เยรูซาเลม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก กรุงเยรูซาเลม)
เยรูซาเลม
ירושלים (ภาษาฮีบรู)
القُدس (ภาษาอารบิก)
จากบนซ้าย: ทัศนียภาพของเยรูซาเลมเมื่อมองจากทิศใต้, ตลาดในเขตเมืองเก่า, มามิลลามอลล์, รัฐสภาอิสราเอล, โดมทองแห่งเยรูซาเลม, ปราการแห่งดาวิด, กำแพงโอดครวญ
จากบนซ้าย: ทัศนียภาพของเยรูซาเลมเมื่อมองจากทิศใต้, ตลาดในเขตเมืองเก่า, มามิลลามอลล์, รัฐสภาอิสราเอล, โดมทองแห่งเยรูซาเลม, ปราการแห่งดาวิด, กำแพงโอดครวญ
Flag of Jerusalem
ธง
Emblem of Jerusalem
ตราอาร์ม
สมญา: อิร์ ฮาโกเดช (นครศักดิ์สิทธิ์)
ที่ตั้งของเยรูซาเลม
ที่ตั้งของเยรูซาเลม
เยรูซาเลม
ที่ตั้งของเยรูซาเลมในประเทศอิสราเอล (สีเหลือง) ส่วนสีเทาอ่อน คือ ดินแดนยึดครองของอิสราเอล รวมปาเลสไตน์
พิกัดภูมิศาสตร์: 31°47′N 35°13′E / 31.783°N 35.217°E / 31.783; 35.217
บริหารโดย ธงของประเทศอิสราเอล อิสราเอล
อ้างสิทธิโดย อิสราเอลและปาเลสไตน์[note 1]
การตั้งรกราก 4500 ปีก่อนค.ศ.
เมืองดาวิด 1010 ปีก่อนค.ศ.
กำแพงเมืองเก่าในปัจจุบันถูกสร้าง ค.ศ. 1541
การแบ่งเยรูซาเลมเป็นตะวันออก-ตะวันตก ค.ศ. 1948
การผนวกรวมอิสราเอล ค.ศ. 1967
กฎหมายเยรูซาเลม ค.ศ. 1980
การปกครอง
 • หน่วยงาน เทศบาลเยรูซาเลม
 • นายกเทศมนตรีฝ่ายอิสราเอล Nir Barkat
 • นายกเทศมนตรีฝ่ายปาเลสไตน์ (เยรูซาเลมตะวันออก) Zaki al-Ghul
พื้นที่
 • ตัวเมือง 125.15 ตร.กม. (48.32 ตร.ไมล์)
 • เขตมหานคร 652 ตร.กม. (252 ตร.ไมล์)
ความสูง 754 เมตร (2,474 ฟุต)
ประชากร (2016)
 • ตัวเมือง 882,652 คน
 • เขตมหานคร[4] 1,253,900 คน
กลุ่มประชากร (2016)[5]
 • ชาวยิว 64%
 • ชาวอาหรับ 35%
 • อื่นๆ 1%
เขตเวลา IST, PST (UTC+02:00)
 • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) IDT, PDT (UTC+03:00)
ไปรษณีย์ 9XXXXXX
รหัสโทรศัพท์ +972-2
เว็บไซต์ jerusalem.muni.il (Israeli)
ชื่อที่ขึ้นทะเบียน นครเก่าเยรูซาเลมและกำแพงนคร
ประเภท มรดกโลกทางวัฒนธรรม
เกณฑ์ ii, iii, vi
ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1981
เลขอ้างอิง 148
ตกอยู่ในภาวะอันตราย 1982–ปัจจุบัน

เยรูซาเลม (ฮีบรู: יְרוּשָׁלַיִםอาหรับ: القُدس‎) เป็นเมืองในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่บนที่ราบของภูเขายูดาห์ ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลเดดซี เยรูซาเลมเป็นเมืองที่พระยาห์เวห์ทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมแห่งความเชื่อถึงพระเป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว ประเทศอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์ต่างอ้างสิทธิเหนือเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงของตน อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

เยรูซาเลมถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยได้รับการกล่าวถึงในชื่อ "อูรูซาลิมา" ในแผ่นศิลาจารึกของเมโสโปเตเมีย ซึ่งมีความหมายว่า "นครแห่งชาลิม" อันเป็นนามของพระเจ้าในแผ่นดินคานาอันเมื่อราว 2,400 ปีก่อนคริสตกาล และเมื่อมาถึงยุคของวงศ์วานอิสราเอล การก่อร่างสร้างเมืองเยรูซาเลมอย่างจริงจังก็ได้เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล (ยุคเหล็กช่วงปลาย) และในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เยรูซาเลมก็ได้เป็นศูนย์กลางการปกครองและทางศาสนาของอาณาจักรยูดาห์[6] ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของเยรูซาเลม นครแห่งนี้ได้ถูกทำลายไปอย่างน้อย 2 ครั้ง, ถูกปิดล้อม 23 ครั้ง, ถูกโจมตี 52 ครั้ง, ถูกยึดและเอาคืน 44 ครั้ง[7] มีส่วนหนึ่งของเยรูซาเลมที่เรียกว่า "เมืองดาวิด" ปรากฎการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สี่พันปีก่อนคริสตกาล กำแพงเมืองเยรูซาเลมซึ่งยังคงตั้งตะหง่านจนถึงปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1538 ในรัชกาลสุลัยมานผู้เกรียงไกร พื้นที่ภายในกำแพงเรียกว่าย่านเมืองเก่า ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่เขตด้วยกันได้แก่ เขตอาร์เมเนีย, เขตยิว, เขตคริสเตียน และเขตมุสลิม[8] ย่านเมืองเก่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปีค.ศ. 1981 และยังเป็นหนึ่งในมรดกโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย[9]

เยรูซาเลมในคริสตศตวรรษที่ 13

เยรูซาเลมได้รับขนานนามว่าเป็น "นครศักดิ์สิทธิ์" ของศาสนาทั้งสามในกลุ่มศาสนาอับราฮัมอันได้แก่ ศาสนายูดาห์, ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ซึ่งในคัมภีร์ไบเบิลระบุว่า เมื่อกษัตริย์ดาวิดได้พิชิตเยรูซาเลมมาจากพวกเยบุสแล้ว ก็ทรงสถาปนาเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอล-ยูดาห์ กษัตริย์ซาโลมอน พระโอรสของกษัตริย์ดาวิด ได้ทรงสร้างพระวิหารแรกขึ้นที่เมืองนี้ เหตุการณ์อันเกิดขึ้นในช่วงสหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลนี้ได้ถือเป็นศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์ทั้งมวลของชาวยิว ความศักดิ์สิทธิ์ของเยรูซาเลมในศาสนาคริสต์มีทั้งที่ปรากฎในพันธสัญญาเดิมฉบับแปลกรีก (หนังสือ Septuagint)[10] ตลอดส่วนที่ถูกกล่าวถึงในพันธสัญญาใหม่ตอนพระเยซูถูกตรึงกางเขน ในศาสนาอิสลามนิกายซุนนีได้ถือว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเป็นลำดับสามรองจากนครมักกะฮ์และอัลมะดีนะฮ์[11] ในปีค.ศ. 610 เยรูซาเลมกลายเป็นชุมทิศแห่งแรกสำหรับการประกอบพิธีละหมาดของชาวมุสลิม[12] และสิบปีหลังจากนั้น มุฮัมมัดได้เดินทางมายังเมืองแห่งนี้เพื่อขึ้นสรวงสวรรค์ไปพบกับพระเจ้าตามได้บันทึกไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน[13][14] ด้วยบันทึกทางประวัติศาสตร์นี้เองทำให้เมืองเก่าเยรูซาเลมซึ่งมีพื้นที่เพียง 0.9 ตารางกิโลเมตร เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างอันมีความสำคัญทางศาสนามากมาย โดยเฉพาะบนเนินพระวิหาร อันเป็นที่ตั้งของ กำแพงโอดครวญ, โดมทองแห่งเยรูซาเลม, มัสยิดอัลอักซอ

ปัจจุบัน สถานภาพของเยรูซาเลมยังเป็นประเด็นแกนกลางประเด็นหนึ่งในความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ระหว่างสงครามอาหรับ–อิสราเอลปี 1948 เยรูซาเลมตะวันตกรวมอยู่ใบรรดาดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดและผนวกในภายหลังด้วย ส่วนเยรูซาเลมตะวันออก รวมทั้งนครเก่า ถูกจอร์แดนยึดและผนวกในภายหลัง ประเทศอิสราเอลยึดเยรูซาเลมตะวันออกจากจอร์แดนระหว่างสงครามหกวันปี 1967 แล้วผนวกเข้าเป็นเยรูซาเลมร่วมกับดินแดนแวดล้อมเพิ่มเติม กฎหมายเยรูซาเลมปี 1980 อันเป็นกฎหมายหลักพื้นฐานของอิสราเอลฉบับหนึ่ง อ้างถึงเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงอันแบ่งแยกมิได้ของประเทศ อำนาจทั้งสามฝ่ายของรัฐบาลอิสราเอลตั้งอยู่ในเยรูซาเลม รวมทั้งนัสเซต (รัฐสภาอิสราเอล) ทำเนียบนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี และศาลสูงสุด ทว่า ประชาคมนานาชาติปฏิเสธการผนวกดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและถือว่าเยรูซาเลมตะวันออกเป็นดินแดนของปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง อิสราเอลมีการอ้างสิทธิ์อธิปไตยที่เข้มแข็งกว่าเหนือเยรูซาเลมตะวันตก ประชาคมนานาชาติ นอกเหนือจากสหรัฐและสาธารณรัฐเช็ก ไม่รับรองเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล และนับแต่คริสต์ทศวรรษ 1980 นครดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศ แม้มีการออกคำสั่งประธานาธฺบดีในสหรัฐให้ย้ายสถานเอกอัครราชทูตไปเยรูซาเลม เยรูซาเลมยังเป็นที่ตั้งของสถาบันนอกภาครัฐของอิสราเอลที่มีความสำคัญด้วย เช่น มหาวิทยาลัยฮีบรู และพิพิธภัณฑ์อิสราเอล พร้อมทั้งอาคารแห่งหนังสือ

เนินพระวิหาร

ลำดับเหตุการณ์[แก้]

  • 965-922 ปีก่อนค.ศ.: ซาโลมอน โอรสของกษัตริย์ดาวิดได้ปรับปรุงเมืองนี้และสร้างพระวิหารแห่งพระเจ้าสูงสุด
  • 587 ปีก่อนค.ศ.: ชาวบาบิโลเนียได้ยึดกรุงเยรูซาเลม ทำลายพระวิหารและนำชาวยิวไปเป็นทาสในบาบิโลน
  • 538 ปีก่อนค.ศ.: ชาวยิวได้กลับสู่กรุงเยรูซาเลมและสร้างพระวิหารขึ้นใหม่
  • 332 ปีก่อนค.ศ.: อเล็กซานเดอร์มหาราชได้ยึดกรุงเยรูซาเลม
  • 168 ปีก่อนค.ศ.: กษัตริย์อันติโอกุส เอปีฟาเนส ได้ทำลายกำแพงกรุงเยรูซาเลม
  • 63 ปีก่อนค.ศ.: ถูกโรมันเข้ายึดเมือง
  • 37 ปีก่อนค.ศ.: เฮโรดได้แต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ของชาวยิว พระองค์เป็นนักก่อสร้างและปรับปรุงกรุงเยรูซาเลมให้สวยงาม ได้สร้างกำแพงและพระวิหาร ขึ้นมาใหม่ให้สวยงามกว่าในสมัยของกษัตริย์ของเฮโรดนี้เป็นกรุงเยรูซาเลมที่พระเยซูเจ้าทรงรู้จัก
  • ค.ศ.70: เยรูซาเลมถูกทำลายโดยจักรพรรดิติตุส
  • ค.ศ.132-135: จักรพรรดิเอเดรียนได้สร้างกรุงเยรูซาเลมขึ้นใหม่ตามแบบของเมืองโรมัน ตั้งชื่อว่า "เอลีอา กาปีโตลียา" และสร้างสักการสถานแด่พระเท็จเทียมบนซากของสักการสถานของชาวยิว และของชาวคริสต์ และพวกยิวถูกห้ามเข้าเมืองเด็ดขาด หากจับได้จะมีโทษมีประหารชีวิต
  • ค.ศ.330: จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 มหาราชผู้กลับใจได้เปลี่ยนกรุงเยรูซาเลมให้เป็นเมืองคริสต์
  • ค.ศ.614: เปอร์เซียเข้ายึดกรุงเยรูซาเลมและทำลายวัดวาอารามต่าง ๆ
  • ค.ศ.636: เยรูซาเลมตกอยู่ภายในอำนาจของชาวอาหรับ ซึ่งได้รักษาอำนาจนี้ตลอดมาเป็นเวลา 500 ปี
  • ค.ศ.1099: เยรูซาเลมถูกยึดโดยครูเสดและกลับเป็นที่ตั้งของอาณาจักรละติน
  • ค.ศ.1187: เยรูซาเลมถูกยึดโดยชาวมุสลิมภายใต้การนำของศอลาฮุดดิน
  • ค.ศ.1517: เมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวเติร์ก และอยู่ในการปกครองของพวกเขาตลอด 400 ปี
  • ค.ศ.1917: พันธมิตรได้ยึดกรุงเยรูซาเลมและให้อยู่ใต้การปกครองของทหารอังกฤษ
  • ค.ศ.1948: สงครามอาหรับ-อิสราเอล; เยรูซาเลมถูกแบ่งดินแดนเป็นเยรูซาเลมตะวันตก ปกครองโดยอิสราเอล และเยรูซาเลมตะวันออก ปกครองโดยจอร์แดน และเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอลในส่วนที่เป็นเยรูซาเลมตะวันตก ระหว่างสงคราม 6 วัน ใน ค.ศ. 1967 เยรูซาเลมตะวันออกจึงตกอยู่ ภายใต้การปกครองของอิสราเอล และตามกฎหมายซึ่งออกใน ค.ศ. 1980 เยรูซาเลมจึงเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ
  • ค.ศ.1967: สงคราม 6 วัน; ชาวอิสราเอลได้ยึดกรุงเยรูซาเลมเก่า ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของจอร์แดน สถานการณ์ปัจจุบันยังยืดเยื้ออยู่ และชาวอาหรับรับไม่ค่อยได้ด้านประวัติศาสตร์ของคริสตชน เริ่มตั้งแต่ปีที่ 33 ของสมัยปกครองของกษัตริย์เฮโรด

ภูมิศาสตร์[แก้]

เยรูซาเลมตั้งอยู่บนที่ราบสูงทางตอนใต้ของเทือกเขาจูเดียน มีอาณาเขตติดกับทะเลเดดซี (Dead Sea) ทางด้านตะวันออก และข้างฝั่งแม่น้ำจอร์แดนเป็นเทือกเขาโมอาบ (Moab) ที่แห้งแล้ง ทางตะวันตกติดกับที่ราบชายฝั่งและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea) ห่างจากชายฝั่ง 58 กิโลเมตร ถนนหลวงเป็นเส้นทางสู่เมืองเยริโค (Jericho) ห่างประมาณ 57.6 กิโลเมตร ไปทางตะวันออกทางเหนือมุ่ง สู่จอร์แดน และทะเลสาบกาลิลี ถนนอาลอน (Allon) หรือ ยิกัล (Yigal) ตัดผ่านทะเลทรายยูเดีย นำสู่เมืองสะมาเรีย

ภูมิอากาศ[แก้]

ข้อมูลภูมิอากาศของเยรูซาเลม
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภมูิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 23.4
(74.1)
25.3
(77.5)
27.6
(81.7)
35.3
(95.5)
37.2
(99)
36.8
(98.2)
40.6
(105.1)
38.6
(101.5)
37.8
(100)
33.8
(92.8)
29.4
(84.9)
26
(79)
40.6
(105.1)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 11.8
(53.2)
12.6
(54.7)
15.4
(59.7)
21.5
(70.7)
25.3
(77.5)
27.6
(81.7)
29
(84)
29.4
(84.9)
28.2
(82.8)
24.7
(76.5)
18.8
(65.8)
14
(57)
21.53
(70.75)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 9.8
(49.6)
10.5
(50.9)
13.1
(55.6)
16.8
(62.2)
21.0
(69.8)
23.3
(73.9)
25.1
(77.2)
25.0
(77)
23.6
(74.5)
21.1
(70)
16.3
(61.3)
12.1
(53.8)
18.14
(64.66)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 6.4
(43.5)
6.4
(43.5)
8.4
(47.1)
12.6
(54.7)
15.7
(60.3)
17.8
(64)
19.4
(66.9)
19.5
(67.1)
18.6
(65.5)
16.6
(61.9)
12.3
(54.1)
8.4
(47.1)
13.51
(56.32)
อุณหภมูิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) -3.4
(25.9)
-2.4
(27.7)
-0.3
(31.5)
0.8
(33.4)
7.6
(45.7)
11
(52)
14.6
(58.3)
15.5
(59.9)
13.2
(55.8)
9.8
(49.6)
1.8
(35.2)
0.2
(32.4)
-3.4
(25.9)
ปริมาณฝน มม (นิ้ว) 133.2
(5.244)
118.3
(4.657)
92.7
(3.65)
24.5
(0.965)
3.2
(0.126)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0.3
(0.012)
15.4
(0.606)
60.8
(2.394)
105.7
(4.161)
554.1
(21.815)
ความชื้นร้อยละ 61 59 52 39 35 37 40 40 40 42 48 56 45.8
วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย 12.9 11.7 9.6 4.4 1.3 0 0 0 0.3 3.6 7.3 10.9 62
จำนวนชั่วโมงที่มีแดด 192.9 243.6 226.3 266.6 331.7 381.0 384.4 365.8 309.0 275.9 228.0 192.2 3,397.4
แหล่งที่มา1: Israel Meteorological Service[15][16][17][18]
แหล่งที่มา 2: NOAA (sun, 1961–1990)[19]

ประชากร[แก้]

กรุงเยรูซาเลม มีประชากรและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป เมืองโบราณแห่งนี้ชุมชนนับถือศาสนายูดาห์ คริสต์ศาสนา นิกายอาร์เมเนียน และชาวมุสลิม ชนชาวยิวต้องทนทุกข์ทรมานระหว่าง ค.ศ.1974-48 และได้รับการบูรณะใหม่ แบบทางสถาปัตยกรรมของอาคารให้บรรยากาศความเป็นชนชาติตะวันออก

ชาวอาหรับแต่งกายแบบดั้งเดิมและทันสมัย คริสตชนได้รับอิทธิพลการแต่งกายทั้งจากตะวันตกและตะวันออก ธรรมศาลา (Synagogue) คริสต์ศาสนสถาน มัสยิดและที่พักอาศัย มีรูปแบบต่าง ๆ กันซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเสก (Mosaic) กลิ่นเครื่องเทศ สัญลักษณ์ของการปรุงอาหารแบบตะวันออก เสียงระฆังโบสถ์ที่กังวานและยาวนาน สัญญาณเรียกให้มาสวดมนต์ในสุเหร่ามุสลิม และท่วงทำนองเสียงสวดมนต์ของชาวยิวที่กำแพงตะวันตก หรือกำแพงร้องไห้ (Western Wal, Wailing Wall) เพิ่มเสน่ห์และชีวิตชีวาแก่เมืองนี้ บรรยากาศเหล่านี้สัมผัสได้เฉพาะในส่วนที่เป็นเมืองเก่า นอกกำแพงเมืองเยรูซาเลมเต็มไปด้วยบรรยากาศความทันสมัยทั้งถนน เส้นทางคมนาคม ตึกสูง ห้างสรรพสินค้า ย่านธุรกิจ โรงเรียน ร้านอาหารและร้านกาแฟ

สถิติปี ค.ศ. 1993 มีประชากร 556,000 คน ในจำนวนนี้ 401,000 คน เป็นชาวยิว อาศัยในเยรูซาเลมใหม่ และอีก 139,000 คน อาศัยทางตะวันออกและเยรูซาเลมเก่า จำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม มีเพียง 16,000 คน นับถือศาสนาคริสต์

อ้างอิง[แก้]

  1. 2003 Amended Basic Law. Basic Law of Palestine. Retrieved: 9 December 2012.
  2. PLO-NAD, June 2010, Jerusalem Non-Paper Archived 6 February 2012 at the Wayback Machine. on Statements and Speeches Archived 2016-04-18 at the Wayback Machine., nad-plo.org; accessed 25 November 2014. Extracts from page 2:"This paper is for discussion purposes only. Nothing is agreed until everything is agreed.

    Palestinian vision for Jerusalem
    ...
    Pursuant to our vision, East Jerusalem, as defined by its pre-1967 occupation municipal borders, shall be the capital of Palestine, and West Jerusalem shall be the capital of Israel, with each state enjoying full sovereignty over its respective part of the city."
  3. PLO-Negotiations Affairs Department (NAD), August 2013, East Jerusalem today – Palestine's Capital: The 1967 border in Jerusalem and Israel's illegal policies on the ground Archived 4 March 2016 at the Wayback Machine., nad-plo.org; accessed 25 November 2014, Quotes:" ... Palestine's capital, East Jerusalem ... The Palestinian acceptance of the 1967 border, which includes East Jerusalem, is a painful compromise: ... Jerusalem has always been and remains the political, administrative and spiritual heart of Palestine. Occupied East Jerusalem is the natural socio-economic and political center for the future Palestinian state."
  4. "Localities, Population and Density per Sq. Km., by Metropolitan Area and Selected Localities". Israel Central Bureau of Statistics. 6 September 2017. สืบค้นเมื่อ 19 September 2017. 
  5. "Facts and Figures". jerusalem.muni.il. Archived from the original on 31 October 2016.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  6. Moore, Megan Bishop; Kelle, Brad E. (17 May 2011). "Biblical History and Israel S Past: The Changing Study of the Bible and History". Wm. B. Eerdmans Publishing – โดยทาง Google Books. 
  7. "Do We Divide the Holiest Holy City?". Moment Magazine. Archived from the original on 3 June 2008. สืบค้นเมื่อ 5 March 2008.  According to Eric H. Cline's tally in Jerusalem Besieged.
  8. Ben-Arieh, Yehoshua (1984). Jerusalem in the 19th Century, The Old City. Yad Izhak Ben Zvi & St. Martin's Press. p. 14. ISBN 0-312-44187-8. 
  9. "Old City of Jerusalem and its Walls". UNESCO World Heritage Convention. สืบค้นเมื่อ 11 September 2010. 
  10. Isaiah 52:1 πόλις ἡ ἁγία.
  11. Third-holiest city in Islam:
    • Esposito, John L. (2 November 2002). What Everyone Needs to Know about Islam. Oxford University Press. p. 157. ISBN 0-19-515713-3. "The Night Journey made Jerusalem the third holiest city in Islam" 
    • Brown, Leon Carl (15 September 2000). "Setting the Stage: Islam and Muslims". Religion and State: The Muslim Approach to Politics. Columbia University Press. p. 11. ISBN 0-231-12038-9. "The third holiest city of Islam—Jerusalem—is also very much in the center..." 
    • Hoppe, Leslie J. (August 2000). The Holy City: Jerusalem in the Theology of the Old Testament. Michael Glazier Books. p. 14. ISBN 0-8146-5081-3. "Jerusalem has always enjoyed a prominent place in Islam. Jerusalem is often referred to as the third holiest city in Islam..." 
  12. Lewis, Bernard; Holt, P. M.; Lambton, Ann, eds. (1986). Cambridge History of Islam. Cambridge University Press. 
  13. อัลกุรอาน 17:1–3
  14. Buchanan, Allen (2004). [เยรูซาเลม ที่ Google Books States, Nations, and Borders: The Ethics of Making Boundaries]. Cambridge University Press. ISBN 0-521-52575-6. สืบค้นเมื่อ 9 June 2008. 
  15. "Long Term Climate Information for Israel". August 2016. Archived from the original on 14 September 2010. แม่แบบ:Link language
  16. "Record Data in Israel". Archived from the original on 24 January 2010. แม่แบบ:Link language
  17. "Temperature average". Israel Meteorological Service. Archived from the original on 18 June 2013. สืบค้นเมื่อ 8 December 2011. แม่แบบ:Link language
  18. "Precipitation average". Archived from the original on 25 September 2011. สืบค้นเมื่อ 12 July 2011. แม่แบบ:Link language
  19. "Jerusalem Climate Normals 1961–1990". National Oceanic and Atmospheric Administration. สืบค้นเมื่อ 26 April 2017. 
  1. The State of Palestine (according to the Basic Law of Palestine, Title One: Article 3) regards Jerusalem as its capital.[1] But the documents of the PLO's Negotiations Affairs Department (NAD) often refer to East Jerusalem (rather than the whole of Jerusalem) as a future capital, and sometimes as the current capital. One of its 2010 documents, described as "for discussion purposes only", says that Palestine has a '"vision"' for a future in which "East Jerusalem ... shall be the capital of Palestine, and West Jerusalem shall be the capital of Israel",[2] and one of its 2013 documents refers to "Palestine's capital, East Jerusalem", and states that "Occupied East Jerusalem is the natural socio-economic and political center for the future Palestinian state", while also stating that "Jerusalem has always been and remains the political, administrative and spiritual heart of Palestine" and that "The Palestinian acceptance of the 1967 border, which includes East Jerusalem, is a painful compromise".[3]