โฌเซฟีน เดอ โบอาร์แน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โฌเซฟีน
  • ไวเคาน์เตสแห่งโบอาร์แน
  • ดัชเชสแห่งนาวาร์
Baron François Gérard - Joséphine in coronation costume - Google Art Project.jpg
จักรพรรดินีโฌเซฟีน โดยฟร็องซัว แกราด
จักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศส
ระหว่าง 18 พฤษภาคม 1804 – 10 มกราคม 1810
พระราชินีแห่งอิตาลี
ระหว่าง 26 พฤษภาคม 1805 – 10 มกราคม 1810
อัครมเหสี ในนโปเลียนที่ 1 (1796-1810)
พระนามเต็ม
มารี โฌแซ็ฟ โรซ ตาเช เดอ ลา ปาเฌอรี
ราชวงศ์ โบอาร์แน
พระราชบิดา โฌแซ็ฟ-กัสปาร์ ตาเช เดอ ลา ปาเฌอรี
พระราชมารดา โรซ-แกลร์ เด แวร์เฌ เดอ ซานัว
ประสูติ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1763(1763-06-23)
มาร์ตีนิก, ฝรั่งเศส
สวรรคต 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1814 (50 ปี)
อีล-เดอ-ฟร็องส์, ฝรั่งเศส
ศาสนา โรมันคาทอลิก

โฌเซฟีน เดอ โบอาร์แน (ฝรั่งเศส: Joséphine de Beauharnais) หรือชื่อเกิดคือ มารี โฌแซ็ฟ โรซ ตาเช เดอ ลา ปาเฌอรี (ฝรั่งเศส: Marie Josèphe Rose Tascher de La Pagerie) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "โรซ" เป็นจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศสพระองค์แรก และเป็นพระมเหสีพระองค์แรกในจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส

พระราชประวัติ[แก้]

โฌเซฟีนไม่ได้เกิดมาในตระกูลชั้นสูง บิดาของพระนางเคยเป็นทหารเรือฝรั่งเศสที่ไปทำไร่อยู่บนเกาะมาร์ตินีกในทะเลแคริบเบียน เมื่อโฌเซฟีนอายุได้ 3 ขวบ พายุเฮอร์ริเคนก็ถล่มเกาะมาร์ตินีก จนไร่ของครอบครัวตาเชได้รับความเสียหายอย่างหนัก บิดาของโฌเซฟีนไม่เหลือเงินเลยแม้แต่ฟรังก์เดียว ความหวังของเขาที่เหลืออยู่คือหาผู้ชายรวย ๆ มาแต่งงานกับลูกสาวทั้ง 3 คนของตัวเองเพื่อช่วยพยุงฐานะของครอบครัวให้ดีขึ้นมาบ้าง โดยเริ่มจากลูกสาวคนกลาง กาเตอรีน เดซีเร ซึ่งมีคุณน้าผู้เป็นภริยาน้อยของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในปารีสเป็นผู้จัดหาเจ้าบ่าวให้ คือเป็นลูกชายของขุนนางผู้นั้น กาเตอรีน เดซีเร เสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 1777 ทำให้คุณน้าจึงยกลูกสาวคนโตคือ โรซ ให้แทน ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุเพียง 15 ปี

ชีวิตการสมรส[แก้]

หลังจากที่ได้แต่งงานกับสามีแล้ว สามีก็เริ่มเบื่อโฌเซฟีน และในขณะนั้นเองอยู่ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส สามีของโฌเซฟีนถูกประหารแต่นางรอดมาได้ ต่อมาโฌเซฟีนมีสามีคนที่ 2 คือ ปอล บารัส ผู้นำคนสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศสและนางก็เป็นเพียงภริยาน้อยของปอล ต่อมาไม่นาน บารัสก็เริ่มเบื่อและคิดจะเอาเพื่อนรักของโฌเซฟีนมาเป็นภริยาน้อยแทน เมื่อบารัสต้องการหย่าขาดจากโฌเซฟีนจึงได้แนะนำนางไปให้นายทหารคนสนิทคือ นายพลนโปเลียน โบนาปาร์ต[1] ซึ่งเป็นชาวอิตาลีจากเกาะคอร์ซิกา ตอนแรกโฌเซฟีนไม่ได้รักนโปเลียนเลยแม้แต่น้อย แต่นโปเลียนรักโฌเซฟีนมากถึงขนาดส่งจดหมายถึงนางทุกวัน และระหว่างที่นโปเลียนไม่อยู่ โฌเซฟีนก็หาผู้ชายไปเรื่อย ๆ นางรู้ดีว่าอีกไม่นานก็จะหาความรักไม่ได้แล้วเพราะอีกไม่นานนางจะย่างเข้าสู่วัยกลางคน เมื่อนโปเลียนขอนางแต่งงานเดือนมกราคมในปีถัดมา โฌเซฟีนจึงไม่อาจปฏิเสธได้ ในตอนนั้นเขาเต็มใจที่จะยอมรับลูกทั้งสองของโฌเซฟีนมาเลี้ยง นางจึงแต่งงานกับเขาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1796 ของขวัญวันแต่งงานที่โฌเซฟีนได้จากนโปเลียนคือ เหรียญทองที่สลักคำไว้ว่า "แด่ชะตากรรม" แต่ว่าทุกครั้งที่นโปเลียนไปรบ โฌเซฟีนก็มักจะพาผู้ชายเข้ามาในบ้าน โดยเฉพาะนายทหารหนุ่มที่ชื่อ อีปอลิต ชาร์ล ซึ่งอายุน้อยกว่าถึง 10 ปี โฌเซฟีนลุ่มหลงเขามากถึงเขียนจดหมายไปคร่ำครวญ เมื่อหมดทางเลี่ยง โฌเซฟีนจึงต้องจำใจไปมิลานโดยไม่ลืมที่จะเอาอีปอลิตของเธอไปด้วย จนในที่สุดนโปเลียนก็รู้เรื่องนี้ ในตอนแรกนโปเลียนเองก็ไม่เชื่อ แต่เมื่อกลับมาที่บ้านในมิลานก็พบว่าโฌเซฟีนเดินทางไปเจนัวพร้อมกับอีปอลิต เมื่อโฌเซฟีนกลับมาจากเจนัวก็ปฏิเสธ แต่นโปเลียนไม่เชื่อและอาละวาด หลังจากนั้นโฌเซฟีนก็เริ่มตระหนักว่านโปเลียนรักพระองค์มากเพียงใด[2] และชีวิตของนางจะเป็นอย่างไรถ้าขาดเขา จากเวลานั้นเองโฌเซฟีนจึงเริ่มมีใจให้กับนโปเลียน

วาระสุดท้ายของชีวิต[แก้]

ขณะเข้าพิธีปราบดาภิเษก

ตั้งแต่วันนั้น โฌเซฟีนก็ไม่ได้ก่อเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาอีกเลย แต่นโปเลียนเริ่มไม่วางใจในตัวโฌเซฟีนอีกต่อไป เขามอบความเย็นชาให้กับนาง และไม่นานนโปเลียนไปหาผู้หญิงอื่นที่พร้อมจะเป็นคุณนายโบนาปาร์ตกันทั้งสิ้น โฌเซฟีนมอบความรักให้มากขึ้นเท่าที่นโป้ลียนได้ทวีความเย็นชาต่อนาง เมื่อนโปเลียนได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส โฌเซฟีนได้รับการสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดินีจากนโปเลียน หลังจากนั้นโฌเซฟีนไม่สามารถที่จะมีพระโอรสให้แก่จักรพรรดิได้ โฌเซฟีนจึงต้องหย่าขาดจากนโปเลียนในที่สุด หลังจากนั้นโฌเซฟีนก็ย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์มาลเมซอง เพื่อเปิดทางให้จักรพรรดินีพระองค์ใหม่ซึ่งก็คือ อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย ซึ่งต่อมาพระนางก็ให้กำเนิดพระโอรสคือจักรพรรดินโปเลียนที่ 2 แห่งฝรั่งเศส นั่นเอง โฌเซฟีนใช้เวลาให้ผ่านไปกับการทำสวนดอกไม้ ซึ่งโดยเฉพาะกุหลาบที่ชอบมากที่สุด จนสวนดอกไม้ของโฌเซฟีนเป็นสวนที่สวยที่สุดในปารีส นโปเลียนจะมาเยี่ยมและสนทนารวมทั้งปรึกษาเรื่องต่าง ๆ เสมอ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1814 นโปเลียนพ่ายแพ้แก่กองทัพสัมพันธมิตรอย่างยับเยิน นโปเลียนถูกบังคับให้สละราชสมบัติและถูกย้ายไปที่เกาะเอลบา แต่ก็ทรงมาเยี่ยมโฌเซฟีนด้วย และในขณะที่โฌเซฟีนมีอายุ 51 ปี โฌเซฟีนก็ได้เสียชีวิต (คาดว่าน่าจะเป็นปอดบวม) ขณะกำลังเดินเล่นในสวนที่หนาวเย็นในเสื้อผ้าที่บางเบา (บุคคลที่อยู่ด้วยกันครั้งสุดท้ายคือลูกชายของเธอ) เมื่อนโปเลียนทราบข่าวถึงกับขังตัวเองไว้ในห้องถึง 3 วัน เมื่อนโปเลียนหลบหนีออกจากเกาะเอลบามาได้พระองค์ก็เดินทางไปยังคฤหาสน์มาลเมซองในสมัยที่โฌเซฟีนยังมีชีวิตอยู่เธอชอบกลิ่นของดอกไวโอเลตมาก เธอจะพรมตัวด้วยกลิ่นของดอกไวโอเลตอยู่เป็นประจำ เมื่อนโปเลียนไปที่คฤหาสน์พระองค์ก็นำล็อกเกตไปใส่ดอกไวโอเลต และเก็บล็อกเกตนี้ไว้จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตพระองค์ คำพูดสุดท้ายของนโปเลียนคือ "...ฝรั่งเศส...กองทัพ...แม่ทัพ...โฌเซฟีน..." นั่นเป็นหลักฐานว่านโปเลียนรักโฌเซฟีนมาก เพียงแต่ไม่มีเวลาที่จะอยู่ร่วมกันเท่านั้น[3]


อ้างอิง[แก้]


ก่อนหน้า โฌเซฟีน เดอ โบอาร์แน ถัดไป
อาร์คดัชเชสมารี อองตัวเนตแห่งออสเตรีย
คำรงพระอิสริยยศเป็นพระราชินี
2leftarrow.png จักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศส
(ค.ศ. 1804 - 1810)
2rightarrow.png อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย