ข้ามไปเนื้อหา

อะบูบักร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อะบูบักร์
أَبُو بَكْر
เคาะลีฟะฮ์เราะซูลุลลอฮ์
เราะฎิยัลลอฮุอันฮู
ตราอักษรวิจิตรที่มีชื่ออะบูบักร์ จัดแสดงในฮาเกียโซเฟีย อิสตันบูล
เคาะลีฟะฮ์องค์ที่ 1 แห่งรัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดีน
ครองราชย์8 มิถุนายน ค.ศ. 632  23 สิงหาคม ค.ศ. 634
ก่อนหน้าก่อตั้งตำแหน่ง
ถัดไปอุมัร
ประสูติป.ค.ศ. 573
มักกะฮ์ ฮิญาซ อาระเบีย
อับดุลลอฮ์ อิบน์ อะบีกุฮาฟะฮ์
สวรรคต23 สิงหาคม ค.ศ. 634(634-08-23) (60 ปี) (22 ญุมาดัษษานี ฮ.ศ. 13)
มะดีนะฮ์ ฮิญาซ รัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูน
ฝังพระศพมัสยิดอันนะบะวี, มะดีนะฮ์
ภรรยา
พระราชบุตร
พระนามเต็ม
อับดุลลอฮ์ อิบน์ อะบีกุฮาฟะฮ์
عَبْد ٱللَّٰه بْن أَبِي قُحَافَة
พระราชบิดาอะบูกุฮาฟะฮ์
พระราชมารดาซัลมา อุมมุลค็อยร์
พี่/น้องชาย
  • มุอ์ตัก[a]
  • อุตัยก์[b]
  • กุฮาฟะฮ์
พี่/น้องสาว
  • ฟัดเราะฮ์
  • เกาะรีบะฮ์
  • อุมมุอะมีร
เผ่ากุร็อยช์ (บะนูตัยม์)
ศาสนาอิสลาม
อาชีพนักธุรกิจ, ผู้ดูแลระบบสาธารณะ, นักเศรษฐศาสตร์

อับดุลลอฮ์ อิบน์ อะบีกุฮาฟะฮ์ (อาหรับ: عبد الله بن أبي قحافة, อักษรโรมัน: ʿAbd Allāh ibn ʾAbī Quḥāfa; ป.ค.ศ. 573  23 สิงหาคม ค.ศ. 634) รู้จักกันดีตามกุนยะฮ์ว่า อะบูบักร์ (อาหรับ: أبو بكر, อักษรโรมัน: ʾAbū Bakr) เป็นเศาะฮาบะฮ์ เพื่อนใกล้ชิด และพ่อตาของศาสดามุฮัมมัด เขาขึ้นครองราชย์เป็นเคาะลีฟะฮ์องค์แรกแห่งรัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดีน โดยครองราชย์ใน ค.ศ. 632 จนสวรรคตใน ค.ศ. 634 อะบูบักร์ได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติจากมุฮัมมัดว่า อัศศิดดีก (อาหรับ: الصِّدِّيق; แปลตรงตัว'ผู้ซื่อสัตย์') และยังคงเป็นสมญานามที่มุสลิมนิกายซุนนียังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน

อะบูบักร์เป็นบุตรของอะบูกุฮาฟะฮ์กับอุมมุลค็อยร์จากบนูตัยม์ โดยเป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มแรกที่เข้ารีตเป็นอิสลามและเผยแผ่ดะอ์วะฮ์แก่พวกมุชริก เขาถือเป็น เขาถือเป็นดาอีคนแรกเนื่องจากผู้ติดตามมุฮัมมัดบางคนเข้ารับอิสลามผ่านอะบูบักร์ เขาร่วมเดินทางอพยพไปมะดีนะฮ์กับมุฮัมมัด และกลายเป็นหนึ่งในผู้คุ้มกัน อะบูบักร์เข้าร่วมการทัพของมุฮัมมัดทั้งหมด และครองตำแหน่งอะมีรุลฮัจญ์คนแรกใน ค.ศ. 631 ตอนที่มุฮัมมัดไม่อยู่ อะบูบักร์เป็นคนนำละหมาด

หลังมุฮัมมัดเสียชีวิตใน ค.ศ. 632 อะบูบักร์ได้สืบทอดเป็นหัวหน้าสังคมมุสลิมในฐานะเคาะลีฟะฮ์องค์แรก โดยได้รับเลือกที่ซะกีฟะฮ์ การเลือกตั้งเขาถูกคัดค้านจากหัวหน้าเผ่ากบฏหลายกลุ่ม ในรัชสมัยของพระองค์ ในรัชสมัยของพระองค์ อะบูบักร์ทรงปราบการลุกฮือหลายครั้ง ซึ่งเรียกรวมกันว่าสงครามริดดะฮ์ ส่งผลให้พระองค์สามารถรวบรวมและขยายอำนาจการปกครองของรัฐมุสลิมให้ครอบคลุมคาบสมุทรอาหรับทั้งหมด พระองค์ยังบัญชาการการรุกรานในจักรวรรดิซาเซเนียนและจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่อยู่ใกล้เคียงช่วงแรก ซึ่งในช่วงหลายปีหลังจากการสวรรคต ก็นำไปสู่การพิชิตเปอร์เซียและลิแวนต์ของชาวมุสลิม นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว อะบูบักร์ยังได้รับการยกย่องในฐานะผู้รวบรวมคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งพระองค์มีหนังสือเขียนด้วยลายมือของเคาะลีฟะฮ์เป็นการส่วนตัว ก่อนที่จะสวรรคตในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 634 อะบูบักร์ได้แต่งตั้งอุมัร (ค.634–644) ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง อะบูบักร์ถูกฝังอยู่ในโดมเขียวมัสยิดอันนะบะวีในเมืองมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับสองในศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับมุฮัมมัด พระองค์สวรรคตด้วยพระอาการประชวรหลังครองราชย์ได้ 2 ปี 2 เดือน 14 วัน โดยเป็นเคาะลีฟะฮ์รอชิดูนเพียงพระองค์เดียวที่สวรรคตด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ

แม้ว่ารัชสมัยของอะบูบักร์นั้นสั้น แต่ก็ประสบความสำเร็จในการรุกรานจักรวรรดิที่ทรงอำนาจที่สุดสองจักรวรรดิในขณะนั้น ได้แก่ จักรวรรดิซาเซเนียนและจักรวรรดิไบแซนไทน์ พระองค์ได้วางรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ นำไปสู่การสถาปนาจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชัยชนะเด็ดขาดของพระองค์เหนือกองกำลังกบฏอาหรับในพื้นที่ถือเป็นบทสำคัญในประวัติศาสตร์อิสลาม ธรรมเนียมซุนนียกย่องอะบูบักร์ว่าเป็นเคาะลีฟะฮ์องค์แรกของรอชิดูน และเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่รองจากศาสดาและศาสนทูต ส่วนธรรมเนียมชีอะฮ์มองว่าอะบูบักร์เป็นผู้แย่งชิงอำนาจเคาะลีฟะฮ์และเป็นศัตรูของอะฮ์ลุลบัยต์

เชื้อสายและตำแหน่ง

[แก้]

อิบน์ ซะอด์รายงานว่า ชื่อเต็มของอะบูบักร์คือ อับดุลลอฮ์ อิบน์ อะบีกุฮาฟะฮ์ อิบน์ อะมีร อิบน์ อัมร์ อิบน์ กะอับ อิบน์ ซะอัด อิบน์ ตัยม์ อิบน์ มุรเราะฮ์ อิบน์ กะอับ อิบน์ ลุอัย อิบน์ ฆอลิบ อิบน์ ฟิฮร์ อิบน์ มาลิก อิบน์ อันนัฎร์ อิบน์ กินานะฮ์ อิบน์ คุซัยมะฮ์ อิบน์ มุดริกะฮ์ อิบน์ อิลยาส อิบน์ มุฎ็อร อิบน์ นิซาร อิบน์ มะอัด อิบน์ อัดนาน[1] สายตระกูลนี้พบกับสายตระกูลของมุฮัมมัดตรงที่รุ่นที่หกกับมุรเราะฮ์ อิบน์ กะอับ

อับดุลลอฮ์

[แก้]

ชื่อ อับดุลลอฮ์ ในภาษาอาหรับหมายถึง "ผู้รับใช้ของอัลลอฮ์" นี่คือชื่อเกิด

อะบูบักร์

[แก้]

ชื่อเล่น (กุนยะฮ์) ให้แก่อะบูบักร์ตอนยังเด็ก ขณะที่เขาเติบโตมาท่ามกลางชนเผ่าเบดูอิน และเริ่มชื่นชอบอูฐ เขาเล่นกับลูกอูฐและแพะ จนได้รับฉายาว่า "อะบูบักร์" ซึ่งแปลว่า "พ่อของอูฐหนุ่ม" คำว่า "บักร์" ในภาษาอาหรับ หมายถึงอูฐที่ยังอายุน้อยแต่โตเต็มวัยแล้ว

อะตีก

[แก้]

หนึ่งในตำแหน่งช่วงแรกก่อนเข้ารับอิสลามคือ อะตีก หมายถึง "ผู้ถูกช่วยเหลือ" ในสายรายงานอ่อนของติรมิซี[2] ระบุว่า ต่อมา มุฮัมมัดได้กล่าวซ้ำถึงตำแหน่งนี้อีกครั้งเมื่อท่านกล่าวว่า อะบูบักร์คือ "อะตีกของอัลลอฮ์จากไฟ" แปลว่า "ผู้ได้รับความช่วยเหลือ" หรือ "ปลอดภัย" และการเชื่อมโยงกับอัลลอฮ์แสดงให้เห็นว่าเขามีความใกล้ชิดและได้รับการปกป้องจากอัลลอฮ์มากเพียงใด[3]

อัศศิดดีก

[แก้]

เขาได้รับการเรียกขานเป็น อัศศิดดีก ("ผู้สัจจริง")[4] จากมุฮัมมัดหลังเขาเชื่อว่าท่านในเหตุการณ์อิสรออ์กับเมียะอ์รอจญ์ในขณะที่คนอื่นไม่เชื่อ และอะลียืนยันฉายานั้นหลายครั้ง[5] เขาถูกอิงในอัลกุรอานเป็น "คนที่สองจากคนร่วมถ้ำทั้งสอง" โดยมาจากเหตุการณ์ฮิจเราะห์ ที่มุฮัมมัดซ่อนตัวในถ้ำที่ญะบัลเษาร์จากกลุ่มของชาวมักกะฮ์ที่จะมาจับท่าน[6]

ในขณะที่แหล่งข้อมูลดั้งเดิมแปลคำเรียกนี้ว่า "ผู้พูดความจริง" การตีความที่น่าจะเป็นไปได้อีกแบบเท่าเทียมกันคือ "ผู้เก็บภาษี" (กล่าวคือ ผู้เก็บเศาะดะเกาะฮ์)[7]

อัศศอฮิบ

[แก้]

เขาได้รับการขนานนามอย่างมีเกียรติว่า "อัศศอฮิบ" (สหาย) ในอัลกุรอาน โดยบรรยายถึงบทบาทของเขาในฐานะสหายของมุฮัมมัดเมื่อซ่อนตัวจากชาวกุร็อยช์ในถ้ำญะบัลเษาร์ระหว่างการฮิจเราะห์ที่มะดีนะฮ์:[8]

ถ้าหากพวกจ้าไม่ช่วยเขา แท้จริงนั้นอัลลอฮฺได้ทรงช่วยเขามาแล้ว ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ขับไล่เขาออกไป โดยที่เขาเป็นคนที่สองในสองคน ขณะที่ทั้งสองอยู่ในถ้ำนั้นคือขณะที่เขาได้กล่าวแก่สหายของเขาว่า ท่านอย่าเสียใจ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่กับเรา แล้วอัลลอฮฺก็ทรงประทานลงมาแก่เขา ซึ่งความสงบใจจากพระองค์ และได้ทรงสนับสนุนเขาด้วยบรรดาไพร่พล ซึ่งพวกเจ้าไม่เห็นพวกเขา และได้ทรงให้ถ้อยคำ ของผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาอยู่ในระดับต่ำสุด และพจนารถของอัลลอฮฺนั้น คือพจนารถที่สูงสุด และอัลลอฮฺคือ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ[ 9:40 -The Clear Quran]

อัลอัตกอ

[แก้]

ในฮะดีษที่รายงานโดยอิบน์ อับบาสจากอรรถกถาในบทที่ 92 ของอัลกุรอานโดยอิหม่ามอัสซุยูฏี มีคำว่า "อัลอัตกอ" (อาหรับ: الأتقى) แปลว่า "ผู้เคร่งศาสนาที่สุด", "ผู้ชอบธรรมที่สุด" หรือ "ผู้ยำเกรงพระเจ้าที่สุด" สื่อถึงอะบูบักร์เป็นตัวอย่างของบรรดาผู้ศรัทธา[8][9]

ดังนั้นข้าขอเตือนพวกเจ้าถึงไฟที่ลุกโซน ไม่มีผู้ใดจะเข้าไปในเผาไหม้ในมัน นอกจากคนเลวทรามที่สุด คือผู้ที่ปฏิเสธและผินหลังให้ และส่วนผู้ที่ยำเกรงยิ่งนั้นจะถูกปลีกตัวให้ห่างไกลจากมัน ซึ่งเขาบริจาคทรัพย์สินของเขาเพื่อขัดเกลาตนเอง และที่เขานั้นไม่มีบุญคุณแก่ผู้ใดที่บุญคุณนั้นจะถูกตอบแทน นอกจากว่าเพื่อแสวงความโปรดปรานจากพระเจ้าของเขาผู้ทรงสูงส่งเท่านั้น และเขาก็จะพึงพอใจ[ 92:14-21 -The Clear Quran]

อัลเอาวาฮ์

[แก้]

"อัลเอาวาฮ์" (อาหรับ: الأواه) หมายถึงผู้ที่วิงวอนขอต่ออัลลอฮ์อย่างมากมาย ผู้ที่เมตตาและมีจิตใจอ่อนโยน อิบรอฮีม อันนะเคาะอีกล่าวว่า อะบูบักร์ยังถูกเรียกว่าอัลเอาวะฮ์ เนื่องมาจากลักษณะนิสัยเมตตาของเขา[8]

ช่วงต้น

[แก้]

อะบูบักร์เกิดในมักกะฮ์ประมาณ ค.ศ. 573 ในครอบครัวร่ำรวยแห่งเผ่าบนูตัยม์ของสมาพันธ์ชนเผ่ากุเรช[10] พ่อของเขาชื่อว่าอะบูกุฮาฟะฮ์ และแม่ของเขาชื่อว่าอุมมุลค็อยร์[11]

เขาใช้ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่อยู่กับพวกเบดูอินเหมือนกับชาวอาหรับกลุ่มอื่น ๆ โดยอยู่กับเผ่า อะฮ์ลุลบะอีร (ชาวอูฐ) และมีความชื่นชอบอูฐเป็นพิเศษ ในวัยเด็ก เขาเล่นกับลูกอูฐและแพะ และด้วยความรักของเขา ทำให้ได้ชื่อเล่น (กุนยะฮ์) ว่า "อะบูบักร์" พ่อของลูกอูฐ[12][13]

เช่นเดียวกับลูก ๆ ของตระกูลพ่อค้าชาวมักกะฮ์ที่ร่ำรวย อะบูบักร์สามารถรู้หนังสือและชื่นชอบกวี โดยเคยเข้าร่วมอุกาซประจำปี และมีส่วนร่วมในการประชุมสัมมนาเชิงกวี เขามีความจำดีมากและมีความรู้เกี่ยวกับลำดับวงศ์ตระกูลของเผ่าอาหรับ เรื่องราว และการเมืองของพวกเขาเป็นอย่างดี[14]

มีเรื่องราวว่า เมื่ออะบูบักร์ยังเด็ก พ่อของเขาพาเขาไปที่กะอ์บะฮ์ และบอกให้เขาสักการะรูปปั้น พ่อของเขาจากไปเพื่อไปทำธุระ และอะบูบักร์อยู่คนเดียวต่อหน้ารูปปั้น อะบูบักร์กล่าวว่า "โอ้พระเจ้าของข้า ผมต้องการเสื้อสวย; โปรดประทานแก่ข้าด้วยเถิด" รูปปั้นไม่ตอบสนอง จากนั้นเขาเรียกอีกรูปปั้นหนึ่ง กล่าวว่า "โอ้พระเจ้า โปรดประทานอาหารแก่ข้าด้วย เพราะว่าผมหิวมาก" รูปปั้นยังคงไม่ตอบสนอง นั่นทำให้อะบูบักร์วัยหนุ่มทนไม่ไหว เขาได้ถือหิน และกล่าวแก่รูปปั้นว่า "นี่ผมจะขว้างหินแล้ว ถ้าเจ้าคือพระเจ้าจริง ๆ จงปกป้องตัวเจ้าเสีย" อะบูบักร์ขว้างหินใส่รูปปั้นแล้วออกจากกะอ์บะฮ์[15] ไม่สำคัญว่าจะเป็นอย่างไร ก็มีบันทึกว่าก่อนเข้ารับอิสลาม อะบูบักร์นับถือในแนวทางฮะนีฟและไม่เคยสักการะรูปปั้นใด ๆ ทั้งสิ้น[16]

ความเป็นสหายกับมุฮัมมัด

[แก้]
จุลจิตรกรรมออตโตมันใน ค.ศ. 1595 จาก Siyer-i Nebi แสดงภาพอะบูบักร์เข้าขัดขวางกลุ่มคนมักกะฮ์ที่นำโดยอะบูละฮับไม่ให้โจมตีมูฃุฮัมมัดที่ซูกอุกาซ

เมื่อกลับมาจากการทำธุรกิจที่เยเมน เพื่อนของเขาบอกว่าตอนที่เขาไม่อยู่ มุฮัมมัดได้ประกาศตนเองเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ตามรายงานจากอัฏเฏาะบะรี นักประวัติศาสตร์ ในหนังสือตารีคอัฏเฏาะบะรีว่า อะบูบักร์เข้ารับอิสลามหลังมีคนเข้ารับอิสลามแล้วประมาณ 50 คน แม้ว่ายังเป็นประเด็นถกเถียง[17] มุสลิมซุนนีบางส่วนและชีอะฮ์ทั้งหมดเชื่อว่า บุคคลที่สองที่ยอมรับมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์อย่างเปิดเผยคือ อะลี อิบน์ อะบีฏอลิบ ส่วนคนแรกคือเคาะดีญะฮ์ ภรรยาของมุฮัมมัด[18] อิบน์ กะษีรกล่าวปฏิเสธในหนังสือ อัลบิดายะฮ์ วันนิฮายะฮ์ ว่า ผู้หญิงคนแรกที่เข้ารับอิสลามคือเคาะดีญะฮ์ ซัยด์ อิบน์ ฮาริษะฮ์เป็นทาสผู้เป็นไทคนแรกที่เข้ารับอิสลาม อะลี อิบน์ อะบีฏอลิบเป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลาม เนื่องจากในเวลานั้นเขายังไม่บรรลุนิติภาวะ ส่วนอะบูบักร์เป็นชายเสรีชนคนแรกที่เข้ารับอิสลาม[19][20][11][4]

อิบน์ กะษีรกล่าวปฏิเสธในหนังสือ อัลบิดายะฮ์ วัลนิฮายะฮ์ ไว้ว่า หญิงคนแรกที่เข้ารับอิสลามคือเคาะดีญะฮ์ ซัยด์ อิบน์ ฮาริษะฮ์ เป็นทาสที่เป็นไทคนแรกที่เข้ารับอิสลาม อะลี อิบน์ อบีฏอลิบ เป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลาม โดยยัง ในขณะที่อะบูบักร์ เป็นชายไทคนแรกที่เข้ารับอิสลาม[19]

ชีวิตภายหลังในมักกะฮ์

[แก้]

กุตัยละฮ์ บินต์ อับดุลอุซซา ภรรยาของเขา ไม่เข้ารับอิสลาม และเขาได้หย่ากับเธอ ส่วนอุมมุรูมาน ภรรยาอีกคน เข้ารับอิสลาม ลูก ๆ ทุกคนเข้ารับอิสลาม ยกเว้นอับดุรเราะห์มาน การเปลี่ยนศาสนาของเขายังนำผู้คนมากมายมาสู่ศาสนาอิสลาม เขาชักชวนเพื่อนสนิทให้เปลี่ยนศาสนา[21][22] และได้นำศาสนาอิสลามไปบอกต่อเพื่อนฝูงคนอื่น ๆ ในลักษณะที่ทำให้หลายคนยอมรับนับถือศาสนานี้ด้วย ผู้ที่หันมานับถือศาสนาอิสลามที่ดะอ์วะฮ์ของอะบูบักร์ มีดังนี้:[23]

การยอมรับของอะบูบักร์เป็นก้าวสำคัญในภารกิจของมุฮัมมัด การค้าทาสเป็นเรื่องทั่วไปในมักกะฮ์ และทาสหลายคนเข้ารับอิสลาม เมื่อคนเสรีเข้ารับอิสลาม เขาจะได้รับความคุ้มครองจากชนเผ่าของตน แม้จะมีการต่อต้านก็ตาม แต่สำหรับทาสนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองและมักถูกข่มเหง อะบูบักร์จึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจแก่ทาส ดังนั้น เขาจึงซื้อ 8 คน (ชาย 4 และหญิง 4) ด้วยเงิน 40,000 ดินาร และปล่อยเป็นไท[24][25] เขาเป็นที่รู้จักจากการปล่อยทาส รวมถึงบิลาล อิบน์ เราะบาห์ ผู้ภายหลังเป็นมุอัซซินคนแรก

การยอมรับของอะบูบักร์เป็นก้าวสำคัญในภารกิจของมุฮัมมัด การค้าทาสเป็นเรื่องทั่วไปในมักกะฮ์ และทาสหลายคนเข้ารับอิสลาม เนื่องจากว่าทาสจะไม่ได้รับความคุ้มครองและมักถูกข่มเหง อะบูบักร์จึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจแก่ทาส ดังนั้น เขาจึงซื้อ 8 คน (ชาย 4 และหญิง 4) ด้วยเงิน 40,000 ดินาร และปล่อยเป็นไท[26][27]

ผู้ชายได้แก่

ผู้หญิงได้แก่:

ทาสส่วนใหญ่ที่อะบูบักร์ปล่อยให้เป็นไทเป็นทั้งหญิงหรือชายแก่และอ่อนแอ[28] เมื่อพ่อของเขาถามเขาว่าเหตุใดเขาจึงไม่ปลดปล่อยทาสที่แข็งแรงและอายุน้อย ซึ่งอาจเป็นแหล่งกำลังสำหรับเขา อะบูบักร์ตอบว่าเขากำลังปลดปล่อยทาสเพื่อประโยชน์ของพระเจ้า และไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของเขาเอง

การข่มเหงโดยชาวกุเรชใน ค.ศ. 613

[แก้]

สามปีหลังศาสนาอิสลามกำเนิด ชาวมุสลิมยังคงเก็บความศรัทธาเป็นความลับ ตามธรรมเนียมอิสลาม ใน ค.ศ. 613 อัลลอฮ์สั่งให้มุฮัมมัดเรียกผู้คนให้เข้ารับอิสลามอย่างเปิดเผย การกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชนครั้งแรกที่เชิญชวนผู้คนให้แสดงความจงรักภักดีต่อศาสดามุฮัมมัด กล่าวโดยอะบูบักร์[29] มีชายหนุ่มคนหนึ่งจากเผ่ากุร็อยช์วิ่งมาหาอะบูบักร์ด้วยอาการโกรธจัด แล้วชกใส่เขาจนหมดสติ[30] หลังจากเหตุการณ์นั้น ทำให้แม่ของอะบูบักร์เข้ารับอิสลาม อะบูบักร์ถูกชาวกุร็อยช์ข่มเหงหลายครั้ง แม้ว่าความเชื่อของอะบูบักร์จะได้รับการปกป้องจากตระกูลของเขาเอง แต่สำหรับชาวกุร็อยช์ทั้งเผ่าคงไม่เป็นเช่นนั้น

ช่วงปีสุดท้ายในมักกะฮ์

[แก้]

ใน ค.ศ. 617 เผ่ากุร็อยช์ทำการคว่ำบาตรต่อบะนูฮาชิม มุฮัมมัดกับผู้สนับสนุนจากบะนูฮาชิม ถูกตัดขาดออกไปจากมักกะฮ์ ความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดกับบะนูฮาชิมก็ถูกตัดขาดและอยู่ในสถานะจองจำ[31] ก่อนหน้านี้มุสลิมหลายคนอพยพไปอบิสซิเนีย (ปัจจุบันคือเอธิโอเปียและเอริเทรีย) อะบูบักร์รู้สึกทุกข์ใจ จึงออกเดินทางจากที่นั่นไปยังเยเมน และไปต่อยังอบิสซิเนีย เขาได้พบกับ Ad-Dughna (หัวหน้าเผ่า Qarah) เพื่อนของเขาที่นอกมักกะฮ์ ซึ่งได้เชิญอะบูบักร์ไปขอความคุ้มครองจากชาวกุร็อยช์ อะบูบักร์เดินทางกลับมักกะฮ์ นับเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับเขา แต่ไม่นานนัก Ad-Dughna จึงถูกบังคับให้ละทิ้งความคุ้มครองของเขา เนื่องจากแรงกดดันจากชาวกุเรช ทำให้ชาวกุร็อยช์สามารถข่มเหงอะบูบักร์ได้อีกครั้ง

ใน ค.ศ. 620 อบูฏอลิบ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ ลุงและผู้ปกป้องของมุฮัมมัด และเคาะดีญะฮ์ ภรรยาของมุฮัมมัด เสียชีวิต อาอิชะฮ์ ลูกสาวของเขาได้หมั้นกับมุฮัมมัด กระนั้นก็จะมีการจัดงานแต่งงานในภายหลัง อะบูบักร์เป็นคนแรกที่เป็นพยานถึงอิสรออ์กับเมียะอ์รอจญ์ (การเดินทางในเวลากลางคืน) ของมุฮัมมัด[32]

อพยพไปยังมะดีนะฮ์

[แก้]
มุฮัมมัด (ซ้าย) กับอะบูบักร์ซ่อนตัวในถ้ำที่ญะบัลเษาร์จาก Siyer-i Nebi

ใน ค.ศ. 622 จากการเชื้อเชิญของชาวมุสลิมในยัษริบ (ภายหลังคือมะดีนะฮ์) มุฮัมมัดสั่งให้ผู้ติดตามอพยพไปที่นั่น การโยกย้ายเริ่มต้นเป็นชุด ๆ ในขณะเดียวกัน อะบูบักร์ร่วมเดินทางไปมะดีนะฮ์กับมุฮัมมัด เนื่องจากอันตรายจากพวกกุร็อยช์ พวกเขาจึงไม่ใช้ถนน แต่เดินทางไปทางตรงกันข้าม แล้วหลบซ่อนในถ้ำที่ญะบัลเษาร์ ซึ่งห่างจากมักกะฮ์ทางตอนใต้ไป 5 ไมล์ อับดุลลอฮ์ อิบน์ อะบีบักร์ ลูกชายของอะบูบักร์ จะฟังแผนและบทสนทนาของพวกกุร็อยช์ และในเวลากลางคืน เขาจะนำข่าวมาให้ผู้ลี้ภัยในถ้ำ ส่วนอัสมาอ์ บินต์ อะบีบักร์ ลูกสาวของอะบูบักร์ นำกับอาหารมาให้พวกเขาทุกวัน[33] อามิร บริวารของอะบูบักร์ จะนำฝูงแพะมาปากถ้ำทุกคืน เพื่อให้พวกเขาดื่มนม พวกกุร็อยช์ส่งพรรคพวกไปทุกที่ โดยกลุ่มหนึ่งมาใกล้ปากถ้ำ แต่ไม่เห็นพวกเขา อะบูบักร์ได้รับการอ้างอิงในอัลกุรอาน โองการที่ 40 ของซูเราะฮ์ อัตเตาบะฮ์: "ถ้าหากพวกจ้าไม่ช่วยเขา แท้จริงนั้นอัลลอฮฺได้ทรงช่วยเขามาแล้ว ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ขับไล่เขาออกไป โดยที่เขาเป็นคนที่สองในสองคน ขณะที่ทั้งสองอยู่ในถ้ำนั้นคือขณะที่เขาได้กล่าวแก่สหายของเขา..."[34] อาอิชะฮ์, อะบู ซะอีด อัลคุดรี และอิบน์ อับบาสตีความโองการนี้ว่าอะบูบักร์คือคนที่สองที่อยู่ในถ้ำกับมุฮัมมัด

หลังอยู่ในถ้ำเป็นเวลาสามวันสามคืน อะบูบักร์กับมุฮัมมัดเดินทางไปยังมะดีนะฮ์ โดยพักอาศัยที่กุบาอ์ ชานเมืองมะดีนะฮ์ เป็นการชั่วคราว

ชีวิตในมะดีนะฮ์

[แก้]

ในมะดีนะฮ์ มุฮัมมัดตัดสินใจที่จะสร้างมัสยิด โดยอะบูบักร์เลือกและซื้อที่ดิน ชาวมุสลิม (รวมถึงอะบูบักร์) สร้างมัสยิดที่มีชื่อว่ามัสยิดอันนะบะวีบนพื้นที่นั้น อะบูบักร์ถูกจับคู่กับคอริญะฮ์ อิบน์ ซะอีด อันศอรี (ผู้มาจากมะดีนะฮ์) ในฐานะพี่น้องศาสนาเดียวกัน คอริญะฮ์ อิบน์ ซะอีด อันศอรีอาศัยอยู่ที่ Sunh ชานเมืองมะดีนะฮ์ และอะบูบักร์ก็อตั้งถิ่นฐานที่นั่น หลังครอบครัวอะบูบักร์มาที่มะดีนะฮ์ เขาจึงซื้อบ้านอีกหลังใกล้กับบ้านของมุฮัมมัด[35]

ในขณะที่สภาพภูมิอากาศของมักกะฮ์นั้นแล้ง สภาพภูมิอากาศของมะดีนะฮ์นั้นชื้น ทำให้ผู้อพยพส่วนใหญ่ป่วย อะบูบักร์ป่วยเป็นไข้หลายวัน ระหว่างนั้นเขาได้รับการดูแลจากคอริญะห์และครอบครัวของเขา อะบูบักร์เป็นพ่อค้าผ้าขายส่งที่มักกะฮ์ และเริ่มต้นธุรกิจเดียวกันนี้ที่มะดีนะฮ์ เขาเปิดร้านใหม่ที่ Sunh และจากที่นั่นก็มีการส่งผ้าไปยังตลาดที่มะดีนะฮ์ ไม่นานธุรกิจของเขาก็เจริญรุ่งเรือง ในช่วงต้น ค.ศ. 623 อาอิชะฮ์ ลูกสาวของอะบูบักร์ที่แต่งงานกับมุฮัมมัดแล้ว ถูกส่งไปที่บ้านของมุฮัมมัดหลังจัดพิธีแต่งงานแบบเรียบง่าย ซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอะบูบักร์และมุฮัมมัดแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น[36]

การทหารภายใต้คำสั่งของมุฮัมมัด

[แก้]

ยุทธการที่บะดัร

[แก้]

ใน ค.ศ. 624 อะบูบักร์มีส่วนร่วมในสงครามครั้งแรกระหว่างมุสลิมกับกุเรชแห่งมักกะฮ์ แต่ไม่ได้ต่อสู้ เพราะเขาทำหน้าที่เป็นหนึ่งในการ์ดที่เต้นท์ของมุฮัมมัด ต่อมา อะลีกล่าวโดยนัยว่า ใครเป็นชายที่กล้าหาญที่สุด ทุกคนตอบว่าอะลี อะลีจึงตอบว่า:

ไม่ อะบูบักร์เป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุด ในยุทธการที่บะดัร เราเตรียมกระโจมแก่ท่านศาสดา แต่เมื่อเราถูกถามว่าใครจะเป็นคนเฝ้าดู ไม่มีใครเลยที่จะทำงานนี้นอกจากอะบูบักร์ เขาชักดาบออกมายืนเคียงข้างศาสนทูตของอัลลอฮ์และปกป้องท่านจากพวกนอกรีตโดยโจมตีผู้ที่กล้าเดินไปในทิศทางนั้น ดังนั้น เขาคือชายที่กล้าหาญที่สุด[37]

ยุทธการที่อุฮุด

[แก้]

ใน ค.ศ. 625 เขามีส่วนร่วมในยุทธการที่อุฮุด ซึ่งฝ่ายมุสลิมส่วนใหญ่ล่าถอยและตัวเขาได้รับบาดเจ็บ[38] ก่อนเริ่มสงคราม อับดุรเราะห์มาน ลูกชายของเขาที่ตอนนั้นยังไม่เข้ารับอิสลามและสู้ให้กับฝ่ายกุร็อยช์ เดินมาข้างหน้าและท้าดวล อะบูบักร์รับคำท้า แต่มุฮัมมัดหยุดเขาไว้[39] ในช่วงที่สองของสงคราม ทหารม้าของคอลิด อิบน์ อัลวะลีดโจมตีฝ่ายมุสลิมจากทางด้านหลัง ทำให้เปลี่ยนจากชัยชนะไปเป็นความพ่ายแพ้ของฝายมุสลิม[40][41]

ยุทธการสนามเพลาะ

[แก้]

ใน ค.ศ. 627 เขามีส่วนร่วมในยุทธการสนามเพลาะและการรุกรานของบะนูกุร็อยเซาะฮ์[36] ในยุทธการสนามเพลาะ มุฮัมมัดแบ่งสนามเพลาะเป็นส่วน ๆ และตั้งยามในแต่ละส่วน หนึ่งในนั้นอยู่ภายใต้คำสั่งของอะบูบักร์ ฝ่ายศัตรูพยายามจะข้ามสนามเพลาะ แต่ถูกขับไล่ไปทั้งหมด เพื่อรำลึกเหตุการณ์นี้ จึงมีการสร้างมัสยิดขึ้น ภายหลังรู้จักกันในชื่อ 'มัสยิดอัศศิดดีก'[42] ในบริเวณที่อะบูบักร์ขับไล่ศัตรู[36]

ยุทธการที่ค็อยบัร

[แก้]

อะบูบักร์มีส่วนร่วมในยุทธการที่ค็อยบัร ตัวเมืองมีป้อม 8 แห่ง ป้อมที่แข็งแกร่งและป้องกันมากที่สุดมีชื่อว่า อัลเกาะมูศ มุฮัมมัดส่งอะบูบักร์พร้อมกับกลุ่มนักรบไปยึดมัน แต่ทำไม่ได้ ท่านจึงส่งอุมัรกับกลุ่มนักรบ และอุมัรก็ยึดป้อมนั้นไม่ได้เช่นกัน[43][44][45][46] มุสลิมบางคนพยายามยึดป้อม แต่ก็ไม่สำเร็จ[47] ท้ายที่สุด มุฮัมมัดจึงส่งอะลี และสามารถเอาชนะมัรฮับ หัวหน้าศัตรูได้[45][48]

การทหารในช่วงสุดท้ายของมุฮัมมัด

[แก้]

ใน ค.ศ. 629 มุฮัมมัดส่งอัมร์ อิบน์ อัลอาสไปที่ Zaat-ul-Sallasal ตามมาด้วยกำลังเสริมของอะบูอุบัยดะฮ์ อิบน์ อัลญัรเราะห์ อะบูบักร์และอุมัรควบคุมทหารของญัรเราะห์ และเข้าโจมตีและชนะเหนือฝ่ายศัตรู[49]

ใน ค.ศ. 630 เมื่อฝ่ายมุสลิมพิชิตมักกะฮ์ อะบูบักร์ก็เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังเหล่านั้น[50] ก่อนการพิชิต อะบูกุฮาฟะฮ์ พ่อของเขา เข้ารับอิสลาม[51][52]

ยุทธการที่ฮุนัยน์กับฏออิฟ

[แก้]

ใน ค.ศ. 630 กองทัพมุสลิมถูกซุ่มโจมตีโดยพลธนูของชนเผ่าท้องถิ่นในหุบเขาฮุนัยน์ ประมาณ 11 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงเหนือขของมักกะฮ์ ทำให้กองทัพมุสลิมระส่ำระส่าย อย่างไรก็ตาม มุฮัมมัด ยังคงอยู่นิ่ง พร้อมกับเศาะฮาบะฮ์ 9 คน รวมไปถึงอะบูบักร์ ภายใต้คำสั่งของมุฮัมมัด อับบาส อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ ตะโกนเรียกมุสลิมให้รวมตัวกัน แล้วโจมตีศัตรู จนทำให้พวกเขาแพ้และหนีไปที่เอาตาส

มุฮัมมัดตั้งกองทหารที่ทางผ่านฮุนัยน์ และนำกองทัพหลักไปที่เอาตาส ในการเผชิญหน้ากันที่เอาตาส ชนเผ่าไม่สามารถสู้รบกับฝ่ายมุสลิมได้ จึงทำลายค่ายและหนีไปที่ฏออิฟ

มุฮัมมัดสั่งอะบูบักร์ให้ไปสู้รบที่ฏออิฟ ชนเผ่านั้นได้ปิดประตูในป้อมและไม่ยอมออกมาสู้กลางแปลง ทำให้ต้องล้อมเมืองเป็นเวลาสองสัปดาห์ แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณของความอ่อนแอ ตอนนั้น มุฮัมมัดดำรงตำแหน่งสภาแห่งสงคราม อะบูบักร์แนะนำว่าควรหยุดล้อมเมืองเสีย เผื่ออัลลอฮ์ทรงเตรียมการทำลายป้อมเอง โดยมีการยอมรับคำแนะนำนี้ และในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 630 จึงเลิกล้อมเมือง และกองทัพมุสลิมจึงเดินทางกลับมักกะฮ์ ไม่กี่วันต่อมา มาลิก อิบน์ เอาฟ์ ผู้บัญชาการ มาที่มักกะฮ์ และเข้ารับอิสลาม[53]

อะบูบักร์ในฐานะอะมีรุลฮัจญ์

[แก้]

ใน ค.ศ. 630–631 (ฮ.ศ. 9) มุฮัมมัดแต่งตั้งอะบูบักร์เป็นอะมีรุลฮัจญ์ เพื่อนำผู้แสวงบุญประมาณ 300 คนจากมะดีนะฮ์ไปยังมักกะฮ์[54] ใน ค.ศ. 631 มุฮัมมัดได้ส่งคณะผู้แทนมุสลิม 300 คนจากมะดีนะฮ์ เพื่อทำพิธีฮัจญ์ตามแบบอิสลามและให้อบูบักร์เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน ในวันหลังจากอะบูบักร์กับกลุ่มของเขาออกไปทำฮัจญ์ มุฮัมมัดได้รับโองการใหม่: ซูเราะฮ์ อัตเตาบะฮ์ บทที่ 9 ในอัลกุรอาน[55] มีเรื่องเล่าว่าเมื่อมีการประทานโองการนี้ขึ้น มีคนเสนอให้มุฮัมมัดส่งข่าวนี้ไปให้อะบูบักร์ มุฮัมมัดกล่าวว่า มีเพียงคนในบ้านของเขาเท่านั้นที่สามารถประกาศโองการได้[44]

มุฮัมมัดเรียกอะลีมาและขอให้เขาประกาศซูเราะฮ์เตาบะฮ์บางส่วนแก่กลุ่มคนในวันเชือดพลี เมื่อพวกเขามารวมตัวกันที่มินา อะลีออกเดินทางด้วยอูฐหูกรีดของมุฮัมมัดและแซงหน้าอะบูบักร์ เมื่ออะลีเข้าร่วมกลุ่ม อะบูบักร์ต้องการทราบว่าเขามาเพื่อสั่งการหรือเพื่อนำคำสั่ง อะลีกล่าวว่าเขาไม่ได้มาแทนที่อะบูบักร์ในตำแหน่งอะมีรุลฮัจญ์ และภารกิจเดียวของเขาคือการนำสารพิเศษมาสู่ประชาชนในนามของมุฮัมมัด[56]

ที่มักกะฮ์ อะบูบักร์เป็นประธานในพิธีฮัจญ์ และอะลีอ่านประกาศในนามของมุฮัมมัด จุดประสงค์หลักของการประกาศคือ:

  1. นับจากนี้ไป ผู้มิใช่มุสลิมไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยมชมกะอ์บะฮ์หรือทำพิธีแสวงบุญ;
  2. ห้ามใครก็ตามเปลือยกายเดินวนรอบกะอ์บะฮ์;
  3. พหุเทวนิยมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ หากชาวมุสลิมมีข้อตกลงใด ๆ กับผู้นับถือพหุเทวนิยม ข้อตกลงดังกล่าวจะได้รับการยอมรับตามระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีข้อตกลงใด ๆ จะมีการผ่อนผันให้สี่เดือน และหลังจากนั้นจะไม่ไว้ชีวิตแก่พวกพหุเทวนิยม

นับตั้งแต่มีการประกาศนี้ขึ้น ยุคสมัยใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น และศาสนาอิสลามเท่านั้นที่จะมีอำนาจสูงสุดในอาระเบีย

การทัพของอะบูบักร์ อัศศิดดีก

[แก้]

อะบูบักร์นำทัพแค่ครั้งเดียวในการทัพของอะบูบักร์ อัศศิดดีก[57] ซึ่งเกิดขึ้นที่นัจญด์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 628 (เราะบีอุลเอาวัล ฮ.ศ. 7)[57] ทำให้หลายคนถูกสังหารและจับเป็นเชลย[58] โดยมีการบันทึกในฮะดีษซุนันอะบูดาวูดของซุนนี[59]

การทัพของอุซามะฮ์ อิบน์ ซัยด์

[แก้]

ใน ค.ศ. 632 ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของชีวิต มุฮัมมัดสั่งให้เดินทัพไปยังซีเรียเพื่อล้างแค้นจากการพ่ายแพ้ของมุสลิมในยุทธการที่มุอ์ตะฮ์เมื่อไม่กี่ปีก่อน การทัพนี้นำโดยอุซามะฮ์ อิบน์ ซัยด์ ซึ่งซัยด์ อิบน์ ฮาริษะฮ์ผู้เป๋นพ่อและบุตรบุญธรรมแต่ก่อนของมุฮัมมัด ถูกสังหารในความขัดแย้งก่อนหน้า[60] เนื่องจากอายุไม่ถึง 20 ปี ไม่มีประสบการณ์และไม่ได้ฝึกซ้อม ทำให้การแต่งตั้งอุซามะฮ์เป็นประเด็นถกเถียง แล้วกลายเป็นปัญหาเมื่อทหารผ่านศึกอย่างอะบูบักร์ อะบูอุบัยดะฮ์ อิบน์ อัลญัรรอห์ และซะอด์ อิบน์ อะบี วักกอศ อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา[61][62] กระนั้น การทัพยังคงดำเนินต่อไป ทว่าหลังได้ข่าวว่ามุฮัมมัดเสียชีวิต ทำให้กองทัพต้องกลับไปยังมะดีนะฮ์[61] การทัพนี้ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกจนกระทั่งหลังจากอะบูบักร์ขึ้นครองอำนาจเป็นเคาะลีฟะฮ์ ซึ่งในจุดนั้นพระองค์ตัดสินพระทัยที่จะยืนยันการบัญชาการของอุซามะฮ์อีกครั้ง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด[63]

มุฮัมมัดเสียชีวิต

[แก้]

หลังจากมุฮัมมัดเสียชีวิต สังคมมุสลิมไม่ได้เตรียมรับการสูญเสียผู้นำและหลายคนรู้สึกช็อกอย่างมาก อุมัรประกาศว่า มุฮัมมัดแค่ไปปรึกษาอัลลอฮ์และจะกลับมาในเร็ววัน แล้วจะทำร้ายใครก็ตามที่กล่าวว่ามุฮัมมัดตายแล้ว[64] อะบูบักร์ได้กลับมายังมะดีนะฮ์[65] แล้วเรียกให้อุมัรใจเย็นโดยการเผยร่างกายของมุฮัมมัด เพื่อให้เขาเชื่อว่าท่านเสียชีวิตแล้ว[66] เขาได้เรียกผู้คนมารวมตัวที่มัสยิด แล้วกล่าวว่า "ใครก็ตามที่สักการะมุฮัมมัด จงรู้เถิดว่าท่านเสียชีวิตแล้ว ถ้าใครสักการะอัลลอฮ์ พระองค์ทรงมีชีวิต เป็นอมตะ" จากนั้น เขาได้กล่าวโองการจากอัลกุรอานว่า "แท้จริงเจ้าจะต้องตาย และแท้จริงพวกเขาจะต้องตาย" (39:30) "และมุฮัมมัดนั้นหาใช่อื่นใดไม่นอกจากเป็นร่อซูลผู้หนึ่งเท่านั้น ซึ่งบรรดาร่อซูลก่อนจากเขาก็ได้ล่วงลับไปแล้ว แล้วหากเขาตายไปหรือเขาถูกฆ่าก็ตาม พวกเจ้าก็หันสันเท้าของพวกเจ้ากลับกระนั้นหรือ? และผู้ใดที่หันสันเท้าทั้งสองของเขากลับแล้วไซร้ มันก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่อัลลอฮฺแต่อย่างใดเลย และอัลลอฮฺนั้นจะทรงตอบแทนแก่ผู้กตัญญูทั้งหลาย" (3:144)[67][64]

ครองราชย์

[แก้]

ซะกีฟะฮ์

[แก้]

หลังมุฮัมมัดเสียชีวิตทันที จึงมีการรวมตัวของชาวอันศอร (คนท้องถิ่นมะดีนะฮ์) ที่ซะกีฟะฮ์ (ลาน) ของตระกูลบะนูซาอิดะฮ์[68][69][70] ความเชื่อทั่วไปในเวลานั้นก็คือ วัตถุประสงค์ของการประชุมคือเพื่อให้กลุ่มอันศอรตัดสินใจเลือกผู้นำคนใหม่ของชุมชนมุสลิมในหมู่พวกเขา โดยเจตนาแยกกลุ่มมุฮาญิรูน (ผู้อพยพจากมักกะฮ์) ออกไป แม้ว่าต่อมาเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นถกเถียงก็ตาม[71]

กระนั้น เมื่อทราบเรื่องการประชุม อะบูบักร์และอุมัรเริ่มกังวลเกี่ยวกับการรัฐประหาร จึงรีบไปยังที่ประชุม เมื่อมาถึง อะบูบักร์ได้กล่าวเตือนผู้ที่มาชุมนุมว่า หากพยายามเลือกผู้นำที่ไม่ใช่ชนเผ่ากุร็อยช์อันเป็นชนเผ่าของมุฮัมมัดเอง อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เนื่องจากมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถสร้างความเคารพนับถือที่จำเป็นในหมู่ชุมชนได้ จากนั้นเขาจึงจับมืออุมัรและอะบูอุบัยดะฮ์ และเสนอให้ชาวอันศอรเลือกผู้นำที่เหมาะสม ฮะบับ อิบน์ มุนษิร ทหารผ่านศึกจากยุทธการที่บะดัร ได้โต้แย้งด้วยข้อเสนอของตนเองว่าชาวกุร็อยช์และชาวอันศอรควรเลือกผู้นำจากกลุ่มตนเอง ซึ่งจะปกครองร่วมกัน เมื่อได้ยินข้อเสนอนี้ กลุ่มเริ่มเดือดดาลและเริ่มโต้เถียงกันเอง[72]

อุมัรรีบจับมืออะบูบักร์และสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างของผู้ที่มาร่วมประชุม การประชุมยุติลงเมื่อเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างอุมัรและซะอด์ อิบน์ อุบาดะฮ์ หัวหน้าบะนูซาอิดะฮ์ เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการเลือกอะบูบักร์ไม่ใช่เอกฉันท์ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจอย่างมากจากความขัดแย้งดังกล่าว[73]

อะบูบักร์ได้รับการยอมรับอย่างเกือบทั้งหมดในฐานะผู้นำชุมชนมุสลิม (ภายใต้ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์) อันเป็นผลมาจากซะกีฟะฮ์ แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับความขัดแย้งเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ ผู้ติดตามหลายคน ซึ่งผู้ที่โดดเด่นที่สุดคืออะลี อิบน์ อะบีฏอลิบ ในตอนแรกปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของเขา[68] ในหมู่ชาวชีอะฮ์ ยังมีการโต้แย้งว่าอาลีเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นทายาทของมุฮัมมัดมาก่อน โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการฝ่าฝืนความปรารถนาของมุฮัมมัด[74] ต่อมาอะบูบักร์ได้ส่งอุมัรไปเผชิญหน้ากับอะลี ส่งผลให้เกิดการทะเลาะวิวาทซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรง[75] อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปหกเดือน กลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้เจรจาสันติภาพกับอะบูบักร์ และอะลีได้แสดงความจงรักภักดีต่อเขา[76]

ขึ้นครองราชย์

[แก้]

หลังได้รับตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮ์ อะบูบักร์ได้กล่าวคำปราศรัยไว้ว่า:

ประชาชนทั้งหลาย ฉันได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองของพวกท่าน ฉันก็มิได้ดีไปกว่าพวกท่าน ถ้าหากว่าฉันทำดี ท่านทั้งหลายจงให้การช่วยเหลือฉันเถิด ถ้าหากว่าฉันทำผิดพลาด ท่านทั้งหลายก็จงนำฉันสู่ทางที่เที่ยงตรงเถิด การพูดจริงเป็นความรับผิดชอบ การพูดเท็จเป็นการบิดพลิ้ว ผู้ที่อ่อนแอในพวกท่านคือผู้ที่แข็งแรงในสายตาฉัน จนกว่าฉันจะเอาสิทธิของเขากลับมาให้แก่เขา และผู้ที่แข็งแรง (ในพวกท่าน) คือผู้ที่อ่อนแอในสายตาของฉันจนกว่าจะเอาสิทธิ (ที่ถูกอธรรม) มาจากเขา –อินชาอัลลอฮ์ คนหนึ่งในพวกท่านอย่าทิ้งการญิฮาด เพราะว่าไม่มีกลุ่มชนใดละทิ้งการญิฮาด นอกจากอัลลอฮ์จะทรงทำให้เขาตกต่ำ ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังฉัน ในเมื่อฉันเชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และถ้าหากฉันฝ่าฝืนอัลลอฮ์ ท่านทั้งหลายก็ไม่ต้องเชื่อฟังฉัน (อัลบิดายะฮ์ วันนิฮายะฮ์ 6:305, 306)

การปกครองของอะบูบักร์อยู่นานถึง 27 เดือน ในช่วงนั้น พระองค์ได้ปราบกบฏทั่วคาบสมุทรอาหรับในสงครามริดดะฮ์ ในเดือนสุดท้ายของการปกครอง พระองค์ส่งคอลิด อิบน์ อัลวะลีดไปพิชิตจักรวรรดิซาเซเนียนที่เมโสโปเตเมียและจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่ซีเรีย ทำให้มีการเริ่มต้นเส้นทางประวัติศาสตร์[77] (ดำเนินต่อโดยอุมัรและอุษมาน) ว่าในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าจะนำไปสู่หนึ่งในจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พระองค์แทบไม่มีเวลาใส่ใจกับการบริหารรัฐ แม้ว่ากิจการภาครัฐยังมั่นคงในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ พระองค์ตกลงที่จะรับเงินเดือนจากคลังของรัฐและยุติการค้าผ้าตามคำแนะนำของอุมัรและอะบูอุบัยดะฮ์ อิบน์ อัลญัรรอห์

สงครามริดดะฮ์

[แก้]
รัฐเคาะลีฟะฮ์ในรัชสมัยของอะบูบักร์ในช่วงสูงสุดเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 634

หลังอะบูบักร์ครองราชย์ ก็เริ่มมีปัญหาขึ้น เผ่าอาหรับบางส่วนเริ่มก่อกบฎ คุกคามความสามัคคีและเสถียรภาพของชุมชนและรัฐใหม่ การก่อความไม่สงบเหล่าและการตอบสนองของเคาะลีฟะฮ์ต่อเหตุการณ์เหล่านี้ เรียกรวมกันว่าสงครามริดดะฮ์ ("สงครามแห่งการละทิ้งศาสนา")[78]

ขบวนการต่อต้านมีสองรูปแบบ รูปแบบหนึ่งท้าทายอำนาจทางการเมืองของรัฐเคาะลีฟะฮ์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น รวมถึงอำนาจทางศาสนาของศาสนาอิสลาม ด้วยการยกย่องอุดมการณ์ที่เป็นคู่แข่งกัน ซึ่งนำโดยผู้นำทางการเมืองที่อ้างสิทธิ์ในการเป็นศาสดาในลักษณะเดียวกับที่ศาสดามุฮัมมัดเคยทำ กบฏเหล่านี้ ได้แก่:[78]

ในประวัติศาสตร์อิสลามเรียกผู้นำเหล่านี้ว่า "ศาสดาจอมปลอม"[78]

รูปแบบที่สองมักเน้นในด้านการเมืองมากกว่า บางกลุ่มใช้รูปแบบกบฎภาษีในนัจด์ ส่วนอีกกลุ่มใช้โอกาสตอนมุฮัมมัดเสียชีวิตในการหยุดการเติบโตของรัฐอิสลามใหม่[78]

อะบูบักร์พอเข้าใจสถานะการณ์นี้ จึงใช้กำลังทหารแบ่งไปหลายส่วน โดยกองทัพของคอลิด อิบน์ อัลวะลีดนำไปปราบกบฎที่นัจด์เช่นเดียวกับพวกมุซัยลิมะฮ์ ชุเราะฮ์บีล อิบน์ ฮะซะนะฮ์ กับอัลอะลาอ์ อิบน์ อัลฮัฎเราะมีถูกส่งไปที่บาห์เรน ในขณะที่อิกริมะฮ์ อิบน์ อบีญะฮัล, ฮุดัยฟะฮ์ อัลบาริกี และอัรฟะญะฮ์ อัลบาริกีถูกส่งไปที่โอมาน ท้านที่สุด อัลมุฮาญิร อิบน์ อะบีอุมัยยะฮ์และคอลิก อิบน์ อาซิดถูกส่งไปเยเมนเพื่อช่วยเหลือผู้ว่าราชการส่วนท้องถิ่นในการควบคุมพื้นที่อีกครั้ง อะบูบักร์ยังใช้วิธีการทางการทูตควบคู่ไปกับมาตรการทางทหาร พระองค์ใช้การแต่งงานเป็นพันธมิตรและแรงจูงใจทางการเงินเพื่อผูกมัดอดีตศัตรูให้เข้ากับรัฐเคาะลีฟะฮ์ เช่นเดียวกับมุฮัมมัด ดังตัวอย่างสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลบะนูฮะนีฟะฮ์ที่เข้าข้างชาวมุสลิมได้รับรางวัลเป็นที่ดิน เช่นเดียวกัน กบฏกินดะฮ์ชื่อ อัลอัชอัษ อิบน์ ก็อยส์ หลังจากสำนึกผิดและกลับเข้ารับอิสลาม ต่อมาก็ได้รับที่ดินในมะดีนะฮ์ รวมถึงอุมม์ฟัรวา พี่/น้องสาวของอะบูบักร์ในการแต่งงาน[79]

การทัพสู่เมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย และซีเรีย

[แก้]

ด้วยการที่อาระเบียรวมกันภายใต้รัฐรวมศูนย์เดียวที่มีกองทัพที่แข็งแกร่ง ภูมิภาคนี้จึงอาจถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามต่อจักรวรรดิไบแซนไทน์และซาเซเนียนที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยอาจมีความเป็นไปได้ที่อะบูบักร์คิดว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มหาอำนาจเหล่านี้จะต้องเปิดฉากโจมตีต่อรัฐเคาะลีฟะฮ์ที่เพิ่งกำเนิดก่อน จึงตัดสินใจว่าควรจะโจมตีด้วยตัวเองก่อนดีกว่า ไม่ว่าแรงจูงใจของเคาะลีฟะฮ์จะเป็นอย่างไร ใน ค.ศ. 633 กองกำลังขนาดเล็กก็ถูกส่งเข้าไปในอิรักและปาเลสไตน์ ยึดเมืองไว้บางส่วน แม้ว่าไบแซนไทน์และซาเซเนียนสามารถตอบโต้ได้ อะบูบักร์มีเหตุผลอย่างมั่นใจว่า หลังสองจักรวรรดิสู้รบกันหลายศตวรรษ กองทัพทั้งสองฝ่ายเริ่มรู้สึกเหนื่อย ทำให้การส่งกองทัพใด ๆ มาที่อาระเบียจะทำให้พวกเขาอ่อนแอและมีจำนวนน้อยลง[80]

ถึงแม้ว่าอะบูบักร์ได้เริ่มความขัดแย้งช่วงต้นที่ทำให้เกิดการพิชิตจักรวรรดิซาเซเนียนและลิแวนต์ พระองค์ไม่ได้เห็นการพิชิตเหล่านั้น แต่ได้มอบภารกิจให้ผู้บังคับบัญชาแทน[80]

การรักษากุรอาน

[แก้]

อะบูบักร์มีบทบาทสำคัญในการรักษาอัลกุรอานไว้ในรูปแบบลายลักษณ์อักษร กล่าวกันว่า หลังจากชัยชนะเหนือมุซัยลิมะฮ์ในยุทธการที่ยะมามะฮ์เมื่อ ค.ศ. 632 อุมัรเห็นว่า มีมุสลิม 500 คนที่จำกุรอานถูกสังหารในสงครามนี้ ด้วยความกลัวว่าอัลกุรอานจะสูญหายหรือถูกบิดเบือน อุมัรจึงร้องขอให้อะบูบักร์รวบรวมและรักษาคำภีร์เป็นเล่ม ตอนแรกท่านเคาะลีฟะฮ์ทรงลังเลแล้วกล่าวว่า "จะให้เราทำในสิ่งที่ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ขอให้พระองค์อัลลอฮ์ทรงอำนวยพรและทรงประทานความสันติแก่ท่าน ไม่ได้ทำหรือ?" ต่อมาพระองค์อนุญาต และให้ซัยด์ อิบน์ ษาบิต ไปรวมรวมโองการจากทุกที่ ซึ่งรวมไปถึงจากกิ่งต้นปาล์ม หนังสัตว์, แผ่นหิน และ "จากใจของมนุษย์" ผลงานที่รวบรวมได้ถูกถอดความลงบนแผ่นกระดาษและตรวจสอบโดยการเปรียบเทียบกับผู้ที่ท่องจำอัลกุรอาน[81][82] บับสมบูรณ์ที่มี มุศฮัฟ ถูกนำเสนอแก่อะบูบักร์ แล้วยกให้อุมัรก่อนที่พระองค์สวรรคต[83] เมื่ออุมัรเสียชีวิต มุศฮัฟ ถูกส่งให้ฮัฟเศาะฮ์ บินต์ อุมัร ลูกสาวของเขาที่เป็นภรรยาของมุฮัมมัด โดยเป็นต้นแบบของฉบับอุษมาน ซึ่งเป็นต้นฉบับของกุรอานในปัจจุบัน[84][หมายเหตุ 1]

สวรรคต

[แก้]
จุลจิตรกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากเอกสารตัวเขียน Hamla-i Haydari แสดงอะบูบักร์สวรรคตขณะบรรทมต่อหน้าอะลี

ในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 634 อะบูบักร์ล้มป่วยและรักษาไม่หาย พระองค์มีไข้สูงและต้องบรรทมติดเตียง และเมื่ออาการแย่ลง พระองค์จึงเรียกอะลีให้ทำฆุสล์แก่เขา เพราะอะลีเคยทำกับมุฮัมมัดมาก่อน

อะบูบักร์รู้สึกว่าพระองค์ควรแต่งตั้งผู้สืบทอดต่อ เพื่อที่จะได้ไม่มีความระหองระแหงระหว่างมุสลิมหลังจากเสียชีวิต แม้ว่าจะมีข้อโต้แย้งว่าอะลีไม่ได้เป็นคนที่ถูกเลือก[86] หลังปรึกษาแล้ว พระองค์ยกตำแหน่งนี้ให้กับอุมัร ทำให้บางกลุ่มยินดี แต่บางส่วนไม่ชอบเพราะอารมณ์ที่ฉุนเฉียวของอุมัร

อุมัรเป็นผู้นำละหมาดศพและพระศพของอะบูบักร์ถูกฝังข้างสุสานของมุฮัมมัด[87]

ภาพลักษณ์

[แก้]

การประเมินและการสืบทอด

[แก้]

แม้ว่ารัฐเคาะลีฟะฮ์ของอะบูบักร์อยู่เพียงแค่สองปี สองเดือน และสิบห้าวัน ดินแดนนี้ทำการรบที่ประสบความสำเร็จกับจักรวรรดิซาเซเนียนและจักรวรรดิไบแซนไทน์ สองจักรวรรดิที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคนั้น พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในฉายา อัศศิดดีก, อะตีก และ สหายแห่งถ้ำ[88]

ในฐานะเคาะลีฟะฮ์องค์แรกในประวัติศาสตร์อิสลาม อะบูบักร์ยังเป็นคนแรกที่เสนอชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งอีกด้วย ที่น่าสังเกตคือ พระองค์ได้คืนเงินอุดหนุนทั้งหมดของเคาะลีฟะฮ์ให้แก่กระทรวงการคลังหลังสวรรคต ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมือนใครในหมู่เคาะลีฟะฮ์[19] นอกจากนี้ พระองค์ยังซื้อที่ดินสำหรับมัสยิดอันนะบะวีอีกด้วย[89]

มุมมองซุนนี

[แก้]

ธรรมเนีมซุนนีมองอะบูบักร์เป็นบุคคลที่ดีที่สุด เป็นรองเพียงท่านศาสดา เขายังถือเป็นหนึ่งในสิบคนที่มุฮัมมัดได้สัญญาว่าเข้าสวรรค์ อะบูบักร์ได้รับการรับรองเป็น "ผู้สืบทอดศาสนทูตของอัลลอฮ์" (เคาะลีฟะฮ์เราะซูลุลลอฮ์) บุคคลแรกในบรรดาเคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรม นั่นคือ รอชิดูน และผู้สืบทอดโดยชอบธรรมต่อมุฮัมมัด เขาเป็นเพื่อนสนิทและเป็นที่พึ่งของมุฮัมมัดเสมอ คอยอยู่เคียงข้างท่านในทุกโอกาสสำคัญ มุฮัมมัดยกย่องภูมิปัญญาของอะบูบักร์อย่างสม่ำเสมอ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของมุฮัมมัด ดังที่อุมัร อิบน์ อัลค็อฏฏอบกล่าวไว้ว่า "หากความศรัทธาของอะบูบักร์ถูกชั่งน้ำหนักเทียบกับศรัทธาของผู้คนบนโลก ความศรัทธาของอะบูบักร์ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าศรัทธาของพวกเขา"[90]

มุมมองชีอะฮ์

[แก้]

มุสลิมนิกายชีอะฮ์เชื่อว่าอะลี อิบน์ อะบีฏอลิบควรจะขึ้นเป็นผู้นำ และเขาได้รับการแต่งตั้งอย่างเปิดเผยและชัดเจนจากมุฮัมมัดให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อที่เฆาะดีร์คุมม์ เชื่อกันว่าอะบูบักร์และอุมัรสมคบคิดกันเพื่อยึดอำนาจในประเทศมุสลิมหลังการเสียชีวิตของมุฮัมมัดในการรัฐประหารโค่นอะลี

ชีอะฮ์สิบสองอิมามส่วนใหญ่ (เป็นสายหลักของชีอะฮ์ มีผู้นับถือถึงร้อยละ 85)[91][92][93][94] มีมุมมองเชิงลบต่ออะบูบักร์ เพราะหลังมุฮัมมัดเสียชีวิต อะบูบักร์ปฏิเสธที่จะมอบที่ดินในหมู่บ้านฟะดักให้แก่ฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของมุฮัมมัด ซึ่งเธออ้างว่าบิดาของเธอได้มอบให้เป็นของขวัญก่อนที่จะเสียชีวิต เขาปฏิเสธที่จะยอมรับคำให้การเป็นพยานของเธอ ดังนั้นเธอจึงอ้างว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นของเธอในฐานะมรดกจากบิดาผู้ล่วงลับ อย่างไรก็ตาม อะบูบักร์ตอบว่ามุฮัมมัดได้บอกเขาว่าศาสนทูตของอัลลอฮ์จะไม่ทิ้งทรัพย์สมบัติทางโลกใด ๆ ไว้เป็นมรดก และด้วยเหตุนี้ เขาจึงปฏิเสธที่จะมอบที่ดินในหมู่บ้านฟะดักให้แก่เธอ[95] อย่างไรก็ตาม ดังที่ Sayed Ali Asgher Razwy ได้กล่าวไว้ในหนังสือ A Restatement of the History of Islam & Muslims ของเขาว่า มุฮัมมัดได้รับมรดกเป็นสาวใช้หนึ่งคน อูฐห้าตัว และแกะสิบตัว มุสลิมนิกายชีอะฮ์เชื่อว่าศาสดาสามารถรับมรดกได้ และสามารถส่งต่อมรดกให้กับผู้อื่นได้เช่นกัน[96] นอกจากนี้ ชีอะฮ์ยังอ้างว่ามุฮัมมัดได้มอบฟะดักให้กับฟาฏิมะฮ์ในช่วงที่ยังมีชีวิต[97] ดังนั้นฟะดักจึงเป็นของขวัญสำหรับฟาฏิมะฮ์ ไม่ใช่มรดก ทัศนะนี้ได้รับการสนับสนุนจากอัลมะอ์มูน ผู้ปกครองราชวงศ์อับบาซียะฮ์ด้วย[98]

ชีอะฮ์สิบสองอิมามยังกล่าวหาอะบูบักร์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเผาบ้านอะลีและฟาฏิมะฮ์[99] ชีอะฮ์สิบสองอิมามเชื่อว่าอะบูบักร์ส่งคอลิด อิบน์ อัลวาลิดไปปราบปรามผู้ที่สนับสนุนการสถาปนารัฐเคาะลีฟะฮ์ของอะลี (ดู สงครามริดดะฮ์) ชีอะฮ์สิบสองอิมามคัดค้านอย่างหนักต่อแนวคิดที่ว่าอะบูบักร์หรืออุมัรมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมหรือเก็บรักษาคัมภีร์อัลกุรอาน โดยอ้างว่าพวกเขาควรยอมรับสำเนาคัมภีร์อัลกุรอานที่อยู่ในครอบครองของอะลี[100]

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายซุนนีโต้แย้งว่าอะลีและอะบูบักร์ไม่ใช้ศัตรู และอะลีตั้งชื่อลูกชายของตนว่าอะบูบักร์ เพื่อเป็นเกียรติแด่เขา[101] หลังอะบูบักร์สวรรคต อะลีเลี้ยงดูมุฮัมมัด อิบน์ อะบูบักร์ ลูกชายของอะบูบักร์ ชีอะฮ์สิบสองอิมามมองว่ามุฮัมมัดเป็นหนึ่งในสหายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอะลี[102] เมื่อเขาถูกสังหารโดยฝ่ายอุมัยยะฮ์[102] อาอิชะฮ์ ภรรยาคนที่สามของศาสดามุฮัมมัด เลี้ยงดูและสอนหลานชายของเธอชื่อ กอซิม อิบน์ มุฮัมมัด อิบน์ อะบูบักร์ แม่ของกอซิมมาจากครอบครัวอะลี และฟัรวะฮ์ ลูกสาวของเขาผู้สมรสกับมุฮัมมัด อัลบากิร และเป็นมารดาของญะอ์ฟัร อัศศอดิก ดังนั้น กอซิมเป็นหลานชายของอะบูบักร์และตาของญะอ์ฟัร อัศศอดิก

หมายเหตุ

[แก้]
  1. สันนิษฐานว่าเป็นคนกลาง
  2. สันนิษฐานว่าเด็กสุด
  1. แหล่งข้อมูลยุคต้นหลายแห่ง ไม่เฉพาะฝั่งชีอะฮ์ เชื่อว่ามีกุรอานฉบับที่รวบรวมโดยอะลี แต่กลับสูญหายไป[85]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Tabaqat ibn Sa'd 3/ 169
  2. "Jami' at-Tirmidhi 3679 - Chapters on Virtues - كتاب المناقب عن رسول الله صلى الله عليه وسلم - Sunnah.com - Sayings and Teachings of Prophet Muhammad (صلى الله عليه و سلم)". sunnah.com. สืบค้นเมื่อ 2 October 2023.
  3. Abi Na'eem, "Ma'arifat al-sahaba", no. 60
  4. 1 2 Campo, Juan Eduardo (15 April 2009). Encyclopedia of Islam. Infobase Publishing. ISBN 9781438126968 โดยทาง Google Books.
  5. Abi Na'eem, "Ma'arifat al-sahaba", no. 64, 65
  6. Glassé, Cyril (15 April 2003). The New Encyclopedia of Islam. Rowman Altamira. ISBN 9780759101906 โดยทาง Google Books.
  7. Donner, Fred M. (2010). Muhammad and the Believers - At the Origins of Islam (ภาษาอังกฤษ). Harvard University Press. p. 102. ISBN 978-0-674-05097-6.
  8. 1 2 3 محمد الصلابي, علي. سيرة أبي بكر الصديق شخصيته وعصره. สืบค้นเมื่อ 2 October 2023.
  9. Al-Suyuti, Jalaladin. "al-Dur al-Manthoor". tafsir.app. สืบค้นเมื่อ 2 October 2023.
  10. Al-Jubouri, I.M.N. (2010). Islamic Thought: From Mohammed to 11 September 2001. Xlibris Corporation. p. 53. ISBN 9781453595855.
  11. 1 2 Saritoprak, Zeki. "Abu Bakr Al-Siddiq". oxfordbibliographies.com. Oxford University Press. สืบค้นเมื่อ 12 December 2018.
  12. Drissner, Gerald (2016). Islam for Nerds – 500 Questions and Answers. createspace. p. 432. ISBN 978-1530860180.
  13. War and Peace in the Law of Islam by Majid Khadduri, translated by Muhammad Yaqub Khan Published 1951 Ahmadiyyah Anjuman Ishaat Islam, original from the University of Michigan, digitised 23 October 2006
  14. Al-Zarkali, Al-A'lam, Dar al-Ilm lil Malayeen, 15th edition, May 2002
  15. Masud-ul-Hasan. Sidiq-i-Akbar Hazrat Abu Bakr. Ferozsons. p. 2.
  16. "Abu Bakr Al-Siddiq – Islamic Studies". Oxford Bibliographies Online. สืบค้นเมื่อ 13 September 2018.
  17. Tarikh al-Tabari, vol.2, p. 60
  18. M. Th. Houtsma et al., eds., First Encyclopaedia of Islam, 1913–1936, E. J. Brill, 8 vols with Supplement (vol. 9), 1991 ISBN 90-04-09796-1
  19. 1 2 3 The Biography Of Abu Bakr As Siddeeq by Dr. Ali Muhammad As-Sallaabee (Published 2007)
  20. "Abu Bakr - Biography & Facts". britannica.com. 19 August 2023.
  21. Al-Bidaya wa l-Nihaya 3/26
  22. Merriam-Webster's Encyclopedia of World Religions by Wendy Doniger ISBN 978-0-87779-044-0
  23. Ashraf, Shahid (2004). Encyclopaedia Of Holy Prophet And Companion (Set Of 15 Vols.) (ภาษาอังกฤษ). Anmol Publications Pvt. Limited. ISBN 978-81-261-1940-0.
  24. Tabaqat ibn Sa'd 3/ 169, 174
  25. Tarikh ar-Rusul wa al-Muluk 3/ 426
  26. Tabaqat ibn Sa'd 3/ 169, 174
  27. Tarikh ar-Rusul wa al-Muluk 3/ 426
  28. The Mohammedan Dynasties: Chronological and Genealogical Tables with Historical Introductions (1894) by Stanley Lane-Poole, published by Adamant Media Corporation ISBN 978-1-4021-6666-2
  29. Muslim persecution of heretics during the marwanid period (64-132/684-750), Judd Steven, Al-Masq: Islam & the Medieval Mediterranean, April 2011, Vol. 23, Issue 1, pp. 1–14.
  30. Abu Bakr by Atta Mohy-ud-Din, published 1968 S. Chand Original from the University of Michigan, digitised 6 January 2006, ASIN B0006FFA0O.
  31. "The Economic and Social Boycott of the Banu Hashim". al-islam.org (ภาษาอังกฤษ). 10 November 2013. สืบค้นเมื่อ 22 June 2024.
  32. Islam (Exploring Religions) by Anne Geldart, published by Heinemann Library, 28 September 2000 ISBN 978-0-431-09301-7
  33. Islamic Culture by the Islamic Cultural Board Published 1927 s.n. Original from the University of Michigan, digitised 27 March 2006.
  34. "Surah Taubah Ayat 40 (9:40 Quran) With Tafsir". myislam.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 6 February 2024.
  35. Hazrat Abu Bakr, the First Caliph of Islam by Muhammad Habibur Rahman Khan Sherwani, published 1963, Sh. Muhammad Ashraf, original from the University of Michigan, digitised 14 November 2006.
  36. 1 2 3 Tabqat ibn al-Saad book of Maghazi, p. 62
  37. Sidiq-i-Akbar Hazrat Abu Bakr by Prof. Masud-ul-Hasan, p. 31, printed and published by A. Salam, Ferozsons, 60, Shahrah-e-Quaid-e-Azam, Lahore
  38. Morgan, Diane (2010). Essential Islam: A Comprehensive Guide to Belief and Practice. ABC-Clio. p. 126. ISBN 9780313360268.
  39. Sherwani, Muhammad Habibur Rahman Khan (1963). Hazrat Abu Bakr, the First Caliph of Islam. p. 23.
  40. Watt, W. Montgomery (1974). Muhammad: Prophet and Statesman. Oxford University Press. pp. 138–139. ISBN 0-19-881078-4.
  41. "Uhud", Encyclopedia of Islam Online
  42. Masud-ul-Hasan. Sidiq-i-Akbar Hazrat Abu Bakr. Ferozsons. p. 36.
  43. Razwy, Sayed Ali Asgher. A Restatement of the History of Islam & Muslims. p. 192.
  44. 1 2 ibn Ishaq, Muhammad. The Life of the Messenger of God.
  45. 1 2 Irving, Washington. The Life of Mohammed.
  46. Haykal, Muhammad Husayn (1935). The Life of Muhammad. As the days went by, the Prophet sent Abu Bakr with a contingent and a flag to the fortress of Na'im; but he was not able to conquer it despite heavy fighting. The Prophet then sent Umar bin al-Khattab on the following day, but he fared no better than Abu Bakr.
  47. Razwy, Sayed Ali Asgher. A Restatement of the History of Islam & Muslims. pp. 192–193. Some other captains also tried to capture the fortress but they also failed.
  48. Razwy, Sayed Ali Asgher. A Restatement of the History of Islam & Muslims. p. 193.
  49. Sahih-al-Bhukari book of Maghazi, Ghazwa Saif-al-Jara
  50. Lasani, Yousaf Manzoor (12 July 2020). "Who was Hazrat Abu Bakr (RA)? His Life and Contributions to Islam". zillnoorain.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 23 June 2024.[ลิงก์เสีย]
  51. slife (26 December 2018). "Conquest of Mecca". The Spiritual Life (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 22 June 2024.
  52. "Facts about Abu Bakr al-Siddiq". studioarabiyainegypt.com (ภาษาอังกฤษ). 28 November 2022. สืบค้นเมื่อ 23 June 2024.
  53. Masud-ul-Hasan. Sidiq-i-Akbar Hazrat Abu Bakr. Ferozsons. p. 46.
  54. Hathaway 2015.
  55. Razwy, Sayed Ali Asgher. A Restatement of the History of Islam & Muslims. p. 255.
  56. "The Proclamation of Surah Bara'ah or Al Tawbah". al-islam.org (ภาษาอังกฤษ). 2013-11-10. สืบค้นเมื่อ 2025-04-25.
  57. 1 2 Atlas Al-sīrah Al-Nabawīyah. Darussalam Publishers. 1 January 2004. ISBN 9789960897714 โดยทาง Google Books.
  58. The life of Mahomet and history of Islam, Volume 4, By Sir William Muir, p. 83 See bottom of page, notes section
  59. Sunan Abu Dawood, 14:2632
  60. Ahmad, Fazl (1961). Heroes of Islam Series - Abu Bakr, the first caliph of Islam. p. 42.
  61. 1 2 Powers, David S. (2011). Muhammad Is Not the Father of Any of Your Men - The Making of the Last Prophet. University of Pennsylvania Press. p. 27. ISBN 9780812205572.
  62. Balyuzi, Hasan M. (1976). Muḥammad and the Course of Islám. p. 151.
  63. "The Expedition Of Usama Bin Zayd". discover-the-truth.com (ภาษาอังกฤษ). 21 March 2016. สืบค้นเมื่อ 22 June 2024.
  64. 1 2 Phipps, William E. (2016). Muhammad and Jesus - A Comparison of the Prophets and Their Teachings. Bloomsbury. p. 70. ISBN 9781474289351.
  65. Syed, Muzaffar Husain; Akhtar, Syed Saud; Usmani, B. D. (2011). Concise History of Islam. Vij Books India Pvt. p. 27. ISBN 9789382573470.
  66. Mattson, Ingrid (2013). The Story of the Qur'an - Its History and Place in Muslim Life. John Wiley & Sons. p. 185. ISBN 9780470673492.
  67. Sahih al-Bukhari 3667
  68. 1 2 Fitzpatrick & Walker 2014, p. 3.
  69. Madelung 1997, pp. 30–2.
  70. Lecomte 2022.
  71. Madelung, Wilferd (1997). The Succession to Muhammad. p. 31.
  72. Madelung (1997, pp. 30–31)
  73. Madelung (1997, p. 32)
  74. Platzdasch, Bernhard; Saravanamuttu, Johan (6 August 2014). Religious Diversity in Muslim-majority States in Southeast Asia - Areas of Toleration and Conflict. Institute of Southeast Asian Studies. p. 364. ISBN 978-981-4519-64-9.
  75. Fitzpatrick & Walker 2014, p. 186.
  76. Fitzpatrick & Walker 2014, p. 4.
  77. Donner, Fred M.; Donner, Professor of Near Eastern History in the Oriental Institute and Department of Near Eastern Languages and Civilizations Fred M. (15 May 2010). Muhammad and the Believers - At the Origins of Islam. Harvard University Press. ISBN 9780674050976 โดยทาง Google Books.
  78. 1 2 3 4 Donner, Fred M. (1981). The Early Islamic Conquests. Princeton University Press. p. 85. ISBN 9781400847877.
  79. Donner (1981, pp. 86–87)
  80. 1 2 Nardo, Don (2011). The Islamic Empire. Lucent Books. pp. 30–32. ISBN 9781420506341.
  81. Fernhout, Rein; Jansen, Henry; Jansen-Hofland, Lucy (1994). Canonical Texts. Bearers of Absolute Authority. Bible, Koran, Veda, Tipitaka: a Phenomenological Study. Rodopi. p. 62. ISBN 9051837747.
  82. Herlihy, John (2012). Islam for Our Time - Inside the Traditional World of Islamic Spirituality. Xlibris Corporation. p. 76. ISBN 9781479709977.
  83. Azmayesh, Seyed Mostafa (2015). New Researches on the Quran - Why and how two versions of Islam entered the history of mankind. Mehraby Publishing House. p. 75. ISBN 9780955811760.
  84. Herlihy (2012, p. 76–77)
  85. Herlihy (2012, p. 77)
  86. Sidiq-i-Akbar Hazrat Abu Bakr by Masudul Hasan, Ferozsons, 1976 OCLC 3478821
  87. "Islamic Review". Shah Jehan Mosque. 15 April 1967 โดยทาง Google Books.
  88. İsmet Uzun, Mustafa (2013). "YÂR-ı GĀR (Companion of the cave)". TDV Encyclopedia of Islam (ภาษาตุรกี).
  89. Iqbal, M. A. (2022, October). The construction of Masjid e Nabvi. Faizan-e-Madinah. Dawat-e-Islami.
  90. Narrated by al-Bayhaqi in "al-Jamia" lashu'ab al-Eemaan' (1:18) and its narrators are trustworthy.
  91. "Shia Islam's Holiest Sites". worldatlas.com. 25 April 2017.
  92. "Usurping the Land of Fadak". al-islam.org. 12 November 2013.
  93. "Chapter 44 - The Story of Fadak". al-islam.org. 27 December 2012.
  94. "Fadak and Inheritance Q&A". twelvershia.net. 8 May 2014.
  95. al-islam.org, Fatima the Gracious, by Abu – Muhammad Ordoni, 1987, Section entitled Abu Bakr Versus Fatima az-Zahra (sa).
    See also Sahih Al Bukhari Volume 5, Book 57, Number 60, which says: "Fatima sent somebody to Abu Bakr asking him to give her her inheritance from the Prophet from what Allah had given to His Apostle through Fai (i.e. booty gained without fighting). She asked for the Sadaqa (i.e. wealth assigned for charitable purposes) of the Prophet at Medina, and Fadak, and what remained of the Khumus (i.e., one-fifth) of the Khaibar booty". Abu Bakr said, "Allah's Apostle said, "We (Prophets), our property is not inherited, and whatever we leave is Sadaqa, but Muhammad's Family can eat from this property, i.e. Allah's property, but they have no right to take more than the food they need". By Allah! I will not bring any change in dealing with the Sadaqa of the Prophet (and will keep them) as they used to be observed in his (i.e. the Prophet's) life-time, and I will dispose with it as Allah's Apostle used to do". Then Ali said, "I testify that None has the right to be worshipped but Allah, and that Muhammad is His Apostle", and added, "O Abu Bakr! We acknowledge your superiority". Then he (i.e. Ali) mentioned their own relationship to Allah's Apostle and their right. Abu Bakr then spoke saying, "By Allah in Whose Hands my life is. I love to do good to the relatives of Allah's Apostle rather than to my own relatives". Abu Bakr added: Look at Muhammad through his family".
    See also Sahih Al Bukhari Volume 8, Book 80, Number 722, which says: Aisha said, "When Allah's Apostle died, his wives intended to send Uthman to Abu Bakr asking him for their share of the inheritance". Then Aisha said to them, "Didn't Allah's Apostle say, Our (Apostles') property is not to be inherited, and whatever we leave is to be spent in charity?"
  96. Razwy, Ali Asgher. A Restatement of the History of Islam & Muslims. pp. 34–35.
  97. Jalālī, Ḥusaynī. Fadak wa l-ʿawālī. p. 141.
  98. Shahīdī. Zindigānī-yi Fātima-yi Zahrā. p. 117.
  99. Ibn Qutayba al Dinawari. Al Imama Wa'l Siyasa.
  100. al-islam.org, The Quran Compiled by Imam Ali (AS)
  101. "The names of Imam Ali (as)'s sons" (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 13 August 2021.[ลิงก์เสีย]
  102. 1 2 Nahj al-Balagha Sermon 71, Letter 27, Letter 34, Letter 35

บรรณานุกรม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]