอกาสเขียนในกระดานคำตอบได้ 3 ครั้งเท่านั้นหลังจะเฉลยว่าดารารับเชิญคนนี้คือใครโดยการเชิญดารารับเชิญออกมาโชว์ร้องเพลงว่าคนนี้เป็นใครโดยถ้าตอบถูกจะได้คะแนนคำตอบละ 5 คะแนน รอบนี้คะแนนสูงสุด 15 คะแนน หลังจากที่มีการเฉลยคำตอบแล้ว ก็จะมีการพูดคุยกับดารารับเชิญเกี่ยวกับความเป็นมาและเรื่องราวต่างหลังจากนั้น ยังมีหม่ำ จ๊กมก, เอ๊ดดี้ ผีน่ารัก และ เท่ง เถิดเทิง มาสร้างสีสันเสียงหัวเราะให้ท่านผู้ชมได้รับความสนุกสนานกันอีกด้วย

จริงหรือไม่[แก้]

เกมจริงหรือไม่ ซึ่งเกมนี้ เป็นการนำเอาประสบการณ์ชีวิตในแง่มุมต่างๆของดาราที่เป็นผู้เข้าแข่งขันในเกม ไม่ว่าจะเป็น ความชอบ งานอดิเรก ของสะสมส่วนตัว หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ลี้ลับ และเฉียดความตาย โดยเรื่องราวเหล่านี้ จะถูกนำมาใช้เป็นเกมการแข่งขันในรูปแบบตอบคำถาม โดยในการแข่งขัน ทีมที่จะเป็นผู้ตอบคำถาม คือทีมฝ่ายตรงข้ามอีกสองทีมที่ไม่ใช่เจ้าของเรื่อง ซึ่งทีมที่ตอบจะต้องทายว่าคำถามในข้อนั้นเป็นเรื่องจริง หรือไม่จริง หลังจากที่ตอบแล้ว ทีมเจ้าของเรื่องนั้นจะเป็นผู้เฉลยว่าคำถามนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทีมเจ้าของเรื่องนั้นจะเป็นผู้เฉลยว่าคำถามนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ถ้าทีมฝ่ายตรงข้ามตอบถูกก็จะได้ 5 คะแนน (ภายหลังเพิ่มเป็น 10 คะแนน) แต่ถ้าตอบผิดจะไม่ได้คะแนน

ทั้งนี้ คำถามในเกมจริงหรือไม่ ของชิงร้อยชิงล้าน Super Game จะถูกลดเหลือ 3 ข้อ จากเดิม 6 ข้อ ซึ่งแต่ละทีมจะมีโอกาสตอบคำถามทั้งหมด 2 ข้อด้วยกัน และให้ทายว่าเรื่องคนนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ โดยในแต่ละข้อ หลังจากที่มีการเฉลยคำตอบแล้ว ก็จะมีการพูดคุยกับดาราเจ้าของเรื่องเกี่ยวกับเรื่องที่ตั้งเป็นคำถามนั้นๆ บางครั้งอาจมีการสาธิตโชว์เรื่องนั้นให้ดูในรายการ หากเป็นเรื่องความสามารถ หรือมีการนำของสะสมต่างๆ มากมายที่เป็นของดารามาแสดงในรายการ ในกรณีที่คำถามเกี่ยวข้องกับของสะสมของดารา ทั้งนี้ การพูดคุยกับดารา ยังมีหม่ำ จ๊กมก, เอ๊ดดี้ ผีน่ารัก และ เท่ง เถิดเทิง มาสร้างสีสันเสียงหัวเราะให้ท่านผู้ชมได้รับความสนุกสนานกันอีกด้วย โดยการล้อเลียนดารารับเชิญที่เป็นเจ้าของเรื่องในช่วงนั้นๆ

ชิงดำ[แก้]

ในปี 2539 ได้นำเกมชิงดำในชิงร้อยชิงล้านยุคแรกมาเล่นในยุคนี้ โดยมีคำถามทั้งหมด 6 ชุด ทีมที่มีคะแนนน้อยที่สุดจะได้เลือกชุดคำถามก่อน หลังจากนั้นพิธีกรจะมีข้อมูลหรือคำถามให้ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคู่ว่าในข้อมูลหรือคำถามนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลหรือคำถามนั้น แล้วให้ผลัดกันตอบในเวลาเพียง 10 วินาที ถ้าใครคนใดคนหนึ่งเกิดคิดไม่ออกนึกไม่ออกว่าจะตอบอะไรให้พูดคำว่า "ชิงร้อยชิงล้าน" ซึ่งหมายถึงให้ผ่านหรือข้ามนั่นเอง ถ้าตอบสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องจะไม่นับเป็นคะแนน โดยจะเล่นทั้งหมด 2 รอบ รอบแรกคำตอบละ 1 คะแนน ส่วนรอบที่สองคำตอบละ 2 คะแนน เล่นตั้งแต่ 3 มกราคม 2539 ถึง กรกฎาคม 2539 ก่อนที่จะยกเลิกไปแล้วแทนที่ด้วยเกมจริงหรือไม่ในข้อที่ 3 แทน (จากเดิมที่เล่นเกมจริงหรือไม่ทั้ง 3 ข้อในเบรกเดียวกัน)[1]

รอบสะสมเงินรางวัล[แก้]

สำหรับรอบสะสมเงินรางวัลนั้นจะมี 2 รอบด้วยกันโดยเงินรางวัลสะสมนั้นเป็นเงินรางวัลสำหรับผู้ที่เข้ารอบ Jackpot โดยเงินรางวัลนั้นไปรวมยอดกับเงินรางวัลรอบสุดท้ายไปด้วย และยุคนี้เป็นยุคแรกที่มีการสะสมเงินรางวัลเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ถังแตก[แก้]

ในเกมถังแตกจะมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการทั้ง 12 แผ่นป้าย ในแต่ละแผ่นป้ายจะมีป้าย 10,000 อยู่ 8 แผ่นป้ายหมายถึงได้เงินรางวัลแผ่นป้ายละ 10,000 บาท (ผู้สนับสนุนหลักในการชิงโชค คือ ตู้เซฟลีโก้) และแผ่นป้ายถังแตกอีก 4 แผ่นป้าย (แผ่นป้ายรูปถังไม้แตก) ถ้าเปิดเจอถังแตกครบทั้ง 4 แผ่นป้าย จะได้รับเงินรางวัลสะสม 100,000 บาททันที ในกรณีที่เปิดป้ายได้ 10,000 บาททั้ง 8 แผ่นป้าย จะได้รับเงินรางวัลสะสม 80,000 บาท ถ้าเปิดป้าย 10,000 บาทแล้วป้ายต่อไปเป็นถังแตก แปลว่าหยุดเกมลงทันที และเงินรางวัลที่เปิดป้ายนั้นรวบรวมตามจำนวนที่เปิดป้ายได้ แต่กรณีที่เปิดป้ายถังแตกก่อนป้ายต่อไปเปิดป้ายเป็นเงิน 10,000 บาท ถือว่าหยุดเช่นกันและรับเงินรางวัล 10,000 บาทไปด้วย

สำหรับเกมถังแตกถูกใช้ในปี 2539 จนถึงยุคทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ตั๊ก ซึ่งเกมนี้อยู่คู่กับชิงร้อยชิงล้านมาถึง 13 ปี 3 ยุคโดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบกติกาของเกมเลย ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอีกครั้งในยุค ชิงร้อยชิงล้าน Cha Cha Cha ในช่วงปลายปี 2549 และถูกยกเลิกในปี 2552

ทีวีปิดทีวีเปิด/จับคู่[แก้]

เกมนี้ในปี 2539 - 2540 จะเป็นการเปิดป้ายจับคู่โทรทัศน์สีโกลด์สตาร์ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นโกลด์เดนอาย ซึ่งเป็นของแอลจีเช่นเดียวกันกับโกลด์สตาร์) ซึ่งเกมนี้เป็นการจับคู่โทรทัศน์สีแบบปิดและเปิดโดยแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการจะมีทั้งหมด 12 แผ่นป้าย แบ่งเป็นโทรทัศน์สีแบบปิดซึ่งจะเป็นหน้าจอสีฟ้าล้วน ๆ (ต่อมาเป็นหน้าจอมืดๆ สีดำ) 6 แผ่นป้าย และโทรทัศน์สีแบบเปิดซึ่งในหน้าจอจะเป็นรูปภาพคุณปัญญาและคุณตั๊ก มยุรา ซึ่งถือแผ่นป้าย 0 อยู่ (ป้ายดังกล่าวเป็นภาพในรอบ Jackpot ของ ชิงร้อยชิงล้าน ครั้งหนึ่งในชีวิต ต่อมาเป็นรูปตาของผู้หญิง 2 ข้าง) อีก 6 แผ่นป้าย ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกแผ่นป้ายผู้สนับสนุนรายการทั้งหมด 8 แผ่นป้ายจาก 12 แผ่นป้าย ซึ่งแผ่นป้ายที่เลือกนั้น จะให้วางเป็นคู่ ๆ แต่ละป้ายคู่จะต้องจับคู่โทรทัศน์สีให้เหมือนกัน (เปิด-เปิด หรือ ปิด-ปิด) ถ้าจับคู่โทรทัศน์สีถูก จะได้เงินรางวัลคู่ละ 20,000 บาท ถ้าสามารถทำให้ 3 ใน 4 คู่เป็นทีวีปิดหรือเปิด จะได้รับเงินรางวัลสะสม 1,000,000 บาท แต่ถ้าเปิดได้ทีวีเปิดและทีวีปิดอย่างละ 2 คู่ก็จะได้แค่ 80,000 บาทแต่แจ็คพอตจะไม่แตก เกมนี้มีแจ็คพอตแตก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2539 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540 แต่ทุกครั้งที่ล้านแตก จะเป็นปิด 3 คู่ และเปิด 1 คู่

ต่อมาในปี 2541 ได้เปลี่ยนผู้สนับสนุนหลักเป็นกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ โดยตัวแผ่นป้ายจะเป็นกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ 2 รสชาติ (โรบัสต้ากับมิลค์กี้คอฟฟี่) รสชาติละ 6 แผ่นป้าย แต่กติกายังคงเดิมจากทีวีปิดทีวีเปิดทุกประการ และทั้งนี้เกมนี้ก็ได้ใช้ต่อในยุคชะชะช่า กติกายังคงเดิมแต่เปลื่ยนป้ายเป็นโรบัสต้ากับซุปเปอร์เบลนด์

รอบตัดสิน[แก้]

ในเกมนี้เป็นการตัดสินให้ผู้เข้าแข่งขันเข้าสู่รอบ Jackpot โดยจะมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการ 12 แผ่นป้ายซึ่งมีคะแนน 1-9 ส่วนอีก 3 ป้าย คือรูปใบหน้าของคุณปัญญา,คุณมยุรา และคุณหม่ำ โดยแผ่นป้ายปัญญาหรือป้ายมยุรามีค่า 10 คะแนน (แต่ในกรณีที่เปิดแผ่นป้ายเดียว ป้ายมยุราจะสามารถชนะป้ายปัญญา) และป้ายหม่ำเป็นป้ายตกรอบ (ป้ายหม่ำนั้น ในกรณีที่ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถเลือกเปิดได้ 2 หรือ 3 แผ่นป้าย ถึงจะสามารถเปิดเจอป้ายใดๆก็ตาม แม้กระทั่งมยุรา แต่ถ้าป้ายใดป้ายหนึ่งเปิดเจอหม่ำ จะถือว่าตกรอบทันทีเช่นเดียวกัน) ในเกมเปิดแผ่นป้ายคะแนนนี้ จะมีการดูคะแนนจากรอบเกมจริงหรือไม่ และทายดาราปริศนาด้วย ทีมที่มีคะแนนสะสมจากเกมทั้ง 2 เกม จะมีสิทธิ์เปิดแผ่นป้ายตามกรณีต่างๆ ดังนี้

1. คะแนนทั้ง 3 ทีมไม่เท่ากัน ทีมที่มีคะแนนสูงสุดจะได้เปิด 3 แผ่นป้าย รองลงมา 2 แผ่นป้าย และทีมที่มีคะแนนน้อยที่สุด ได้เปิดเพียง 1 แผ่นป้าย

2. ทีมที่มีคะแนนสูงสุด และอีก 2 ทีมมีคะแนนเท่ากัน ทีมที่มีคะแนนสูงสุดจะได้เลือก 3 แผ่นป้าย อีก 2 ทีม จะได้เลือกทีมละ 2 แผ่นป้าย

3. 2 ทีม มีคะแนนสูงสุดสูงกว่าอีกทีม ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 2 ทีม จะได้เลือกทีมละ 2 แผ่นป้าย ส่วนทีมที่เหลือ จะได้เปิดเพียง 1 แผ่นป้าย

4. ทั้ง 3 ทีมมีคะแนนเสมอกัน ทั้ง 3 ทีมจะได้เลือกเปิดทีมละ 2 แผ่นป้าย

ซึ่งถ้าเปิดเจอป้ายปัญญาและมยุรา จะได้เงินรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุน 100,000 บาท

เกมเปิดป้ายคะแนนของชิงร้อยชิงล้าน Super Game ในปี 2539 - 2540 ได้ปรับเปลี่ยนเป็นทีมผู้ที่มีคะแนนสูงที่สุดได้เปิดป้าย 3 แผ่นป้าย (แต่เดิมมี 2 ป้าย) ส่วนทีมผู้ที่ได้คะแนนน้อยกว่าทีมที่ได้คะแนนสูงสุดจะเปิด 2 แผ่นป้าย (เดิมเพียงป้ายเดียว) และป้ายหม่ำซึ่งเป็นป้ายตกรอบนั้นได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นป้าย 0 คะแนนแทน (แต่เมื่อเปิดป้ายอื่นๆ ก็สามารถเข้ารอบได้เช่นกัน) อย่างไรก็ดีตั้งแต่กลางปี 2540 - 2541 ได้ใช้กฎกติกาเกมเปิดป้ายคะแนนแบบเดียวกับยุค Top Secret, ครั้งหนึ่งในชีวิต อยู่เหมือนเดิม คือป้ายหม่ำหมายถึงตกรอบทันที

สำหรับในรอบนี้ ผู้ที่เปิดป้ายได้คะแนนรวมมากที่สุดจะเข้ารอบทันที แต่ถ้าทั้ง 2 หรือ 3 ทีมมีคะแนนเท่ากัน ทีมที่มีสิทธิ์เปิดแผ่นป้ายมากกว่าจะเข้ารอบ นอกจากนี้ ถ้าผู้เข้าแข่งขันที่มีสิทธิ์เปิดได้ 2 หรือ 3 แผ่นป้าย เปิดได้จำนวนเลขรวมกันเท่ากับ 10 ก็จะได้รับแพ็คเกจทัวร์เดินทางไปยัง น้ำตกหวางกว่อฉู้ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประเทศจีน จากบริษัทนำเที่ยว วีคเอนด์ ทัวร์ อีกด้วย ส่วนผู้ที่เปิดได้ป้ายปัญญาและมยุราก็จะได้รับเงินรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนรายการ 100,000 บาทอีกด้วย ซึ่งในรอบนี้ มีผู้ที่ได้รางวัลพิเศษ 100,000 บาทเพียงคู่เดียว คือ คู่ของ ชูศรี เชิญยิ้ม และ จเร เชิญยิ้ม เป็นการเปิดได้ ปัญญา-มยุรา ติดกัน 2 ใบ

รอบสุดท้าย[แก้]

รอบสุดท้าย (Jackpot) ของรายการชิงร้อยชิงล้าน Super Game นั้น ในช่วงแรกจะมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการทั้ง 12 แผ่นป้ายด้วยกัน โดยมีแผ่นป้ายเลข 0 จะมี 6 แผ่นป้าย ซึ่งมีเงินรางวัลแผ่นป้ายละ 10,000 บาท ส่วนแผ่นป้ายผู้สนับสนุนหลัก (ผู้สนับสนุนหลักในการชิงโชคคือแป้งเย็นตรางู เซ็นลุกซ์ นิวชอยซ์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นวีโอวิสกี้) ซึ่งจะมีตัวเลข 20,000 ซึ่งเป็นมีเงินรางวัล 20,000 บาท 3 แผ่นป้าย แต่อีก 3 แผ่นป้ายเป็นแผ่นป้ายเปล่าไม่มีเงินรางวัลแต่อย่างใด แต่ถ้าหากเปิดสามารถป้าย 0 ได้ครบ 6 แผ่นป้าย จะได้รับเงินรางวัล 2,000,000 บาท (ผู้สนับสนุนเงินรางวัลคือ ง่วนเชียง) โดยจะให้คนละ 1,000,000 บาท ให้กับผู้เข้าแข่งขันและผู้โชคดีจากทางบ้านที่มาจากการจับชิ้นส่วนของผู้สนับสนุนรายการที่ผู้ชมทางบ้านส่งมาร่วมสนุกนั่นเอง แต่ถ้าเปิดได้สปอนเซอร์หลักในการชิงโชคได้ครบ 6 แผ่นป้าย จะได้รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท โดยที่แขกรับเชิญจะได้รับแค่ฝ่ายเดียว ส่วนฝ่ายผู้โชคดีจากการมอบโชคก็จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาทตามปกติ ในรอบนี้มีผู้ทำ Jackpot แตกทีมแรกและทีมเดียวคือพล ตัณฑเสถียร และอัษฎาวุธ เหลืองสุนทร ได้รับเงินรางวัลรวม 1,010,000 บาท เป็นการเปิดได้ป้ายผู้สนับสนุนหลักทั้ง 6 แผ่นป้าย

ผู้เข้าแข่งขัน[แก้]

ในชิงร้อยชิงล้าน Super Game นั้นจะมีทีมอยู่ 3 ทีมต่อสัปดาห์ (เช่นเดียวกันกับ ชิงร้อยชิงล้าน ช่วงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2535 - 15 กันยายน 2536) แต่ละทีมจะมีอยู่ 2 คนซึ่งในแต่ละสัปดาห์ทางรายการจะเชิญผู้เข้าแข่งขันชายและผู้เข้าแข่งขันหญิงโดยแต่ละสัปดาห์จะมีทีมชาย 2 ทีม ทีมหญิง 1 ทีม หรือทีมชาย 1 ทีม ทีมหญิง 2 ทีมเว้นสัปดาห์

ก่อนหน้า ชิงร้อยชิงล้าน ซูเปอร์เกม ถัดไป
ชิงร้อยชิงล้าน ครั้งหนึ่งในชีวิต 2leftarrow.png ชิงร้อยชิงล้าน ซูเปอร์เกม
(3 มกราคม 2539 - 25 กุมภาพันธ์ 2541)
2rightarrow.png ชิงร้อยชิงล้าน ชะช่ะช่า
  1. http://www.youtube.com/watch?v=v5RXlkMSZ24