เอเค 47
|
|
ลิงก์ข้ามภาษาในบทความนี้ มีไว้ให้ผู้อ่านและผู้ร่วมแก้ไขบทความศึกษาเพิ่มเติมโดยสะดวก เนื่องจากวิกิพีเดียภาษาไทยยังไม่มีบทความดังกล่าว กระนั้น ควรรีบสร้างเป็นบทความโดยเร็วที่สุด |
| เอเค 47 | |
|---|---|
| 300px |
|
| ชนิด | ปืนเล็กยาวจู่โจม |
| สัญชาติ | |
| บทบาท | |
| ประจำการ | พ.ศ. 2492-ปัจจุบัน |
| ประวัติการผลิต | |
| ผู้ออกแบบ | มิคาอิล คาลาชนิคอฟ พ.ศ. 2487-2489 |
| บริษัทผู้ผลิต | อิซชมาก |
| จำนวนที่ผลิต | 70 ล้านกระบอก[1] |
| ข้อมูลจำเพาะ | |
| น้ำหนัก | 4.6 กิโลกรัม (ใส่แม็กกาซีนเปล่า) |
| ความยาว | 870 มิลลิเมตร (พานท้ายไม้) 875 มิลลิเมตร (ยืดพานท้าย) 645 มิลลิเมตร (พับพานท้าย) |
| ความยาวลำกล้อง | 415 มิลลิเมตร |
|
|
|
| กระสุน | 7.62x39 ม.ม. |
| การทำงาน | ระบบแก๊ส |
| อัตราการยิง | 600 นัดต่อนาที |
| ความเร็วปากกระบอก | 715 เมตรต่อวินาที |
| ระยะหวังผล | 300 เมตร (อัตโนมัติสมบูรณ์)[2] 400 เมตร (กึ่งอัตโนมัติ)[2] |
| ระบบป้อนกระสุน | กระสุนบรรจุแม็กกาซีนแบบกล่อง 20-30 นัด หรือ แม็กกาซีนแบบกลม 40-75 นัด |
| ศูนย์เล็ง | เป้าเหล็กแบบปรับได้ 100-1,000 เมตร รัศมี 378 เมตร |
เอเค-47 หรือ ปืนอาก้า (อังกฤษ: AK-47) เป็นปืนเล็กยาวจู่โจมขนาด 7.62 ม.ม.ที่ทำงานด้วยระบบแก๊สและเลือกการยิงได้ มันถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยมิคาอิล คาลาชนิคอฟของสหภาพโซเวียต ชื่อเอเค-47 ย่อมาจาก Kalashnikov automatic rifle, model of 1947 (รัสเซีย: Автомат Калашникова 47) ดังนั้นมันจึงมักเรียกกันในชื่อย่อว่า Avtomat Kalashnikova (หรือเรียกง่ายๆ ว่า AK), Kalashnikov หรือที่ชาวรัสเซียมักเรียกกันสั้นๆ ว่า Kalash) ซึ่งแปลว่า "ปืนเล็กยาวอัตโนมัติของคาลาชนิคอฟ ปี 1947"
การออกแบบเริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2487 ในปีพ.ศ. 2489 รุ่นหนึ่งของปืนเล็กยาวก็เกิดขึ้น มันมีชื่อว่าเอเค-46 ซึ่งถูกเสนอให้กับกองทัพ หนึ่งปีต่อมามีการัดแปลงพานท้ายจนนำไปใช้ในกองทัพแดง การพัฒนาเบื้องต้นคือเอเคเอส-47 (S—Skladnoy แปลว่า"พับ") ซึ่งแตกต่างตรงที่มันเป็นพานท้ายเหล็ก เอเค-47 ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2492 และถูกใช้โดยสมาชิกส่วนมากจากสนธิสัญญาวอร์ซอ
เอเค-47 ใช้กระสุนขนาด 7.62x39 ม.ม.ซึ่งสร้างความเสียหายได้มาก เนื่องจากกระสุนจะบดขยี้และสร้างสะเก็ดเข้าไปในเนื้อเยื่อ[3] แต่ก็สร้างความเสียหายได้เล็กน้อยหากมันทะลุออกไปเสียก่อน[4][5]
เอเค-47 รุ่นเดิมเป็นหนึ่งในปืนเล็กยาวจู่โจมอย่างแท้จริง[6] แม้ว่าจะผ่านไปหกทศวรรษ แต่ด้วยความทนทาน ต้นทุนที่ต่ำ และง่ายในการใช้งาน ทำให้มันกลายเป็นปืนเล็กยาวจู่โจมที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก มันถูกผลิตในหลายประเทศและอยู่ในประจำการในกองทัพส่วนทั่วไป รวมทั้งพวกกลุ่มนักปฏิวัติและองค์กรก่อการร้าย เอเค-47 ยังถูกใช้เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาอาวุธปืนบุคคลแบบใหม่ ปืนตระกูลเอเคนั้นถูกผลิตขึ้นมามากกว่าปืนรุ่นอื่นๆ รวมกันเสียอีก
เนื้อหา |
ประวัติความเป็นมาของปืนเอเค-47 [แก้]
ปืนเอเค-47 ได้รับการออกแบบครั้งแรกในปีพ.ศ. 2484 และพัฒนาจนเป็นรูปแบบมาตรฐานในปีพ.ศ. 2490 โดยได้ยึดพื้นฐานมาจากปืนเล็กยาวจู่โจม StG 44 หรือ MP 44 ซึ่งเป็นปืนเล็กยาวจู่โจมที่ใช้ในหน่วยทหาร เอส เอส ของนาซีเยอรมันในแนวรบด้านรัสเซีย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นปืนเล็กยาวอัตโนมัติที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้นเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน และตัวเขาเองก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บด้วยปืนชนิดนี้ด้วย ซึ่งเขาก็เห็นว่าไม่ยุติธรรมเลยที่กองทัพนาซีเยอรมันได้ใช้อาวุธปืนอัตโนมัติอันทันสมัยมากมายหลายรุ่น ตั้งแต่ปืนเล็กยาว เมาเซอร์ คาร์ 98 เคิร์ซ (Kar98K) ปืนกลมือเอ็มพี 40 ปืนกลเบาเอ็มจี 34 และปืนกลเบาเอ็มจี 42 รวมทั้งรถถังยานเกราะอีกมากมาย ในขณะที่กองทัพโซเวียตกลับมีเพียงปืนเล็กยาวโมซัง นาเกนท์อันคร่ำครึมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเอสวีที-40 กับปืนกลมือพีพีเอสซีเอส-41 เท่านั้น ส่วนปืนกลระดับหมู่ก็มีเพียงปืนกลเดกท์ยาร์ยอฟเท่านั้น โดยรถถังยานเกราะกับยุทโธปกรณ์ต่างๆของกองทัพโซเวียตในขณะนั้น ถ้าไม่เป็นของเก่าตกค้างมาจากสงครามโลกครั้งที่แล้วส่วนมากก็อยู่ในสภาพเก่าและไม่พร้อมใช้เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณซ่อมแซม
ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรต่างได้ยึดอาวุธและเทคโนโลยีทางการทหารของนาซีเยอรมันไปเป็นต้นแบบในการผลิตอาวุธของตนเอง โดยคาลาชนิคอฟเองก็ได้นำรูปทรงและระบบกลไกของปืนเล็กยาวอัตโนมัติ StG 44 และปืนเล็กยาว SVT-40 รวมทั้งกระสุนขนาด 7.62x54 mm. R และ 7.92x33 mm. Kurz มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา โดยได้มีการออกแบบและพัฒนาในเรื่องของกระสุนก่อน ซึ่งกระสุนมาตรฐานของกองทัพโซเวียตในขณะนั้นคือกระสุนขนาด 7.62x54 ม.ม.ซึ่งประจำการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2434 โดยได้พัฒนาออกมาเป็นกระสุนขนาด 7.62x41 ม.ม.และมีการพัฒนาปืนไรเฟิลอัตโนมัติขึ้นมาใช้กับกระสุนขนาดนี้ด้วยคือปืนเอเค-46 ซึ่งยังมีรูปทรงคล้ายกับปืนเอสทีจี 44 อยู่มาก แต่เนื่องจากประสิทธิภาพของปืนและกระสุนไม่ดีเท่าที่ควรนักจึงได้มีการปรับปรุงปืนและกระสุนใหม่อีกครั้ง โดยมีการปรับปรุงกระสุนก่อนจนเป็นกระสุนขนาด 7.62x39 ม.ม.ซึ่งได้นำมาใช้ครั้งแรกกับปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเอสเคเอสหรือปืนเซกาเซ่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีก่อน พร้อมทั้งนำปืนไรเฟิลอัตโนมัติเอเค-46 มาปรับปรุงระบบกลไกและรูปทรงอีกครั้ง โดยได้เอารูปทรงของปืนเอสเคเอสเข้ามาร่วมในการออกแบบด้วยจนออกมาเป็นปืนเอเค-47 ที่มีรูปทรงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
คุณสมบัติของปืนเอเค-47 [แก้]
ปืนเอเค-47 เองเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นปืนที่มีน้ำหนักเบาพอสมควร มีขนาดสั้นกะทัดรัดและมีขนาดกระสุนที่เหมาะสม สามารถเลือกทำการยิงได้ 3 โหมด คือ ห้ามไก อัตโนมัติ และกึ่งอัตโนมัต สามารถถอดล้างในสนามได้ง่ายมาก นับเป็นปืนเล็กยาวจู่โจมแบบหนึ่งที่ยังมีการใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยมีการผลิตปืนเอเค-47 และปืนรูปแบบอื่นๆที่พัฒนาโดยใช้ปืนเอเค-47 เป็นต้นแบบเป็นจำนวนมากกว่าปืนเล็กยาวจู่โจมชนิดอื่นๆ และยังคงมีการผลิตและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปีพ.ศ. 2502 ก็ได้มีการนำปืนเอเค-47 มาทำการแก้ไขปรับปรุงระบบกลไกและวิธีการผลิตต่างๆให้ดีขึ้นและเรียกในชื่อใหม่ว่าเอเคเอ็ม (AKM : Avtomat Kalashnikova Modernizirovannyj หรือ Kalashnikov Automatic rifle, Modified) ซึ่งปืนรุ่นนี้จะมีการปั้มขึ้นรูปโครงปืนด้วยเครื่องจักรและมีการทำสัญลักษณ์ด้วยการปั้มดุนแผ่นเหล็กโครงปืนให้เป็นเพียงช่องเล็กๆรวมทั้งมีการดัดแปลงปากลำกล้องให้เป็นรูปเฉียงปากฉลามเพื่อลดอาการสะบัดขึ้นเมื่อทำการยิง ซึ่งผิดกับกระบวนการผลิตของปืนเอเค-47 ที่มีการผลิตด้วยการนำแผ่นเหล็กมาเซาะร่องและปั้มดุนโครงปืนเข้าไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่เหนือช่องใส่ซองกระสุน และปากลำกล้องตัดตรงทำให้เวลายิงด้วยระบบอัตโนมัติ ปืนจะสะบัดเป็นอย่างมาก
ต่อมาในปีพ.ศ. 2517 กองทัพโซเวียตก็ได้มีการนำปืนเอเค-47 และปืนเอเคเอ็มมาทำการปรับปรุงและพัฒนาอีกครั้งจนเป็นปืนเอเค-74 และนำมาใช้กับกระสุนขนาด 5.45x39 ม.ม.รุ่นเอ็ม74 หรือ 5เอ็น7 ซึ่งได้รับพัฒนาและปรับปรุงมาจากกระสุนขนาด 5.56x45 ม.ม.แบบนาโต้ของกองทัพสหรัฐอเมริกาและกองกำลังนาโต้สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้ เช่น ปืนยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.แบบติดตั้งใต้ลำกล้อง รุ่น จีพี-25 ดาบปลายปืน ฯลฯ เป็นต้น
อ้างอิง [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: เอเค 47 |
- ↑ militaryparitet.com (Russian)
- ↑ 2.0 2.1 Bidwell, Shelford. The Encyclopedia of land warfare in the 20th century, p. 199. Spring Books, 1977.
- ↑ Bellamy RF, Zajtchuk R. The physics and biophysics of wound ballistics. In: Zajtchuk R, ed. Textbook of Military Medicine, Part I: Warfare, Weaponry, and the Casualty, Vol. 5, Conventional Warfare: Ballistic, Blast, and Burn Injuries. Washington, DC: Office of the Surgeon General, Department of the Army, United States of America (1990) pp. 146-155
- ↑ U.S. Military Small Arms Ammunition Failures and Solutions, GK Roberts, NDIA Dallas, TX, 21 May 2008 http://www.dtic.mil/ndia/2008Intl/Roberts.pdf
- ↑ Wounding Effects of the AK-47 Rifle Used by Patrick Purdy in the Stockton, California, Schoolyard Shooting of January 17, 1989, Fackler, Martin L. M.D.; Malinowski, John A. B.S.; Hoxie, Stephen W. B.S.; Jason, Alexander B.A., American Journal of Forensic Medicine and Pathology, September 1990
- ↑ Poyer, Joe. The AK-47 and AK-74 Kalashnikov Rifles and Their Variations. North Cape Publications. 2004.
- ↑ http://www.efour4ever.com/stg44.htm
ดูเพิ่ม [แก้]