ข้ามไปเนื้อหา

สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (นักพระสัตถา)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก นักพระสัตถา)
สมเด็จพระบรมราชาที่ 4
พระมหากษัตริย์กัมพูชา
ครองราชย์พ.ศ. 2119–2137 (ค.ศ. 1576–1594)
รัชกาลก่อนหน้าสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระยาละแวก)
รัชกาลถัดไปสมเด็จพระไชยเชษฐาที่ 1
ประสูติพ.ศ. 2083 (ค.ศ. 1540)
สวรรคตพ.ศ. 2139 (ค.ศ. 1596)
พระมเหสีสมเด็จพระภัควดีศรีจักรพรรดิราช
สมเด็จพระบรมกษัตริย์
สมเด็จพระเทพกษัตรี
พระนามเต็ม
สมเด็จพระชัยเชษฐาธิราชโองการ บรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีตรีภูวนาทิตยพรรม ธรรมิกราช มนุวงโศตตร มหาบรมจักรพรรดิราช กัมพุชเชสูร สุรินทรเดโชชัย ไตรรัตนมกุฎ วิสุทธิชินสาสธร ปรมัตภุปถัมภกราช สมเด็จพระมหาอุบาสก มหาราชบพิตร
พระบุตรสมเด็จพระไชยเชษฐาที่ 1
สมเด็จพระบรมราชา
สมเด็จพระมหากษัตรี
สมเด็จพระวิสุทธกษัตริย์
พระวิสุทธกษัตรี
เจ้าพระยาณู
เจ้าพระยานอน
นักญา
นักองค์อี
เจ้าพระยาโยม
ราชวงศ์ราชวงศ์วรมัน
พระราชบิดาสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระยาละแวก)

สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 หรือ สมเด็จพระมหินทราชา หรือ พระสัตถาที่ 1 (เขมร: ព្រះសត្ថាទី១) พระนามเดิมว่านักพระสัตถาหรือนักพระสัฏฐาเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาในสมัยที่กรุงละแวกเป็นราชธานี ประสูติราว พ.ศ. 2083 (ค.ศ. 1540) ครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. 2119–2137 (ค.ศ. 1576–1594) เป็นพระโอรสของสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระยาละแวก)ในรัชกาลของพระองค์นั้น ได้ทำสงครามขับเคี่ยวกับสยามหลายครั้ง ก่อนจะรบแพ้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จนเสียกรุงละแวกให้สยาม

พระนาม

[แก้]

เอกสารไทยเรียกพระองค์ว่า พระยาละแวก เช่นเดียวกับพระราชบิดา (ดูพระนามของพระราชบิดา) จึงมักเกิดความสับสนระหว่างสองรัชกาลในเอกสารไทยบางฉบับ พระนามเดิมก่อนครองราชย์คือ นักพระสัตถา หรือ นักพระสัฏฐา ใช้คำนำหน้าเขมร "นัก" ประกอบกับพระนาม "สัตถา"

พงศาวดารกัมพูชาฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสเรียกพระองค์ว่า Satha I หรือ Barom Reachea IV ซึ่งบังเอิญตรงกับเลข "ที่ 4" ที่ฝั่งไทยใช้ แต่เป็นการนับคนละระบบกับพระราชบิดาซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงใช้ราชทินนามนี้ (ดูพระนามของพระราชบิดา) แสดงให้เห็นว่าการนับเลขราชทินนาม "บรมราชา" ในเอกสารต่างประเทศไม่ได้เรียงลำดับต่อเนื่องกันเป็นระบบเดียวกับที่ฝั่งไทยใช้

หลักฐานจากศิลาจารึกร่วมสมัยที่นครวัด

[แก้]

การบูรณะนครวัดในรัชกาลนี้มีกล่าวถึงในจารึก IMA 2 และ IMA 3 ในกลุ่มศิลาจารึกสมัยใหม่แห่งนครวัด[1.1]

จารึก IMA 2 (ทะเบียน K.303) สลักบนเสาในระเบียงชั้นบนสุดของนครวัด[2.1] เป็นคำประกาศศรัทธาของสมเด็จพระราชชนนีมหากัลยาณวัตตีศรีสุชาดา เพา สาวรสระบุว่าไม่อาจบอกได้ว่าพระนางทรงแต่งข้อความเอง หรือให้กวีในราชสำนักหรือพระภิกษุแต่ง[1.1] จารึกลงวันเสาร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือนอาษาฒ ปีฉลู มหาศักราช 1499[2.2] ตรงกับวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1577 ตามปฏิทินจูเลียส[2.1] พระนางกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการที่พระราชโอรสผู้เป็นกษัตริย์ทรงบูรณะนครวัด[1.1] ตอนหนึ่งในคำแปลภาษาอังกฤษของเทรนต์ วอล์กเกอร์ (Trent Walker) ว่า

ข้าพเจ้าผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาและจิตใจแจ่มใส ได้สั่งสมบุญกุศลทุกอย่างเรื่อยมาจนถึงชาตินี้ กล่าวคือในปีมหาศักราช 1499 ปีฉลู ขึ้น 14 ค่ำ เดือนอาษาฒ วันเสาร์ เมื่อได้เห็นพระราชโอรสของข้าพเจ้า ผู้ทรงเป็นกษัตริย์และเปี่ยมด้วยศรัทธาเช่นกัน ทรงสร้างนครวัดแห่งกัมพูชาโบราณขึ้นใหม่จนสมบูรณ์ดังครั้งอดีต ข้าพเจ้าก็อนุโมทนาด้วยความปีติ

— สมเด็จพระราชชนนีศรีสุชาดา, จารึก IMA 2 (K.303) นครวัด ค.ศ. 1577

[2.2] จารึกนี้ไม่ได้ระบุพระนามของพระราชโอรส[2.2]

จารึก IMA 3 (ทะเบียน K.302) สลักบนเสาที่พระพัน (ព្រះពាន់) ของนครวัด ลงมหาศักราช 1501[3] เพาระบุว่าเป็นคำอธิษฐาน (สัตยประณิธาน) ของพระเจ้าชัยเชษฐา ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกว่าชัยเชษฐาที่ 1 พระองค์เดียวกับที่สมเด็จพระราชชนนีศรีสุชาดากล่าวถึงใน IMA 2[1.2] และเรียกพระองค์ว่า "พระเจ้าชัยเชษฐา หรือสัตถา"[1.3] จารึกขึ้นต้นด้วยพระนามรัชกาลเป็นภาษาเขมรสมัยกลาง คำอ่านของเพาปริวรรตเป็นอักษรไทยได้ว่า

สํเตจฺ พฺรห์ ไชยฺยเชธฺฐาธิราชโองฺการฺ ปรมราชาธิราชฺ รามาธิปตี ศฺรีตฺรีภวนาทิตฺยพรฺมฺม ธมฺมิกราชฺ ...[1.4]

เพาอธิบายว่ากษัตริย์แต่ละพระองค์มีพระนามหลายแบบ คือพระนามทางการ (ในที่นี้คือชัยเชษฐา หรือสัตถา) พระนามรัชกาลที่ยาวมาก และพระนามที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการ[1.5] ญึม สุธาวินท์ (Nhim Sotheavin) แห่งมหาวิทยาลัยโซเฟีย อ้างฆึน สุขว่าในพระนามนี้ พระนามที่ได้รับเมื่อบรมราชาภิเษกอยู่ถัดจากคำว่า "โองการ" พระนามของพระองค์จึงเป็น "บรมราชา" ส่วน "ชัยเชษฐาธิราช" เป็นพระนามก่อนบรมราชาภิเษก[4.1]

โกลด ฌัก เสนอว่าราชวงศ์เก่าแห่งพระนครกลับมาปรากฏอีกครั้งในจารึกนี้ โดยดูจากพระนาม "ตรีภวนาทิตยพรรม" ไมเคิล วิกเกอรี แย้งว่าพระนามนี้ไม่ใช่พระนามหลักของกษัตริย์ในจารึก ซึ่งคือ "ไชยเชษฐาธิราช" และไม่ได้พิสูจน์ว่าสืบเชื้อสายจากราชวงศ์นั้น กษัตริย์ในจารึกคือกษัตริย์ละแวก ซึ่งอาจไม่ได้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์พระนครจริง แต่เชื่อว่าตนสืบเชื้อสายมา[5]

จารึก IMA 3 ยังบันทึกว่ากษัตริย์พระองค์นี้ตั้งพระทัยบูรณะกำแพงล้อมรอบพระพิสณุโลก (ព្រះពិស្ណុលោក) ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกนครวัดในสมัยนั้น[4.2][6][2.2] และบันทึกการประสูติของพระราชโอรสในเดือนอาษาฒ มหาศักราช 1501 (ค.ศ. 1579) พระองค์ทรงนำพระราชโอรสไปถวายตัวต่อพระพุทธเจ้าและเหล่าเทวดาที่พระพิสณุโลก[4.3][1.2] สิบสองวันหลังประสูติ ทรงพระราชทานนามพระราชโอรสว่า "พระบรมราชาธิราช"[1.6]

พระราชพงศาวดารกัมพูชาฉบับต่าง ๆ ระบุปีขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ไม่ตรงกัน ฉบับที่ฟร็องซิส การ์นีเยแปลว่า ค.ศ. 1576 ส่วนพงศาวดารฉบับ VJ ระบุว่า ค.ศ. 1579[4.1]

สงครามกับกรุงศรีอยุธยา

[แก้]

พระองค์ทรงทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งตลอดรัชกาล เริ่มจากการยกทัพเรือไปโจมตีเพชรบุรีสองครั้งในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2121 (ค.ศ. 1578) ตีไม่สำเร็จ เจ้าพระยาจีนจันตุ แม่ทัพฝ่ายละแวกเกรงทัณฑ์บนจนเข้ามาสวามิภักดิ์กับกรุงศรีอยุธยา ก่อนจะลอบหนีกลับไปภายหลัง ส่วนครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. 2124 (ค.ศ. 1581) ตีเมืองเพชรบุรีได้สำเร็จ เจ้าเมืองเพชรบุรีเสียชีวิต ฝ่ายเขมรจึงกวาดต้อนครอบครัวกลับไปกรุงละแวกเป็นอันมาก

ในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2125 (ค.ศ. 1582) สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ได้แต่งทัพมากวาดต้อนผู้คนทางหัวเมืองตะวันออก สมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระมหาอุปราชได้นำทัพไปตีทัพกรุงละแวกแตกไป หลังจากนั้นกรุงละแวกได้ส่งพระราชสาสน์ขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาและได้ปักปันเขตแดนไว้ที่ด่านพระจารึก สงครามระหว่างสยามกับกัมพูชาจึงสงบลงระยะหนึ่ง[7] หลังจากทำสัญญาเป็นไมตรีกันแล้ว เมื่อเกิดศึกหงสาวดีขึ้นอีก สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 โปรดให้พระอนุชาคือพระศรีสุริโยพรรณมาช่วยราชการสงคราม แต่ระหว่างสงครามนั้นพระศรีสุริโยพรรณ (ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเรียกว่าพระศรีสุพรรณมาธิราช[8]) มีเหตุให้ผิดใจกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทำให้ขาดทางพระราชไมตรีนับแต่นั้นและเกิดสงครามระหว่างสยามและกัมพูชาต่อมาอีก

ใน พ.ศ. 2129 (ค.ศ. 1586) สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในขณะที่ยังเป็นพระมหาอุปราช ได้ยกทัพไปตีกรุงละแวกแต่ไม่สามารถตีหักเอากรุงละแวกได้ จึงเลิกทัพกลับมา ต่อมาใน พ.ศ. 2130 (ค.ศ. 1587) เมื่อมีทัพหงสาวดีมาโจมตีกรุงศรีอยุธยาอีก สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ได้ยกทัพมาตีหัวเมืองตะวันออกของสยาม เข้ามาถึงเมืองนครนายก พระยาศรีไสยณรงค์และพระยาศรีราชเดโชเป็นแม่ทัพออกไปตีทัพกรุงละแวกแตกไป[9]

การครองราชย์ร่วมสามกษัตริย์

[แก้]

ตั้งแต่ พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) เป็นต้นมา สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ได้ตั้งให้พระโอรสสองพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์คือสมเด็จพระไชยเชษฐาที่ 1และพระบรมราชาที่ 5 ทำให้กัมพูชามีกษัตริย์ครองราชย์พร้อมกันถึงสามพระองค์ สร้างความไม่พอใจแก่ขุนนางเขมร พงศาวดารกัมพูชาฉบับพระองค์นพรัตน์ถึงกับระบุว่าพระองค์เสียพระสติ เสวยแต่น้ำจัณฑ์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2134 (ค.ศ. 1591)[9]

การเสียกรุงละแวกและการสิ้นพระชนม์

[แก้]

ใน พ.ศ. 2136 (ค.ศ. 1593) หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงยกทัพมาโจมตีกรุงละแวกอีกครั้ง คราวนี้ทรงตีเมืองละแวกแตก และจับพระศรีสุริโยพรรณกับพระโอรสอีกสองพระองค์คือพระชัยเจษฎาและพระอุทัย นำตัวกลับไปกรุงศรีอยุธยา ส่วนสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 และพระมหากษัตริย์อีก 2 พระองค์หลบหนีไปได้ โดยครั้งแรกไปประทับที่เมืองเสร็ยสนทอร์หรือศรีสุนทร จากนั้นจึงหนีไปเมืองเชียงแตงหรือสตึงเตรงใกล้ชายแดนกับอาณาจักรล้านช้าง แล้วประชวรเป็นไข้สิ้นพระชนม์ที่นั่นเมื่อพระชนม์ได้ 54 พรรษา ใน พ.ศ. 2137 (ค.ศ. 1594)[10] โดยสมเด็จพระไชยเชษฐาประชวรและสิ้นพระชนม์ไปด้วย เหลือเพียงสมเด็จพระบรมราชาองค์ตน ต่อมาพระอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ได้นำมาบรรจุไว้ที่เจดีย์ที่เขาพระราชทรัพย์ เมืองอุดงค์มีชัยในรัชกาลพระไชยเชษฐาที่ 2[11]

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Lewitz, Saveros (1970). "Inscriptions modernes d'Angkor 2 et 3". Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient (ภาษาฝรั่งเศส). 57. สืบค้นเมื่อ 2026-10-03.
    1. 1 2 3 หน้า 100
    2. 1 2 หน้า 106
    3. ↑ หน้า 107
    4. ↑ หน้า 109
    5. ↑ หน้า 112
    6. ↑ หน้า 114
  2. Walker, Trent (2025). "Inscriptions of Indradevī, Chulalak, and Sujātā: Three Buddhist Queens from Cambodia and Thailand" (PDF). Hualin International Journal of Buddhist Studies (ภาษาอังกฤษ). 8 (2). doi:10.15239/hijbs.08.02.07. สืบค้นเมื่อ 2026-10-03.
    1. 1 2 หน้า 154
    2. 1 2 3 4 หน้า 158
  3. ↑ "Inventaire CIK des inscriptions khmères" (PDF) (ภาษาฝรั่งเศส). Corpus des inscriptions khmères, École française d'Extrême-Orient. 2017. สืบค้นเมื่อ 2026-10-03.
  4. Nhim, Sotheavin (2016). "Factors that Led to the Change of the Khmer Capitals from the 15th to 17th century" (PDF). Renaissance Culturelle du Cambodge (ภาษาอังกฤษ) (29). สืบค้นเมื่อ 2026-10-03.
    1. 1 2 หน้า 85
    2. ↑ หน้า 45
    3. ↑ หน้า 46
  5. ↑ Vickery, Michael (มิถุนายน 2004). "Cambodia and Its Neighbors in the 15th Century" (PDF). ARI Working Paper No. 27 (ภาษาอังกฤษ). Asia Research Institute, National University of Singapore. น. 51–52. สืบค้นเมื่อ 2026-10-03.
  6. ↑ Nhim, Sotheavin (2018). "A Study of the Names of Monuments in Angkor (Cambodia)" (PDF). Renaissance Culturelle du Cambodge (ภาษาอังกฤษ) (30): 21. สืบค้นเมื่อ 2026-10-03.
  7. ↑ เรียบเรียงตามข้อมูลจากเอกสารฝ่ายไทยที่กล่าวถึงในศานติ ภักดีคำ (2554) ส่วนหลักฐานฝ่ายกัมพูชาไม่ระบุถึงสงครามใน พ.ศ. 2121 และ 2125 ส่วนเหตุการณ์ใน พ.ศ. 2124 และการเป็นไมตรี หลักฐานฝ่ายกัมพูชาระบุศักราชตรงกับรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาที่ 3
  8. ↑ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2553, หน้า 161.
  9. 1 2 ศานติ ภักดีคำ (2011). เขมรรบไทย. กรุงเทพฯ: มติชน. น. 166–172.
  10. ↑ ตามหลักฐานของสเปนและกัมพูชา ดู ศานติ ภักดีคำ (2554)
  11. ↑ ศานติ ภักดีคำ (2013). เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ: มติชน.
  12. ↑ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๓ ยุทธนาวี : "ตำนาน" ที่คงต้องรอตอนจบกันอีกนาน". iSeeHistory. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-03-09.
  13. ↑ "สมเด็จพระนเรศวรตีเมืองละแวกแตก เมื่อ พ.ศ. 2136". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 2026-09-07.
  14. ↑ "เมืองเพชรบุรี เมื่อครั้ง "พระยาละแวก" กษัตริย์กัมพูชาบุก!". ศิลปวัฒนธรรม. 2023-12-21. สืบค้นเมื่อ 2026-09-07.