นโปเลียนที่ 2

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นโปเลียนที่ 2
Le duc de Reichstadt.jpg
ภาพวาดโดย เลโอโปลด์ บุชเชอร์

พระนามเต็ม นโปเลียน ฟร็องซัว ชาร์ล โฌแซ็ฟ โบนาปาร์ต
พระราชอิสริยยศ จักรพรรดิแห่งชาวฝรั่งเศส
กษัตริย์แห่งโรม
ราชวงศ์ ราชวงศ์โบนาปาร์ต
รัชกาล ครั้งที่หนึ่ง:
4 เมษายน พ.ศ. 2357 -
6 เมษายน พ.ศ. 2357
(ไม่ได้เสวยราชย์)
ครั้งที่สอง:
22 มิถุนายน พ.ศ. 2358
7 กรกฎาคม พ.ศ. 2358
(ไม่ได้เสวยราชย์)
รัชกาลก่อน จักรพรรดินโปเลียนที่ 1
รัชกาลถัดไป พระเจ้าหลุยส์ที่ 18
(ราชวงศ์บูร์บงฟื้นฟู)
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 20 มีนาคม พ.ศ. 2354
พระราชวังตุยเลอรี กรุงปารีส
จักรวรรดิฝรั่งเศสที่หนึ่ง
สวรรคต 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2365
(21 พรรษา) ณ พระราชวังเชินบรุนน์ กรุงเวียนนา
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
สถานที่ฝังศพ กรุงเวียนนา ออสเตรีย
และ ณ เลแซ็งวาลิด กรุงปารีส
ฝรั่งเศส
พระราชบิดา นโปเลียน โบนาปาร์ต
พระราชมารดา อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย

นโปเลียน ฟร็องซัว ชาร์ล โฌแซ็ฟ โบนาปาร์ต (ฝรั่งเศส: Napoléon François Charles Joseph Bonaparte; 20 มีนาคม พ.ศ. 2354 – 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2365) ดำรงพระอิสริยยศเจ้าชายแอ็งเปรียาล (Prince Imperial) กษัตริย์แห่งโรม และเจ้าชายแห่งปาร์มา ปลาเซนตีอา และกัสตัลลา นอกจากนี้ยังทรงเป็นที่รู้จักในราชสำนักออสเตรียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2357 ว่า เจ้าชายฟรันซ์ และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2361 ว่าดยุกแห่งไรช์ชตัดท์ เป็นพระราชโอรสในจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งชาวฝรั่งเศส และอาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย

ตามมาตรา 9 ในหมวดที่ 3 ของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสในขณะนั้นแล้ว ทรงมีพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายแอ็งเปรียาล และยังทรงเป็นที่รู้จักในฐานะกษัตริย์แห่งโรมตั้งแต่ประสูติอีกด้วย เนื่องจากจักรพรรดินโปเลียนที่หนึ่งทรงประกาศให้เป็นพระอิสริยยศกิตติมศักดิ์ (courtesy title) สำหรับรัชทายาทผู้มีสิทธิโดยตรง ทรงมีพระนามเล่น ๆ ว่า เล-กล็อง (ฝรั่งเศส: L'Aiglon; อินทรีย์หนุ่ม) ซึ่งเป็นพระนามที่ได้รับหลังจากเสด็จสวรรคตแล้ว และต่อมาถูกนำไปเป็นชื่อบทละครอันโด่งดังของเอ็ดม็งด์ โรสต็อง ภายใต้ชื่อ เล-กล็อง เช่นเดียวกัน

เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 สละราชสมบัติในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2357 ทรงเสนอพระนามพระราชโอรสของพระองค์ขึ้นเป็นจักรพรรดิ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายพันธมิตรผู้ชนะสงครามนโปเลียนไม่ยอมรับการสืบราชบัลลังก์ดังกล่าว จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 จึงถูกบังคับให้สละราชสมบัติโดยปราศจากเงื่อนไขในอีกหลายวันต่อมา ซึ่งแม้ว่าจักรพรรดินโปเลียนที่ 2 ไม่ได้ทรงปกครองฝรั่งเศสในทางปฏิบัติแต่อย่างใด แต่ก็ถือว่าทรงเป็นจักรพรรดิแห่งชาวฝรั่งเศสในนามในปี พ.ศ. 2358 หลังจากการล่มสลายในระบอบการปกครองของพระราชบิดา ต่อมาในปี พ.ศ. 2395 เมื่อพระญาติของพระองค์ หลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ต ได้ราชาภิเษกเป็นจักรพรรดิและสถาปนาจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง ทรงเลือกใช้พระนามาภิไธยว่าจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เพื่อเป็นการยอมรับพระราชสถานะของจักรพรรดินโปเลียนที่ 2 และการครองราชย์ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ของพระองค์

พระราชประวัติ[แก้]

ประสูติ[แก้]

เจ้าชายนโปเลียน กษัตริย์แห่งโรม เมื่อทรงพระเยาว์ วาดโดยปีแยร์-โปล ปรูโดง

ในช่วงเวลา 20 ถึง 21 นาฬิกาของคืนวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2354 จักรพรรดินีมารี หลุยส์ ทรงรู้สึกเจ็บพระครรภ์แรก นางสนองพระโอษฐ์จึงได้แจ้งให้บรรดาบุคคลสำคัญต่าง ๆ ทราบ อาทิเช่น บรรดาเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งพระราชวงศ์ เจ้านายชั้นสูง รัฐมนตรี เสนาบดีใหญ่แห่งสำนักพระราชวัง เสนาบดีใหญ่แห่งจักรวรรดิ ตลอดจนบรรดาข้าราชบริพารทั้งชายและหญิงในราชสำนัก ต่างพากันมารวมตัวกัน ณ พระราชวังตุยเลอรี[1] ต่อมาในเช้าวันที่ 20 มีนาคม เวลา 9.20 นาฬิกา ได้มีพระประสูติกาลเป็นทารกเพศชายน้ำหนัก 9 ปอนด์ (4.1 กก.) และส่วนสูง 20 นิ้ว (51 ซม.) ทรงได้รับการเจิม (พิธีบัพติศมาแบบย่อตามขนบธรรมเนียมฝรั่งเศส) โดยโฌแซ็ฟ เฟ็สช์ และมีพระนามเต็มว่า นโปเลียน ฟร็องซัว ชาร์ล โฌแซ็ฟ[2]

ต่อมาทรงเข้าพิธีบัพติศมา ซึ่งมีต้นแบบมาจากพิธีบัพติศมาของเจ้าชายหลุยส์ โดแฟ็งใหญ่แห่งฝรั่งเศส ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2354 ณ มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส[2] โดยคาร์ล ฟีลิปป์ เจ้าชายแห่งชวาร์เซินแบร์ก เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำฝรั่งเศสในขณะนั้น ได้ทรงบันทึกกล่าวไว้ว่า :

[...] พระราชพิธีบัพติศมางดงามและน่าประทับใจ มีเสียงสรรเสริญดังกึกก้องเมื่อพระจักรพรรดิโอบอุ้มพระราชบุตรมาจากอ้อมพระพาหุ (แขน) ของพระราชมารดาผู้ทรงศักดิ์ และชูพระองค์ขึ้นสองครั้งเพื่อเผยให้สาธารณชนได้ชื่นชม [ดังนั้นจึงเป็นการผิดธรรมเนียมประเพณี เนื่องจากทรงกระทำ ณ พระราชพิธีราชาภิเษกของพระองค์] และเห็นได้ชัดเจนว่าพระจักรพรรดิทรงรู้สึกพึงพอใจอย่างมากในห้วงเวลาอันเคร่งขรึมนี้ สังเกตได้จากพระราชอากัปกิริยาและสีพระพักตร์[2]

ต่อมาทรงอยู่ในความดูแลของหลุยส์ ชาร์ลอต ฟร็องซัว เลอ เตลีเย เดอ มงเตสกียู ทายาทของฟร็องซัว-มิเชล เลอ เตลีเย มาร์กี เดอ โลวัวส์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงแห่งราชโอรสราชธิดาฝรั่งเศส (Governess of the Children of France) และด้วยความเป็นที่รักใคร่และชาญฉลาด ข้าหลวงผู้ดูแลพระองค์จึงได้รวบรวมชุดหนังสือจำนวนมากไว้สำหรับพระราชโอรส เพื่อใช้ในการปูพื้นฐานทางด้านศาสนา ปรัชญา และการกลาโหม[2]

พระราชสิทธิ์สืบราชสมบัติ[แก้]

เนื่องจากเป็นพระราชโอรสองค์โตที่ถูกต้องตามกฎหมายของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 รัฐธรรมนูญจึงรับรองพระราชสถานะของพระองค์เป็นเจ้าชายแอ็งเปรียาลและรัชทายาทผู้มีสิทธิโดยตรง นอกจากนี้จักรพรรดิยังพระราชทานพระอิสริยยศแก่พระองค์เป็นกษัตริย์แห่งโรมอีกด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม จักรวรรดิฝรั่งเศสที่หนึ่งที่พระองค์เป็นรัชทายาทก็ล่มสลายลงในอีกสามปีถัดมา

จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ทรงพบปะกับพระชายา (จักรพรรดินีมารี หลุยส์) และพระราชโอรสของพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2357[3] และต่อมาในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2357 ก็ทรงสละราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสวัย 3 ชันษา ภายหลังการทัพหกวัน และยุทธการที่ปารีส เจ้าชายพระองค์น้อยจึงได้ขึ้นเสวยราชย์ด้วยพระนาม นโปเลียนที่ 2 อย่างไรก็ตามในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2357 จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 สละราชสมบัติโดยครบถ้วนสมบูรณ์ รวมทั้งสละพระราชสิทธิ์ของพระองค์และรัชทายาทเหนือราชบัลลงก์ฝรั่งเศสด้วย ทั้งนี้สนธิสัญญาฟงแตนโบลปี พ.ศ. 2357 ยังมอบสิทธิ์ในการใช้พระอิสริยยศ เจ้าชายแห่งปาร์มา ปลาเซนตีอา และกัสตัลลา แก่นโปเลียนที่ 2 และพระอิสริยยศ ดัชเชสแห่งปาร์มา ปลาเซนตีอา และกัสตัลลา แก่พระราชมารดาของพระองค์

ครองราชย์[แก้]

พระสาทิสลักษณ์ของเจ้าชายนโปเลียน ฟรันซ์ ดยุกแห่งไรช์ชตัดท์

ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2357 พระนางมารี หลุยส์ เสด็จ ฯ ออกจากพระราชวังตุยเลอรีพร้อมกับพระราชโอรส โดยที่หมายแรกก็คือพระราชวังร็องบูเยต์ แต่ด้วยความที่ทรงกลัวกองทหารของฝ่ายศัตรูที่กำลังคืบคลานเข้ามา จึงเสด็จ ฯ ต่อไปยังพระราชวังบลัว ต่อมาในวันที่ 13 เมษายน พระนางและพระราชโอรสจึงเสด็จ ฯ กลับไปยังพระราชวังร็องบูเยต์ และทรงพบกับพระราชบิดา จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย พร้อมด้วยจักรพรรดิอะเลคซันดร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย จากนั้นในวันที่ 23 เมษายน พระนางและพระราชโอรสจึงเสด็จ ฯ ออกจากร็องบูเยต์และฝรั่งเศสไปพำนักลี้ภัยอยู่ที่ออสเตรียเป็นการถาวร ภายใต้การอารักขาของกองทหารออสเตรีย โดยมิมีโอกาสได้เสด็จ ฯ กลับมาอีกเลยตลอดช่วงพระชนม์ชีพที่เหลือ[4]

ในปี พ.ศ. 2358 หลังจากที่ทรงพ่ายแพ้ในยุทธการที่วอเตอร์ลู จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 สละราชสมบัติแก่พระราชโอรสวัย 4 ชันษาเป็นครั้งที่สอง ผู้ซึ่งพระองค์มิได้ทรงพบปะตั้งแต่การเสด็จลี้ภัยไปเกาะเอลบา และหนึ่งวันหลังจากที่สละราชสมบัติ คณะรัฐบาลซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกห้าคนจึงได้เข้ายึดการปกครองของฝรั่งเศสเอาไว้[5] และเฝ้ารอการเสด็จนิวัติคืนสู่ปารีสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ซึ่งในขณะนั้นประทับอยู่ ณ เลอ กาโต-ก็องเบรซิ[6] โดยในระหว่างที่ได้ปกครองฝรั่งเศสอยู่เป็นเวลาสองสัปดาห์นั้น คณะรัฐบาลไม่เคยกราบบังคมทูลเชิญจักรพรรดินโปเลียนที่ 2 อย่างเป็นทางการหรือแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนเลย จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม เมื่อกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรเคลื่อนพลเข้าสู่กรุงปารีส ความหวังของฝ่ายผู้สนับสนุนจักรพรรดินโปเลียนที่ 2 ในการเชิญพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติจึงจบสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ประทับอยู่ในออสเตรียกับพระราชมารดาและมีความเป็นไปได้ว่าทรงไม่รับรู้ว่าทรงได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิหลังการสละราชสมบัติของพระราชบิดา

เชื้อพระวงศ์โบนาปาร์ตพระองค์ต่อมาที่ได้ขึ้นเสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ปกครองฝรั่งเศสก็คือเจ้าชายหลุยส์-นโปเลียน พระราชโอรสในพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งฮอลล์แลนด์ พระอนุชาในจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2395 โดยใช้พระนามว่า จักรพรรดินโปเลียนที่ 3

พระชนม์ชีพในออสเตรีย[แก้]

ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี พ.ศ. 2357 เป็นต้นมา เจ้าชายนโปเลียนทรงใช้พระชนม์ชีพอยู่ในออสเตรียและทรงเป็นที่รู้จักในพระนาม ฟรันซ์ ซึ่งเป็นชื่อที่ทรงได้รับมาเป็นชื่อที่สอง ในปี พ.ศ. 2361 ทรงได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็นดยุกแห่งไรช์ชตัดท์ ซึงเป็นอิสริยยศที่ได้รับสืบทอดมาจากพระราชอัยกา (ตา) ฝ่ายพระราชมารดา จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 เจ้าชายฟรันซ์ทรงได้รับการศึกษาจากครูผู้สอนจากกองทัพ จึงทำให้พระองค์มีความสนพระทัยด้านการทหารในเวลาต่อมา ทรงแต่งกายด้วยชุดทหารจำลองและเล่นแปรแถวกองทหารในบริเวณพระราชวัง จนกระทั่งเจริญพระชันษาได้ 8 ชันษา จึงเป็นที่ปรากฏแน่ชัดแก่คณาอาจารย์ของพระองค์ว่าจะทรงเลือกอาชีพทางด้านการทหาร

ต่อมาในปี พ.ศ. 2363 เจ้าชายฟรันซ์ทรงสำเร็จการศึกษาในชั้นประถมศึกษาและเริ่มเข้ารับการฝึกทางทหาร ทรงเรียนรู้ภาษาเยอรมัน ภาษาอิตาลี และคณิตศาสตร์ เช่นเกียวกับการฝึกทางกายภาพขั้นสูง และในปี พ.ศ. 2366 ทรงเข้ารับราชการทหารอย่างเป็นทางการด้วยวัย 12 ชันษา หลังจากที่ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักเรียนายร้อยทหารแห่งกองทัพออสเตรีย ซึ่งจากคำบอกเล่าของคณาจารย์ผู้ฝึกสอน พระองค์ทรงมีบุคคลิกที่เฉลียวฉลาด จริงจัง และมุ่งมั่น นอกจากนี้ยังทรงมีรูปร่างที่สูงใหญ่ ด้วยวัย 17 พรรษา ทรงสูงเกือบ 6 ฟุต (180 ซม.)

ทั้งนี้พระกรณียกิจด้านการทหารของพระองค์สร้างความกังวลและความชื่นชมแก่บรรดาพระมหากษัตริย์ในทวีปยุโรปรวมถึงผู้นำของฝรั่งเศส และยังเปิดโอกาสความเป็นไปได้ว่าพระองค์จะนิวัติกลับสู่ฝรั่งเศสอีกครั้ง อย่างไรก็ตามทรงไม่ได้รับพระราชานุญาตให้ข้องเกี่ยวกับการเมือง แต่ทรงถูกเสนาบดีแห่งจักรวรรดิ (ตำแหน่งเทียบเท่านายกรัฐมนตรี) เคลเมินส์ ฟอน เมทเทอร์นิช ใช้พระองค์เป็นข้อต่อรองกับฝรั่งเศสเพื่อความได้เปรียบของออสเตรียแทน เมทเทอร์นิชเกรงกลัวว่าเชื้อพระวงศ์โบนาปาร์ตจะกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง ถึงขนาดที่ว่าไม่อนุญาตให้เจ้าชายฟรันซ์ได้มีโอกาสเปลี่ยนที่ประทับไปยังภูมิภาคที่มีสภาพอากาศอบอุ่นกว่าอย่างอิตาลีเลย นอกจากนี้พระอัยกาของพระองค์ยังทรงปฏิเสธคำกราบบังคมทูลขอพระราชานุญาตไปปฏิบัติกรณียกิจด้านการทหารเพื่อร่วมปราบปรามกลุ่มกบฏในอิตาลีอีกด้วย[7]

จากการสิ้นพระชนม์ของพระบิดาบุญธรรม นายพลอาดัม อัลเบิร์ท ฟอน ไนพ์แพร์ก และการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ว่าพระมารดาของพระองค์มีพระบุตรก่อนการเสกสมรสซึ่งไม่ถูกต้องตามกฎหมายกับเจ้าชายอาดัม 2 พระองค์ เจ้าชายฟรันซ์จึงทรงห่างเหินกับพระมารดามากขึ้นเรื่อย ๆ และทรงรู้สึกว่าพระราชวงศ์ออสเตรียของพระองค์กำลังยื้อยุดพระองค์เอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งนี้พระองค์ได้ตรัสกับพระสหาย นายพลอันทอน ฟอน พรอเคช-โอสเทิน ว่า "ถ้าหากพระนางโฌเซฟีนเป็นพระราชมารดาของเรา พระราชบิดาก็คงจะไม่ต้องถูกฝัง ณ เกาะเซนต์เฮเลนา และเราก็คงไม่ต้องประทับอยู่ที่เวียนนา พระราชมารดาของเรา (พระนางมารี หลุยส์) มีพระจริยวัตรที่เมตตาแต่อ่อนแอ พระนางทรงมิใช่พระชายาอันคู่ควรของพระราชบิดา"[8]

พระสาทิสลักษณ์เมื่อสิ้นพระชนม์บนแท่นพระบรรทม โดยฟรันซ์ ซาเวอร์ ชเตอเบอร์
หลุมพระศพของนโปเลียนที่ 2 ณ แซ็งวาลีด กรุงปารีส

ในปี พ.ศ. 2374 เจ้าชายฟรันซ์ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองพันทหารออสเตรีย แต่ก็ไม่เคยได้รับโอกาสให้ทรงบัญชาการอย่างจริงจังสักครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2375 พระองค์ประชวรด้วยอาการพระปัปผาสะ (ปอด) บวม ทำให้ต้องประทับอยู่บนแท่นพระบรรทมนานหลายเดือน จนในที่สุดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2375 ด้วยพระพลานามัยที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง เจ้าชายฟรันซ์จึงสิ้นพระชนด้วยวัณโรคพระราชวังเชินบรุนน์ในกรุงเวียนนา[9] ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์สิ้นพระชนม์โดยปราศจากรัชทายาท ส่งผลให้การอ้างสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์ฝรั่งเศสสายโบนาปาร์ตตกเป็นของพระญาติคือ เจ้าชายหลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ต ซึ่งภายหลังทรงสามารถฟื้นฟูจักรวรรดิฝรั่งเศสขึ้นมาได้สำเร็จ และครองราชสมบัติในฐานะ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส

การย้ายสถานที่ฝังพระศพ[แก้]

ในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2483 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์สั่งให้เคลื่อนย้ายพระศพของนโปเลียนที่ 2 จากกรุงเวียนนามาฝั่งไว้ที่เลแซ็งวาลีด กรุงปารีส[10][11] ส่วนพระศพของนโปเลียนที่ 1 ถูกนำกลับมายังฝรั่งเศสตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2383 ในช่วงของราชาธิปไตยเดือนกรกฎาคม[12] โดยที่พระศพของเจ้าชายถูกฝังไว้เคียงข้างกับพระราชบิดาเป็นช่วงเวลาสักระยะหนึ่ง แต่ต่อมาพระศพถูกย้ายลงไปยังโบสถ์ส่วนล่างแทน

ในขณะที่พระศพส่วนมากของเจ้าชายฟรันซ์ถูกเคลื่อนย้ายไปฝัง ณ ปารีส แต่ยังคงอวัยวะบางส่วนคือพระหทัย (หัวใจ) และพระอันตคุณ (ลำไส้เล็ก) ฝังไว้ที่เวียนนาตามธรรมเนียมของสมาชิกราชวงศ์ฮับส์บูร์ก โดยพระหทัยฝังไว้ในโกศที่ 42 ณ แฮร์ซกรุฟท์ (เยอรมัน: Herzgruft; ห้องชั้นใต้ถุนของโบสถ์ซึ่งใช้ฝังหัวใจ) ส่วนพระอันตคุณฝังไว้ในโกศที่ 76 ณ แฮร์โซกส์กรุฟท์ (เยอรมัน: Herzogsgruft; ห้องชั้นใต้ถุนของโบสถ์ซึ่งใช้ฝังพระศพของดยุก)

พระราชมรดก[แก้]

  • นโปเลียนที่ 2 ทรงเป็นที่รู้จักในพระนามอื่นว่า เล-กล็อง (ฝรั่งเศส: L'Aiglon; อินทรีย์หนุ่ม) ต่อมาเอ็ดม็งด์ โรสต็อง ได้ประพันธ์บทละครภายใต้ชื่อ เล-กล็อง อันโด่งดัง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกียวกับพระชนม์ชีพของพระองค์
  • นักประพันธ์เพลงชาวเซอร์เบีย เปตา สโตยาโนวิช ประพันธ์บทละครร้องขนาดสั้นชื่อว่า Napoleon II: Herzog von Reichstadt (นโปเลียนที่ 2: ดยุกแห่งไรช์ชตัดท์) ซึ่งออกแสดงครั้งแรกในกรุงเวียนนาช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920
  • อาร์ตู โอเน็กแก และฌัก อีแบร์ ร่วมกันสร้างสรรค์ละครอุปรากร (โอเปรา) เรื่อง เล-กล็อง ซึ่งออกแสดงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2480
  • นักดนตรีชาวสหราชอาณาจักร เพตชอปบอยส์ ใช้พระองค์เป็นสัญลักษณ์ของความอ้างว้างท่ามกลางความมั่งคั่ง (loneliness amid wealth) ในเพลง คิงออฟโรม ของอัลบัม เยส ในปี พ.ศ. 2552
  • นักข่าวหนังสือพิมพ์ อองรี โรชฟอร์ท กล่าวติดตลกว่านโปลเยนที่ 2 คือผู้นำที่ดีที่สุดของฝรั่งเศส เนื่องจากไม่เคยครองราชย์อย่างแท้จริง พระองค์จึงไม่เคยนำมาซึ่งสงคราม ภาษี หรือการปกครองเยี่ยงทรราชย์[13]

นอกจากนี้ยังทรงเป็นที่จดจำจากมิตรภาพของพระองค์กับเจ้าหญิงโซฟีแห่งบาวาเรีย เชื้อพระวงศ์วิตเตลส์บาค[14] ผู้ปราดเปรื่อง ทะเยอทะยาน และหัวแข็ง ซึ่งเจ้าหญิงโซฟีทรงมีพระจริยวัตรที่ไม่ค่อยเหมือนกับพระสวามี อาร์ชดยุกฟรันซ์ คาร์ล นอกจากนี้ยังมีข่าวลือด้วยว่าทั้งเจ้าชายฟรันซ์และเจ้าหญิงโซฟีทรงมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างกัน และพระโอรสองค์ที่สองของพระนาง จักรพรรดิแม็กซีมีเลียนที่ 1 แห่งเม็กซิโก (ประสูติ พ.ศ. 2375) คือผลจากความสัมพันธ์ดังกล่าว

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

Legion Honneur GC ribbon.svg
แกรนด์ไอเกิล ของเลฌียงดอเนอร์ แห่งฝรั่งเศส
Ordre de la Couronne de Fer Chevalier ribbon.svg
เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎเหล็กแห่งอิตาลี
Ord.S.Stef.Ungh. - GC.png
เครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญสตีเฟนแห่งฮังการี
Sacro Militare Ordine Costantiniano di San Giorgio.png
เครื่องราชอิสริยาภรณ์คอนสแตนตินทหารศักดิ์สิทธิ์นักบุญจอร์จ ของดัชชีปาร์มา

ตราอาร์มประจำพระองค์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "The King of Rome's birth". Le Moniteur Universel (Paris). 21 March 1811. สืบค้นเมื่อ 8 March 2012. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 "Napoleon II: King of Rome, French Emperor, Prince of Parma, Duke of Reichstadt". The Napoleon Foundation. napoleon.org. March 2011. สืบค้นเมื่อ 8 March 2012. 
  3. "Ch?teau de Fontainebleau". Musee-chateau-fontainebleau.fr. สืบค้นเมื่อ 2012-08-28. 
  4. G. Lenotre, le Château de Rambouillet, six siècles d'histoire, ch. L'empereur, Éditions Denoël, Paris, 1984 (1930 reedition), pp. 126–133, ISBN 2-207-23023-6.
  5. "(N.275.) Arrete par lequel la Commission du Gouvernement se constitue sous la présidence M. le Duc d'Otrante". Bulletin des lois de la République française (ใน French). 23 June 1815. p. 279. 
  6. "(N. 1.) Proclamation du Roi". Bulletin des lois de la République française (ใน French). 25 June 1815. p. 1. 
  7. Napoleon II Biography
  8. Markham, Felix, Napoleon, p. 249
  9. Altman, Gail S. Fatal Links: The Curious Deaths of Beethoven and the Two Napoleons (Paperback). Anubian Press (September 1999). ISBN 1-888071-02-8
  10. Poisson, Georges, (Robert L. Miller, translator), Hitler's Gift to France: The Return of the Ashes of Napoleon II, Enigma Books, ISBN 978-1-929631-67-4 (Synopsis & Review by Maria C. Bagshaw).
  11. Poisson, Georges, Le retour des cendres de l'Aiglon, Édition Nouveau Monde, Paris, 2006, ISBN 2847361847 French wags at the time countered Hitler's propaganda by saying "Hitler stole France's coal, but returned to them the ashes." (French)
  12. Driskel, Paul (1993). As Befits a Legend. Kent State University Press. p. 168 ISBN 0-87338-484-9
  13. Leo A. Loubere, Nineteenth-Century Europe: The Revolution of Life, Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice Hall, p. 154.
  14. Palmer 1994, p. 3.


ก่อนหน้า นโปเลียนที่ 2 ถัดไป
จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 2leftarrow.png Grandes Armes Impériales (1804-1815)2.svg
จักรรพรรดิแห่งชาวฝรั่งเศส
(ไม่ได้เสวยราชย์)

(4 เมษายน พ.ศ. 2357 - 6 เมษายน พ.ศ. 2357 และ
22 มิถุนายน พ.ศ. 2358 - 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2358)
2rightarrow.png การฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงครั้งที่สอง
ลำดับถัดไปโดย
พระเจ้าหลุยส์ที่ 18
สูญเสียพระราชอิสริยยศจาก
การฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงครั้งที่สอง
2leftarrow.png Grandes Armes Impériales (1804-1815)2.svg
จักรรพรรดิแห่งชาวฝรั่งเศส
(พระราชอิสริยยศแต่เพียงในนาม)

(7 กรกฎาคม พ.ศ. 2358 - 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2375)
2rightarrow.png จักรพรรดิโฌแซ็ฟที่ 1
อ้างสิทธิ์ในฐานะจักรพรรดิ
รื้อฟื้นพระราชอิสริยยศ
ลำดับก่อนหน้าโดย
จักรพรรดิโยเซฟที่ 2
2leftarrow.png Blason Roi de Rome.svg
กษัตริย์แห่งโรม
(20 มีนาคม พ.ศ. 23544 เมษายน พ.ศ. 2357)
2rightarrow.png ล้มเลิกพระราชอิสริยยศ