อำเภอธาตุพนม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความนี้เกี่ยวกับอำเภอของจังหวัดนครพนม สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ธาตุพนม
อำเภอธาตุพนม
แผนที่จังหวัดนครพนม เน้นอำเภอธาตุพนม
ไหว้พระธาตุพนม ชมวัตถุโบราณ
มันแกวรสหวาน สำราญชายโขง จรรโลงวัฒนธรรม
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอธาตุพนม
อักษรโรมัน Amphoe That Phanom
จังหวัด นครพนม
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 357.76 ตร.กม.
ประชากร 83,347 คน (พ.ศ. 2558)
ความหนาแน่น 232.96 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 4805
รหัสไปรษณีย์ 48110
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอธาตุพนม หมู่ที่ 6
ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 48110
พิกัด 16°56′11″N 104°42′34″E / 16.93639°N 104.70944°E / 16.93639; 104.70944
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4254 1062
หมายเลขโทรสาร 0 4254 1062

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ธาตุพนม เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม

ประวัติศาสตร์[แก้]

อำเภอธาตุพนมเดิมมีฐานะเป็นเมืองขนาดใหญ่ชื่อว่า เมืองพนม หรือ เมืองธาตุพนม (ภาษาอังกฤษ : M. Penom,[1] Muong Peunom,[2] Moeuong Dhatou Penom[3]) ในพื้นอุรังคธาตุหลายสำนวนนิยมเขียนว่า พระนม ในพงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ แผนเมืองเวียงจันทน์ ใบลานพงศาวดารเมืองมุกดาหาร และพงศาวดารล้านช้างออกนามเมืองว่า พนม[4] ในจารึกฐาปนาอูบสำริดเมืองจันทปุระของพ่อออกขนานโคษออกนามว่า ธาตุประนม[5] ในจารึกศิลาเลกบูรณพระธาตุพนม พ.ศ. ๒๔๔๔ ออกนามว่า ภนม ส่วนคัมภีร์อุรังคธาตุฉบับวัดอับเปวันนัง บ้านบกท่ง เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขด แสดงฐานะของธาตุพนมว่าเป็นนครใหญ่แห่งหนึ่งโดยออกนามเมืองว่า นครต่อนดินพระมหาธาตุเจ้า[6] นับเป็นเมืองโบราณเก่าแก่บริเวณลุ่มน้ำโขงที่มีอาณาเขตกินไปถึงปากเซบั้งไฟทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์มาหลังเมืองศรีโคตรบูรและก่อนเมืองมรุกขนครเล็กน้อย ก่อตั้งก่อนรัชกาลพระเจ้าฟ้างุ้มมหาราชแห่งล้านช้าง (ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖) ก่อตั้งก่อนเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหาร นับเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาหัวเมืองในอาณาเขตจังหวัดนครพนม มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณตำบลกุดฉิม และในตัวเมืองปรากฏโบราณวัตถุในอารยธรรมหินตั้ง นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในสมัยศรีโคตรบูร (ก่อนทวารวดีอีสาน) สมัยจามปา สมัยขอม และสมัยล้านช้างทั้งในตัวเมืองและปริมณฑลกระจัดกระจายทั่วไปหลายแห่ง เฉพาะหลักฐานสมัยศรีโคตรบูรนั้นค้นพบว่ามีมากกว่า ๘ แห่ง ทั้งในตัวเมือง รอบตัวเมืองและตำบลใกล้เคียง นักโบราณคดีเชื่อว่าเมืองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาเถรวาทที่สำคัญแห่งหนึ่งของดินแดนสุวรรณภูมิและภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เนื่องจากมีการค้นพบหลักศิลาจารึกใบเสมายุคศรีโคตรบูรร่วมสมัยกับยุคทวารวดีที่วัดศิลามงคล ตำบลพระกลางทุ่ง จารึกคาถา เย ธมฺมา เช่นเดียวกับที่ปรากฏในนครปฐม อู่ทอง และซับจำปา [7] ในอุรังคธาตุนิทานกล่าวว่า เมืองพนมถูกก่อตั้งขึ้นโดยเจ้าพระยาทั้ง ๕ นคร คือหลังจากได้มีการสร้างอูบมุงภูกำพร้าเสร็จแล้ว เจ้าพระยาทั้ง ๕ ได้ให้คนไปนำหลักหิน หินรูปอัสสมุขี หินรูปม้าวลาหก และหินรูปม้าอาซาไนมาปักไว้ตามทิศต่างๆ เพื่อเป็นหลักเขตหมายเมืองมงคลในชมพูทวีป[8] เมืองพนมประกอบด้วยหมู่บ้านข้าโอกาสจำนวนหลายหมู่บ้าน นับจากยุคแรกเริ่มจนปฏิรูปการปกครองมีจำนวนมากกว่า ๓๐ หมู่บ้าน หลายหมู่บ้านตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง แต่มีศูนย์กลางการปกครองที่บ้านธาตุพนมซึ่งตั้งอยู่ที่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ภายในตัวเมืองมีกำแพง ๓ ชั้นล้อมรอบเวียงพระธาตุตามคติตรีบูรของขอมโบราณ โดยมีวัดหัวเวียงรังสีตั้งอยู่ทิศหัวเมือง

คำว่า พนม มาจากภาษาเขมร แปลว่า ภูเขา จารึกบางแห่งเขียนเป็น พฺระนม (พระนม)[9] ชาวลาวออกสำเนียงว่า ปะนม หรือ ประนม คนท้องถิ่นจึงนิยมออกนามเมืองว่า เมืองปะนม คู่กับเมืองละคร (เมืองนครพนม) ในสมัยโบราณเรียกบริเวณที่ตั้งศูนย์กลางเมืองแห่งนี้ว่า กปณคีรี (ภูเพียงกำพร้าเข็ญใจ) คนทั่วไปออกนามว่า ภูกำพร้า เมืองพนมเป็นที่ตั้งของพระบรมมหาธาตุโบราณอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์นามว่า พระมหาธาตุเจ้าพระนมบุรมมะเตชะเจดีย์ หรือธาตุภูกำพร้า คนทั่วไปออกนามว่า ธาตุปะนม[10] ปัจจุบันคือ พระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า วัดพนม วัดธาตุ หรือวัดพระธาตุ นับถือกันมาแต่โบราณว่าพระมหาธาตุแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ (อรกธาตุหรือธาตุหัวอกของพระพุทธเจ้า) และชาวลาวทั้งสองฝั่งโขงนับถือว่าเป็นพระปฐมเจดีย์แห่งแรกของลาว ในเอกสารพื้นเวียงจันทน์ยกย่องว่า ธาตุพนมคือหลักโลกของชาวลาว [11] ส่วนตำนานบ้านชะโนดนั้นยกย่องว่า ธาตุพนมคือเสใหญ่ (หลักเมือง) ของลาว [12] ตำนานโบราณของพระพุทธศาสนาในล้านช้างก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนาธรรมยุติกนิกายจากสยาม มีความเชื่อว่า ธาตุพนมคือสถานที่ประสูติและบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระยานกคุ่มไฟ ทำให้ธาตุพนมมีอีกนามหนึ่งว่า ธาตุนกคุ่ม (พระวฏฺฏกธาตุนกคุ่ม) [13] ในพื้นตำนานขุนบุรมราชาธิราชของลาวกล่าวว่า เมืองพนมเป็นเมืองสำคัญ ๑ ใน ๗ หัวเมืองทางศาสนาของสุวรรณภูมิประเทศที่ได้รับการประดิษฐานพระบรมธาตุก่อนหัวเมืองทั้งหลาย หลักฐานบางแห่งออกนามเมืองเป็นสร้อยต่อท้ายเมืองมรุกขนครว่า มะรุกขะนะคอน บํวอนพะนม ปะถมมะเจดี (มรุกขนคร บวรพนม ประถมเจดีย์)[14]

ในคัมภีร์อุรังคธาตุได้กล่าวถึงสถานะของเมืองพนมว่าเป็น พุทธศาสนานคร หรือ ศาสนานคร เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองพนมจึงถูกเรียกว่า ศาสนานครนิทาน ดังนั้น ในจารึกเจ้าพระยาหลวงนครพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรหลวงจึงออกนามเมืองนี้ว่า ศาสนาพระนม สถานะการเป็นพุทธนครของเมืองพนมนั้น[15] หมายถึง เมืองศักดิ์สิทธิ์หรือเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนา ศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ ศรัทธาและความเชื่อของชาวลาวและชาติพันธุ์ต่างๆ ในอาณาจักรล้านช้าง ถึงขนาดชาวต่างชาติขนานนามเมืองว่า เมืองเมกกะของลาว เมืองพนมเป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีโคตรบูรโบราณ และพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างถวายเป็นเมืองกัลปนาแด่พระมหาธาตุเจ้าพระนม อีกนัยหนึ่งเรียกว่า เมืองข้าโอกาสหยาดทาน หรือเมืองข้อยโอกาส เจ้าผู้ปกครองเมืองธาตุพนมมีสถานะพิเศษต่างจากเจ้าเมืองทั่วไป ในจารึกผูกพัทธสีมาวัดธาตุพนมของเจ้าเมืองมุกดาหารออกนามเจ้าผู้ปกครองธาตุพนมว่า ขุนโอกาส (ขุนเอากฺลาษฺ) [16] ส่วนคัมภีร์อุรังคธาตุฉบับบ้านเชียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี ทั้ง ๒ ฉบับบออกนามเจ้าผู้ปกครองธาตุพนมว่า เจ้าโอกาส (เจ้าโอกาด)[17] [18] หมายถึงเจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งข้าโอกาสพระธาตุพนม สถานะเช่นนี้เทียบได้กับบรรดาศักดิ์ของขุนสัจจพันธคีรีรัตนไพรวัน เจติยาสันคามวาสี นพคูหาพนมโขลน[19] ขุนโขลน หรือเจ้าเมืองพระพุทธบาท (เมืองสุนาปรันตประเทศ) หัวเมืองกัลปนาชั้นจัตวาของฝ่ายสยาม[20] และสามารถเทียบได้กับบรรดาศักดิ์ โขลญพล (โขฺลญฺ วล กํมฺรเตงฺ อญฺ) เจ้าเมืองกัลปนาของเขมรโบราณ เช่น เมืองลวปุระหรือเมืองลพบุรี ในสมัยขอมเรืองอำนาจ[21] ลักษณะการปกครองเช่นนี้ยังพบว่าปรากฏอยู่ในอาณาจักรล้านช้างหลายแห่งคือ เทียบได้กับสถานะของกวานนาเรือเมืองนาขาม เมืองหินซน และเมืองชนู เมืองที่ถูกแบ่งเขตกัลปนาแถบถ้ำสุวรรณคูหาในจังหวัดหนองบัวลำภู สมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เป็นต้น [22] ในเอกสารบันทึกการเดินทางในลาวของเอเจียน เอมอนิเย กล่าวว่า ขุนโอกาสเมืองพนมนั้นเป็นเครือญาติใกล้ชิดกันกับเจ้าเมืองมุกดาหารและเจ้าพระยาหลวงเมืองแสน อำนาจของขุนโอกาสในสมัยล้านช้างนั้นมีมากกว่าเจ้าเมืองในแถบลุ่มน้ำโขงหลายเมือง

ในสมัยโบราณเมืองพนมยังถูกรายล้อมด้วยเวียงข้าพระธาตุพนมอีก ๔ แห่ง คือ เวียงปากเซหรือเมืองกะบอง (ปัจจุบันคือเมืองหนองบก ประเทศสาธาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) เวียงปากก่ำกรรมเวรหรือเมืองปากก่ำ (ปัจจุบันคือตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม) เวียงขอมกระบินหรือเมืองกบิล (ปัจจุบันคืออำเภอนาแก)[23] เวียงหล่มหนองหรือเมืองมรุกขนคร (ปัจจุบันคือตำบลพระกลางทุ่ง) นอกจากนี้ เมืองพนมยังมีภูมิศาสตร์การวางผังเมืองขนานยาวกับแม่น้ำโขงแบบนาคนาม และมีโครงสร้างการวางผังเมืองตามคติจักรวาลวิทยาของขอมโบราณ คือประกอบด้วยกำแพงล้อมรอบถึง ๓ ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่สำคัญของเมือง ๓ ส่วน ส่วนแรกคือส่วนหัวเมือง เป็นที่ตั้งของ วัดหัวเวียง (วัดสวนสั่งหรือวัดสวนสวัร) ปัจจุบันคือวัดหัวเวียงรังษี และเป็นที่ตั้งของชุมชนข้าโอกาสพระธาตุพนมดั้งเดิมคือ บ้านหัวบึง ส่วนต่อมาคือส่วนกลางเมืองหรือส่วนตัวเมือง เป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุพนมซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจพุทธหรือฝ่ายศาสนจักร ในจารึกวัดพระธาตุพนมแสดงให้เห็นว่าวัดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ประทับของพระสังฆราช นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของหอเจ้าเฮือน ๓ พระองค์ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจผี เป็นที่ตั้งของบึงธาตุซึ่งเป็นตัวแทนของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่ตั้งของกำแพงเมืองโบราณทิศตะวันออกริมฝั่งโขงซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจการปกครองของเจ้านาย ส่วนทางทิศตะวันตกของส่วนตัวเมืองนั้นเป็นที่ตั้งของชุมชนข้าโอกาสพระธาตุพนมดั้งเดิมคือ บ้านดอนกลางหรือบ้านดอนจัน ส่วนสุดท้ายคือส่วนท้ายเมืองหรือปลายเมือง เป็นที่ตั้งของแม่น้ำเก่าแก่คือแม่น้ำก่ำ ซึ่งอุรังคธาตุนิทานกล่าวว่า เดิมตอนใต้แม่น้ำแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งราชสำนักของกษัตริย์ที่มาร่วมสร้างพระธาตุพนม และยังเป็นที่ตั้งของชุมชนข้าโอกาสพระธาตุพนมดั้งเดิมคือ บ้านน้ำก่ำ อีกด้วย

ตำนานโบราณของเมืองธาตุพนมกล่าวว่า ในสมัยพระยานันทเสนเจ้าเมืองศรีโคตรบูร (ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖ ) พระองค์ทรงแต่งตั้งเจ้า ๓ พี่น้องซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์ให้ปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนมโดยแบ่งออกเป็น ๓ กอง ได้แก่ เจ้าแสนเมือง ปกครองกองข้าโอกาสนอกกำแพงพระมหาธาตุ เจ้าเมืองขวา ปกครองกองข้าโอกาสในกำแพงพระมหาธาตุ เจ้าโต่งกว้าง ปกครองกองข้าโอกาสฝั่งซ้ายน้ำโขงตลอดจนปากน้ำเซไหลตกปากน้ำก่ำ เจ้านายทั้ง ๓ พระองค์นี้ ต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นมเหศักดิ์หลักเมืองธาตุพนมสืบมาจนถึงปัจจุบัน และนับถือกันกว่าทรงเป็นวิญญาณบรรพบุรุษรุ่นแรกของข้าโอกาสพระธาตุพนม เรียกว่า เจ้าเฮือนทั้ง ๓ หรือ เจ้าเฮือน ๓ พระองค์ ต่อมาในสมัยพระยาสุมิตธรรมวงศาเจ้าเมืองมรุกขนคร (ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖) พระองค์ได้แต่งตั้งให้มีนายด่านนายกองรักษาเมืองพนม พร้อมทั้งมอบเงินทองให้เป็นเครื่องตอบแทน ต่อมาเมื่ออาณาจักรขอมเสื่อมอำนาจลงในสมัยล้านช้างตอนต้นคือรัชกาลของพระเจ้าโพธิสาลราช (พ.ศ. ๒๐๖๓-๒๐๙๐) เมืองพนมถูกปกครองโดยขุนนางข้าหัตบาสใกล้ชิดของพระเจ้าโพธิสาลราชจากราชสำนักเมืองหลวงพระบางนามว่า พันเฮือนหิน พร้อมทั้งได้รับพระราชทานบริวารคอยติดตามจำนวนมากให้อีกราว ๓๐ นาย จนเป็นที่ระแวงสงสัยแก่ขุนพันกินเมืองทั้งหลายในแถบนั้น นอกจากนี้พระเจ้าโพธิสาลราชยังตั้ง พันชะเอ็ง (ข้าชะเอ็ง) พี่ชายของพันเฮือนหินให้เป็นผู้ช่วยรักษาพระธาตุพนมร่วมกันด้วย [24] จากนั้น ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมหาราช (พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๑๑๔) พระองค์ได้เสด็จมาบูรณะพระธาตุพนมที่เมืองพนมพร้อมทั้งโปรดเกล้าแต่งตั้ง พระยาธาตุพระนม หรือ พระยาพระมหาธาตุเจ้า[25] ขึ้นเป็นเจ้าโอกาสรักษานครพระมหาธาตุพนม โดยมี พระยาทั้ง ๔ เป็นผู้ช่วยราชการ[26] ต่อมาในสมัยหลังพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งนครเวียงจันทน์ เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กสังฆราชแห่งเวียงจันทน์ได้อพยพผู้คนจากนครเวียงจันทน์บางส่วนมาถวายไว้เป็นข้าพระธาตุพนมจำนวนมาก พร้อมทั้งต่อเติมเสริมยอดพระธาตุพนมให้สูงขึ้น ในตำนานบ้านดงนาคำซึ่งเป็นหมู่บ้านข้าโอกาสพระธาตุพนมทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงกล่าวว่า เจ้าราชครูหลวงได้ตั้งให้พระสงฆ์ฝ่ายปกครอง ๔ รูปปกครองวัดวาอารามทั้ง ๔ ทิศในเขตเมืองพนม เรียกว่า เจ้าด้านทั้ง ๔ จากนั้นทรงขออนุญาตเจ้านายผู้ปกครองกองข้าโอกาสพระธาตุพนมซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ กอง ให้เป็นผู้นำพาประชาชนจากเวียงจันทน์ออกไปตั้งหมู่บ้านใหม่เพื่อให้ข้าโอกาสพระธาตุพนมมีจำนวนเพิ่มขึ้น คือ แสนกลางน้อยศรีมุงคุล หัวหน้าข้าโอกาสให้นำพาผู้คนไปตั้งบ้านหมากนาว[27] แสนพนม ให้นำพาผู้คนไปตั้งบ้านดงใน แสนนามฮาช (แสนนาม) ให้นำพาผู้คนไปตั้งบ้านดงนอก ทั้งสามท่านยังเป็นต้นตระกูลข้าโอกาสพระธาตุพนมทั้งสองฝั่งโขงสืบมาจนปัจจุบัน[28]

ภายหลังการสถาปนาราชอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์แล้ว (พ.ศ. ๒๒๕๖) เมืองพนมได้กลายเป็นเมืองชายพระราชอาณาเขตหรือเมืองขอบด่าน ต่อเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์และราชอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ โดยมีเมืองละคร (นครพนม) ซึ่งขึ้นกับนครเวียงจันทน์ และมีเมืองบังมุก (มุกดาหาร) ซึ่งขึ้นกับนครจำปาศักดิ์ ทั้งสองเมือง เป็นผู้ร่วมกันรักษาดูแลเมืองพนม โดยแบ่งเขตแดนเมืองกันที่หน้าลานพระบรมธาตุเจ้าพนม ทำนองเดียวกันกับพระธาตุศรีสองรักแห่งเมืองด่านซ้าย ซึ่งเป็นเมืองขอบด่านต่อแดนระหว่างราชอาณาจักรศรีสัตนาคนหุตและราชอาณาจักรศรีอยุธยา[29] ดังนั้นเมืองพนมจึงมีสถานะพิเศษแตกต่างจากหัวเมืองหลายเมืองในแผ่นดินลาวและอีสาน[30] อย่างไรก็ตาม โดยราชธรรมเนียมแล้วเจ้าเมืองนครพนมมักมีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้านายชั้นสูงมาปกครองเมืองพนม อันเนื่องมาจากเมืองมุกดาหารเป็นหัวเมืองที่มีอำนาจน้อยกว่า ในจารึกลานเงินพระธาตุพนมสมัยปลายรัชกาลพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชหรือสมัยพระยาจันทสีหราช (พระยาเมืองแสน) กล่าวว่าเจ้านครวรกษัตริย์ขัติยราชวงศา (พ.ศ. ๒๒๓๘) ได้สิทธิพระพรนามกรมาให้ แสนจันทรานิทธสิทธิมงคลสุนทรอมร สันนิษฐานว่าแสนจันทรานิทธผู้นี้คือขุนโอกาสเมืองพนมในสมัยนั้น ต่อมาในสมัยปลายอยุธยา เมืองพนมได้ถูกปกครองโดยกลุ่มตระกูลเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์พระนามว่า เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) ซึ่งในพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนมออกพระนามเต็มว่า พระอาจชญาหลวงเจ้าพระรามราชปราณีสีสุธมฺมราชา สหสฺสาคามเสลามหาพุทฺธปริษทฺทะบัวระบัติ โพธิสตฺวขัตฺติยวรราชวงศา พระหน่อรามาพุทธังกูร เจ้าเอากาสศาสนานครพฺระมหาธาตุเจ้าพฺระนม พิทักษ์บุรมมหาเจติย วิสุทฺธิรตฺตนสถาน คนทั่วไปออกนามว่า เจ้าพ่อขุนราม หรือ เจ้าพ่อขุนโอกาส (พ.ศ. ๒๒๙๑-๒๓๗๑) จากนั้นในสมัยเจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ. ๒๓๔๘-๒๓๗๑) ทรงแต่งตั้งพระโอรสของเจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) คือ เจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี รามางกูร) (อาชญาหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล) ขึ้นปกครองธาตุพนมต่อจากพระบิดา[31] เอกสารบางแห่งกล่าวว่าทรงถูกแต่งตั้งโดยสมเด็จพระเจ้าองค์ลองแห่งเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๒๗๓-๒๓๒๒)[32] เจ้านายทั้ง ๒ พระองค์เป็นต้นตระกูล รามางกูร แห่งอำเภอธาตุพนม และเป็นเชื้อสายของสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารพระมหากษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๒๙๔-๒๓๒๒) รวมทั้งเป็นญาติใกล้ชิดกับเจ้าอนุวงศ์ด้วย ตระกูลนี้มีอำนาจบทบาทปกครองธาตุพนมสืบได้อีกอย่างน้อย ๔ ชั่วอายุคนและถือเป็นต้นตระกูลเก่าแก่หลายตระกูลของอำเภอธาตุพนมในปัจจุบัน เช่น ตระกูลบุคคละ ประคำมินทร์ จันทศ มันตะ สารสิทธิ์ ลือชา ทามนตรี ทศศะ พุทธศิริ รัตโนธร ครธน สุมนารถ มนารถ อุทา สายบุญ เป็นต้น ตระกูลเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มตระกูลใหญ่ที่มีบทบาททำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในเมืองธาตุพนมและวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เจ้านายและนายกองตลอดจนกรมการเมืองที่ปกครองธาตุพนมในยุคต่อๆ มามักมีความสัมพันธ์เกี่ยวดองทางเครือญาติกับกลุ่มตระกูลนี้ [33] อย่างไรก็ตาม ในพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนมกล่าวถึงจำนวนผู้ปกครองเมืองพนมโดยพิศดารก่อนการเข้ามาปกครองโดยราชวงศ์เวียงจันทน์ว่า มีเจ้าโอกาส (บ้างออกนามว่าขุนพนม เจ้าพระนม เพียพระนม กวานพนม) ปกครองเมืองพนมมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓๐ องค์จากราชวงศ์ศรีโคตรบูรซึ่งสืบเชื้อสายผ่านทางเจ้าเฮือนทั้ง ๓ พระองค์

ในรัชกาลเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๓๔๘-๒๓๗๑) เมืองพนมได้เกิดปัญหาการถูกรุกรานจากการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนม อันเนื่องมาจากสยามได้ให้อำนาจเจ้าเมืองนครราชสีมาและเมืองกาฬสินธุ์มาสักเลกข้าพระธาตุพนม จนได้รับความเดือดร้อนวุ่นวายและกลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุกบฏเจ้าอนุวงศ์ด้วย[34] ปัญหาการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมนี้ยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเจ้าเมืองทั้ง ๓ คือเมืองนครพนม เมืองมุกดาหาร และเมืองสกลนครได้แย่งชิงข้าเลขพระธาตุพนมไปเป็นข้าเลขเมืองของตน (พ.ศ. ๒๔๓๒)[35] เอกสารต่างชาติเรื่องบันทึกการเดินทางในลาว ตรงกับสมัยอาณานิคมฝรั่งเศสของหัวเมืองลาวฝั่งซ้ายกล่าวถึงสาเหตุการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมว่า เดิมเมืองพนมเป็นเมืองอิสระจากอำนาจรัฐ (ก่อน พ.ศ. ๒๔๒๔) หลังการวิวาทของเจ้านายท้องถิ่นแล้ว ทางธาตุพนมจึงมีการขอความคุ้มครองจากเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหาร เป็นเหตุให้ข้าพระธาตุพนมจำนวนมากถูกแย่งชิงไปขึ้นกับเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหาร จนไม่เป็นที่พอใจแก่ประชาชนชาวธาตุพนม และเป็นสาเหตุที่ทำให้เมืองธาตุพนมไม่สามารถตั้งเจ้าเมืองได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง พร้อมทั้งไม่สามารถตั้งธาตุพนมให้เป็นเมืองในขอบขัณฑเสมาสยามได้ ต่อมาเจ้านายท้องถิ่นได้พยายามขอความคุ้มครองจากสยามแทน ในพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนมกล่าวว่า ชนวนการวิวาทครั้งนี้เกิดจากการแย่งชิงกันขึ้นปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนมของพระอัคร์บุตร (บุญมี บุคคละ) พระอุปฮาต (เฮือง รามางกูร) และพระปราณีศรีมหาพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร) ซึ่งทั้ง ๓ ต่างเป็นทายาทญาติใกล้ชิดของเจ้านายเดิมผู้ปกครองธาตุพนม[36]อย่างไรก็ตาม ในอุรังคธาตุฉบับม้วนอานิสงส์ ได้กล่าวถึงปัญหาการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมว่ามีมานานตั้งแต่สมัยก่อนเมืองมรุกขนครจะล่มสลายแล้ว ซึ่งสมัยนั้นตรงกับรัชกาลของพระยานิรุฏฐราช เอกสารนี้แสดงให้เห็นว่า การที่เมืองมรุกขนครล่มสลายลงก็เนื่องมาจาก พระยานิรุฏราชเจ้าเมืองมรุกขนครเข้ามาแย่งชิงข้าพระธาตุพนมไปใช้สอยในราชการ[37]

หลังสมัยกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ เมืองพนมมีประชาชนอาศัยอยู่อย่างเบาบางเนื่องจากปัญหาการเมืองการสงคราม และมีฐานะเสมอหนึ่งหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีหมู่บ้านขนาดเล็กรายรอบ ซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่บ้านธาตุพนมเช่นเดิม หลังช่วงเวลานี้ไม่นาน ในทัศนะของคนท้องถิ่นเห็นว่าธาตุพนมยังคงเป็นเมืองอยู่ รวมถึงในเอกสารแผนที่ของฝรั่งเศสมากกว่า ๓ ฉบับยังคงออกนามว่า เมืองพนมหรือเมืองธาตุพนมอยู่ จากนั้นไม่นาน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ สยามถือว่าธาตุพนมตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของสยาม แต่หลังจากกรณี ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) ทำให้สยามไม่สามารถสร้างค่ายหรือที่ตั้งกองทหารในเขต ๒๕ กิโลเมตรจากน้ำโขงทางฝั่งขวา และยังไม่ได้เข้ามาจัดการการปกครองอย่างเต็มรูปแบบ โดยปล่อยให้เจ้านายท้องถิ่นปกครองกันเองตามธรรมเนียมเดิม เป็นเหตุให้เจ้านายธาตุพนมบางส่วนไปฝักใฝ่กับอำนาจฝรั่งเศสเช่นเดียวกับเจ้านายเมืองนครพนม เจ้านายเมืองพาลุกากรภูมิ และเจ้านายเมืองเรณูนคร เจ้าเมืองธาตุพนมถูกกล่าวถึงครั้งสุดท้ายในบันทึก ดร. เปแนซ์ หมอชาวฝรั่งเศส (พ.ศ. ๒๔๒๕) นอกจากนี้ ในจารึกการบูรณะพระธาตุพนมได้กล่าวถึงผู้ปกครองเมืองธาตุพนมคนสุดท้ายก่อนถูกยุบลงเป็นกองบ้านธาตุพนม นัยว่าได้ถูกลดอำนาจมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามเจ้าอนุวงศ์และมีอายุยืนยาวมาถึงรัชกาลที่ ๕ คือ พระปราณีศรีมหาพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร) หรืออาชญาหลวงปาฑี (ก่อน พ.ศ. ๒๔๔๔)

หลังจากยุคนี้แล้วในตำนานบ้านชะโนดและบ้านสะโน ซึ่งเป็นหมู่บ้านข้าโอกาสพระธาตุพนมมาแต่เดิมกล่าวว่า ธาตุพนมได้ถูกปกครองจากนายกอง ๓ ท่าน ซึ่งมีเชื้อสายเป็นเจ้านายท้องถิ่นและเกี่ยวดองทางเครือญาติกับขุนโอกาสเมืองธาตุพนมเดิมคือ กวานหลวงอามาตย์ (อำนาจ) ท้าวสุริยะ (อ้วน) และ ท้าวราชวัตริ์ (คูณ) [38] หลังจากนั้นข้าพระธาตุพนมถูกปกครองโดยขุนนางท้องถิ่นซึ่งเกี่ยวดองทางเครือญาติกับตระกูลขุนโอกาสเดิมอีกสายหนึ่งนามว่า ท้าวอุปละ (มุง) (พ.ศ. ๒๔๑๗) ในช่วงนี้ปัญหาการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมยังคงดำเนินมา จนถึงสมัยสุดท้ายก่อนปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ. ๒๔๔๔) ทางสยามได้เข้ามาจัดการกับหัวเมืองลาวและหัวเมืองอีสานท้องถิ่น [39] เอกสารของทางสยามออกนามเมืองพนมว่า บ้านทาษพนม หมายถึงหมู่บ้านแห่งข้าทาสขององค์พระธาตุพนม จากนั้นเมืองพนมได้รับการยกฐานะเป็นกอง เรียกว่า กองข้าพระธาตุพนม หรือ กองบ้านทาษพนม (พ.ศ. ๒๔๒๒) โดยสยามได้จัดการแต่งตั้งให้มีนายกองเชื้อสายข้าอุปัฏฐากพระธาตุพนมจากสองเมืองคือเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหารเป็นผู้ดูแลข้าโอกาสพระธาตุพนม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ผู้สำเร็จราชการกรมมหาดไทย สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี ว่าราชการหัวเมืองลาว ซึ่งมีเชื้อสายจากกษัตริย์เวียงจันทน์ทางฝ่ายพระราชมารดา ให้มีอำนาจเป็นผู้แต่งตั้งเจ้านายธาตุพนมขึ้นปกครองกองข้าโอกาสพระธาตุพนม พร้อมกับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เจ้านายธาตุพนมว่า พระพิทักษ์เจดีย์ (นายกอง) และ หลวงโพธิ์สาราช (ปลัดกอง) [40] ตำแหน่งพระพิทักษ์เจดีย์พระธาตุพนมแห่งเมืองนครพนมนี้ถูกแต่งตั้งคู่กันกับพระพิทักษ์เจดีย์พระธาตุเชิงชุมแห่งเมืองสกลนคร จากนั้นไม่นานเจ้านายท้องถิ่นได้มีความพยายามยกกองบ้านธาตุพนมให้มีฐานะเป็นเมืองอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า เมืองทาษพนม โดยขอเสียส่วยขึ้นแก่กรุงเทพมหานครโดยตรงแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าเป็นปัญหาภายในของเจ้านายท้องถิ่น อันเกิดจากการขัดแย้งผลประโยชน์กันเอง[41] นายกองบ้านธาตุพนมได้ดำรงตำแหน่งสืบทอดมาได้รวม ๓ ท่าน (พ.ศ. ๒๔๒๒) ทางสยามได้พระราชทานตราประจำตำแหน่งเป็นรูปเทวดานั่งแท่นหัตถ์ทรงพระขรรค์และพวงมาลัยให้เสมอตราประทับเจ้าเมือง ทั้งหมดต่างมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับขุนโอกาสเมืองธาตุพนมเดิมทั้งสิ้น คือ พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) บรรดาศักดิ์เดิมที่ท้าวอุปละ พระพิทักษ์เจดีย์ (แก่น) บรรดาศักดิ์เดิมที่ท้าวพระละคร และ พระพิทักษ์เจดีย์ (ศรี) บรรดาศักดิ์เดิมที่พระศรีชองฟ้า ทั้งหมดต่างถึงแก่กรรมที่กรุงเทพพระมหานคร ด้วยสาเหตุต้องเดินทางไปฟ้องร้องเจ้าเมืองรายรอบที่เข้ามาแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมจนเบาบางลง ส่วนปลัดกองคนสุดท้ายของธาตุพนมนั้นปรากฏนามว่า อาชญาโพธิสาร (พ.ศ. ๒๔๓๙) จากนั้นไม่นาน ประชาชนท้องถิ่นได้พยายามตั้งเมืองธาตุพนมให้เป็นศูนย์กลางการปกครองอีกครั้ง โดยแผนการของกลุ่มท้าวผู้มีบุญองค์พระบาทและองค์ครุธราช โดยมีกลุ่มองค์มั่นเป็นหัวหน้า แผนการครั้งนี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นที่ธาตุพนมเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นที่นครเวียงจันทน์ นครจำปาศักดิ์ อัตตะปือ อุบลราชธานี ขุขันธ์ และเขมราษฎร์ธานีด้วย อย่างไรก็ตาม สยามได้ปราบปรามกองกำลังเหล่านี้ด้วยอาวุธอย่างรุนแรงจึงถือว่าแผนการครั้งนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ ในเอกสารพื้นตำนานครุธราชและพื้นตำนานพระบาทใช้ชาติ[42]กล่าวว่า ความวุ่นวายครั้งนี้เกิดขึ้นจากพระอัครบุตร์ (บุญมี) ไม่พอใจสยามที่ตั้งพระพิทักษ์เจดีย์เป็นนายกองจึงได้ขอความช่วยเหลือจากผีบุญองค์ครุธเข้ามายึดธาตุพนมเพื่อให้ตนได้ขึ้นปกครองธาตุพนมในฐานะเจ้าเมืองต่อจากบิดาของตน[43] สมัยนี้ตรงกับช่วงที่พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) เดินทางจากอุบลราชธานีมาบูรณะพระธาตุพนมครั้งใหญ่ตามคำเชิญของพระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กนฺตสีโล) และพระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)

หลังปฏิรูปการเมืองการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลโดยยกเลิกระบบอาญาสี่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการปกครองของหัวเมืองลาวโบราณแล้ว กองบ้านธาตุพนมได้ถูกจัดตั้งเป็นบริเวณ เรียกว่า บริเวณธาตุพนม (พ.ศ. ๒๔๔๓) มีศูนย์กลางราชการที่เมืองนครพนม โดยมีพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เลื่อง ภูมิรัตน์) เป็นข้าหลวงประจำบริเวณธาตุพนม จากนั้นได้ถูกลดสถานะเป็นตำบลธาตุพนม โดยมีพระบำรุงพนมเจดีย์ (เทพจิตต์ บุคคละ) บุตร์ชายคนโตของพระอัครบุตร์ (บุญมี) เป็นผู้รักษาราชการคนสุดท้าย (พ.ศ. ๒๔๔๖) [44] และมีหมื่นศีลาสมาทานวัตร (ศีลา บุคคละ) น้องชายของพระบำรุงพนมเจดีย์ (เทพจิตต์) เป็นกำนันตำบลธาตุพนมคนแรก (พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๔๕๗) กำนันในยุคต่อมาต่างมีบรรดาศักดิ์ด้วยกันทั้งสิ้น ได้แก่ พระอนุรักษ์เจดีย์ (สา บุปผาชาติ) ขุนเปรมปูชนีย์ (บุญ สุภารัตน์) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๘ เมื่อมีการประกาศยกเลิกระบบบรรดาศักดิ์ขุนนางแล้วจึงถือว่าพระรักษ์ (พัน พรหมอารักษ์) บุตร์ชายหมื่นพรหมอารักษ์ (ทอก) อดีตกรมการบ้านหนองหอย เป็นกำนันบรรดาศักดิ์คนสุดท้ายของตำบล (พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๘) และได้มีการเลือกให้นายสุนีย์ รามางกูร บุตร์ชายพระอัครบุตร์ (บุญมี) เป็นกำนันตำบลธาตุพนมคนต่อมา (พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๕๐๕) ขณะเดียวกันนั้น เมื่อธาตุพนมได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอธาตุพนมมาจนถึงปัจจุบัน ทางราชการได้แต่งตั้งให้รองอำมาตย์เอกหลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา)[45] บุตร์ชายของพระยาศศิวงศ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) อดีตเจ้าเมืองมุกดาหาร[46] มาเป็นนายอำเภอธาตุพนมคนแรก (พ.ศ. ๒๔๖๑-๒๔๘๑) [47] และได้รับพระราชทานนามสกุลจากราชทินนามเดิมว่า พิทักษ์พนม (พ.ศ. ๒๔๘๕) [48]

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอธาตุพนมมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอธาตุพนมแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 12 ตำบล 136 หมู่บ้าน ได้แก่[49]

1. ธาตุพนม (That Phanom) 14 หมู่บ้าน 7. ดอนนางหงส์ (Don Nang Hong) 11 หมู่บ้าน
2. ฝั่งแดง (Fang Daeng) 11 หมู่บ้าน 8. น้ำก่ำ (Nam Kam) 20 หมู่บ้าน
3. โพนแพง (Phon Phaeng) 8 หมู่บ้าน 9. อุ่มเหม้า (Um Mao) 9 หมู่บ้าน
4. พระกลางทุ่ง (Phra Klang Thung) 16 หมู่บ้าน 10. นาหนาด (Na Nat) 10 หมู่บ้าน
5. นาถ่อน (Na Thon) 14 หมู่บ้าน 11. กุดฉิม (Kut Chim) 7 หมู่บ้าน
6. แสนพัน (Saen Phan) 8 หมู่บ้าน 12. ธาตุพนมเหนือ (That Phanom Nuea) 8 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอธาตุพนมประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง ได้แก่[50]

  • เทศบาลตำบลธาตุพนม ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลธาตุพนมและบางส่วนของตำบลธาตุพนมเหนือ
  • เทศบาลตำบลน้ำก่ำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำก่ำทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลนาหนาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาหนาดทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลธาตุพนมใต้ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลธาตุพนมและตำบลธาตุพนมเหนือ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลธาตุพนม)
  • เทศบาลตำบลฝั่งแดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลฝั่งแดงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโพนแพง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพนแพงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพระกลางทุ่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระกลางทุ่งทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาถ่อน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาถ่อนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแสนพัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแสนพันทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลดอนนางหงส์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนนางหงส์ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มเหม้า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลอุ่มเหม้าทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลกุดฉิม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกุดฉิมทั้งตำบล

สถานที่สำคัญ[แก้]

ประเพณีท้องถิ่นและงานประจำปี[แก้]

สถานศึกษา[แก้]

  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (วิทยาลัยสงฆ์นครพนม)
  • มหาวิทยาลัยนครพนม (วิทยาลัยการอาชีพธาตุพนม)
  • โรงเรียนเทคโนโลยีธาตุพนม
  • โรงเรียนธาตุพนม
  • โรงเรียนบ้านธาตุพนม (พิทักษ์วิทยา)
  • โรงเรียนวัดพระธาตุพนม (พนมพิทยาคาร)
  • โรงเรียนบ้านหัวดอน
  • โรงเรียนบ้านหัวบึงทุ่ง
  • โรงเรียนบ้านน้ำก่ำ (สิทธิผลนุกูล)
  • โรงเรียนบ้านก่ำ (ล้ำประชาอุปถัมภ์)
  • ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอธาตุพนม[52]
  • โรงเรียนอุ่มเหม้าประชาสรรค์
  • โรงเรียนอนุบาลเชษฐานงนุช
  • โรงเรียนธาตุพนมดรุณพัฒน์
  • โรงเรียนโพนแพงพิทยาคม
  • โรงเรียนนาถ่อนพัฒนา
  • โรงเรียนวัดบึงเหล็ก
  • โรงเรียนกุดฉิมวิทยาคม

ชาติพันธุ์[แก้]

  • ลาวเวียงจันทน์ อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนมมาตั้งแต่หลังรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช อันเนื่องมาจากสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์ของราชวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าราชครูหลวงยอดแก้วโพนสะเม็ก อพยพผู้คนจากนครเวียงจันทน์มาลี้ภัยการเมืองอยู่ธาตุพนม นับเป็นชาติพันธุ์หลักและเป็นชนชั้นปกครองของธาตุพนม บางส่วนอพยพไปอาศัยอยู่จำปาศักดิ์แล้วกลับมาอาศัยอยู่ที่ธาตุพนมด้วย
  • ลาวจำปาศักดิ์ อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนมมาตั้งแต่สมัยนครจำปาศักดิ์แตกอันเกิดจากการวิวาทกันของพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารกับเจ้ามหาอุปราชธรรมเทโว บางส่วนตกค้างอยู่ที่บ้านชะโนด เมืองมุกดาหาร และบ้านท่าสะโน เมืองสุวรรณเขต ประเทศลาว นับเป็นชาติพันธุ์หลักของธาตุพนม
  • ลาวหลวงพระบาง อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนมและตำบลอื่นๆ มาตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าโพธิสาลราชทรงพระราชทานข้าโอกาสถวายพระธาตุพนม จำนวนมากถึงสามพันคน ปัจจุบันชาวลาวหลวงพระบางได้ถูกกลืนวัฒนธรรมทางภาษาปะปนไปกับชาวลาวอื่นๆ ที่ธาตุพนมจนหมดแล้ว
  • ภูไท (ผู้ไท) อาศัยอยู่ในตำบลแสนพัน เดิมเรียกว่าตำบลเรณูตะวันออก บ้านนาหนาด ตำบลนาหนาด บ้านอุ่มเหม้า ตำบลอุ่มเหม้า บ้านน้ำก่ำ ตำบลน้ำก่ำ อพยพมาจากเมืองวัง ประเทศลาว
  • กะเลิง (ข่าเลิง, กุรุง) อาศัยอยู่ในตำบลนาถ่อน และตำบลดอนนางหงส์
  • ไทกวน อาศัยอยู่ในตำบลนาถ่อน ตำบลดอนนางหงส์ อพยพมาจากแขวงคำม่วน ประเทศลาว
  • กุลา (ไทใหญ่, เงี้ยว) อาศัยอยู่ในตำบลกุดฉิม อพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดมุกดาหาร
  • ย้อ (ญ้อ) อาศัยอยู่ในตำบลกุดฉิม อพยพมาจากแขวงคำม่วน ประเทศลาว
  • โย้ย อพยพมาจากนครเวียงจันทน์แต่โบราณ ปัจจุบันปะปนกับชนชาติลาวจนถูกกลืนวัฒนธรรมไปหมดแล้ว นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าอาจเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สร้างเมืองธาตุพนม
  • จีน (เจ๊ก,เจ๊กโคก ปัจจุบันเป็นคำไม่สุภาพ) อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนม อพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานีและกรุงเทพมหานคร
  • ญวน (แกว ปัจจุบันเป็นคำไม่สุภาพ) อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนม อพยพหนีภัยสงครามมาจากประเทศเวียดนาม และอพยพกันมาหลายครั้งแล้ว
  • ไทข่า เป็นอีกหนึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกบันทึกรายชื่อในบัญชีรายชื่อของชนเผ่าในจังหวัดนครพนม กลุ่มชาติพันธุ์ไทข่าอพยบมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงประเทศลาว แล้วมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณ บ้านโสกแมว ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มชาติพันธุ์ไทข่ามีประเพณีและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ คือ การเหย๋า(เป็นพิธีกรรมที่เชื่อกันว่าจะสามารถช่วยนำขวัญของคนป่วยที่ออกจากร่างกลับมาเข้าสู่ร่างเดิมได้) วัฒนธรรมการแต่งกายโดยการนำผ้าทอมือมาย้อมฮ่อมแล้วตัดเย็บเป็นเสื้อเพื่อสวมใส่ ผู้หญิงมักจะใส่ผ้าสิ้นที่ทอมือมวยผมมัดด้วยผ้าแดง ผู้ชายใส่สะโหล่งทอมือสอดเตี่ยว (เอาชายผ้าม้วนเหน็บลอดหว่างขา) และใช้ผ้าโพกหัวสีแดง ที่สำคัญกลุ่มชาติพันธุ์ไทข่านี้มีความเชื่อตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธอย่างเหนียวแน่น และปฏิบัตตามฮีตสิบสองครองสิบสี่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไทข่านี้พูดภาษาบรู, ภาษาโซ่ (เป็นภาษาของหมู่บ้านใกล้เคียง) แต่ที่จริงแล้วพูดภาษาลาว (ลาวบ้านโสกแมว) เป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

บุคคลสำคัญและบุคคลผู้มีชื่อเสียง[แก้]

พระสงฆ์[แก้]

  • เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก หรือสมเด็จพระเจ้าสังฆราชาสัทธรรมโชตนาญาณวิเศษ คนทั่วไปออกนามว่าญาคูขี้หอม อดีตสมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรเวียงจันทน์ ผู้บูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม เช่น เสริมยอดพระธาตุพนมองค์เดิมให้สูงขึ้น เทครัวข้าโอกาสพระธาตุพนมจากเวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ให้อยู่รักษาพระธาตุพนมจำนวนมาก
  • พระครูศีลาภิรัต (หมี) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม
  • หลวงปู่กินรี จนฺทิโย วัดกันตะศีลาวาส พระกรรมฐานสายมหานิกายผู้มีชื่อเสียง
  • หลวงปู่บัว เตมิโย วัดหลักศิลามงคล พระกรรมฐานสายธรรมยุติกนิกายผู้มีชื่อเสียง
  • พระเทพรัตนโมลี (แก้ว กนฺโตภาโส) สกุลเดิมอุทุมมาลา คนทั่วไปออกนามว่าท่านพ่อแก้ว อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม ผู้แต่งหนังสืออุรังคธาตุ ตำนานพระธาตุพนมฉบับพิสดาร

ฆราวาส[แก้]

  • สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ หรือสมเด็จพระเจ้าไชยเสฏฐาธิราชที่ ๕ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทน์ ผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุพนม เช่น สร้างหอพระแก้ว ยกช่อฟ้าและยอดฉัตรพระธาตุพนม สร้างเทวรูปคู่ท้าวเทวานางเทวา สร้างสะพานและปูลานหน้าวัดพระธาตุสู่น้ำโขง ถวายเชิงเทียน ถวายเครื่องดนตรีและคณะมโหรีหลวง ขุดสระมงคล ๓ แห่ง ทางทิศเหนือธาตุพนม
  • เจ้าพระยาหลวงนครพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรหลวง เจ้าเมืองนครบุรีราชธานีศรีโคตรบูรหลวง ผู้บูรณะวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เช่น สร้างหอข้าวพระ บูรณะลานพระธาตุพนม
  • รองอำมาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) นายอำเภอธาตุพนมคนแรก เป็นผู้มอบที่ดินสร้างสถานีตำรวจภูธรธาตุพนม ก่อตั้งโรงเรียนบ้านดงก้อมและโรงเรียนบ้านนาบัว
  • รองอำมาตย์เอก ขุนพนมพนารักษ์ (เฮ้า พิมพานนท์) อดีตนายอำเภอธาตุพนม เป็นผู้สร้างถนนพนมพนารักษ์ ก่อตั้งโรงเรียนวัดพระธาตุพนม (พนมวิทยาคาร) และโรงเรียนนาถ่อนวิทยานุกูล (โรงเรียนประชาบาลตำบลนาถ่อน ๑)
  • ดร. วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลหลายสมัย นายกสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) อดีตประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้นำทายาทตระกูลรามางกูรทำนุบำรุงวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและวัดหัวเวียงรังสี

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


อ้างอิง[แก้]

  1. ง้าวแถน ถนิมแก้ว. สงครามพันปีระหว่างลาวกับแกว. ม.ป.ท.. ๒๕๔๒.
  2. E. Lefevre. Travels in Laos. Bangkok. ม.ป.ป..
  3. เอเจียน แอมอนิเย. บันทึกการเดินทางในลาวภาคสอง พ.ศ. ๒๔๔๐. เชียงใหม่. ๒๕๔๑.
  4. องค์การค้าของคุรุสภา. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๔๔ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ (ต่อ)-๗๑) เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์ (ต่อ) พงศาวดารละแวก. ม.ป.ท.. ๒๕๑๒.
  5. ศิริวรรณ์ กาญจนโหติ. การสร้างคำในศิลาจารึกอีสาน ช่วง พ.ศ. ๒๐๗๓-พ.ศ. ๒๔๖๖. ม.ป.ท. ๒๕๓๒.
  6. อุลังกทาดผูกเดียว ฉบับวัดอับเปวันนัง บ้านบกท่ง เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขด หน้าลานที่ ๑๓-๑๖
  7. www.retc.ac.th/v3/programe/roiet57.pdf
  8. อุดร จันทวัน. นิทานอุรังคะทาด : นิทานอุรังคธาตุ ฉบับลาว. ขอนแก่น. ๒๕๔๗.
  9. http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=2169
  10. อุดร จันทวัน. นิทานอุรังคธาตุ : ฉบับลาว. ขอนแก่น. ๒๕๔๗.
  11. เอกสารพื้นเวียงจันทน์กล่าวว่า ก่อนราชวงศ์เวียงจันทน์จะล่มสลายได้เกิดนิมิตอาเภทขึ้นคือ ยอดพระธาตุพนมหักลง ต่อมาเจ้าอนุวงศ์ได้เสด็จมายกยอดฉัตรขึ้นใหม่ จำนวนชั้นมี ๗ ชั้นเท่าของเดิม ภายหลังเมื่อสยามปกครองธาตุพนมแล้วจึงเปลี่ยนยอดฉัตรลงเหลือ ๕ ชั้นในปัจจุบัน
  12. เส หมายถึง เสาหลักหรือหลักเมือง
  13. https://www.youtube.com/watch?v=DzuVAq-c6ng
  14. ดำรง พ. ทัมมิกะมุนี. พระพุทธศาสนาในประเทศลาว : ศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน. กรุงเทพ. : สุขภาพใจ. ๒๕๕๓. น. ๔๐.
  15. ประวิทย์ คำพรหม. ประวัติอำเภอธาตุพนม. กาฬสินธุ์. ๒๕๔๖.
  16. กรมศิลปากร. จดหมายเหตุการณ์บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม : ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๒๒. กรุงเทพฯ. ๒๕๒๒.
  17. หนังสืออุลังคนีทาน (อุลังคะนิทาน) ฉบับหอสมุดแห่งชาติ บ้านเชียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี หน้าลานที่ ๓๐-๓๒
  18. พื้นอุลํกาธา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ บ้านเชียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี หน้าลานที่ ๒๙-๓๐
  19. http://th.wikisource.org/wiki
  20. กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗ : คำให้การขุนโขลน. กรุงเทพ. ๒๔๖๐.
  21. http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/index.php
  22. http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=2233
  23. http://na-kae.blogspot.com/
  24. พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา), อุรังคธาตุนิทาน : ตำนานพระธาตุพนม (พิศดาร) . กรุงเทพฯ. ๒๕๓๗.
  25. พื้นอุลํกาธา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ บ้านเชียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี หน้าลานที่ ๒๔
  26. อุลังกทาดผูกเดียว ฉบับวัดอับเปวันนัง บ้านบกท่ง เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขด หน้าลานที่ ๑๓
  27. เชื่อว่าเป็นองค์เดียวกันกับอาชญาหลวงกลางน้อยศรีวรมุงคุล (ศรี รามางกูร) เจ้าเมืองธาตุพนม แต่เมื่อเทียบศักราชช่วงที่ปกครองแล้วห่างกันมาก
  28. พระเทพรัตนโมลี, เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ท่านเจ้าราชครูขี้หอม). กรุงเทพฯ. ๒๕๒๘.
  29. http://place.thai-tour.com/loei/dansai/271
  30. http://www.thatphanom.com/2300.html
  31. หนังสืออุลังคนีทาน (อุลังคะนิทาน) ฉบับหอสมุดแห่งชาติ บ้านเชียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี หน้าลานที่ ๒๕-๒๗
  32. หนังสืออุลังคนีทาน (พื้นอุลํกาธา) ฉบับหอสมุดแห่งชาติ บ้านเชียงยืน กำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองจันทะบูลี หน้าลานที่ ๒๔-๒๖
  33. มหาดวง รามางกูร (ท้าวดวง บุคคละ), "พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม (ประวัติตระกูลรามางกูรแห่งเมืองธาตุพนม)".ม.ป.ท.. ม.ป.ป..
  34. ทรงพล ศรีจักร์. เพ็ชรพื้นเมืองเวียงจันทน์ : พงศาวดารลาวตอนเวียงจันทน์แตก. กรุงเทพ. ๒๔๗๙.
  35. เอกสาร ร.๕ ม.๒ (๑๒ ก.) เล่ม ๒๐ ร.ศ. ๑๐๗ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  36. มหาดวง รามางกูร (ท้าวดวง บุคคละ), "พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม (ประวัติตระกูลรามางกูรแห่งเมืองธาตุพนม)".ม.ป.ท.. ม.ป.ป..
  37. อุดร จันทวัน, "ศึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเรื่องอุรังคธาตุนิทาน : ภาษาทางศาสนาและอิทธิพลต่อสังคม".ม.ป.ท.. ๒๕๔๗.
  38. พระฎิสสโร (หนูกร) ใจสุข. ประวัติบ้าน. มุกดาหาร. ม.ป.ป..
  39. เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพ. ๒๕๔๖.
  40. ทองสมุทร โดเร. บันทึกการเดินทางในลาว ภาคสอง พ.ศ. ๒๔๔๐. เชียงใหม่. ๒๕๔๑.
  41. เอกสาร ร.๕ บ.๑๒ เล่ม ๑๑/๓๐ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  42. พระครูสิริปัญญาวุฒิ (ขุนละคร ขันตะ). พื้นพระบาทใช้ชาติ. ม.ป.ท.. ม.ป.ป..
  43. พระครูสิริปัญญาวุฒิ (ขุนละคร ขันตะ). พื้นครุธราช. ม.ป.ท.. ม.ป.ป..
  44. สุรจิตต์ จันทรสาขา. เมืองนครพนม. ม.ป.ท.. ม.ป.ป..
  45. หลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) ผู้นี้ ถือเป็นเชื้อสายของเจ้าเมืองมุกดาหารและเจ้าเมืองธาตุพนมด้วย เคยมีที่ดินที่ธาตุพนมและได้บริจาคให้เป็นสถานีตำรวจ เนื่องจากต้นตระกูลฝ่ายชายทางมุกดาหารมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับต้นตระกูลฝ่ายหญิงที่เมืองธาตุพนมมาแต่โบราณคือ เจ้าพระยาจันทศรีโสราชอุปราชามันธาตุราช (จันทกินรี) มีโอรสคือเจ้าพระยาจันทรสุริยวงศา (กิ่ง) เจ้าพระยาจันทรสุริยวงศา (กิ่ง) อภิเษกกับอาชญานางยอดแก้วก่องมณี ธิดาของอาชญาหลวงกลางน้อยศรีวรมงคล (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนม นางผู้นี้เป็นผู้สร้างวัดยอดแก้วศรีวิชัย ต่อมาเจ้าพระยาจันทรสุริยวงศา (กิ่ง) กับอาชญานางยอดแก้วก่องมณี มีโอรสคือเจ้าพระยาจันทสุริยวงศ์ (พรหม) เจ้าพระยาจันทสุริยวงศ์ (พรหม) มีโอรสคือเจ้าอุปฮาตแถง (แท่ง) เจ้าอุปฮาตแถง (แท่ง) มีโอรสคือพระยาศศิวงศ์ประวัติ (เมฆ) พระยาศศิวงศ์ประวัติ (เมฆ) เป็นบิดาของหลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา หรือ สีห์ พิทักษ์พนม)
  46. http://renunakhon.nakhonphanom.doae.go.th/dataweb/history_renu.php
  47. http://www.thatphanom.com/
  48. กรมศิลปากร. นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๗ ถึงรัชกาลปัจจุบัน. กรุงเทพ. ๒๕๕๔.
  49. http://www.thatphanom.com
  50. http://nakhonphanom.cdd.go.th/VDR/5tatpanom.html
  51. http://www.sawasdeenakhonphanom.com
  52. http://thatphanom.nakhonphanom.police.go.th/chip-p83.html