ข้ามไปเนื้อหา

การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี
ริ้วกระบวนพระอิสริยยศอัญเชิญพระโกศสู่พระเมรุ
ริ้วกระบวนพระอิสริยยศอัญเชิญพระโกศสู่พระเมรุ
การสิ้นพระชนม์
พระนามสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี
วันสิ้นพระชนม์2 มกราคม พ.ศ. 2551 (18 ปีก่อน) (2551-01-02)
สถานที่สิ้นพระชนม์อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช
ประดิษฐานพระศพพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
พระโกศพระโกศทองใหญ่
ฉัตรคราวแรก : เบญจปฎลเศวตฉัตร
ต่อมา : สัปตปฎลเศวตฉัตร
พระเมรุพระเมรุ ท้องสนามหลวง
วันพระราชทานเพลิงพระศพ15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 (17 ปีก่อน) (2551-11-15)
ประดิษฐานพระอัฐิพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
ประดิษฐานพระสรีรางคารอนุสรณ์รังษีวัฒนา สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
พระสถูปเจดีย์ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เวลา 02:54 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพระหว่างวันที่ 3 มกราคม – 12 เมษายน พ.ศ. 2551 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพระหว่างวันที่ 14–19 พฤศจิกายน ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

พระอาการประชวร

[แก้]

สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์เรื่องสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงพระประชวร ฉบับแรก เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ใจความว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปีดังกล่าว พระองค์มีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง) หลังคณะแพทย์ถวายการตรวจพระวรกายและเอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์แล้ว พบเป็นมะเร็ง จึงกราบทูลเชิญเสด็จไปประทับรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช และในเช้าวันที่ออกแถลงการณ์ พระองค์มีพระวรกายด้านขวาอ่อนแรง คณะแพทย์จึงถวายการตรวจพระสมอง พบว่าเนื้อสมองด้านซ้ายตายเป็นวงกว้างจากโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลัน จึงถวายพระโอสถรักษาต่อ[1]

วันถัดมา สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ระบุว่าพระองค์ทรงรู้พระองค์ แต่พระวรกายด้านขวายังอ่อนแรง พร้อมทั้งแจ้งรายงานจากคณะแพทย์ซึ่งระบุเพิ่มว่ามะเร็งในช่องพระนาภีที่ตรวจพบเป็นชนิดเดียวกับมะเร็งพระถัน (มะเร็งเต้านม) ที่พระองค์ทรงเคยได้รับการถวายการตรวจรักษาเมื่อ 10 ปีก่อน โดยหลังทรงรับการรักษาแล้วพระองค์มีพระสุขภาพดี และระหว่างถวายตรวจติดตามพระสุขภาพ คณะแพทย์ตรวจพบมะเร็งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งได้ถวายการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่อง[2]

ต่อจากนั้น พระอาการของพระองค์ก็ดีขึ้นตามลำดับ ตามแถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 20 ที่ระบุรายงานจากคณะแพทย์ว่า พระอาการปวดพระนาภีทุเลาลง ประทับบนพระแท่น ทอดพระเนตรรายการโทรทัศน์ได้นานขึ้น แต่ยังคงถวายพระโอสถรักษา ถวายการรักษาทางกายภาพ บำบัดและอาหารเสริมทางหลอดพระโลหิตต่อไป[3]

อย่างไรก็ตาม พระอาการหลังจากนั้นเริ่มทรุดลงเรื่อย ๆ และมีแถลงการณ์สำนักพระราชวังเกี่ยวกับพระอาการประชวรฉบับสุดท้าย คือฉบับที่ 38 ความว่า พระองค์ไม่รู้สึกพระองค์ หายพระทัยอ่อนลง พระวักกะ (ไต) ไม่ทำงาน[4]

การเฝ้าติดตามพระอาการประชวร

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินมายังโรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงติดตามพระอาการประชวรอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงติดตามพระอาการประชวรด้วยพระองค์เอง

วันรุ่งขึ้น (1 มกราคม พ.ศ. 2551) หลังจากที่สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ฉบับที่ 38 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาสมทบ ณ โรงพยาบาลศิริราช ในเวลาประมาณ 18:00 น. สามสิบนาทีต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินมาสมทบ ก่อนที่พระบรมวงศานุวงศ์ที่เหลือจะเสด็จพระราชดำเนินมาสมทบ คือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร), สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี, ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี, ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระอิสริยยศในขณะนั้น), สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ตามลำดับ

สิ้นพระชนม์

[แก้]

สำนักพระราชวัง มีประกาศเรื่องสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 ความว่า ตามที่สำนักพระราชวังแถลงเรื่องพระอาการประชวรของพระองค์หลังจากเสด็จมาประทับรักษาพระอาการ ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 เป็นระยะนั้น แม้คณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02:54 น. ของวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 รวมพระชันษา 84 ปี

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย 100 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

[แก้]

สำนักนายกรัฐมนตรี ออกประกาศเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ มีใจความสำคัญว่า รัฐบาลรับทราบการสิ้นพระชนม์ด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง ตลอดจนเห็นว่า มีพระกรุณาธิคุณใหญ่หลวงต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา จึงให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา และให้ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน เริ่มนับแต่วันที่ 2 มกราคม เป็นต้นไป

พระราชพิธีพระศพ

[แก้]

เคลื่อนพระศพสู่พระบรมมหาราชวัง

[แก้]

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงอัญเชิญพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี จากโรงพยาบาลศิริราช สู่พระบรมมหาราชวัง

การถวายน้ำสรงพระศพ

[แก้]

พระราชพิธี

[แก้]

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เวลา 17.20 น.พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เสด็จเข้าสู่ภายในพระฉาก ซึ่งพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บรรทมอยู่บนพระแท่น

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสำหรับพระศพบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยพระศพเป็นราชสักการะ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับขวดน้ำพระสุคนธ์จากเจ้าพนักงานถวายสรงที่พระศพ แล้วทรงคม พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงรับหม้อน้ำพระสุคนธ์และโถน้ำขมิ้นจากเจ้าพนักงาน พระราชทานสรงที่ตรงพระอุระพระศพ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงหวีพระเกศาพระศพขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วทรงหวีลงอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วหักพระสางนั้นวางไว้ในพาน ซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่ จากนั้นพระราชทานซองพระศรีบรรจุดอกบัว และธูปเทียน พระสุพรรณแผ่นจำหลักปริมณฑลฉลองพระพักตร์ พระชฎาทองคำวางข้างพระเศียรพระศพ เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่หีบ ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง ประกอบพระลองทองใหญ่ ภายใต้เบญจปฎลเศวตฉัตร ชแวดล้อมด้วยเครื่องสูงทองแผ่ลวด บังแทรก ชุมสาย ต้นไม้ทองเงิน ณ มุขตะวันตก พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จออกจากพระฉาก ทรงวางพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และเครื่องราชสักการะพระศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงทอดผ้าไตร ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ 84 รูป สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบพระพุทธรูปหน้าเครื่องนมัสการ และหน้าพระโกศพระศพ เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุก ที่หน้าพระแท่นเตียงพระสวดพระอภิธรรม ณ มุขหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้น เสด็จลงทางมุกกระสันพระที่นั่งพิมานรัตยา ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ประชาชน

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพ หน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันเดียวกับพระราชพิธี เวลา 13.00 – 16.00 น. มีพสกนิกรเดินทางมาร่วมถวายน้ำสรงพระศพเป็นจำนวนมาก

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพฯ

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ดังนี้

  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (7 วัน) ในวันที่ 9 – 10 มกราคม 2551
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ในวันที่ 16 – 17 มกราคม 2551
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 20 - 21 กุมภาพันธ์ 2551
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 10 – 11 เมษายน 2551

พิธีถวายเลี้ยงภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพฯ ในการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ระหว่างการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ ครบทั้ง 100 วัน ระหว่างวันที่ 3 มกราคม - 12 เมษายน พ.ศ. 2551 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

การบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลประจำวันพุธ

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรส และพระราชธิดา, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา, ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม และครอบครัว สมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขา และราชินีกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ร่วมในการบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลถวายพระศพ ระหว่างวันที่ 23 มกราคม - 9 เมษายน พ.ศ. 2551 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

การประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลพิธีกงเต็ก

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุมัติ ให้คณะบุคคล สมาคม หน่วยงาน องค์กร และบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลกงเต็กถวายพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ดังนี้

  • วันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 คณะสงฆ์จีนนิกาย
  • วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม 2551 มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง
  • วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2551 สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยจีน และประชาคมนักธุรกิจเขตสัมพันธวงศ์ (เยาวราช)
  • วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2551 สมาคมชาวไทยเชื้อสายจีน
  • วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551 คณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย
  • วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน 2551 - วันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2551 สมาคมนักธุรกิจสัมพันธ์แห่งประเทศไทย

การร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระศพฯ

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการหน่วยงานภาครัฐและภาค เอกชนร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีสวดพระอภิธรรมพระศพฯ ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ถึงสิ้นเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2551 รวมทั้งให้ประชาชนได้เข้าถวายสักการะพระศพฯ ทุกวัน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

หีบพระศพ

[แก้]

นายพรเทพ สุริยา เจ้าของร้านสุริยาหีบศพ กล่าวว่า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดสร้างหีบพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยสร้างหีบพระศพทรงหลุยส์ผสมบุษบกจากแผ่นไม้สักทองอายุ 100 ปีขนาดใหญ่เพียงแผ่นเดียวไม่มีรอยต่อ ไม้ดังกล่าวนำมาจากจังหวัดเชียงใหม่ และใช้หมึกจีนพ่นสีโอ๊กม่วง ขนาดความกว้าง 26 นิ้ว ความยาว 2.29 เมตร น้ำหนักเกือบ 300 กิโลกรัม ทั้งนี้ใช้เวลาเตรียมการประมาณ 30 วัน อย่างไรก็ตาม สีที่พ่นเป็นสีโอ๊กม่วงนั้น นอกจากเป็นสีที่มีเข้มแข็ง น่าเชื่อถือ และเหมาะสมกับงาน โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชประสงค์ให้ทำหีบพระศพให้คล้ายคลึงกับหีบพระบรมศพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งใช้หมึกจีนสีโอ๊กม่วงเช่นกัน ประกบด้วยปุ่มมะค่าทองรอบใบลวดลาย ของหีบพระศพเป็นลายกุหลาบ แสดงถึงความรัก ส่วนด้านขอบล่างเป็นลายหลุยส์ ส่วนฝาด้านบนเป็นบุษบก 3 ชั้น ภายในหีบพระศพใช้ผ้าไหมสีครีมทองประดับตกแต่งและดิ้นชายรอบ ซึ่งทางสุริยาเป็นผู้ออกแบบเองทั้งหมด ใช้ช่างแกะสลัก 3 คน ช่างประกอบหีบศพอีก 5 คน รวม 8 คน ภายใต้การดูแลของสำนักพระราชวังตลอดการผลิต 30 วัน ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาตรวจงานด้วยพระองค์เอง พร้อมรับสั่งว่า สวยดี

การประโคมย่ำยาม

[แก้]

การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธี เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งในของงานพระราชพิธีที่บรรเลงตามขั้นตอนของงานพระราชพิธี คู่กับวงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง แต่เดิมการประโคมดนตรีที่เป็นลักษณะประโคมย่ำยาม มีเฉพาะของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง เท่านั้น ประกอบด้วยวงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ มีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง คือ

  • ยาม 1 เวลา 06.00 น.
  • ยาม 2 เวลา 09.00 น.
  • ยาม 3 เวลา 12.00 น.
  • ยาม 4 เวลา 15.00 น.
  • ยาม 5 เวลา 18.00 น.
  • ยาม 6 เวลา 21.00 น.
  • ยาม 7 เวลา 24.00 น.

ในการประโคมงานพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการประโคมย่ำยามด้วย ดังนั้น จึงมี 2 หน่วยงานเข้าร่วมประโคม คือ

  • วงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง (วงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ)
  • วงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

การประโคมย่ำยาม มีขั้นตอนเรียงลำดับ ดังนี้

  • วงประโคมลำดับที่ 1 คือ วงแตรสังข์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ประโคม “เพลงสำหรับบท” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 2 จึงเริ่มขึ้น
  • วงประโคมลำดับที่ 2 คือ วงปี่ไฉนกลองชนะ (หรือเรียกว่า วงเปิงพรวด) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ปี่ไฉน กลองชนะ เปิงมาง “ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 3 จึงเริ่มขึ้น
  • วงประโคมลำดับที่ 3 คือ วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง “ประโคมเพลงชุดนางหงส์”

เมื่อประโคม ครบทั้ง 3 วงแล้ว ก็ถือว่าเสร็จการประโคมย่ำยาม 1 ครั้ง การที่กรมศิลปากร นำวงปี่พาทย์นางหงส์มาประโคมย่ำยามนั้น

แต่โบราณดั้งเดิม ไม่ได้มี “วงปี่พาทย์” ร่วมประโคมย่ำยาม จะมีแต่เฉพาะ “วงแตรสังข์ และ วงปี่ไฉนกลองชนะ” ของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวังและวงกลองสี่ปี่หนึ่ง (ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว) ประโคมในงานพระบรมศพ พระศพ เท่านั้น

พิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล

[แก้]

ได้มีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 184 รูป เพือถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ในวาระปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 และในวาระสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 11 เมษายน 2551 ที่ลานพระราชวังดุสิต โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี และทุกจังหวัดจัดพิธีทำบุญตักบาตรพร้อมกันกับในส่วนกลาง

ประชาชนถวายสักการะพระศพ

[แก้]

การถวายสักการะหน้าพระฉายาทิสลักษณ์

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ และจัดสมุดลงนามแสดงความอาลัย ตั้งแต่วันที่ 3-9 มกราคม พ.ศ. 2551 เวลา 09.00 - 17.00 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง มีพสกนิกรเดินทางมาร่วมถวายสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ และร่วมลงนามถวายสักการะเป็นจำนวนมาก

การถวายสักการะในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เวลา 09.00-17.00 น. ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป และร่วมบริจาคเงินสมทบทุนได้ทุกวัน โดยมีพสกนิกรเดินทางมาร่วมถวายสักการะพระศพและร่วมสมทบเงินทุนเป็นจำนวนมาก

สถาปนาพระเกียรติยศ

[แก้]

เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร 7 ชั้น กางกั้นพระโกศ พระราชทานเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศ ในระหว่างการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน 7 วัน ถวายพระศพฯ เนื่องจากทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีที่ทรงเคารพนับถือ ในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง อีกทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไป เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกชนชั้นอาลัยระลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์นั้นทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี[5]

"สถิต ณ ดวงใจ"

[แก้]

งาน “สถิต ณ ดวงใจ” เป็นงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินีเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเป็นงานนิทรรศการเกี่ยวกับพระประวัติ พระกรณียกิจ และโครงการในพระองค์ ตลอดจนพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมระหว่างวันที่ 7 มกราคม - 11 เมษายน พ.ศ. 2551 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะข้าราชการ ลูกจ้าง กรุงเทพมหานคร และประชาชน ร่วมกล่าวน้อมรำลึกและแสดงความอาลัยหน้าพระฉายาลักษณ์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดซุ้มเพื่อให้ประชาชนร่วมลงนามถวายสักการะ และจัดพิมพ์หนังสือ สถิต ณ ดวงใจ เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 7 รอบ เพื่อแจกในงานนี้ด้วย[6]

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ

[แก้]
พระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เป็นพระราชพิธีที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลไทยจัดขึ้น เพื่อแสดงความจงรักภักดีและอาลัยแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยรัฐบาลกำหนดวันพระราชพิธีระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 โดยกำหนดการพระราชพิธีสำคัญ ได้แก่ การบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ 15 พฤศจิกายน พระราชพิธีเก็บพระอัฐิ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน การบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระอัฐิ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน การเชิญพระอัฐิประดิษฐานที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในวันที่ 18 พฤศจิกายน และการเชิญพระผอบพระสรีรางคารไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในวันที่ 19 พฤศจิกายน

สำหรับการดำเนินการพระราชพิธีฯ นั้น คณะทำงานทุกฝ่ายได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างพระเมรุและอาคารประกอบ เช่น พระที่นั่งทรงธรรม หอเปลื้อง ศาลาลูกขุน เป็นต้น นอกจากนี้ในการก่อสร้างพระเมรุยังมีการติดตั้งลิฟท์ที่ใช้เป็นที่ขึ้นของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อเข้าสู่พระจิตกาธานภายในพระเมรุ ส่วนการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพระราชพิธีนั้น ได้มีการซ่อมแซมพระมหาพิชัยราชรถ พระยานมาศสามลำคาน ราชรถน้อย พระที่นั่งราเชนทรยาน และพระวอสีวิกากาญจน์ เพื่อพร้อมใช้ในพิธีจริง ซึ่งราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบเหล่านี้ได้ใช้ในการซ้อมย่อยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม และ 19 ตุลาคม รวมถึงการการซ้อมใหญ่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน

ริ้วกระบวนเชิญพระมหาพิชัยราชรถทรงพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เคลื่อนผ่านหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลาประมาณ 07.00 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว(เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร)และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเชิญพระโกศออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีและท่านผู้หญิง ศรีรัศมิ์ สุวะดี (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระอิสริยยศเดิม)ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว(เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร)ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระโกศออกพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ โดยพระราชาคณะ 30 รูป สดับปกรณ์ก่อนเชิญพระโกศลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โปรดเกล้าฯ ให้เปลื้องพระลองทองใหญ่ประกอบพระโกศออกเชิญพระโกศไปประดิษฐานที่พระยานมาศ สามลำคาน

หลังจากนั้น ริ้วขบวนที่ 1 จะอัญเชิญพระโกศ โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ไปยังพระมหาพิชัยราชรถที่ รออยู่ที่บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เส้นทางจากประตูศรีสุนทร ประตูเทวาภิรมย์ ถนนมหาราช ถนนท้ายวังและถนนสนามไชย กำลังพล 622 นาย

จากนั้น ริ้วขบวนที่ 2 จะอัญเชิญพระโกศโดยพระมหาพิชัยราชรถจากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ไปยังพระเมรุ ท้องสนามหลวง เส้นทางจากหน้าวัดพระเชตุพนฯ ถนนสนามไชย ถนนราชดำเนิน เข้าถนนกลาง ท้องสนามหลวง กำลังพล 1,114 นาย

ต่อด้วย ริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระโกศโดยพระยานมาศสามลำคาน เวียนรอบพระเมรุโดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ แล้วอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานบนพระเมรุกำลังพล 367 นาย

เวลา 16.30 น. พระราชทานเพลิงพระศพฯ เวลา 22.00 น. พระราชทานเพลิงพระศพฯ (จริง)

สำหรับพระมหาพิชัยราชรถ สร้างขึ้นครั้งแรกเพื่อการพระบรมศพสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ใน พ.ศ. 2338 โดยโปรดให้สร้างเป็นราชรถขนาดใหญ่ตามแบบพระราชประเพณี ที่เคยมีมาครั้งกรุงศรีอยุธยา คือ มีขนาดสูง 1,120 เซนติเมตร ยาว 1,530 เซนติเมตร ต่อมาใน พ.ศ. 2342 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดีสิ้นพระชนม์ ก็โปรดให้อัญเชิญพระโกศทรงบนพระมหาพิชัยราชรถออกพระเมรุอีกครั้งหนึ่ง นับจากนั้นพระมหาพิชัยราชรถก็ได้ถูกกำหนดให้เป็นราชรถเฉพาะ อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินตลอดมา

ของที่ระลึกเนื่องในพระราชพิธีพระศพ

[แก้]

การจัดทำหนังสือ

[แก้]

ในส่วนการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุ และหนังสือที่ระลึก เนื่องในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ คณะอนุกรรมการฯ ฝ่ายจัดทำหนังสือฯ มีมติให้จัดทำขึ้นจำนวน 9 รายการ คือ

เข็มที่ระลึก

[แก้]

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการดำเนินโครงการจัดทำเข็มที่ระลึกสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เพื่อให้ประชาชนร่วมกับรัฐบาลน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี รวมทั้งมีเข็มที่ระลึกเพื่อประดับและเก็บรักษาไว้เป็นที่ระลึกแห่งความทรงจำ ตลอดจนเพื่อนำรายได้ภายหลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนแด่กองมรดกของพระองค์

โดยได้รับความกรุณาจาก ร้อยเอกจิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เป็นผู้ออกแบบเข็มที่ระลึก ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปวงรี ขนาดประมาณ 2.2 x 3 เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นอักษรพระนาม “กว” ใต้จุลมงกุฎ บนพื้นสีขาว ประดับคริสตัลที่ตัวอักษร ส่วนด้านหลังมีข้อความจารึกไว้เป็นวันเดือนปีประสูติ (6.5.2466) และวันเดือนปีสิ้นพระชนม์ (2.1.2551) โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเลือกแบบเป็นพื้นสีขาว

เข็มที่ระลึกนี้บรรจุในกล่องสีฟ้า ที่มีความประณีต สวยงาม ฝากล่องด้านนอก มีลายเส้นอักษรพระนาม “กว” เป็นสีทอง และฝากล่องด้านในมีข้อความ "เข็มที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" เป็นสีทองเช่นกัน[7]

เพลงที่ระลึก เนื่องในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ

[แก้]

ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์

[แก้]

"ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์" เป็นบทเพลงที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี รวมถึงใช้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพโดยเฉพาะ ประพันธ์คำร้องโดย นิติพงษ์ ห่อนาค ทำนองโดย อภิไชย เย็นพูนสุข ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) พ.ศ. 2565 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนร่วมใจกันรำลึกถึงและส่งเสด็จพระองค์กลับสู่สวรรค์[8]

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีวางกรอบระยะเวลาในการใช้เพลงนี้ไว้สำหรับการใช้งานในกิจกรรมของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม พ.ศ. 2551 ก่อนจะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในช่วงวันที่ 14–19 พฤศจิกายน โดยได้เปิดเว็บไซต์สำหรับดาวน์โหลดเพลงนี้โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน[9] รวมถึงจัดทำแผ่นซีดีเพื่อแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชน สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สถานทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศ และประชาชนที่ต้องการ โดยเริ่มแจกจ่ายแผ่นซีดีตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน[10]

ประโคมเพลง ประเลงถวาย

[แก้]

สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำอัลบั้มเพลงคลาสสิกชุด ประโคมเพลง ประเลงถวาย เพื่อแสดงความสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงมีต่อวงการดนตรีคลาสสิก และทรงอุปถัมภ์วงดนตรีคลาสสิกต่าง ๆ โดยเฉพาะ "วงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" โครงการนี้เป็นการเชิญศิลปิน นักดนตรีและนักประพันธ์เพลงคลาสสิกชาวไทย 7 ท่าน เพื่อนำผลงานเพลงที่ประพันธ์ขึ้นภายหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ และผลงานที่ประพันธ์ขึ้นเพื่ออัลบั้มชุดนี้โดยเฉพาะ มารวบรวมจัดทำเป็นชุดซีดีและหนังสือประกอบซีดี จำนวน 10,000 ชุด เพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ได้รับเชิญร่วมเฝ้าฯ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ และคณะกรรมการจัดงานฝ่ายต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเพลงทั้งหมดแจกจ่ายให้ประชาชนผ่านการดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ศิลปินที่ร่วมโครงการทั้ง 7 ท่าน ได้แก่ ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ทฤษฎี ณ พัทลุง ณัฐ ยนตรรักษ์ ณรงค์ ปรางค์เจริญ อภิสิทธิ์ วงศ์โชติ ศรสันติ์ นิวาสานนท์ และ สมเถา สุจริตกุล ได้ประพันธ์บทเพลงเพื่อแสดงความอาลัยในรูปแบบและลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน เช่น เพลง "ถวายปฏิญญา" ของณรงค์ฤทธิ์นั้น จะเน้นความอลังการทางศิลปะที่ถ่ายทอดจากกวีนิพนธ์ เพลง "นิรันดร์" ของทฤษฎีมีทำนองและเครื่องดนตรีแบบไทยผสมผสาน เป็นต้น

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "พระเจ้าพี่นางเธอฯ ประชวร มะเร็ง-สมองซ้ายตาย". Teenee. 26 ตุลาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2025.
  2. "คณะแพทย์เผยพระพี่นางรู้พระองค์-พระวรกายด้านขวายังคงอ่อนแรง". ผู้จัดการออนไลน์. 26 ตุลาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2025.
  3. "แถลงการณ์สำนักงานพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประชวร ฉบับที่ 20". คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. 23 พฤศจิกายน 2007. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2025.
  4. "แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 38". คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. 1 มกราคม 2008. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2025.
  5. พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศ, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 4 ข วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2551 หน้า 1
  6. "กทม.เปิดงานสถิต ณ ดวงใจ ปชช.แน่นลานคนเมือง ยอดลงนาม 6 พันคน". ผู้จัดการออนไลน์. 7 มกราคม 2008.
  7. ข้อมูลโดย: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  8. "กลั่นเพลงจากใจ น้อมอาลัยสู่สรวงสวรรค์". กระปุก.คอม. 15 พฤศจิกายน 2008. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2025.
  9. "เปิดตัวโครงการเพลงที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์" (Press release). RYT9. 19 กันยายน 2008. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2025.
  10. "สปน.แจกซีดีเพลง "ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์" ตั้งแต่ 25 ก.ย.นี้". ผู้จัดการออนไลน์. 25 กันยายน 2008. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2025.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]