ประเทศบอตสวานา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สาธารณรัฐบอตสวานา
Lefatshe la Botswana (เซตสวานา)
Republic of Botswana (อังกฤษ)
ธงชาติ
คำขวัญPula (Rain)
(ฝน)
เพลงชาติFatshe leno la rona
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
กาโบโรเน
24°40′S 25°55′E / 24.667°S 25.917°E / -24.667; 25.917
ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษและภาษาเซตสวานา
การปกครอง สาธารณรัฐ
 -  ประธานาธิบดี เอียน คามา
เอกราช จาก สหราชอาณาจักร 
 -  ประกาศ 30 กันยายน พ.ศ. 2509 
พื้นที่
 -  รวม 600,370 ตร.กม. (46)
224,606 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 2.5
ประชากร
 -  2549 (ประเมิน) 1,639,833 (147)
 -  ความหนาแน่น 3.0 คน/ตร.กม. (220)
7.8 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2550 (ประมาณ)
 -  รวม 2.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (104)
 -  ต่อหัว 16,450 ดอลลาร์สหรัฐ (49)
HDI (2550) 0.654 (กลาง) (124)
สกุลเงิน ปูลา (BWP)
ระบบจราจร ซ้ายมือ
โดเมนบนสุด .bw
รหัสโทรศัพท์ 267

บอตสวานา (อังกฤษและเซตสวานา: Botswana) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐบอตสวานา (อังกฤษ: Republic of Botswana; เซตสวานา: Lefatshe la Botswana) เป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคแอฟริกาใต้ และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีอาณาเขตดังนี้ ทิศใต้ติดกับประเทศแอฟริกาใต้ ทิศตะวันตกติดกับประเทศนามิเบีย ทิศเหนือติดกับประเทศแซมเบีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับประเทศซิมบับเว

ประวัติศาสตร์[แก้]

ดินแดนนี้เป็นที่อยู่ของชาวบุชแมนมาก่อนที่ชาวบันตูจะเคลื่อนย้ายเข้ามา ใน พ.ศ. 2429 บอตสวานากลายเป็นดินแดนในอารักขาของอังกฤษเพื่อป้องกันการโจมตีของพวกบัวร์และเยอรมัน ได้รับเอกราช เมื่อ 30 กันยายน พ.ศ. 2509

การเมือง[แก้]

ในช่วงทศวรรษที่ 19 เกิดสงครามระหว่างชนพื้นเมือง โชนา ที่อาศัยอยู่ใน บัตสวานากับชนเผ่าเดเบเล่ที่อพยพมาจาก อาณานิคมในทะเลทรายกาลาฮารี ความตึงเครียดจากพวกบัวร์ในทรานสวาล

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

ประเทศบอตสวานาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 เขต (district) ได้แก่

  1. เขตเซนทรัล
  2. เขตกาฮันซี
  3. เขตคกาลากาดี
  4. เขตคกาตเลง
  5. เขตคเวเนง
  6. เขตนอร์ทอีสต์
  7. เขตนอร์ทเวสต์
  8. เขตเซาท์อีสต์
  9. เขตเซาเทิร์น
  10. เขตโชเบ

ภูมิศาสตร์[แก้]

แผนที่ประเทศบอตสวานา
เลชเวในโอคาวันโกเดลตา

บอตสวานามีพื้นที่ 600,370 ตารางกิโลเมตรและใหญ่เป็นอันดับที่ 45 ของโลก (มีขนาดใกล้เคียงกับประเทศมาดากัสการ์) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ และพื้นดินกว่าร้อยละ 70 ถูกครอบคลุมโดยทะเลทรายกาลาฮารี บอตสวานามีโอคาวันโกเดลตาซึ่งเป็นพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ทางตะวันตก และมัคกาดิคกาดี ซึ่งเป็นทะเลสาบเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ทางตอนเหนือ ด้านตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำลิมโปโป ซึ่งเป็นภูมิลักษณ์ของพื้นที่ส่วนใหญ่ในแอฟริกาใต้ แม่น้ำโชบีอยู่ทางเหนือของประเทศและเป็นเขตพรมแดนกั้นระหว่างบอตสวานาและนามิเบีย

เศรษฐกิจ[แก้]

กาโบโรน เมืองหลวงของบอตสวานา

ตั้งแต่ได้รับเอกราช บอตสวานาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเจริญเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงที่สุดในโลก[1] และสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นจากหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกมาเป็นประเทศรายได้ระดับกลางซึ่งมีจีดีพีเฉลี่ย (PPP) 16,516 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2550 [2] มีการประเมินว่าบอตสวานามีรายได้มวลรวมประชาชาติโดยวัดจากความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อสูงเป็นอันดับ 4 ในทวีปแอฟริกา ทำให้มีมาตรฐานการครองชีพใกล้เคียงกับเม็กซิโกและตุรกี[3]

จากสถิติของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ บอตสวานามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 9 ตั้งแต่ปี 2509 ถึง 2542 บอตสวานามีเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศแอฟริกาอื่น ๆ[4] เป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงที่สุดในแอฟริกา และมีเงินสำรองแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมากกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2548-2549 (ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการนำเข้าประมาณ 2 ปีครึ่ง) สภาพเศรษฐกิจที่มั่นคงของบอตสวานามีรากฐานมาจากการนำรายได้จากการทำเหมืองเพชรในประเทศมาพัฒนาประเทศผ่านนโยบายทางการเงินและนโยบายต่างประเทศที่รอบคอบ[5] อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศที่มีพื้นฐานจากอุตสาหกรรมเพชรนี้ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจผิดเพี้ยนในหลายรูปแบบ เช่นรัฐบาลมีอำนาจมากจนทำให้ภาคเอกชนไม่พัฒนา อัตราว่างงานสูง[6]

รัฐบาลถือหุ้นร้อยละ 50 ของเดบสวานา ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองเพชรที่ใหญ่ที่สุดในบอตสวานา.[7] อุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่สร้างรายได้ให้รัฐบาลถึงร้อยละ 40 ของรายได้ทั้งหมด[8] ในต้นพุทธทศวรรษที่ 2550 มีการค้นพบแร่ยูเรเนียมในบอตสวานา[9]และโครงการเหมืองแร่ยูเรเนียมมีกำหนดจะเริ่มในปี พ.ศ. 2553 บริษัทเหมืองแร่ข้ามชาติหลายแห่งที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำพื้นที่ในบอตสวานาโดยหวังที่จะมีโอกาสทำเหมืองเพชร ทอง ยูเรเนียม ทองแดง หรือแม้แต่น้ำมัน รัฐบาลบอตสวานาประกาศเมื่อต้นปี 2552 ว่าจะพยายามลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมเพชรให้น้อยลง เนื่องจากความกังวลจากการพยากรณ์ว่าเพชรจะหมดไปจากบอตสวานาในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

ประชากร[แก้]

วัฒนธรรม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. US Department of State website Botswana (01/08) Background Note: Botswana Economy
  2. IMF Database
  3. Klaus Kästle (2009-07-24). "GNI PPP table". Nationsonline.org. สืบค้นเมื่อ 2010-08-08. 
  4. "Botswana ranked Africa's leader in economic freedom". 
  5. "The African exception". The Economist. 2002-03-28. 
  6. John D. Holm. "Diamonds and Distorted Development in Botswana". Center for Strategic and International Studies. สืบค้นเมื่อ 2010-08-08. 
  7. Joe Nocera (August 8, 2008). "Diamonds are Forever in Botswana". New York Times. สืบค้นเมื่อ 2010-03-15. 
  8. "Botswana Country Brief". World Bank. 
  9. "Impact says large uranium area identified at Botswana prospect". Mining Weekly. 2009-11-18. สืบค้นเมื่อ 2010-08-08.