มุฮัมมัดในศาสนาอิสลาม
เราะซูลุลลอฮ์ มุฮัมมัด | |
|---|---|
مُحَمَّد | |
| ศาสนทูตของอิสลาม | |
| ก่อนหน้า | อีซา (พระเยซู) |
| คำนำหน้าชื่อ | คอตะมุนนะบียีน ('ตราประทับของศาสดา') |
| ชื่ออื่น | ดู ชื่อและสมญานามของมุฮัมมัด |
| ส่วนบุคคล | |
| เกิด | ป. ค.ศ. 570[1] |
| มรณภาพ | วันจันทร์ที่ 12 เราะบีอุลเอาวัล ฮ.ศ. 11 (8 มิถุนายน ค.ศ. 632) มะดีนะฮ์ รัฐอิสลามมะดีนะฮ์ |
| ที่ฝังศพ | โดมเขียว มัสยิดอันนะบะวี มะดีนะฮ์ |
| ศาสนา | อิสลาม |
| คู่สมรส | ดู ภรรยาของมุฮัมมัด |
| บุตร | ดู ลูกของมุฮัมมัด |
| บุพการี |
|
| ผลงานโดดเด่น | รัฐธรรมนูญมะดีนะฮ์ |
| ชื่ออื่น | ดู ชื่อและสมญานามของมุฮัมมัด |
| ญาติ | ดู พงศาวลีของมุฮัมมัด, อะฮ์ลุลบัยต์ |
| ตำแหน่งชั้นสูง | |
| ผู้ดำรงตำแหน่งถัดมา | ดู ผู้สืบทอดของมุฮัมมัด |
เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาอิสลาม บรรดานบี ในศาสนาอิสลาม |
|---|
| ส่วนหนึ่งของ |
| ศาสนาอิสลาม |
|---|
|
|
| ส่วนหนึ่งของ |
| มุฮัมมัด |
|---|
|
|
ในศาสนาอิสลาม มุฮัมมัด (อาหรับ: مُحَمَّد) ได้รับการยกย่องเป็นตราประทับของศาสดาและอันนูร ผู้ถ่ายทอดพระวจนะนิรันดร์ของอัลลอฮ์ (กุรอาน) จากทูตสวรรค์ ญิบรีล แก่มนุษยชาติและญิน[2][3] มุสลิมเชื่อว่าอัลกุรอาน คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม ได้รับการเปิดเผยแก่มุฮัมมัดโดยพระผู้เป็นเจ้า และมุฮัมมัดถูกส่งมาเพื่อชี้นำผู้คนสู่อิสลาม ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เป็นศาสนาใหม่ แต่เป็นความเชื่อดั้งเดิมของมนุษยชาติ (ฟิฏเราะฮ์) ที่ไม่ถูกบิดเบือน และศาสดาก่อนหน้าอย่างอาดัม อิบรอฮีม มูซา และอีซา ก็นับถือความเชื่อเดียวกัน[4][5][6][7] หลักศาสนา สังคม และการเมืองที่มุฮัมมัดกำหนดไว้ด้วยอัลกุรอานกลายเป็นรากฐานของศาสนาอิสลามและโลกมุสลิม[8]
ตามธรรมเนียมมุสลิม มุฮัมมัดถูกส่งแก่กลุ่มชนอาหรับเพื่อช่วยให้พวกเขาพ้นจากความเสื่อมทรามทางศีลธรรม[9] โดยได้รับวะฮ์ยูครั้งแรกตอนอายุ 40 ปีในถ้ำฮิรออ์ที่มักกะฮ์ หลังจากนั้น ท่านจึงเริ่มสั่งสอนความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อล้มล้างความงมงายในอาระเบียก่อนอิสลาม[10][11] สิ่งนี้นำให้ชาวมักกะฮ์เริ่มต่อต้าน โดยมีอะบูละฮับกับอะบูญะฮล์เป็นศัตรูของมุฮัมมัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในธรรมเนียมอิสลาม นำไปสู่การกดขี่มุฮัมมัด และผู้ที่เป็นมุสลิมอพยพไปยังมะดีนะฮ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้รู้จักกันในชื่อฮิจเราะห์[12][13] จนกระทั่งมุฮัมมัดเริ่มสู้กลับพวกบูชารูปเคารพแห่งมักกะฮ์ในยุทธการที่บัดร์กึ่งตำนาน ซึ่งธรรมเนียมอิสลามระบุว่าไม่เพียงแต่จะเป็นการต่อสู้ระหว่างชาวมุสลิมกับผู้นับถือพระเจ้าหลายองค์ในยุคก่อนอิสลามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระหว่างทูตสวรรค์ฝ่ายมุฮัมมัดกับเหล่าเทพเจ้าและญินที่เข้าข้างพวกมักกะฮ์ด้วย หลังได้รับชัยชนะ เชื่อกันว่ามุฮัมมัดได้ชำระล้างอาระเบียจากการนับถือพระเจ้าหลายองค์ และแนะนำให้ผู้ติดตามของเขาละทิ้งการบูชารูปเคารพเพื่อความเป็นเอกภาพของพระเจ้า
มุฮัมมัดในฐานะผู้แสดงให้เห็นถึงการนำทางของพระผู้เป็นเจ้าและแบบอย่างของการละทิ้งการบูชารูปเคารพ ได้รับความเข้าใจว่าเป็นตัวอย่างที่เป็นแบบอย่างในเรื่องคุณธรรม จิตวิญญาณ และความเป็นเลิศทางศีลธรรม[14] มีการแสดงออกทางจิตวิญญาณของท่านในการเดินทางสู่ชั้นฟ้าทั้ง 7 (เมียะอ์รอจญ์) พฤติกรรมและคำแนะนำของท่านกลายเป็นที่รู้จักในนามซุนนะฮ์ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้จริงตามคำสอนของมุฮัมมัด นอกจากนี้ มุฮัมมัดได้รับการยกย่องด้วยตำแหน่งและชื่อหลายแบบ เพื่อเป็นการให้เกียรติและกล่าวทัก มุฮัมมัดจะเรียกชื่อมุฮัมมัดพร้อมคำให้พรภาษาอาหรับว่า "ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" ("ขอให้พระองค์อัลลอฮฺทรงอำนวยพรและทรงประทานความสันติแก่ท่าน")[15] บางครั้งย่อเป็น "ศ็อลฯ" มุสลิมมักเรียกมุฮัมมัดเป็น "ศาสดามุฮัมมัด" หรือแค่ "ท่านศาสดา" และถือว่าเป็นคนที่ดีเยี่ยมที่สุดในบรรดาศาสนทูตทั้งหมด[4][16][17][18]
ในอัลกุรอาน
[แก้]มุฮัมมัดได้รับการเรียกขานด้วยชื่อในอัลกุรอาน 4 ครั้ง[19] อัลกุรอานไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวชีวิตช่วงต้นหรือรายละเอียดชีวประวัติอื่น ๆ ของมุฮัมมัดมากนัก แต่กล่าวถึงพันธกิจในการเป็นศาสดา ความเป็นเลิศทางศีลธรรม และประเด็นทางเทววิทยาเกี่ยวกับมุฮัมมัด ตามอัลกุรอาน มุฮัมมัดเป็นศาสดาคนสุดท้ายแห่งบรรดานบีที่พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งมา (33:40) ตลอดทั้งอัลกุรอาน มุฮัมมัดถูกเรียกว่า "ศาสนทูต" "ศาสนทูตของอัลลอฮ์" และ "ศาสดา" นอกจากนี้ยังมีการใช้คำอื่น ๆ เช่น "ผู้ตักเตือน" "ผู้แจ้งข่าวดี" และ "ผู้เชิญชวนผู้คนให้มาสู่พระเจ้าองค์เดียว" (อัลกุรอาน 12:108 และ 33:45-46) อัลกุรอานยืนยันว่ามุฮัมมัดเป็นบุรุษผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมสูงสุด และพระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีหรือ "แบบฉบับอันดีงาม" ให้ชาวมุสลิมปฏิบัติตาม (อัลกุรอาน 68:4 และ 33:21) ในอัลกุรอานหลายโองการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของมุฮัมมัดกับมนุษยชาติ ตามคัมภีร์อัลกุรอาน พระเจ้าทรงส่งมุฮัมมัดมาด้วยความจริง (สารของพระเจ้าถึงมนุษยชาติ) และเป็นความเมตตาแก่ทั้งโลก (อัลกุรอาน 39:33 และ 21:107)
ตามธรรมเนียมอิสลาม ซูเราะฮ์ 96:1 สื่อถึงคำสั่งของทูตสวรรค์ให้มุฮัมมัดอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน[20] ซูเราะฮ์ 17:1 เชื่อกันว่าอ้างอิงถึงการเดินทางของมุฮัมมัด ซึ่งธรรมเนียมอธิบายอย่างละเอียดถึงการพบปะกับเหล่าทูตสวรรค์และศาสดาในอดีตบนสวรรค์[20] ซูเราะฮ์ 9:40 มองว่าอ้างอิงถึงมุฮัมมัดและผู้ติดตาม (ที่นักวิชาการซุนนีระบุเข้ากับอะบูบักร์) ซ่อนตัวจากผู้กดขี่ชาวมักกะฮ์ในถ้ำ[21] ซูเราะฮ์ 61:6 เชื่อกันว่าเป็นการเตือนใจผู้ฟังถึงคำทำนายเกี่ยวกับศาสดามุฮัมมัดของพระเยซู[20] มุสลิมชาวอาหรับยุคแรกยังใช้โองการนี้เพื่ออ้างความชอบธรรมสำหรับความเชื่อใหม่ของพวกเขาในธรรมเนียมศาสนาที่มีอยู่[22]
ชื่อและตำแหน่งสรรเสริญ
[แก้]มุฮัมมัดมักอ้างถึงด้วยตำแหน่งสรรเสริญหรือสมญานามเหล่านี้:
- อันนะบี, 'ศาสดา'
- อัรเราะซูล, 'ศาสนทูต'
- อัลฮะบีบ, 'ผู้เป็นที่รัก'
- อัลมุศเฏาะฟา, 'ผู้ถูกเลือก' (อัลกุรอาน 22:75);[23]
- อัลอะมีน, 'ผู้น่าเชื่อถือ' (Sahih al-Bukhari, 4:52:237)
- อัศเศาะดีก, 'ผู้ซื่อสัตย์'(อัลกุรอาน 33:22)
- อัลฮัก, 'ความจริง' (อัลกุรอาน 10:08)
- อัรเราะอูฟ, 'ผู้เมตตา' (อัลกุรอาน 9:128)
- อะลาคุลุกอะซีม (อาหรับ: عَلَى خُلُق عِظِيْم), 'บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่' (อัลกุรอาน 68:4)
- อัลอินซานุลกามิล, 'มนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบ'[24]
- อุสวะฮ์ฮะซัน (อาหรับ: أُسْوَة حَسَن), 'แบบฉบับอันดีงาม' (อัลกุรอาน 33:21)
- คอตะมุนนะบียีน, 'ตราประทับของท่านศาสดา' (อัลกุรอาน 33:40)
- อัรเราะห์มะตุลลิลอาละมีน, 'ความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย' (อัลกุรอาน 21:107)
- อัชชะฮีด, 'พยาน' (อัลกุรอาน 33:45)
- อัลมุบัชชิร, 'ผู้แจ้งข่าวดี' (อัลกุรอาน 11:2)
- อันนะษีร, 'ผู้ตักเตือน' (อัลกุรอาน 11:2)
- อัลมุษักกิร, 'ผู้ตักเตือน' (อัลกุรอาน 88:21)
- อัดดาอี, 'ผู้เรียกร้อง[ไปสู่อัลลอฮ์]' (อัลกุรอาน 12:108)
- อัลบะชีร, 'ผู้แจ้งข่าวดี' (อัลกุรอาน 2:119)
- อันนูร, 'แสงสว่าง' (อัลกุรอาน 05:15)
- อัสซิรอญันมุนีร, 'ดวงประทีปอันแจ่มจรัส' (อัลกุรอาน 33:46)
- อัลกะรีม, 'ผู้ทรงเกียรติ' (อัลกุรอาน 69:40)
- อันเนียะอ์มะตุลลอฮ์, 'ความโปรดปรานของอัลลอฮ์' (อัลกุรอาน 16:83)
- อัลมุซซัมมิล, 'ผู้คลุมกาย' (อัลกุรอาน 73:01)
- อัลมุดดัษษิร, 'ผู้ห่มกาย' (อัลกุรอาน 74:01)
- อัลอะกีบ, '[ศาสนทูต]คนสุดท้าย' (Sahih Muslim, 4:1859, Sahih al-Bukhari, 4:56:732)
- อัลมุตะวักกิล, 'ผู้ขอมอบหมาย[แก่อัลลอฮ์]' (อัลกุรอาน 9:129)
- al-Kutham, 'ผู้ใจบุญ’
- al-Mahi, 'ผู้ลบล้าง [ความปฏิเสธ]' (Sahih al-Bukhari, 4:56:732)
- al-Muqaffi, 'ผู้ติดตาม[ศาสนทูตคนอื่นทั้งหมด]'
- อันนะบียุตเตาบะฮ์, 'ศาสดาแห่งการสำนึกผิด’
- al-Fatih, 'ผู้เปิด'
- al-Hashir, 'ผู้รวบรวม (คนแรกที่ฟื้นคืนชีพ) ในวันพิพากษา' (Sahih al-Bukhari, 4:56:732)
- as-Shafe'e, 'ชะฟาอะฮ์' (Sahih al-Bukhari, 9:93:601, อัลกุรอาน 3:159, อัลกุรอาน 4:64, อัลกุรอาน 60:12)
- al-Mushaffaun, 'ผู้ได้รับชะฟาอะฮ์' (อัลกุรอาน 19:87, อัลกุรอาน 20:109).
ท่านยังมีชื่อเรียกเหล่านี้:
ภาพรวม
[แก้]ตามธรรมเนียมมุสลิม เชื่อกันว่ามุฮัมมัดมีลักษณะพิเศษเหนือธรรมชาติ เช่น การได้รับแสงสว่างทางกายภาพ บุคอรีรายงานว่า เมื่อใดก็ตามที่มุฮัมมัดเข้าสู่ความมืด จะมีแสงสว่างส่องรอบตัวท่านราวกับแสงจันทร์[25] มุฮัมมัดยังถูกอธิบายเพิ่มเติมว่ามีใบหน้าที่เปล่งประกาย[26] ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่ามุฮัมมัดสะท้อนพระนาม "ผู้ทรงเมตตา" และ "ผู้นำทาง" ของพระเจ้า ตรงข้ามกับซาตาน (อิบลีส) ที่สะท้อน "ความโกรธ" และ "ความเย่อหยิ่ง"[27][28]
แม้ว่าตามธรรมเนียมแล้ว มุฮัมมัดได้กล่าวว่าตนเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ก็มีการกล่าวกันว่าท่านทำปาฏิหาริย์หลายอย่าง[29] ในโองการอัลกุรอานกล่าวไว้เป็นเครื่องเตือนใจถึงธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของมุฮัมมัดที่ว่า "ข้าเป็นเพียงมนุษย์เช่นเดียวกับเจ้า" ชาวมุสลิมตอบว่า "แน่แท้ แต่[ท่าน]เป็นดั่งทับทิมท่ามกลางก้อนหิน" โดยชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงภายนอกของมุฮัมมัดกับมนุษย์ธรรมดาแต่ภายในมีแสงสว่างจากพระเจ้า[30]
ในสมัยหลังอัลกุรอาน มุสลิมบางส่วนมองมุฮัมมัดเป็นเพียงในฐานะผู้เตือนถึงการพิพากษาของพระเจ้า ไม่ใช่ผู้ทำปาฏิหาริย์[31] ตามบันทึกหนึ่งของศาสดามุฮัมมัด อัลกุรอานเป็นปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวที่ศาสดามุฮัมมัดได้รับ[31]
ศาสดาคนสุดท้าย
[แก้]มุฮัมมัดได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสดาและศาสนทูตคนสุดท้ายจากนิกายหลักของศาสนาอิสลาม ซึ่งพระเจ้าส่งมาเพื่อนำทางมนุษยชาติไปสู่หนทางที่ถูกต้อง (อัลกุรอาน 7:157)[4][32][33][34][35] อัลกุรอานใช้สมญา คอตะมุนนะบียีน (ซูเราะฮ์ 33:40, อาหรับ:خاتم النبين) ซึ่งแปลว่า ตราประทับของศาสนทูต มุสลิมถือว่าตำแหน่งนี้หมายความว่ามุฮัมมัดเป็นศาสดาคนสุดท้ายในบรรดาศาสนทูตทั้งหมดเริ่มต้นจากอาดัม[36][37][38] การเชื่อว่ามุฮัมมัดเป็นศาสดาคนสุดท้ายเป็นความเชื่อพื้นฐาน[39][40]ที่พบได้ในเทววิทยาซุนนีและชีอะฮ์[41][42]
แม้ว่ามุฮัมมัดถือเป็นศาสดาองค์สุดท้ายที่ถูกส่งมา แต่ท่านก็ถูกสันนิษฐานว่าเป็นศาสดาองค์แรกที่ถูกสร้างขึ้น[43] ในศาสนาอิสลามนิกายซุนนี มีฮะดีษที่บันทึกโดยอัตติรมิซีว่า เมื่อมุฮัมมัดถูกถามถึงช่วงเวลาที่ท่านเริ่มต้นเป็นศาสดา ท่านตอบว่า: "เมื่ออาดัมอยู่ระหว่างวิญญาณและร่างกาย"[44] ฮะดีษฉบับที่ได้รับความนิยมมากกว่าแต่มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าระบุว่า "เมื่ออาดัมอยู่ระหว่างน้ำและโคลน"[45] ดังที่บันทึกโดยอิบน์ ซะอัด เกาะตาดะฮ์ อิบน์ ดิอามะฮ์อ้างถึงมุฮัมมัดว่า: "ข้าเป็นมนุษย์คนแรกในการสร้างโลก และข้าเป็นผู้สุดท้ายในวันฟื้นคืนชีพ"[46]
ตามธรรมเนียมชีอะฮ์ ไม่เพียงแต่มุฮัมมัดเท่านั้น แต่อะลีก็มาก่อนการสร้างอาดัมด้วย โดยมีรายงานว่า หลังจากมลาอิกะฮ์ก้มกราบอาดัม พระผู้เป็นเจ้าทรงสั่งให้อาดัมมองดูบัลลังก์ของพระผู้เป็นเจ้า จากนั้นท่านก็เห็นร่างอันเจิดจ้าของมุฮัมมัดและครอบครัวของท่าน[47] เมื่ออาดัมอยู่บนสวรรค์ ท่านได้อ่านชะฮาดะฮ์ที่จารึกไว้บนบัลลังก์ของพระเจ้า ซึ่งยังกล่าวถึงอาลีในธรรมเนียมชีอะฮ์ด้วย[47]
ปรัชญาและเหตุผลนิยมมุสลิม
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ศีลธรรมและซุนนะฮ์
[แก้]มุสลิมเชื่อว่ามุฮัมมัดเป็นผู้มีคุณธรรมทางศีลธรรมในระดับสูงสุด และเป็นบุรุษผู้เปี่ยมด้วยศีลธรรม[14][33] ท่านเป็นตัวแทนของ 'ต้นแบบอันสมบูรณ์แบบของมนุษย์' และเป็นสิ่งถูกสร้างที่ดีที่สุดในบรรดาสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า[14][48] ดังนั้น ชีวิตและอุปนิสัยของท่านจึงเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับชาวมุสลิมที่ควรเลียนแบบทั้งในระดับสังคมและจิตวิญญาณ[33][48] คุณธรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะของท่าน ได้แก่ ความสุภาพเรียบร้อยและความอ่อนน้อมถ่อมตน การให้อภัยและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความอดทน และการหักห้ามใจ[14] นักเขียนชีวประวัติมุฮัมมัดชาวมุสลิมได้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับคุณธรรมของมุฮัมมัดในหนังสือของพวกเขา นอกจากนี้ ยังมีชีวประวัติประเภทหนึ่งที่เน้นชีวิตของท่านโดยเน้นที่คุณสมบัติทางศีลธรรมของท่าน แทนที่จะกล่าวถึงเรื่องภายนอกในชีวิตของท่าน[14][33] นักวิชาการเหล่านี้ตั้งข้อสังเกตว่าท่านรักษาความซื่อสัตย์และความยุติธรรมในการกระทำของท่าน[49]
ชีวประวัติ
[แก้]ชีวประวัติของมุฮัมมัดได้รับการบันทึกในอัสซีเราะตุนนะบะวียะฮ์ (ชีวประวัติของศาสดา) ชีวประวัติของศาสดาที่เขียนขึ้นในยุคแรก ๆ เล่มหนึ่งระบุว่าเป็นของอิบน์ อิสฮาก ซึ่งสูญหายไปแล้ว มีเพียงฉบับปรับปรุงใหม่กว่าที่อิบน์ ฮิชามเป็นผู้เรียบเรียงยังหลงเหลืออยู่[50] อย่างไรก็ตาม เนื้อหาบางส่วนจากชีวประวัติของอิบน์ อิสฮากยังคงมีหลงเหลืออยู่ในผลงานอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสดาของอัฏเฏาะบะรี[50] มุฮัมมัดมักถูกพรรณนาทั้งในแง่เหนือธรรมชาติและทางโลก แม้ว่าชีวประวัติในยุคแรก ๆ จะนำเสนอท่านในฐานะวิญญาณมนุษย์ผู้เปี่ยมด้วยพลังอำนาจอันน่าอัศจรรย์และปราศจากบาป แต่ท่านก็ยังคงมีความรักและความศรัทธาอันหาที่เปรียบมิได้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นซุนนะฮ์สำหรับสาวกของท่าน[51]
นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ชีวประวัติของมุฮัมมัดเริ่มเชื่อมโยงกับบันทึกของมุฮัมมัดจากผู้ไม่ใช่มุสลิมมากขึ้น[52] ทำให้ความแตกต่างระหว่างศาสดามุฮัมมัดจากธรรมเนียมอิสลามและศาสดามุฮัมมัดที่เป็นมนุษย์ในมุมมองของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้นเลือนลางลง[53] ดังนั้น บันทึกในศาสนาอิสลามก่อนสมัยใหม่จึงวนเวียนอยู่กับบทบาทของศาสดามุฮัมมัดและการขึ้นสู่สวรรค์อย่างน่าอัศจรรย์ ขณะที่นักเขียนชีวประวัติอิสลามสมัยใหม่หลายคนได้จำลองชีวิตของท่านในฐานะนักการเมืองหรือนักปฏิรูปสังคมในอุดมคติ[54] บทบาทสำคัญของมุฮัมมัดในฐานะผู้นำทางทหารเริ่มต้นจากงานเขียนของอาห์เม็ด เรฟิก อัลทือทัย (Ahmet Refik Altınay)[55] การขาดแคลนบันทึกเชิงนักบุญ (hagiographical account) ในยุคปัจจุบันทำให้นักวิชาการที่ไม่ใช่มุสลิมยอมรับการพรรณนาประวัติศาสตร์ของมุฮัมมัดโดยทั่วไปเช่นกัน[55]
ชีวิตช่วงต้น
[แก้]มุฮัมมัด บุตรอับดุลลอฮ์ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบน์ ฮาชิม กับภรรยา อามินะฮ์ เกิดประมาณ ค.ศ. 570[1][n 1] ในเมืองมักกะฮ์ บนคาบสมุทรอาหรับ เขาเป็นสมาชิกในตระกูลของบะนูฮาชิม ซึ่งเป็นสาขาที่ได้รับเกียรติของชนเผ่ากุร็อยช์ผู้ทรงอิทธิพลและทรงเกียรติ โดยทั่วไปกล่าวกันว่าอับดุลมุฏฏอลิบได้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า "มุฮัมมัด" (อาหรับ: مُحَمَّد)[56]
เกิด
[แก้]
แนวเรื่องบะเราะกะฮ์และนูรมักถูกนำมาอ้างถึงเพื่ออธิบายถึงการเกิดของมุฮัมมัดว่าเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์[57] ตามบันทึกซีเราะฮ์ของอิบน์ อิสฮากระบุว่า แสงถูกส่งมาจากบิดาของมุฮัมมัดไปยังมารดาของท่านขณะตั้งครรภ์[57][58] ในระหว่างตั้งครรภ์ แสงได้แผ่ออกมาจากท้องมารดาของมุฮัมมัด[58] ในบางรายงาน ระบุว่าทูตสวรรค์ได้มาเยือนเธอ[59] บันทึกซีเราะฮ์ของอิบน์ ฮิชามสื่อสิ่งนี้ถึงนิมิตที่มารดาของมุฮัมมัดได้ประสบ สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักได้มาหาเธอและประกาศถึงมุฮัมมัดว่า:
"ท่านได้ตั้งครรภ์ผู้ปกครองชุมชนนี้แล้ว เมื่อเขาล้มลงสู่พื้นดิน จงกล่าวว่า "ฉันขอมอบเขาไว้ในการคุ้มครองของพระผู้เป็นเจ้าจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาทั้งปวง" จากนั้นตั้งชื่อเขาว่ามุฮัมมัด"

ความเชื่อที่ว่าวิญญาณของมุฮัมมัดมีมาก่อนการเกิดนั้น ได้รับการยืนยันจากคำกล่าวในอัลกุรอานที่ว่า "พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างวิญญาณก่อนร่างกาย"[60] คนอื่น ๆ เช่น ซะฮล์ อัตตุสตะรี เชื่อว่าโองการแห่งแสงสว่างในอัลกุรอานพาดพิงถึงการมีอยู่ก่อนของมุฮัมมัด โดยเปรียบเทียบกับแสงสว่างของมุฮัมมัด[61][62] นักเทววิทยาสายปฏิรูปบางคนในยุคหลัง เช่น อัลเฆาะซาลี (อัชอะรี) และอิบน์ ตัยมียะฮ์ (ต้นแบบซะละฟี) ปฏิเสธว่ามุฮัมมัดมีตัวตนอยู่ก่อนการเกิด และมีเพียงแนวคิดเรื่องมุฮัมมัดเท่านั้นที่มีอยู่ก่อนการเกิดทางกายภาพของท่าน[63][64]
วัยเด็ก
[แก้]มุฮัมมัดกลายเป็นเด็กกำพร้าแต่ยังเด็ก เนื่องจากไม่กี่เดือนก่อนเกิด บิดาของท่านเสียชีวิตใกล้มะดีนะฮ์ระหว่างการเดินทางค้าขายไปยังอัชชาม[65][66][67] เมื่อมุฮัมมัดอายุได้หกขวบ ท่านได้เดินทางไปกับอามินะฮ์ มารดาของท่าน ซึ่งน่าจะเป็นการไปเยี่ยมสุสานของสามีผู้ล่วงลับ ขณะเดินทางกลับมักกะฮ์ อามินะเสียชีวิตที่อัลอับวาอ์ ซึ่งเป็นสถานที่รกร้างแห่งหนึ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทางไปมักกะฮ์ และถูกฝังไว้ที่นั่น มุฮัมมัดได้รับการเลี้ยงดูโดยอับดุลมุฏฏอลิบ ปู่ของท่าน ซึ่งเสียชีวิตเมื่อมุฮัมมัดอายุได้แปดขวบ ทิ้งท่านให้อยู่ในความดูแลของอะบูฏอลิบ ลุงของท่าน ในธรรมเนียมอิสลาม การที่มุฮัมมัดเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุยังน้อย ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยให้ท่านสามารถ "พัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ ของการพึ่งพาตนเอง การไตร่ตรอง และความมั่นคงตั้งแต่เนิ่น ๆ"[68] มุฮัมมัด อะลี นักวิชาการมุสลิม มองว่าเรื่องราวของมุฮัมมัดเป็นเสมือนภาพสะท้อนทางจิตวิญญาณที่สอดคล้องกับชีวิตของมูซา (โมเสส) โดยพิจารณาถึงแง่มุมต่าง ๆ ในชีวิตของทั้งสองที่คล้ายคลึงกัน[69]
ตามธรรมเนียมชาวอาหรับ หลังจากท่านถือกำเนิด มุฮัมมัดวัยทารกถูกส่งตัวไปยังตระกูลบะนูซาอัด ซึ่งเป็นชนเผ่าเบดูอินที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อที่เขาจะได้มีวาจาบริสุทธิ์และมารยาทอิสระแบบฉบับทะเลทราย[70] ที่นั่น มุฮัมมัดใช้ชีวิตห้าปีแรกกับฮะลีมะฮ์ แม่บุญธรรมของท่าน ธรรมเนียมอิสลามกล่าวว่าในช่วงเวลานี้ พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์สององค์มาเปิดอกของท่าน นำหัวใจออกมา และนำลิ่มเลือดออก จากนั้นจึงล้างหัวใจด้วยน้ำซัมซัม ตามธรรมเนียมอิสลาม เหตุการณ์นี้หมายความว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ชำระล้างศาสดาของท่านและปกป้องท่านจากบาป[71][72]
เมื่ออายุประมาณ 12 ปี มุฮัมมัดร่วมเดินทางเพื่อค้าขายกับอะบูฏอลิบ ลุงของท่าน ไปยังอัชชาม และได้รับประสบการณ์ในการทำธุรกิจ[73] ในการเดินทางครั้งนี้ กล่าวกันว่ามุฮัมมัดได้รับการยอมรับจากนักบวชคริสเตียนชื่อบาฮีรอ ซึ่งทำนายเกี่ยวกับอนาคตของมุฮัมมัดในฐานะศาสนทูตของอัลลอฮ์[11][74]
เมื่อประมาณอายุ 25 ปี มุฮัมมัดได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลกิจกรรมทางการค้าของเคาะดีญะฮ์ สตรีชาวกุร็อยช์
สังคมสงเคราะห์
[แก้]
ระหว่าง ค.ศ. 580 ถึง 590 มักกะฮ์ประสบกับความบาดหมางนองเลือดระหว่างชาวกุร็อยช์และบะนีฮะวาซินที่กินเวลานานถึงสี่ปี ก่อนที่จะมีการสงบศึก หลังสงบศึก ได้มีการจัดตั้งพันธมิตรภายใต้ชื่อ ฮิลฟุลฟูฎูล (สนธิสัญญาแห่งคุณธรรม)[75] ขึ้น เพื่อยับยั้งความรุนแรงและความอยุติธรรมที่จะเกิดขึ้น และเพื่อยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกกดขี่ ลูกหลานของฮาชิมและตระกูลญาติพี่น้องจึงให้คำสาบาน ซึ่งมุฮัมมัดก็เป็นสมาชิกอยู่ด้วย[73]
ธรรมเนียมอิสลามยกย่องมุฮัมมัดว่าเป็นผู้ยุติข้อพิพาทโดยสันติ โดยกล่าวถึงการวางหินดำศักดิ์สิทธิ์บนกำแพงกะอ์บะฮ์ ซึ่งผู้นำเผ่าไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าเผ่าใดควรได้รับเกียรติให้ทำเช่นนั้น หินดำถูกรื้อถอนเพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างกะอ์บะฮ์ขึ้นใหม่เนื่องจากสภาพทรุดโทรม ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเกิดการนองเลือด ผู้นำเผ่าตกลงที่จะรอให้คนต่อไปผ่านประตูกะอ์บะฮ์เข้ามาและขอให้เขาเลือก มุฮัมมัดวัย 35 ปี เข้าประตูนั้นก่อน จึงขอผ้าคลุมแล้วปูลงบนพื้น และวางหินไว้ตรงกลาง มุฮัมมัดให้ผู้นำของตระกูลยกผ้าคลุมขึ้นเล็กน้อยจนกระทั่งผ้าคลุมถึงความสูงที่เหมาะสม แล้วจึงวางหินลงบนตำแหน่งที่เหมาะสมด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ ปัญญาของมุฮัมมัดจึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือดตามมา[76]
การเป็นศาสดา
[แก้]
เมื่อมุฮัมมัดมีอายุ 40 ปี[77] ท่านได้รับวะฮ์ยูแรกใน ค.ศ. 610 โองการแรก ๆ ที่เผิดเผยคือ 5 โองการแรกของซูเราะฮ์ อัลอะลักที่ทูตสวรรค์ญืบรีลนำมาจากอัลลอฮ์ถึงมุฮัมมัดในถ้ำฮิรออ์บนเขาฮิรออ์[78][79][80]
ขณะที่ท่านกำลังครุ่นคิดอยู่ในถ้ำฮิรออ์[81] ญิบรีลปรากฏตัวต่อหน้าท่านและสั่งให้ท่าน "อ่าน" เนื่องจากในธรรมเนียมอิสลามมุฮัมมัดถือว่าไม่รู้หนังสือ ท่านตอบว่า:[82] 'ข้าพเจ้าอ่านไม่ออก' จากนั้นทูตสวรรค์ก็จับตัวท่านและกดท่านอย่างแรง กล่าวกันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำสามครั้งจนกระทั่งมุฮัมมัดอ่านส่วนของอัลกุรอานที่ประทานลงมา[83] เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกสองครั้ง หลังจากนั้นทูตสวรรค์ก็สั่งให้มุฮัมมัดอ่านโองการต่อไปนี้:[78][79]
จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงบังเกิด—
ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด
จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง
ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา—
ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้
ในช่วงสามปีแรกของการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม มุฮัมมัดได้เผยแพร่ศาสนาอิสลามเป็นการส่วนตัว โดยส่วนใหญ่ในหมู่ญาติสนิทและคนรู้จักใกล้ชิด ผู้ที่เชื่อในศาสนาอิสลามเป็นคนแรกคือภรรยาของท่าน คือ เคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด ตามมาด้วยอะลี ลูกพี่ลูกน้องของท่าน และซัยด์ อิบน์ ฮาริษะฮ์ ในบรรดาผู้ที่เข้ารับอิสลามในยุคแรก ๆ ได้แก่ อะบูบักร์, อุษมาน, ฮัมซะฮ์ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ, ซะอด์ อิบน์ อะบี วักกอศ, อับดุลลอฮ์ อิบน์ มัสอูด, อัรกอม, อะบูษัร อัลฆิฟารี, อัมมาร อิบน์ ยาซิร และบิลาล อิบน์ เราะบาห์[84]
การต่อต้านและกดขี่
[แก้]คำสอนในช่วงแรกของมุฮัมมัดได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากตระกูลผู้มั่งคั่งและผู้นำในมักกะฮ์ ซึ่งเกรงว่าจะสูญเสียไม่เพียงแต่ศาสนาดั้งเดิมของบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจการแสวงบุญที่ทำกำไรได้อีกด้วย[85] ในตอนแรก การต่อต้านจำกัดอยู่เพียงการเยาะเย้ยและเสียดสี ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งความศรัทธาของมุฮัมมัดไม่ให้เจริญรุ่งเรือง และในไม่ช้าพวกเขาก็หันมาใช้การข่มเหงอย่างจริงจัง[86] ซึ่งรวมถึงการโจมตีด้วยวาจา การขับไล่ การคว่ำบาตรที่ไม่ประสบความสำเร็จ และการข่มเหงทางร่างกาย[85][87] ด้วยความตกใจกับการข่มเหงต่อผู้เพิ่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามที่เพิ่มมากขึ้น มุฮัมมัดจึงสั่งให้ผู้ติดตามบางส่วนอพยพไปยังอบิสซิเนีย (ปัจจุบันคือเอธิโอเปีย) ดินแดนที่ปกครองโดยกษัตริย์อันนะญาชี ผู้มีชื่อเสียงด้านความยุติธรรมและสติปัญญา[88] ด้วยเหตุนี้ ชาย 11 คนและหญิง 4 คนจึงหลบหนีไป และมีผู้คนอีกจำนวนมากตามมาในภายหลัง[88][89]

ในมักกะฮ์ มุฮัมมัดได้รับผู้ติดตามใหม่ ๆ จำนวนมาก รวมถึงบุคคลสำคัญอย่างอุมัร อิบน์ อัลค็อฏฏอบ ตำแหน่งของมุฮัมมัดแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากจากการที่พวกเขาตอบรับศาสนาอิสลาม และชาวกุร็อยช์จึงเริ่มวิตกกังวล ด้วยความกลัวว่าจะสูญเสียตำแหน่งผู้นำ พ่อค้าและผู้นำตระกูลจึงพยายามเจรจากับมุฮัมมัด พวกเขาเสนอสถานะทางสังคมที่สูงขึ้นและข้อเสนอการแต่งงานที่เป็นประโยชน์แก่มุฮัมมัดเพื่อแลกกับการละทิ้งการเผยแพร่ศาสนา มุฮัมมัดปฏิเสธข้อเสนอทั้งสอง โดยยืนยันว่าตนได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าให้เป็นผู้ส่งสาร[90][91]
ช่วงปีสุดท้ายในมักกะฮ์
[แก้]การเสียชีวิตของอะบู ฏอลิบ ลุงของมุฮัมมัด ทำให้ท่านไร้ผู้คุ้มครอง และตกอยู่ในอันตรายจากพวกกุร็อยช์ ซึ่งท่านก็อดทนอย่างมั่นคง อะบู ละฮับ ลุงและศัตรูตัวฉกาจของมุฮัมมัด ได้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าต่อจากอะบู ฏอลิบ และในไม่ช้าก็ถอนการคุ้มครองจากเผ่าให้กับมุฮัมมัด[92] ในช่วงเวลานี้ มุฮัมมัดได้ไปเยือนเมืองอัฏฏออิฟ ซึ่งอยู่ห่างจากเมักกะฮ์ไปทางตะวันออกประมาณ 60 กิโลเมตร เพื่อเผยแพร่ศาสนาอิสลาม แต่กลับพบกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวเมืองที่ขว้างปาหินใส่ท่านจนเลือดออก กล่าวกันว่าพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์แห่งภูเขามาหามุฮัมมัด และขออนุญาตมุฮัมมัดให้บดขยี้ชาวเมืองฏออิฟระหว่างภูเขา แต่มุฮัมมัดกล่าวว่า 'ไม่'[93][94] ในช่วงฤดูแสวงบุญ ค.ศ. 620 มุฮัมมัดได้พบกับชายหกคนจากเผ่าค็อซร็อจญ์จากยัษธริบ (ต่อมาได้ชื่อว่ามะดีนะฮ์) เผยแพร่หลักคำสอนศาสนาอิสลามแก่พวกเขา และอ่านอัลกุรอานบางส่วน[92][95] ด้วยความประทับใจ ชายทั้งหกจึงเข้ารับอิสลาม[11] และในฤดูแสวงบุญ ค.ศ. 621 ชายห้าคนในจำนวนนั้นได้พาคนอื่น ๆ อีกเจ็ดคนมาด้วย ชายทั้งสิบสองคนนี้ได้แจ้งให้มุฮัมมัดทราบถึงการเริ่มต้นการพัฒนาของศาสนาอิสลามในมะดีนะฮ์ และได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณอย่างเป็นทางการต่อหน้ามุฮัมมัด โดยสัญญาว่าจะยอมรับท่านเป็นศาสดา จะบูชาพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และจะละเว้นจากบาปบางอย่าง เช่น การลักขโมย การผิดประเวณี การฆาตกรรม และอื่น ๆ เหตุการณ์นี้เรียกว่า "การทำสัตยาบันอัลอะเกาะบะฮ์ครั้งที่หนึ่ง"[96][97] มุฮัมมัดได้ส่งมุศอับ อิบน์ อุมัยร์ไปกับพวกเขา ตามคำขอของพวกเขา กล่าวกันว่าตามชีวประวัติมุสลิม เขาสามารถโน้มน้าวให้ผู้ฟังเข้ารับอิสลามได้สำเร็จ[98]
ปีต่อมา ในการแสวงบุญเดือนมิถุนายน ค.ศ. 622 คณะผู้แทนชาวมุสลิมที่เปลี่ยนศาสนาประมาณ 75 คนจากเผ่าเอาส์และค็อซร็อจญ์จากยัษริบเดินทางมาที่นี่ พวกเขาเชิญท่านไปที่มะดีนะฮ์ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยเพื่อปรองดองเผ่าที่เป็นศัตรูกัน[12] เหตุการณ์นี้เรียกว่า การทำสัตยาบันอัลอะเกาะบะฮ์ครั้งที่สอง[96][99] และเป็นความสำเร็จทาง 'การเมืองและศาสนา' ที่ปูทางให้ท่านและผู้ติดตามของท่านอพยพไปยังมะดีนะฮ์[100] หลังจากคำมั่นสัญญาดังกล่าว มุฮัมมัดได้สั่งให้ผู้ติดตามของท่านอพยพไปยังยัษริบเป็นกลุ่มเล็ก ๆ และภายในระยะเวลาอันสั้น ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในมักกะฮ์ก็อพยพไปที่นั่น[101]
อพยพไปมะดีนะฮ์
[แก้]ความเคารพ
[แก้]มุสลิมให้ความเคารพแก่มุฮัมมัดเป็นอย่างสูง[102] และบางคนถือว่าเป็นผู้ที่ดีที่สุดในบรรดาศาสนทูตทั้งหมด[4][16][17]
เมื่อพูดถึงท่าน มุสลิมจะเพิ่มตำแหน่ง "ศาสดา" หรือ "นบี" ข้างหน้ามุฮัมมัด และตามด้วยคำสรรเสริญ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (صَلّى الله عليه وسلّم, "ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน") เสมอ[15] บางครั้งเขียนในรูปย่อเป็น ﷺ
มุสลิมไม่สักการะมุฮัมมัด เนื่องจากการสักการะในศาสนาอิสลามเป็นของพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น[17][103][104]
กินดีล
[แก้]
ตลอดปีตามปฏิทินอิสลาม ชาวมุสลิมจะถือวันหยุด 5 วัน ยกเว้นกลุ่มวะฮาบี[105] ซึ่งอุทิศให้กับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในชีวิตของศาสดามุฮัมมัด[106] ในวันเหล่านี้ ชาวมุสลิมจะเฉลิมฉลองโดยการพบปะกันเพื่ออ่านคัมภีร์อัลกุรอาน เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศาสดามุฮัมมัด และแจกอาหารฟรี[106]
ในวัน Mevlid Qindīl ชาวมุสลิมเฉลิมฉลองวันเกิดของศาสดามุฮัมมัดในฐานะการมาถึงของท่านจากยุคดึกดำบรรพ์บนโลก[107] การปฏิบัตินี้ย้อนกลับไปถึงช่วงเริ่มต้นของศาสนาอิสลาม แต่ได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการโดยจักรวรรดิออตโตมันใน ค.ศ. 1588[108]
ลัยละตุลเราะฆออิบถือเป็นจุดเริ่มต้นของสามเดือนศักดิ์สิทธิ์ (เราะญับ, ชะอ์บาน และไปสู่เราะมะฎอน) ในปฏิทินอิสลาม[109] ตามตำนานอิสลาม ณ คืน เราะฆออิบ เหล่าทูตสวรรค์รวมตัวกันรอบ ๆ กะอ์บะฮ์ และขออภัยโทษจากพระเจ้าแก่ผู้ที่ถือศีลอดในวันเราะฆออิบ[110]
ในวัน เมียะอ์รอจญ์กินดีล (บางครั้งสะกดเป็น Meraj-ul-Alam) ชาวมุสลิมเฉลิมฉลองการขึ้นสู่ชั้นฟ้าของศาสดามุฮัมมัดในวันที่ 27 เดือนเราะญับ ส่วนวัน นิศฟ์ชะอ์บาน จัดขึ้นในวันที่ 15 ของเดือนชะอ์บาน ลัยละตุลก็อดร์ (มีอีกชื่อว่า Kadir Gecesi) สังเกตในช่วงปลายเดือนเราะมะฎอน และถือเป็นคืนที่มุฮัมมัดได้รับวะฮ์ยูครั้งแรก[111]
ซาคาลือเชรีฟ
[แก้]
ซาคาลือเชรีฟ (Sakal-ı Şerif) สื่อถึงเส้นผมที่เชื่อกันว่ามาจากเคราหรือเส้นผมของท่านศาสดามุฮัมมัด มักเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ มัสยิด และบ้านเรือนในประเทศมุสลิม[112][113]
ตามความเชื่อมุสลิม ผู้ติดตาม (เศาะฮาบะฮ์) ของมุฮัมมัดได้นำผมของท่านศาสดาบางส่วนมาก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นเมื่อท่านโกนหนวดและเก็บผมไว้ เพราะเชื่อกันว่าเส้นผมดังกล่าวจะทำให้บะเราะกะฮ์กระจายไป[113][114]
การแสดงความนับถือ
[แก้]ชาวมุสลิมมองว่าศาสดามุฮัมมัดเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลักและเชื่อว่าท่านไกล่เกลี่ยเพื่อประโยชน์ของผู้ศรัทธาในวันพิพากษาครั้งสุดท้าย[115] วิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทอวสานวิทยาของศาสดามุฮัมมัดที่ไม่ใช่อัลกุรอานปรากฏครั้งแรกในจารึกของโดมแห่งศิลาในเยรูซาเลม ซึ่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ใน ฮ.ศ. 72 (ค.ศ. 691–692)[116] ชุดสะสมฮะดีษซุนนีเน้นย้ำถึงบทบาทของศาสดามุฮัมมัดในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้กับชุมชนของท่านหรือแม้กระทั่งมนุษยชาติโดยรวมในวันพิพากษา[117]
สุสานของมุฮัมมัดที่มะดีนะฮ์ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับมุสลิม และผู้แสวงบุญที่ไปมักกะฮ์เพื่อทำฮัจญ์ส่วนใหญ่ก็เยือนสถานที่นี้[118][119] เนื่องจากมีการกล่าวถึงในฮะดีษของมุฮัมมัด ทำให้เชื่อกันว่าหลุมศพของท่านจะให้พรแก่ผู้มาเยี่ยม:[120]
"ผู้ใดก็ตามที่ได้เดินทางไปเยี่ยมหลุมศพของฉัน ชะฟาอัต (การอนุเคราะห์) ของฉันจะเกิดขึ้นกับเขาอย่างแน่นอน" และในอีกฉบับหนึ่ง "ฉันจะวิงวอนขอแทนผู้ที่มาเยี่ยมฉันหรือหลุมฝังศพของฉัน"[121][122][123]
สัตว์
[แก้]ตามการตีความซูเราะฮ์ 9:40 มุฮัมมัดกับเพื่อนใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่ระบุเข้ากับอะบูบักร์[124] ถูกชาวกุร็อยช์ข่มเหงระหว่างทางไปมะดีนะฮ์ เมื่อพวกเขาซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขาเษาร์ แมงมุมก็สร้างตาข่ายขวางทางเข้า และนกพิราบก็สร้างรัง ทำให้ผู้ข่มเหงคิดว่าไม่มีใครเข้าไปในถ้ำเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งช่วยชีวิตท่านศาสดาและสหายของท่านไว้ได้[125][126] เรื่องนี้ทำให้มีการลงโทษชาวมุสลิมจากการฆ่าแมงมุมในธรรมเนียมอิสลามที่กว้างขึ้น[127] ในแนวคิดศูฟี เหตุการณ์ใยแมงมุมถูกเข้าใจว่าเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อมโยงทางสากลที่ปกปิดผู้ไม่ศรัทธาจากแสงแห่งพระเจ้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงศาสดามุฮัมมัด[125]
แม้ว่าไม่ได้รายงานในเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ[128] และยังทำให้มุสลิมบางคนตั้งข้อสงสัย[121] มุสลิมหลายคนเชื่อว่ามุฮัมมัดมีแมวตัวโปรดชื่อมุอิซซะฮ์ (อาหรับ: معزة)[129][130] มุฮัมมัดขู่คนที่ทำร้ายหรือทารุณแมวด้วยนรก[131] แมวมักได้รับการประเมินในเชิงบวกในสังคมมุสลิมและเชื่อว่าเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ตามศาสนา[132]
การแสดงภาพ
[แก้]
แม้ว่าศาสนาอิสลามประณามการแสดงภาพความเป็นพระเจ้าอย่างชัดแจ้งเท่านั้น ข้อห้ามดังกล่าวยังได้ขยายไปถึงศาสนทูตและนักบุญ และสำหรับชาวอาหรับนิกายซุนนี ครอบคลุมไปถึงสิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ตาม[133] ทอมัส วอลเกอร์ อาร์โนลด์โต้แย้งว่าการแสดงภาพของมุฮัมมัดนั้นหาได้ยาก และหากมีการแสดง ก็มักแสดงใบหน้าของท่านปิดบังด้วยผ้า[134] เขาโต้แย้งว่าทั้งสำนักกฎหมายซุนนีและนิติศาสตร์ชีอะฮ์จะห้ามมิให้พรรณนาภาพมุฮัมมัดเป็นรูปเป็นร่างเหมือนกัน[135] และการวาดภาพมุฮัมมัดปรากฏในศิลปะอาหรับและตุรกีออตโตมัน และรุ่งเรื่องเป็นการเฉพาะในสมัยจักรวรรดิข่านอิล (1256–1353), เตมือร์ (1370–1506) และซาฟาวิด (1501–1722) เนื่องจากทัศนคติทางโลกและความเบี่ยงเบนทางศาสนาในสมัยนั้น
ในทางตรงกันข้าม บาร์บารา เบรนด์โต้แย้งว่าการไม่มีภาพของมุฮัมมัดนั้นอธิบายได้ดีที่สุดจากการล้มล้างราชวงศ์ปกครองของอาหรับโดยชาวเติร์ก[136] ศิลปะเชิงรูปธรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 เจริญรุ่งเรืองท่ามกลางผู้คลั่งศาสนาที่พยายามนำกฎหมายชะรีอะฮ์มาใช้ ดังนั้น ศิลปะเชิงรูปธรรมจึงไม่ถือเป็นศิลปะทางโลกหรือศิลปะที่เบี่ยงเบนทางศาสนา ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อเสนอของอาร์โนลด์ [136] ก่อนหน้าสมัยผู้ปกครองชาวเติร์ก ศิลปะเชิงรูปธรรมเป็นที่เลื่องลือในหมู่รัฐเคาะลีฟะฮ์ที่พูดภาษาอาหรับในกรุงแบกแดด ไคโร และกอร์โดบา รวมทั้งยังได้รับเกียรติจากทั้งกลุ่มซุนนีดั้งเดิมและมุสลิมชีอะฮ์ด้วย[137]
ในภาพวาดทางศิลปะ ใบหน้าของมุฮัมมัดมักถูกทำให้เบลอด้วยแสงหรือถูกปกปิดไว้ในภาพวาดอิสลาม แม้กระทั่งในกรณีที่มีการวาดภาพท่าน เนื่องจากมุฮัมมัดได้รับการบรรยายว่ามีใบหน้าเปล่งประกายดั่งแสงสว่าง[25]
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ Opinions about the exact date of Muhammad's birth slightly vary. Shibli Nomani and Philip Khuri Hitti fixed the date to be 571 CE. But August 20, 570 CE is generally accepted. See Muir, vol. ii, pp. 13–14 for further information.
อ้างอิง
[แก้]- 1 2
- Conrad, Lawrence I. (1987). "Abraha and Muhammad: some observations apropos of chronology and literary topoi in the early Arabic historical tradition1". Bulletin of the School of Oriental and African Studies. 50 (2): 225–40. doi:10.1017/S0041977X00049016. S2CID 162350288.
- Sherrard Beaumont Burnaby (1901). Elements of the Jewish and Muhammadan calendars: with rules and tables and explanatory notes on the Julian and Gregorian calendars. G. Bell. น. 465.
- Hamidullah, Muhammad (กุมภาพันธ์ 1969). "The Nasi', the Hijrah Calendar and the Need of Preparing a New Concordance for the Hijrah and Gregorian Eras: Why the Existing Western Concordances are Not to be Relied Upon" (PDF). The Islamic Review & Arab Affairs: 6–12. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2012.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
- ↑ Nasr, Seyyed Hossein, and Mehdi Aminrazavi. An Anthology of Philosophy in Persia, Vol. 2: Ismaili Thought in the Classical Age. Bloomsbury Academic, 2008. p. 258
- ↑ Theuma, Edmund. "Qur'anic exegesis: Muhammad & the Jinn." (1996).
- 1 2 3 4 Esposito, John (1998). Islam: The Straight Path. Oxford University Press. น. 12. ISBN 978-0-19-511233-7.
- ↑ Esposito (2002b), pp. 4–5.
- ↑ Peters, F. E. (2003). Islam: A Guide for Jews and Christians. Princeton University Press. น. 9. ISBN 978-0-691-11553-5.
- ↑ Esposito, John (1998). Islam: The Straight Path (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). Oxford University Press. น. 9, 12. ISBN 978-0-19-511234-4.
- ↑ "Muhammad (prophet)". Encarta Encyclopedia. Redmond, WA: Microsoft. 2007.
- ↑ Hawting, Gerald R. The idea of idolatry and the emergence of Islam: From polemic to history. Cambridge University Press, 1999. p. 2
- ↑ Muir, William (1861). Life of Mahomet. เล่มที่ 2. London: Smith, Elder, & Co. น. 55.
- 1 2 3 Shibli Nomani. Sirat-un-Nabi. Vol 1 Lahore.
- 1 2 Hitti, Philip Khuri (1946). History of the Arabs. London: Macmillan and Co. น. 116.
- ↑ "Muhammad". Encyclopædia Britannica Online. Encyclopædia Britannica, Inc. 2013. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 มกราคม 2013. สืบค้นเมื่อ 27 มกราคม 2013.
{{cite encyclopedia}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 Matt Stefon, บ.ก. (2010). Islamic Beliefs and Practices. New York City: Britannica Educational Publishing. น. 58. ISBN 978-1-61530-060-0.
- 1 2 Matt Stefon (2010). Islamic Beliefs and Practices, p. 18
- 1 2 Morgan, Garry R (2012). Understanding World Religions in 15 Minutes a Day. Baker Books. น. 77. ISBN 978-1-4412-5988-2. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 มิถุนายน 2016. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 Mead, Jean (2008). Why Is Muhammad Important to Muslims. Evans Brothers. น. 5. ISBN 978-0-237-53409-7. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 มิถุนายน 2016. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Riedling, Ann Marlow (2014). Is Your God My God. WestBow. น. 38. ISBN 978-1-4908-4038-3. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 พฤษภาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Norman Calder, Jawid Mojaddedi, Andew Rippin “Classical Islam A sourcebook of religious literature” Routledge Tayor & Francis Group 2003 p. 16
- 1 2 3 Brannon, Wheeler. "Prophets in the Quran: An introduction to the Quran and Muslim exegesis." A&C Black (2002).
- ↑ Brend, Barbara. "Figurative Art in Medieval Islam and the Riddle of Bihzād of Herāt (1465–1535). By Michael Barry. p. 308. Paris, Flammarion, 2004." Journal of the Royal Asiatic Society 17.1 (2007): 308.
- ↑ Virani, Shafique N. (2011). "Taqiyya and Identity in a South Asian Community". The Journal of Asian Studies. 70 (1): 99–139. doi:10.1017/S0021911810002974. ISSN 0021-9118. S2CID 143431047. p. 128.
- ↑ Khalidi, T. (2009). Images of Muhammad: Narratives of the Prophet in Islam Across the Centuries. USA: Doubleday. p. 209
- ↑ Ibn al-'Arabi, Muhyi al-Din (1164–1240), The 'perfect human' and the Muhammadan reality เก็บถาวร 2011-09-21 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- 1 2 Gruber, Christiane. "Between logos (Kalima) and light (Nūr): representations of the Prophet Muhammad in Islamic painting." Muqarnas, Volume 26. Brill, 2009. 229-262.
- ↑ Gruber, Christiane. "Between logos (Kalima) and light (Nūr): representations of the Prophet Muhammad in Islamic painting." Muqarnas, Volume 26. Brill, 2009.
- ↑ Rustom, Mohammed. "Devil's advocate: ʿAyn al-Quḍāt's defence of Iblis in context." Studia Islamica 115.1 (2020): 87
- ↑ Korangy, Alireza, Hanadi Al-Samman, and Michael Beard, eds. The beloved in Middle Eastern literatures: The culture of love and languishing. Bloomsbury Publishing, 2017. p. 90-96
- ↑ A.J. Wensinck, Muʿd̲j̲iza, Encyclopedia of Islam
- ↑ Schimmel, A. (2014). And Muhammad Is His Messenger: The Veneration of the Prophet in Islamic Piety. USA: University of North Carolina Press. chapter 7
- 1 2 Brockopp, Jonathan E., ed. The Cambridge Companion to Muhammad. Cambridge University Press, 2010. p. 46
- ↑ Nigosian, S. A. (2004). Islam: Its History, Teaching, and Practices. Indiana: Indiana University Press. น. 17. ISBN 978-0-253-21627-4.
- 1 2 3 4 Juan E. Campo, บ.ก. (2009). Encyclopedia of Islam. Facts on File. น. 494. ISBN 978-0-8160-5454-1 https://books.google.com/books?id=OZbyz_Hr-eIC&pg=PA494. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-30.
{{cite encyclopedia}}:|title=ขาดหายหรือว่างเปล่า (วิธีใช้) - ↑ Clark, Malcolm (2003). Islam for Dummies. Indiana: Wiley Publishing Inc. น. 100. ISBN 9781118053966. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-24.
- ↑ "Muhammad". Encyclopædia Britannica Online. Encyclopædia Britannica, Inc. 2013. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2013. สืบค้นเมื่อ 27 มกราคม 2013.
{{cite encyclopedia}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Esposito, John L., บ.ก. (2003). "Khatam al-Nabiyyin". The Oxford Dictionary of Islam. Oxford: Oxford University Press. น. 171.
Khatam al-Nabiyyin: Seal of the prophets. Phrase occurs in Quran 33:40, referring to Muhammad, and is regarded by Muslims as meaning that he is the last of the series of prophets that began with Adam.
- ↑ Mir, Mustansir (1987). "Seal of the Prophets, The". Dictionary of Qur'ānic Terms and Concepts. New York: Garland Publishing. น. 171.
Muḥammad is called "the seal of the prophets" in 33:40. The expression means that Muḥammad is the final prophet, and that the institution of prophecy after him is "sealed."
- ↑ Hughes, Thomas Patrick (1885). "K͟HĀTIMU 'N-NABĪYĪN". A Dictionary of Islam: Being a Cyclopædia of the Doctrines, Rites, Ceremonies, and Customs, Together with the Technical and Theological Terms, of the Muhammadan Religion. London: W. H. Allen. น. 270. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-04.
K͟HĀTIMU 'N-NABĪYĪN (خاتم النبيين). "The seal of the Prophets." A title assumed by Muhammad in the Qur'ān. Surah xxxiii. 40: "He is the Apostle of God and the 'seal of the Prophets'." By which is meant, that he is the last of the Prophets.
- ↑ Coeli Fitzpatrick; Adam Hani Walker, บ.ก. (2014). "Muhammad in History, Thought, and Culture: An Encyclopedia of the Prophet of God [2 volumes]". Muhammad in History, Thought, and Culture: An Encyclopedia of the Prophet of God. ABC-CLIO. น. 16. ISBN 978-1-61069-178-9. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-04-27.
- ↑ Bogle, Emory C. (1998). Islam: Origin and Belief. University of Texas Press. น. 135. ISBN 978-0-292-70862-4. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 มิถุนายน 2016. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Goldziher, Ignác (1981). "Sects". Introduction to Islamic Theology and Law. Translated by Andras and Ruth Hamori from the German Vorlesungen über den Islam (1910). Princeton, New Jersey: Princeton University Press. น. 220–21. ISBN 0691100993. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-05.
Sunnī and Shī'ī theology alike understood it to mean that Muhammad ended the series of Prophets, that he had accomplished for all eternity what his predecessors had prepared, that he was God's last messenger delivering God's last message to mankind.
- ↑ Martin, Richard C., บ.ก. (2004). "'Ali". Encyclopedia of Islam and the Muslim World. เล่มที่ 1. New York: Macmillan. น. 37.
- ↑ Marion Holmes Katz The Birth of The Prophet Muhammad: Devotional Piety in Sunni Islam Routledge 2007 ISBN 978-1-135-98394-9 page 13
- ↑ Marion Holmes Katz The Birth of The Prophet Muhammad: Devotional Piety in Sunni Islam Routledge 2007 ISBN 978-1-135-98394-9 page 13
- ↑ G. Widengren Historia Religionum, Volume 2 Religions of the Present, Band 2 Brill 1971 ISBN 978-9-004-02598-1 page 177
- ↑ Goldziher, Ignaz. "Neuplatonische und gnostische Elemente im Ḥadῑṯ." (1909): 317-344.
- 1 2 M.J. Kister Adam: A Study of Some Legends in Tafsir and Hadit Literature Approaches to the History of the Interpretation of The Qur'an, Oxford 1988 p. 129
- 1 2 Nigosian, S. A. (2004). Islam: Its History, Teaching, and Practices. Indiana: Indiana University Press. น. 15. ISBN 978-0-253-21627-4.
- ↑ Khadduri, Majid (1984). The Islamic Conception of Justice. The Johns Hopkins University Press. น. 8. ISBN 978-0-8018-6974-7.
- 1 2 Shoemaker, Stephen J. The Death of a Prophet: The End of Muhammad's Life and the Beginnings of Islam. University of Pennsylvania Press, 2011. p. 75
- ↑ Khalidi, T. (2009). Images of Muhammad: Narratives of the Prophet in Islam Across the Centuries. USA: Doubleday. p. 18
- ↑ Raven, W. (2011). Biography of the Prophet. In K. Fleet, G. Krämer, D. Matringe, J. Nawas and D. J. Stewart (eds.), Encyclopaedia of Islam Three Online. Brill. https://doi.org/10.1163/1573-3912_ei3_COM_23716
- ↑ Ali, Kecia. The lives of Muhammad. Harvard University Press, 2014. p. 461
- ↑ Ali, Kecia. The lives of Muhammad. Harvard University Press, 2014. p. 465
- 1 2 Hagen, Gottfried. "The imagined and the historical Muhammad." (2009): 97-111.
- ↑ Sell, Edward (1913). The Life of Muhammad (PDF). Madras. น. 7. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 31 ตุลาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 19 มกราคม 2013.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: location missing publisher (ลิงก์) - 1 2 Katz, M. H. (2017). Birthday of the Prophet. In K. Fleet, G. Krämer, D. Matringe, J. Nawas and D. J. Stewart (eds.), Encyclopaedia of Islam Three Online. Brill. https://doi.org/10.1163/1573-3912_ei3_COM_24018
- 1 2 Katz, M. H. (2007). The Birth of The Prophet Muhammad: Devotional Piety in Sunni Islam. Vereinigtes Königreich: Taylor & Francis. p. 13
- ↑ Stephen Burge. 2024. 'Angels (malāʾika)', St Andrews Encyclopaedia of Theology. Edited by Brendan N. Wolfe et al. https://www.saet.ac.uk/Islam/Angels Accessed: 4 November 2024 p. 12
- ↑ Katz, M. H. (2007). The Birth of The Prophet Muhammad: Devotional Piety in Sunni Islam. Vereinigtes Königreich: Taylor & Francis. p. 15
- ↑ Brockopp, Jonathan E., ed. The Cambridge Companion to Muhammad. Cambridge University Press, 2010. p. 127
- ↑ Katz, M. H. (2007). The Birth of The Prophet Muhammad: Devotional Piety in Sunni Islam. Vereinigtes Königreich: Taylor & Francis. p. 14
- ↑ Marion Holmes Katz The Birth of The Prophet Muhammad: Devotional Piety in Sunni Islam Routledge 2007 ISBN 978-1-135-98394-9 page 14
- ↑ Rubin, U., “Nūr Muḥammadī”, in: Encyclopaedia of Islam, Second Edition, Edited by: P. Bearman, Th. Bianquis, C.E. Bosworth, E. van Donzel, W.P. Heinrichs. Consulted online on 4 December 2023 doi:10.1163/1573-3912_islam_SIM_5985 First published online: 2012 First print edition: ISBN 9789004161214, 1960-2007
- ↑ Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. Routledge & Kegan Paul. น. 12. ISBN 978-0-7100-0610-3.
- ↑ Article "AL-SHĀM" by C.E. Bosworth, Encyclopaedia of Islam, Volume 9 (1997), page 261.
- ↑ Kamal S. Salibi (2003). A House of Many Mansions: The History of Lebanon Reconsidered. I.B.Tauris. น. 61–62. ISBN 978-1-86064-912-7. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-05-16.
To the Arabs, this same territory, which the Romans considered Arabian, formed part of what they called Bilad al-Sham, which was their own name for Syria. From the classical perspective however Syria, including Palestine, formed no more than the western fringes of what was reckoned to be Arabia between the first line of cities and the coast. Since there is no clear dividing line between what are called today the Syrian and Arabian deserts, which actually form one stretch of arid tableland, the classical concept of what actually constituted Syria had more to its credit geographically than the vaguer Arab concept of Syria as Bilad al-Sham. Under the Romans, there was actually a province of Syria, with its capital at Antioch, which carried the name of the territory. Otherwise, down the centuries, Syria like Arabia and Mesopotamia was no more than a geographic expression. In Islamic times, the Arab geographers used the name arabicized as Suriyah, to denote one special region of Bilad al-Sham, which was the middle section of the valley of the Orontes river, in the vicinity of the towns of Homs and Hama. They also noted that it was an old name for the whole of Bilad al-Sham which had gone out of use. As a geographic expression, however, the name Syria survived in its original classical sense in Byzantine and Western European usage, and also in the Syriac literature of some of the Eastern Christian churches, from which it occasionally found its way into Christian Arabic usage. It was only in the nineteenth century that the use of the name was revived in its modern Arabic form, frequently as Suriyya rather than the older Suriyah, to denote the whole of Bilad al-Sham: first of all in the Christian Arabic literature of the period, and under the influence of Western Europe. By the end of that century it had already replaced the name of Bilad al-Sham even in Muslim Arabic usage.
- ↑ Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. Routledge & Kegan Paul. น. 15. ISBN 978-0-7100-0610-3.
- ↑ Ali, Muhammad (2011). Introduction to the Study of The Holy Qur'an. Ahmadiyya Anjuman Ishaat Islam Lahore USA. น. 113. ISBN 978-1-934271-21-6. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-29.
- ↑ Muir, William (1861). Life of Mahomet. เล่มที่ 2. London: Smith, Elder, & Co. น. xvii-xviii. สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2013.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Stefon, Islamic Beliefs and Practices, pp. 22–23
- ↑ Al Mubarakpuri, Safi ur Rahman (2002). Ar-Raheeq Al-Makhtum (The Sealed Nectar). Darussalam. น. 74. ISBN 978-9960-899-55-8. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-31.
- 1 2 Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. Routledge & Kegan Paul. น. 16. ISBN 978-0-7100-0610-3.
- ↑ Sell (1913), p. 12
- ↑ Ramadan, Tariq (2007). In the Footsteps of the Prophet: Lessons from the Life of Muhammad. Oxford University Press. น. 21. ISBN 978-0-19-530880-8.
- ↑ Stefon, Islamic Beliefs and Practices, p. 24
- ↑ Wheeler, Historical Dictionary of Prophets in Islam and Judaism, "Noah"
- 1 2 Brown, Daniel (2003). A New Introduction to Islam. Blackwell Publishing Professional. น. 72–73. ISBN 978-0-631-21604-9.
- 1 2 Sell, Edward (1913). The Life of Muhammad. Madras: Smith, Elder, & Co. น. 29.
- ↑ Bennett, Clinton (1998). In Search of Muhammad. London: Cassell. น. 2. ISBN 978-0-304-70401-9.
- ↑ Bogle, Emory C. (1998). Islam: Origin and Belief. Texas University Press. น. 6. ISBN 978-0-292-70862-4.
- ↑ Campo (2009), p. 494
- ↑ Wheeler, Brannon. "Prophets in the Quran." Prophets in the Quran (2002): 1-400.
- ↑ Donner, Fred M. Muhammad and the Believers. Harvard University Press, 2010. p. 41
- 1 2 Juan E. Campo, บ.ก. (2009). "Muhammad". Encyclopedia of Islam. Facts on File. น. 493. ISBN 978-0-8160-5454-1.
- ↑ Hitti, Philip Khuri (1946). History of the Arabs. Macmillan and Co. น. 113–4.
- ↑ Holt, P. M.; Ann K. S. Lambton; Bernard Lewis, บ.ก. (1977). The Cambridge History of Islam. เล่มที่ IA. Cambridge University Press. น. 38. ISBN 978-0-521-29135-4.
- 1 2 Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. Routledge & Kegan Paul. น. 42. ISBN 978-0-7100-0610-3.
- ↑ Hitti, Philip Khuri (1946). History of the Arabs. Macmillan and Co. น. 114.
- ↑ Holt, P. M.; Ann K. S. Lambton; Bernard Lewis, บ.ก. (1977). The Cambridge History of Islam. เล่มที่ IA. Cambridge University Press. น. 36–37. ISBN 978-0-521-29135-4.
- ↑ Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. Routledge & Kegan Paul. น. 36–37. ISBN 978-0-7100-0610-3.
- 1 2 Holt, P. M.; Ann K. S. Lambton; Bernard Lewis, บ.ก. (1977). The Cambridge History of Islam. เล่มที่ IA. Cambridge University Press. น. 39. ISBN 978-0-521-29135-4.
- ↑ Brown, Jonathan A.C. (2011). Muhammad: A Very Short Introduction. Oxford University Press. น. 22. ISBN 978-0-19-955928-2. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-02-16.
- ↑ Al-Mubarakpuri (2002). The Sealed Nectar: Biography of the Noble Prophet. Darussalam. น. 165. ISBN 978-9960-899-55-8.
- ↑ Sell, Edward (1913). The Life of Muhammad. Madras: Smith, Elder, & Co. น. 70.
- 1 2 Holt, P. M.; Ann K. S. Lambton; Bernard Lewis, บ.ก. (1977). The Cambridge History of Islam. เล่มที่ IA. Cambridge University Press. น. 40. ISBN 978-0-521-29135-4.
- ↑ Sell, Edward (1913). The Life of Muhammad. Madras: Smith, Elder, & Co. น. 71.
- ↑ Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. Routledge & Kegan Paul. น. 70–1. ISBN 978-0-7100-0610-3.
- ↑ Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. Routledge & Kegan Paul. น. 73. ISBN 978-0-7100-0610-3.
- ↑ Sell, Edward (1913). The Life of Muhammad. Madras: Smith, Elder, & Co. น. 76.
- ↑ Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. London: Routledge & Kegan Paul. น. 75. ISBN 978-0-7100-0610-3.
Accordingly, within a very short period, despite the opposition of the Quraysh, most of the Muslims in Mecca managed to migrate to Yathrib.
- ↑ Rippin, Andrew (2005). Muslims: Their Religious Beliefs and Practices. Routledge. น. 200. ISBN 978-0-415-34888-1. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-29.
- ↑ Morgan, Diane (2010). Essential Islam: A Comprehensive Guide to Belief and Practice. ABC-CLIO. น. 101. ISBN 978-0-313-36025-1.
- ↑ Khan, Arshad (2003). Islam, Muslims, and America: Understanding the Basis of Their Conflict. New York City: Algora Publishing. ISBN 978-0-87586-194-4. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-05-27.
- ↑ Çakmak, Cenap (2017). Islam: A Worldwide Encyclopedia. ABC-CLIO. p. 231. ISBN 9781610692168.
- 1 2 NEBİ BOZKURT, "KANDİL", TDV İslâm Ansiklopedisi, https://islamansiklopedisi.org.tr/kandil--gece (03.05.2024).
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "ReferenceB" - ↑ Shoup, John A. (1 January 2007). Culture and Customs of Jordan. Greenwood Publishing Group. p. 35. ISBN 9780313336713.
- ↑ "A spiritual season: The three sacred months - Hüseyin Karaca - Muhammad - Prophet of Islam". lastprophet.info. Retrieved 2018-03-24
- ↑ "Regaib Gecesi'nin Önemi". Islamic Insights. Retrieved 4 February 2022
- ↑ A. Beverley, James (2011). "Laylat al-Qadr". In Melton, J. Gordon (ed.). Religious Celebrations: An Encyclopedia of Hols, Festivals, Solemn Observances, and Spiritual Commemorations [2 volumes]: An Encyclopedia of Hols, Festivals, Solemn Observances, and Spiritual Commemorations. Volume two L-Z. Santa Barbara, CA: ABC-CLIO. p. 517. ISBN 9781598842067. Archived from the original on 4 November 2020.
- ↑ Walton, Jeremy F. "Kimberly Hart, And Then We Work for God: Rural Sunni Islam in Western Turkey (Stanford, Calif.: Stanford University Press, 2013). Pp. 304. $24.95 e-book." International Journal of Middle East Studies 46.3 (2014): 609-611.
- 1 2 NEBİ BOZKURT, "SAKAL-ı ŞERİF", TDV İslâm Ansiklopedisi, https://islamansiklopedisi.org.tr/sakal-i-serif (03.05.2024).
- ↑ Gruber, Christiane. "Bereket Bargains: Islamic Amulets in Today's “New Turkey”." Islamicate Occult Sciences in Theory and Practice. Brill, 2020. 572-606.
- ↑ Malcolm Clark (2011-03-10). Islam For Dummies. John Wiley & Sons. น. 103. ISBN 9781118053966. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-29.
- ↑ Tillier, Mathieu (3 เมษายน 2020), "'Abd al-Malik, Muḥammad et le Jugement dernier: le dôme du Rocher comme expression d'une orthodoxie islamique", Les vivants et les morts dans les sociétés médiévales : XLVIIIe Congrès de la SHMESP (Jérusalem, 2017), Histoire ancienne et médiévale, Paris: Éditions de la Sorbonne, น. 351, ISBN 979-10-351-0577-8
{{citation}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: work parameter with ISBN (ลิงก์) - ↑ Brockopp, Jonathan E., ed. The Cambridge Companion to Muhammad. Cambridge University Press, 2010. p. 132
- ↑ Clinton Bennett (1998). In search of Muhammad. Continuum International Publishing Group. น. 182–83. ISBN 978-0-304-70401-9. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-22.
- ↑ Malcolm Clark (2011). Islam For Dummies. John Wiley & Sons. น. 165. ISBN 978-1-118-05396-6. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-24.
- ↑ Diem, Werner; Schöller, Marco (2004). The Living and the Dead in Islam: Indices. Otto Harrassowitz Verlag. pp. 7–8, 23, 46, 55. ISBN 978-3447050838.
- 1 2 "The Prophet's cat Muezza". Islamic Portal (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2020-10-09. สืบค้นเมื่อ 2021-03-15.
- ↑ Bayhaqi. Sunan. เล่มที่ V. น. 245.
- ↑ Iyyad, Qadi. Shifa. เล่มที่ II. น. 71.
- ↑ Rubin, Uri. "Jerusalem Studies in Arabic and Islam." (1979): 46-47
- 1 2 Brend, Barbara. "Figurative Art in Medieval Islam and the Riddle of Bihzād of Herāt (1465–1535). By Michael Barry. p. 248. Paris, Flammarion, 2004." Journal of the Royal Asiatic Society 17.1 (2007): 248.
- ↑ Jane Dammen McAuliffe Encyclopaedia of the Qurʾān Volume 1 Georgetown University, Washington DC p. 293
- ↑ Gordon Newby (2013), A Concise Encyclopedia of Islam, Oneworld Publications, ISBN 978-1-780-74477-3
- ↑ Motala, Moulana Suhail (2020-11-25). "Did Nabi (sallallahu 'alayhi wa sallam) have a cat named Muezza?". Hadith Answers (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-03-15.
- ↑ Geyer, Georgie Anne (2004). When Cats Reigned Like Kings: On the Trail of the Sacred Cats. Kansas City, Missouri: Andrews McMeel Publishing. น. 28. ISBN 0-7407-4697-9.
In still another charming legend about the Prophet, one day his favorite cat Muezza bowed to thank him for some kind favor and, by this story, Muhammad then passed his hand down three times the length of the animal's back, giving to it—and to all cats evermore—the enviable capacity always to land squarely on their feet.
- ↑ Stall, Sam (2007). 100 Cats Who Changed Civilization: History's Most Influential Felines. Quirk Books. น. 40. ISBN 978-1-59474-163-0.
- ↑ Walker, Hooky. "The Last Sanctuary in Aleppo: Alaa Aljaleel and Diana Darke. Headline Publishing Group, London, 2019. pp. xiii+ 271. Illust. Glossary. Hb.£ 20. ISBN 9 7814 7226 0574. Pb.£ 9.99. ISBN 9 7814 7226 0581." (2019): 423-424.
- ↑ Eisenstein, H. (2015). Cat. In K. Fleet, G. Krämer, D. Matringe, J. Nawas and D. J. Stewart (eds.), Encyclopaedia of Islam Three Online. Brill. https://doi.org/10.1163/1573-3912_ei3_COM_27599
- ↑ Titus Burckhardt The Void in Islamic Art Studies in Comparative Religion, Vol. 16, No. 1 & 2 (Winter-Spring, 1984 p. 2)
- ↑ Arnold, Thomas W. (2002–2011) [First published in 1928]. Painting in Islam, a Study of the Place of Pictorial Art in Muslim Culture. Gorgias Press LLC. น. 91–9. ISBN 978-1-931956-91-8.
- ↑ Arnold, T. W. (มิถุนายน 1919). "An Indian Picture of Muhammad and His Companions". The Burlington Magazine for Connoisseurs. 34 (195). The Burlington Magazine for Connoisseurs, No. 195.: 249–252. JSTOR 860736.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 Brend, Barbara. "Figurative Art in Medieval Islam and the Riddle of Bihzād of Herāt (1465–1535). By Michael Barry. p. 50. Paris, Flammarion, 2004." Journal of the Royal Asiatic Society 17.1 (2007): 50
- ↑ Brend, Barbara. "Figurative Art in Medieval Islam and the Riddle of Bihzād of Herāt (1465–1535). By Michael Barry. p. 40. Paris, Flammarion, 2004." Journal of the Royal Asiatic Society 17.1 (2007): 40
บรรณานุกรม
[แก้]- Ali, Muhammad (2011). Introduction to the Study of The Holy Qur'an. Ahmadiyya Anjuman Ishaat Islam Lahore USA. ISBN 978-1-934271-21-6.
- Bennett, Clinton (1998). In search of Muhammad. London: Continuum International Publishing Group. ISBN 978-0-304-70401-9.
- Esposito, John (1998). Islam: The Straight Path. Oxford: Oxford University Press. ISBN 978-0-19-511233-7.
- Guillaume (1955). The Life of Muhammad: A Translation of Ibn Isḥāq's sīrat. London. ISBN 978-0-19-577828-1.
{{cite book}}: ISBN / Date ไม่เข้ากัน (วิธีใช้)CS1 maint: location missing publisher (ลิงก์) - Ghali, Muhammad M (2004). The History of Muhammad: The Prophet and Messenger (PDF). Cairo: Al-Falah Foundation. alternate URL
- Hitti, Philip Khuri (1946). History of the Arabs. London: Macmillan and Co.
- Khan, Majid Ali (1998). Muhammad the Final Messenger. India: Islamic Book Service. ISBN 978-81-85738-25-3.
- Khan, Muhammad Zafrullah (1980). Muhammad: Seal of the Prophets. Routledge & Kegan Paul. ISBN 978-0-7100-0610-3.
- Matt Stefon, บ.ก. (2010). Islamic Beliefs and Practices. New York: Britannica Educational Publishing. น. 58. ISBN 978-1-61530-060-0.
- Nigosian, S. A. (2004). Islam: Its History, Teaching, and Practices. Indiana: Indiana University Press. น. 17. ISBN 978-0-253-21627-4.
- Ramadan, Tariq (2007). In the Footsteps of the Prophet: Lessons from the Life of Muhammad. New York: Oxford University Press. ISBN 978-0-19-530880-8.
- Al Mubarakpuri, Safi ur Rahman (2002). Ar-Raheeq Al-Makhtum (The Sealed Nectar).
- Muir, William (1892). The Caliphate: Its Rise, Decline and Fall, from Original Sources. University of Michigan; Religious Tract Society. ISBN 9781417948895.
{{cite book}}: ISBN / Date ไม่เข้ากัน (วิธีใช้) - Shibli Nomani. Sirat-un-Nabi. Lahore.
- Watt, William Montgomery (1956). Muhammad at Medina. Oxford University Press. ISBN 978-0-19-577307-1.
{{cite book}}: ISBN / Date ไม่เข้ากัน (วิธีใช้)