ชาร์ล เดอ โกล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชาร์ล เดอ โกล
Charles de Gaulle
ประธานาธิบดีคนที่ 1
แห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5
ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสคนที่ 18
ดำรงตำแหน่ง
8 มกราคม พ.ศ. 2502 – 28 เมษายน พ.ศ. 2512
นายกรัฐมนตรี มีแชล เดอเบร (2502 - 2504)
ฌอร์ฌ ปงปีดู (2505 - 2511)
มอริส กูฟว์ เดอ มูร์วีล (2511 - 2512)
สมัยก่อนหน้า เรอเน กอตี
สมัยถัดไป อาแล็ง ปอแอร์ (รักษาการ)
ประธานคณะรัฐบาลเฉพาะกาลฝรั่งเศสคนที่ 1
นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนที่ 124
ดำรงตำแหน่ง
3 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 – 20 มกราคม พ.ศ. 2489
สมัยก่อนหน้า เป็นหัวหน้ากองทัพเสรีฝรั่งเศส
ฟีลิป เปแต็ง (ประมุขแห่งรัฐ)
ปีแยร์ ลาวาล (นายกรัฐมนตรี)
สมัยถัดไป เฟลิกซ์ กวง
นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนที่ 149
นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 4 คนที่ 22
ดำรงตำแหน่ง
1 มิถุนายน พ.ศ. 2501 – 8 มกราคม พ.ศ. 2502
ประธานาธิบดี เรอเน กอตี
สมัยก่อนหน้า ปีแยร์ ฟลีมแล็ง
สมัยถัดไป มีแชล เดอเบร
หัวหน้ากองทัพเสรีฝรั่งเศส
ดำรงตำแหน่ง
18 มิถุนายน พ.ศ. 2483 – 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2487
สมัยก่อนหน้า สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3
สมัยถัดไป คณะรัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2433
ลีล, ประเทศฝรั่งเศส
เสียชีวิต 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 (79 ปี)
กอลงแบเลเดอเซกลีซ, ประเทศฝรั่งเศส
พรรคการเมือง UDR
คู่สมรส อีวอน เดอ โกล
อาชีพ ทหาร (พลเอก)
ศาสนา โรมันคาทอลิก

ชาร์ล อ็องเดร โฌแซ็ฟ มารี เดอ โกล (ฝรั่งเศส: Charles André Joseph Marie de Gaulle) หรือ ชาร์ล เดอ โกล (22 พฤศจิกายน พ.ศ. 24339 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513) เป็นนายทหารและรัฐบุรุษชาวฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเป็นที่รู้จักในนาม นายพลเดอ โกล

ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักยุทธวิธีการรบด้วยรถถัง และผู้นิยมการรบด้วยการใช้ยานเกราะและกองกำลังทางอากาศ เขาเป็นผู้นำการปลดปล่อยฝรั่งเศสในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และผู้นำรัฐบาลชั่วคราวในช่วงปี พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) ถึง พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ถูกเรียกตัวไปจัดตั้งรัฐบาลในปี พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) เขาได้เป็นแรงบันดาลใจในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรกในยุคสาธารณรัฐที่ 5 ระหว่างปี พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ถึงปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) แนวคิดทางการเมืองของเขาเป็นที่รู้จักในนามของลัทธินิยมโกล และมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองฝรั่งเศสในยุคต่อมา

ประวัติ[แก้]

ชาร์ล เดอ โกล เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2433 เป็นลูกคนที่ 3 ใน 5 ของครอบครัวโรมันคาทอลิกที่มีลักษณะอนุรักษ์-เสรีนิยมที่เมืองลีล ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของประเทศฝรั่งเศส ติดกับประเทศเบลเยียม

เขาเติบโตและได้รับการศึกษาในกรุงปารีสที่ Collège Stanislas de Paris และยังได้ศึกษาในประเทศเบลเยียมระยะหนึ่ง

เชื้อสายฝ่ายพ่อของชาร์ล เดอ โกลนั้นเป็นชนชั้นผู้ดีตระกูลสูง (อภิชนาธิปไตย) ในแถบนอร์ม็องดีและเบอร์กันดีมาเป็นเวลานาน ซึ่งได้ย้ายรกรากมาอาศัยอยู่ในกรุงปารีสเป็นเวลากว่าศตวรรษแล้ว ส่วนเชื้อสายทางฝ่ายแม่ของเขานั้น เป็นผู้บริหารกิจการอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยแห่งเมืองลีลในบริเวณฟลานเดอส์ฝรั่งเศส

คำว่า เดอ (de) (ซึ่งแปลว่า แห่ง หรือ ณ) ในคำว่า เดอ โกล (de Gaulle) นั้นไม่ได้เป็นนามสกุลขุนนางแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่บรรพบุรุษของครอบครัว เดอ โกล นั้น เป็นขุนนางหรืออัศวินซึ่งสูงด้วยยศและตำแหน่ง ซึ่งบรรพบุรุษคนแรก ๆ ของตระกูล เดอ โกล นั้นมียศเป็นผู้ติดตามอัศวิน (Écuyer) ในสมัยพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ช่วงศตวรรษที่ 12 เป็นที่เชื่อกันว่า คำว่า เดอ โกล นั้นได้มีวิวัฒนาการมาจากคำว่า De Walle ซึ่งแปลว่า กำแพงเมืองหรือป้อมปราการ ในภาษาเยอรมัน เนื่องจากขุนนางฝรั่งเศสในสมัยก่อนนั้น สืบเชื้อสายมาจากพวกแฟรงก์และนอร์มังเยอรมัน ซึ่งก็ทำให้ได้รับอิทธิพลในการใช้ชื่อเยอรมัน และเป็นที่สังเกตว่า คำว่า เดอ โกล (de Gaulle) นั้นจะขึ้นต้นด้วย d ตัวเล็กเสมอ

ปู่ของชาร์ล เดอ โกลนั้นเป็นนักประวัติศาสตร์ ส่วนย่าเป็นนักเขียน พ่อของเขา อ็องรี เดอ โกล เป็นครูในโรงเรียนคาทอลิกเอกชน ซึ่งเขาได้ตั้งโรงเรียนขึ้นมาเอง การโต้วาทีเรื่องการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ครอบครัวเขาทำเป็นประจำ เมื่อตอนเขาเด็ก ๆ พ่อของเขาก็ได้แนะนำนักเขียนผู้ซึ่งเป็นพวกอนุรักษนิยมอยู่เป็นประจำ ครอบครัวเขาเป็นครอบครัวที่มีความเป็นชาตินิยม เขาเติบโตมาด้วยความศรัทธาที่มีต่อชาติของตนเอง

ครอบครัวเขาเป็นพวกจารีตนิยม อนุรักษนิยมและยังสนับสนุนการปกครองในระบอบราชาธิบไตย แต่ถึงกระนั้นครอบครัวเขาก็ได้ยึดถือกฎหมายและเคารพสาธารณรัฐเป็นอย่างดี มุมมองทางการเมืองของพวกเขายังออกไปแนวเสรีนิยมอีกด้วย

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1[แก้]

ชาร์ล เดอ โกล ได้เลือกที่จะใช้ชีวิตเป็นทหารอาชีพ และเขาก็ได้เรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารพิเศษแซ็ง-ซีร์ (École spéciale militaire de Saint-Cyr) เป็นเวลากว่า 4 ปี และได้เข้าร่วมกองทหารราบแทนที่จะเลือกหน่วยทหารหัวกะทิ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สิ้นสุดลง ชาร์ล เดอ โกล ยังคงอยู่ในกองทัพ เป็นนายทหารของพลเอก Maxime Weygand และพลเอกฟีลิป เปแต็ง อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างสงครามโปแลนด์-โซเวียต (พ.ศ. 2462 - พ.ศ. 2464) เขาได้อาสาเข้าไปเป็นสมาชิกของหน่วยภารกิจทหารฝรั่งเศสเพื่อโปแลนด์ และได้เป็นครูฝึกทหารราบให้แก่กองทัพโปแลนด์ ต่อมาเขาได้แยกตัวออกเพื่อที่จะเข้าร่วมภารกิจใกล้ ๆ แม่น้ำ Zbrucz (บริเวณประเทศยูเครน)และได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ทางทหารอันสูงสุดของโปแลนด์ นั่นก็คือเครื่องอิสริยาภรณ์ Virtuti Militari

เขายังได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยและยังได้ข้อเสนอให้ทำงานต่อที่ประเทศโปแลนด์ แต่เขากลับเลือกที่จะกลับมาทำงานในประเทศฝรั่งเศส และได้เป็นนายทหารเสนาธิการและได้สอนที่โรงเรียนเตรียมทหาร (École Militaire) เป็นผู้อยู่ในอุปถัมภ์ของผู้บังคับบัญชาคนเก่าของเขา คือ พลเอกฟีลิป เปแต็ง ชาร์ล เดอ โกลนั้นได้รับอิทธิพลจากสงครามโปแลนด์-โซเวียตเป็นอย่างมากด้วยการใช้รถถัง เคลื่อนพลอย่างรวดเร็ว และการทำสงครามในสนามเพลาะ เขายังได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเพื่ออนาคตทางทหารและการเมืองของเขาจากจอมพล Józef Piłsudski แห่งโปแลนด์ ในเรื่องการก่อตั้งสหภาพยุโรป

นายร้อยชาร์ล เดอ โกล

ชาร์ล เดอ โกลได้เห็นขอแตกต่างระหว่างสงครามโปแลนด์-โซเวียตและสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในด้านประสบการณ์ ซึ่งเขาก็ได้ออกหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการจัดการการทหารโดยเฉพาะเล่มที่ชื่อว่า ไปสู่ทหารอาชีพ (Vers l'Armée de Métier) ที่เขาได้เสนอองค์ประกอบของทหารที่มีประสิทธิภาพพร้อมกับหน่วยทหารติดอาวุธ และเหนือกว่านั้นคือแนวคิดที่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แนวกำแพงมาชิโนต์ (Maginot Line)

แนวคิดเดียวกันนี้ได้ก้าวหน้าไปโดย:

  • พลตรี จอห์น เฟรเดอริก ชาลส์ ฟูลเลอร์ (J. F. C. Fuller) ชาวอังกฤษ
  • Heinz Guderian นักทฤษฎีทางทหารชาวเยอรมัน
  • ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์แห่งสหรัฐอเมริกา
  • พลเอกจอร์จ สมิท แพตตัน จูเนียร์ แห่งสหรัฐอเมริกา
  • จอมพล Mikhail Tukhachevsky ชาวรัสเซีย
  • พลเอก Władysław Sikorski นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์

แต่ถึงกระนั้นแนวคิดของชาร์ล เดอ โกลก็ได้ถูกปฏิเสธจากทหารคนอื่น ๆ โดยเฉพาะพลเอกฟีลิป เปแต็ง ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งตึงเครียดขึ้น นักการเมืองฝรั่งเศสเองก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ทำให้เป็นที่สงสัยในความน่าเชื่อถือของทหารอาชีพต่อนักการเมือง ยกเว้น Paul Reynaud ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อชาร์ล เดอ โกล

เดอ โกล เองก็ได้ติดต่อกับ Ordre Nouveau (New Order) ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2477 ถึงต้นปี พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งแนวคิดทางการเมืองของกลุ่มนี้อยู่ในปีกฝ่ายขวา และต้องการที่จะสร้างทางที่ 3 ขึ้นมาระหว่างสังคมนิยมกับทุนนิยม และต่อต้านเสรีนิยม รัฐสภานิยม ประชาธิปไตย และฟาสซิสต์

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้น ชาร์ล เดอ โกลมียศเพียงแค่ พันเอก และเขาก็ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำทางทหารตั้งแต่ต้นประมาณปี พ.ศ. 2463 มาเรื่อย ๆ ต่อมากองทัพเยอรมันได้ยาตราทัพเข้าตีเมืองเซอดังในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 เขาก็เลยได้เป็นผู้บังคับการ กองทหารรถถังที่ 4

ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 เขาได้โจมตีรถถังเยอรมันบริเวณ Montcornet ด้วยรถถังเพียง 200 คันและไม่มีกำลังทางอากาศสนับสนุนซึ่งทำได้เพียงต่อต้านการรุกคืบหน้าของกองทัพเยอรมันเท่านั้นเอง ต่อมาในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 เขาได้โจมตีกองทหารราบของเยอรมัน จนถอยไปถึง Caumont และนี่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะเป็นยุทธวิธีไม่กี่วิธีที่ทำให้ฝรั่งเศสมีชัยต่อกองทัพเยอรมันในเวลานั้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีปอล เรย์โนด์ ได้แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้บังคับกองพัน หรือที่เรียกว่า Général de brigade ซึ่งทำให้เขาเป็นที่เรียกว่า Général de Gaulle ในเวลาต่อมา

วันที่ 6 มิถุนายน ปอล เรย์โนด์ ได้แต่งตั้งเขาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมและสงคราม และให้เขาดูแลเรื่องการประสานงานกับสหราชอาณาจักร ในฐานะที่เขาเป็นคนใหม่ในรัฐบาลฝรั่งเศส เขาล้มเหลวในการต่อต้านการยอมแพ้ของฝรั่งเศส และการสนับสนุนในการย้ายรัฐบาลไปยังแอฟริกาเหนือและต่อสู้กับกองทัพเยอรมันให้ถึงที่สุดจากเมืองขึ้นฝรั่งเศส เขาได้รับตำแหน่งนายทหารประสานงานกับสหราชอาณาจักรและเขาก็ได้เสนอวินสตัน เชอร์ชิลล์ ในการรวมประเทศฝรั่งเศสเข้ากับสหราชอาณาจักรเป็นประเทศเดียวกัน ด้วยทหารและรัฐบาลเดียวกันในระหว่างสงครามนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอสุดท้ายเพื่อชาวฝรั่งเศสที่ต้องการจะสู้ในสงครามต่อไป ในวันที่ 16 มิถุนายน ในกรุงลอนดอน

เขาได้ขึ้นเครื่องบินกลับไปยังบอร์โด (รัฐบาลเฉพาะกาลของสาธารณรัฐฝรั่งเศส) ในบ่ายวันเดียวกัน และเพิ่งได้ข่าวว่าฟิลิป เปแต็ง ได้เป็นนายกรัฐมนตรีพร้อมกับความคิดที่จะสงบศึกกับเยอรมนี

วันนั้นเองที่เขาได้ตัดสินใจในสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาและประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของฝรั่งเศสนั่นคือการประกาศไม่ยอมรับการยอมแพ้ของฝรั่งเศสและยังได้ต่อต้านกฎหมายของรัฐบาลของเปแต็ง (ซึ่งในมุมมองของเขาคือกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม) และได้ประกาศทำสงครามต่อกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ต่อมาในวันที่ 17 มิถุนายน เขาได้หลบหนีออกจากบอร์โดพร้อมกับทองคำ 100,000 ฟรังก์ซึ่งเป็นเงินลับที่ ปอล แรโน ได้ให้เขาในคืนก่อน เขาหนีรอดอย่างหวุดหวิดจากเครื่องบินรบเยอรมันและถึงกรุงลอนดอนในบ่ายวันนั้น เดอ โกลได้ปฏิเสธการยอมจำนนของประเทศฝรั่งเศสและเตรียมพร้อมในการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะต่อสู่กับเยอรมนี ดังนั้นการเกิดสงครามกลางเมืองฝรั่งเศสก็สามารถปะทุขึ้นได้ทุกเวลา ยุคฝรั่งเศสเขตวีชีที่อยู่ข้างฝ่ายอักษะได้ก่อกำเนิดแล้ว จะต้องต่อสู้กับแนวร่วมการปลดปล่อยฝรั่งเศสนำโดยชาร์ล เดอ โกลที่ปฏิเสธและต่อต้านการสงบศึก

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2: แนวร่วมการปลดปล่อยฝรั่งเศส[แก้]

ชาร์ล เดอ โกล สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ชาร์ล เดอ โกล ประมาณปี พ.ศ. 2485

ในวันที่ 18 มิถุนายน เดอ โกล เตรียมตัวที่ปราศรัยแก่คนฝรั่งเศสผ่านทางวิทยุ BBC ในกรุงลอนดอน คณะรัฐมนตรีของอังกฤษได้พยายามบล็อกคำปราศรัยครั้งนั้นแต่วินสตัน เชอร์ชิลล์ก็ได้ยับยั้งมติคณะรัฐมนตรีไว้ได้ ในประเทศฝรั่งเศส เดอ โกล คำอุทธรณ์ 18 มิถุนายน (Appel du 18 Juin) น่าจะเป็นที่ได้ยินของคนทั้งชาติในเย็นวันนั้น แต่ในความจริงแล้วมีเพียงเล็กน้อยที่ได้ยินเท่านั้น เดอ โกลยังไม่เป็นที่รู้จักกันในประเทศฝรั่งเศสเวลานั้น และคำปราศรัยของเขานั้นเป็นเหมือนความเพ้อฝันเสียมากกว่า วลีที่ว่า ฝรั่งเศสแพ้จากการรบ แต่ยังมิได้แพ้สงคราม นั้นได้พบอยู่บนโปสเตอร์ทั่วสหราชอาณาจักร และถูกโยงไปอย่างผิด ๆ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำปราศรัยทาง BBC แต่อย่างไรก็ตามวลีดังกล่าวก็ได้เห็นความตั้งใจแน่วแน่ของชาร์ล เดอ โกล เขาเองมีส่วนร่วมในการต่อต้านการบุกรุกของเยอรมันและได้ประกาศว่า ไฟการต่อต้านของฝรั่งเศสจะไม่ดับลง แต่ เดอ โกลก็ได้อ้างถึงการต่อต้านของทหารแต่เมื่อทหารชาวฝรั่งเศสส่วนมากนึกได้ว่าตนเองไม่มีปัจจัยใด ๆ ที่สามารถชนะสงครามได้แล้ว จึงต่อต้านศีลธรรมแทน ทำให้เดอ โกล มีความผิดหวังอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

มีชาวฝรั่งเศสไม่มากนักที่ได้ยินคำปราศรัยของเดอ โกลในวันนั้นเพราะวิทยุ BBC ไม่ใคร่จะเป็นที่ได้ยินในประเทศฝรั่งเศสและชาวฝรั่งเศสกว่าล้านคนเป็นผู้ลี้ภัยด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามใจความสำคัญของคำปราศรัยครั้งนั้นได้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในวันต่อมาบริเวณทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส (ซึ่งยังมิได้โดนยึด) และคำปราศรัยนั้นยังได้เปิดซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลาหลายวันทาง BBC และ เดอ โกล เองก็ได้ปราศรัยเรื่อย ๆ ในเวลาต่อมา

คำปราศรัยของเดอ โกลในวันที่ 22 มิถุนายนทาง BBC สามารถฟังได้ที่นี่ หรือใจความสำคัญของคำปราศรัยอื่น ๆ และสำเนาโปสเตอร์ตั้งแต่ มิถุนายน พ.ศ. 2483 หาได้จากที่นี่

ในไม่ช้า ท่ามกลางความวุ่นวาย งุนงง และยุ่งเหยิงของประเทศฝรั่งเศส ข่าวที่ว่ามีนายพลชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในกรุงลอนดอนได้ปฏิเสธที่จะยอมแพ้หรือสงบศึกกับเยอรมนีและได้ประกาศว่าสงครามยังดำเนินต่อไป ได้กระจายจากปากสู่ปาก และจนวันนี้คำปราศรัยของเขานั้นเป็นที่จดจำและโด่งดังที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

ในลอนดอน ชาร์ล เดอ โกล ได้ก่อตั้งและดำเนินการแนวร่วมการปลดปล่อยฝรั่งเศส ในขณะที่สหรัฐอเมริกาให้การยอมรับรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสแต่สหราชอาณาจักร รัฐบาลของวินสตัน เชอร์ชิลล์ให้การสนับสนุนชาร์ล เดอ โกล ทั้ง ๆ ที่รักษาระดับความสัมพันธ์กับรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสอยู่

ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2483 ศาลทหารในเมืองตูลูซ ได้ตัดสินให้ชาร์ล เดอ โกล (โดยที่เจ้าตัวไม่อยู่) จำคุกเป็นเวลา 4 ปี และการตัดสินครั้งที่ 2 ในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2483 ได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิต เนื่องจากทรยศและทำการกบฏต่อรัฐบาลวิชีฝรั่งเศส

ในการปฏิบัติต่อสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกานั้น เขายืนหยัดตลอดเวลาในการยืนหยัดสิทธิเสรีภาพในฐานะตัวแทนคนฝรั่งเศส แต่บ่อยครั้งที่เขาถูกฝ่ายสัมพันธมิตรลืม เขาอาศัยอยู่ด้วยความระแวงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อสหราชอาณาจักรเพราะเขาเชื่อว่าสหราชอาณาจักรพยายามหาทางที่จะยึดเอาเลอวองต์จากฝรั่งเศสอย่างลับ ๆ เคลมองทีน เชอร์ชิลล์ ภรรยาเซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ ผู้ซึ่งชื่นชมในตัวเดอ โกล ได้เคยเตือนเขาไว้ว่า อย่าเกลียดพันธมิตรมากกว่าศัตรู แต่เดอ โกลก็ได้ตอบกลับไปว่า ฝรั่งเศสไม่มีเพื่อน มีแต่หุ้นส่วน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อน เดอ โกลเองก็ไม่ไว้วางใจจุดประสงค์ของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากนักการเมืองระดับสูงของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ไว้วางใจแนวร่วมปลดปล่อยฝรั่งเศสของชาร์ล เดอ โกล และเป็นประเทศหนึ่งที่ปฏิเสธในการยอมรับแนวร่วมปลดปล่อยฝรั่งเศสและชาร์ล เดอ โกลในฐานะตัวแทนประเทศฝรั่งเศส ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกาก็ยังได้ให้การยอมรับรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสแทน

หลายครั้งที่คนได้วิจารณ์การทำงานร่วมกันของเดอ โกลและเชอร์ชิลล์อย่างผิด ๆ เช่น "จากไม้กางเขนทั้งหมดที่ข้าพเจ้าดูแล ไม้กางเขนแห่งลอแรนป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าหนักใจเป็นที่สุด" (ไม้กางเขนแห่งลอแรนป็นสัญลักษณ์ของแนวร่วมการปลดปล่อยฝรั่งเศส) ซึ่งคำเหน็บแหนมดังกล่าว แท้จริงแล้ว ทูตอังกฤษที่ส่งไปยังฝรั่งเศส พลตรี เซอร์ หลุยส์ สเปียส์ เป็นคนพูดต่างหาก

บางครั้งในภาวะตึงเครียด กล่าวกันว่า เชอร์ชิลล์ได้เคยพูดเป็นภาษาฟร็องแกล (ภาษาฝรั่งเศส + ภาษาอังกฤษ / français + anglais) ว่า Si vous ne co-operatez, je vous obliterai ซึ่งแปลว่า ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือ ผมจะทำลายคุณซะ

เขาได้ทำงานร่วมกับกลุ่มการต่อต้านของฝรั่งเศสและผู้สนับสนุนการครอบครองเมืองขึ้นฝรั่งเศสบริเวณแอฟริกา ต่อมาหลังภารกิจ Operation Torch ที่ทหารอังกฤษและอเมริกันยกพลบุกเมืองขึ้นฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2485 (เมืองขึ้นฝรั่งเศสขณะนั้นภายใต้รัฐบาลฝรั่งเศสเขตวีชี) ชาร์ล เดอ โกลได้ย้ายกองบัญชาการไปยังเมืองแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรียในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2486 หลังจากนั้นเดอ โกลก็ได้เป็นประธานร่วม (ร่วมกับพลเอกอ็องรี ชีโรด์ ซึ่งสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน) และภายหลังเป็นประธานคณะกรรมมาธิการปลดปล่อยแห่งชาติ (คนเดียว)

ระหว่างภารกิจการปลดปล่อยฝรั่งเศสนั้น ทหารอังกฤษและอเมริกันก็ได้ยกพลขึ้นผืนแผ่นดินใหญ่ที่ประเทศฝรั่งเศสในภารกิจ Operation Overlord หรือเป็นที่คุ้นหูในนาม "การรบแห่งนอร์ม็องดี" เดอ โกลก็สถาปนาแนวร่วมการปลดปล่อยฝรั่งเศสในผืนแผ่นดินใหญ่ฝรั่งเศส หลีกเลี่ยง รัฐบาลทหารสัมพันธมิตรเพื่อครอบครองดินแดน (AMGOT) เขาได้นั่งเครื่องบินจากประเทศแอลจีเรียมายังฝรั่งเศสก่อนการเป็นเสรีภาพของกรุงปารีส และได้เคลื่อนที่เข้าไปบริเวณแนวหน้าใกล้ ๆ เมืองหลวงพร้อมกับทหารสัมพันธมิตร เขาได้กลับไปยังกรุงปารีสในไม่ช้า และก็ได้กลับเข้าทำงานในกระทรวงระหว่างสงคราม และก็ได้ประกาศว่าสาธารณรัฐที่ 3 ยังคงอยู่ต่อไปและปฏิเสธการปกครองของวิชีฝรั่งเศส

เดอ โกลได้เป็นประธานคณะรัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (GPRF) เริ่มในเดือนกันยายน พ.ศ. 2487 เขาได้ส่งหน่วยปฏิบัติการฝรั่งเศสนอกประเทศแห่งตะวันออกไกล (Corps Expéditionnaire Français en Extrême-Orient, CEFEO) เพื่อที่จะสถาปนาอำนาจในภูมิภาคอินโดจีนฝรั่งเศสขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2488 และได้แต่งตั้งพลเรือเอกดาร์ชองลีอู เป็นผู้บัญชาการอินโดจีนฝรั่งเศส และจอมพลเลอเคลิร์กเป็นผู้บัญชาการสูงสุดในอินโดจีนฝรั่งเศสและบังคับบัญชาหน่วยปฏิบัติการฝรั่งเศสนอกประเทศแห่งตะวันออกไกล

ภายใต้การนำของชาร์ล เดอ โกล ผู้ที่ได้ทำการต่อต้านและต่อสู้เพื่อฝรั่งเศสมาก่อนหน้านี้แล้วนั้น (ส่วนมากเป็นทหารจากเมืองขึ้นฝรั่งเศส) สามารถเคลื่อนกองทัพ ๆ หนึ่งของฝรั่งเศสในบริเวณแนวตะวันตกได้ โดยการกระทำภารกิจยกพลขึ้นทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (Operation Dragoon) ซึ่งสามารถทำให้ 1 ใน 3 ของประเทศฝรั่งเศสเป็นเสรีจากกองทัพเยอรมันได้ ทหารกลุ่มนี้เรียกว่า กองทัพฝรั่งเศสกลุ่มแรก ทำให้กองทัพฝรั่งเศสนั้นได้เข้าร่วมในการต่อสู้กับเยอรมนีทางทหารพร้อมเพรียงกับทหารอังกฤษโดยปริยาย และยังได้ยึดดินแดนที่กองทัพเยอรมันครอบครองไว้คืนมาอีกด้วย และนี่ส่งผลไปถึงการที่ฝรั่งเศสมีส่วนร่วมในสนธิสัญญาการยอมแพ้ของเยอรมนีด้วย มากกว่านั้นฝรั่งเศสยังมีโอกาสที่จะควบคุม 1 ใน 4 ส่วนของประเทศเยอรมนีหลังสงครามอีกด้วย (พร้อมกับ สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา)

เดอ โกลได้ลาออกเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2489 ด้วยการตำหนิว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ ว่ามีความขัดแย้งกันเองและไม่รับรองรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 4 ซึ่งเขาเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจรัฐสภามากเกินไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพันธมิตรของพรรคการเมือง คนที่ได้รับตำแหน่งต่อจากเขาคือ เฟลิกซ์ กวง (SFIO), ต่อมาคือ ฌอร์ฌ บีโด (MRP) และสุดท้ายคือ เลอง บลูม (SFIO)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ก่อนหน้า ชาร์ล เดอ โกล ถัดไป
เรอเน กอตี 2leftarrow.png Armoiries république française.svg
ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
(พ.ศ. 2502พ.ศ. 2512)
2rightarrow.png อาแล็ง ปอแอร์
(รักษาการ)
เรอเน กอตี 2leftarrow.png Coat of arms of Andorra.svg
ผู้ปกครองร่วมแห่งอันดอร์รา
ร่วมกับ รามอน อีเกลเซียส อี นาบาร์รี

(พ.ศ. 2502พ.ศ. 2512)
2rightarrow.png อาแล็ง ปอแอร์
(รักษาการ)
ฟีลิป เปแต็ง
(ประมุขแห่งรัฐฝรั่งเศส)
2leftarrow.png Armoiries république française.svg
ประธานคณะรัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
(พ.ศ. 2487 - พ.ศ. 2489)
2rightarrow.png เฟลิกซ์ กวง
ปีแยร์ ลาวาล
(นายกรัฐมนตรี)
2leftarrow.png Armoiries république française.svg
ประธานคณะรัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
(พ.ศ. 2487 - พ.ศ. 2489)
2rightarrow.png เฟลิกซ์ กวง
ฟีลิป เปแต็ง 2leftarrow.png Coat of arms of Andorra.svg
ผู้ปกครองร่วมแห่งอันดอร์รา
ร่วมกับ รามอน อีเกลเซียส อี นาบาร์รี

(พ.ศ. 2487 - พ.ศ. 2489)
2rightarrow.png เฟลิกซ์ กวง
ปีแอร์ ฟลิมแล็ง 2leftarrow.png ประธานรัฐมนตรีสภา
(1 มิถุนายน พ.ศ. 2501 - 8 มกราคม พ.ศ. 2502)
2rightarrow.png มีแชล เดอเบร
(นายกรัฐมนตรี)
นีคีตา ฮรุชชอฟ 2leftarrow.png บุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์
(พ.ศ. 2501)
2rightarrow.png ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์