อำเภอท่าอุเทน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอท่าอุเทน
แผนที่จังหวัดนครพนม เน้นอำเภอท่าอุเทน
ท่าอุเทนเมืองธรรมมะ พระธาตุสูงงาม
แม่น้ำสองสี ไดโนเสาร์ล้านปี ประเพณีไทญ้อ
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอท่าอุเทน
อักษรโรมัน Amphoe Tha Uthen
จังหวัด นครพนม
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 547.0 ตร.กม.
ประชากร 59,162 คน (พ.ศ. 2557)
ความหนาแน่น 108.15 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 4803
รหัสไปรษณีย์ 48120
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอท่าอุเทน หมู่ที่ 6 ตำบลโนนตาล อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม 48120
พิกัด 17°33′25″N 104°36′45″E / 17.55694°N 104.61250°E / 17.55694; 104.61250
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4258 1263
หมายเลขโทรสาร 0 4258 1263

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ท่าอุเทน เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม มีแนวชายแดนติดกับประเทศลาว เป็นอำเภอที่มีความสงบร่มเย็น มีประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวลุ่มแม่น้ำโขงที่โดดเด่น ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของชาวไทญ้อของประเทศไทย

ประวัติ[แก้]

ชาวเมืองท่าอุเทน เดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองหงสาวดี แขวงไชยบุรี ประเทศลาว ในปัจจุบัน พ.ศ. 2351  หัวหน้าชาวไทญ้อ ชื่อ ท้าวหม้อและภรรยาชื่อ  นางสุนันทา ได้รวบรวมผู้คนมาสร้างเมืองใหม่บริเวณปากแม่น้ำสงคราม ชื่อเมือง "ไชยสุทธิ์อุตมบุรี" (ปัจจุบันคือตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน) เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทร์ได้ตั้งให้ท้าวหม้อเป็นพระยาหงษาสาวดี  และท้าวเล็กน้องชายท้าวหม้อเป็นอุปฮาดวังหน้า ท้าวหม้อมีบุตรชายคนโตชื่อท้าวโสม

        พ.ศ. 2357 ได้สร้างวัดศรีสุนันทามหาอาราม ต่อมาเรียกว่า วัดไตรภูมิ ชึ่งได้พบแผ่นศิลาจารึกในวัดนี้ แปลออกมาได้ความว่า "พระศาสนาพุทธเจ้าล่วงลับไปแล้ว 2357 พรรษา  พระเจ้าหงสาวดี ทั้งสองพี่น้องได้มาตั้งเมืองใหม่ที่นี่ให้ชื่อว่า ไชยฤทธิ์อุตมบุรี ในปีจอ ฉศก ตรงกับ ปีกาบเล็ด ในเดือน 4 แรม 1 ค่ำ วันอังคาร ภายนอกมีอาญาเจ้าวังหน้าเสนาอำมาตย์สิบร้อยน้อยใหญ่ ภายในมีเจ้าครูพุทธา  และเจ้าชาดาวแก้ว เจ้าซาบา  เจ้าซาสา เจ้าสีธัมมา เจ้าสมเด็จพพุทธา  และพระสงฆ์สามเณรทุกพระองค์พร้อมกันมักใคร่ ตั้งใจไว้ยังพุทธศาสนา  จึงให้นามวัดนี้ว่า " วัดศรีสุนันทามหาอาราม" ตามพุทธบัญญัติสมเด็จพระพุทธองค์เจ้า ซึ่งมีติคตั้งไว้ในพระพุทธศาสนา สำเร็จในปีกดสี  เดือน 5 เพ็ญวันจันทร์  มื้อฮวงมด ขอให้ตามคำมักคำปรารถนาแห่งฝูงเข้าทั้งหลายเทอญ"

         พ.ศ. 2369  เจ้าอนุวงศ์เป็นขบถต่อกรุงเทพฯ ได้กวาดต้อนผู้คนไปอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ตั้งเมืองขึ้นใหม่ชื่อ เมืองหลวงปุงลิง ทิ้งเมืองไชยสุทธิ์อุตมบุรี เป็นเมืองร้าง ต่อมาได้สวามิภักดิ์ต่อเจ้าแผ่นดินญวนคือ เจ้าฟ้าสามกวนหลวง จึงแต่งตั้งให้ท้าวพระปทุมเป็นเจ้าเมืองปุงลิงแทน และให้ท้าวจารย์ญาเป็นอุปฮาด ท้าวจันทร์ศรีสุราช (โสม) เป็นราชวงค์ และท้าวปุเป็นราชบุตร

            พ.ศ. 2373  พระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพไทยยกทัพมาปราบขบถเจ้าอนุวงศ์ ให้พระยาวิชิตสงครามตั้งทัพอยู่ที่เมืองนครพนม ให้ราชวงศ์ (เสน) จากเมืองเขมราช ท้าวขัตติยะ กรมการเมืองอุบลราชธานี และท้าวสีลา คุมไพร่พลไปตั้งอยู่ที่เมืองไชยสุทธิ์อุตมบุรี  ซึ่งเป็นเมืองร้าง เมื่อปราบขบถจนราบคาบแล้ว เจ้าพระยาบดินทร์เดชา จึงได้ขอปูนบำเหน็จให้ราชวงศ์ (เสน) เป็นพระยาไชยราชวงษา ครองเมือง ไชยบุรี เป็นต้นตระกูลเสนจันทร์ฒิชัย

              พ.ศ. 2376  พระยามหาอำมาตย์ (ป้อม อมาตยกุล) เป็นแม่ทัพอยู่ ณ เมืองนครพนมอีกครั้งหนึ่ง ได้กวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อันมีกลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ เช่น ผู้ไท,ข่า,โซ่ ,กะเลิง,แสก,ญ้อ,และโย้ย ให้มาตั้งถิ่นฐานทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง  เพื่อมิให้เป็นกำลังแก่เจ้าอนุวงศ์และญวน และได้เกลี้ยกล่อมชาวเมืองหลวงปุงลิง ซึ่งเป็นไทญ้อให้กลับมาด้วย โดยมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองร้างริมฝั่งขวาแม่น้ำโขงเป็นที่ตั้งเมืองใหม่ ในตอนที่ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงมาเมื่อขึ้นเหยียบแผ่นดินใหม่เป็นเวลาย่ำรุงพอดี จึงได้ตั้งชื่อเมืองให้คล้องกับนิมิตรหมายที่ดีนี้ว่า เมืองท่าอุเทน แปลว่า เมืองท่าแห่งดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ท้าวพระปทุม เจ้าเมืองหลวงปุงลิงเป็นพระศรีวรราช  เจ้าเมืองท่าอุเทนคนแรก  ต้นตระกูลวดีศิริศักดิ์

พ.ศ. 2409  พระศรีวรราช (ท้าวพระปทุม) ได้ถึงถึงแก่กรรมลง เมืองท่าอุเทนขาดเจ้าเมืองอยู่ 2 ปี จนเมื่อ พ.ศ. 2411  จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระจำเริญพลรบ (เจ้าดวงจันทร์) เป็นพระศรีวรราชคนต่อมา แต่อยู่ได้เพียง 1 ปี จึงกราบถวายบังคับทูลลาออกจากราชการ เนื่องจากมีความผิดหลายเรื่อง

             พ.ศ. 2413  ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าแต่งตั้งให้ราชบุตร (พรหมมา) ต้นตระกูลบุพศิริ เป็นพระศรีวรราช เจ้าเมืองท่าอุเทนคนที่ 3 อยู่ได้ 4 ปีก็ถึงแก่กรรม จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งท้าวบุญมาก ต้นตระกูลกิติศรีวรพันธุ์ เป็นพระศรีวรราช เจ้าเมืองท่าอุเทนและเป็นเจ้าเมืองคนสุดท้าย เนื่องจากในปี พ.ศ. 2442  กระทรวงมหาดไทย ประกาศใช้ข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมือง ให้ยุบเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง  อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร และกรมการเมืองแบบเก่า ให้เป็นผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมืองแทน ต่อมา พ.ศ. 2450  ได้ยุบเมืองท่าอุเทน เป็นอำเภอท่าอุเทน ขึ้นกับเมืองนครพนมและแต่งตั้งให้ขุนศุภกิจจำนงค์ (จันทิมา  พลเดชา) ข้าหลวงประจำเมืองนครพนม เป็นนายอำเภอคนแรก 

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอท่าอุเทนมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอท่าอุเทนแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 9 ตำบล 111 หมู่บ้าน ได้แก่

1. ท่าอุเทน (Tha Uthen) 7 หมู่บ้าน 6. พะทาย (Phathai) 10 หมู่บ้าน
2. โนนตาล (Non Tan) 15 หมู่บ้าน 7. เวินพระบาท (Woen Phra Bat) 10 หมู่บ้าน
3. ท่าจำปา (Tha Champa) 16 หมู่บ้าน 8. รามราช (Ram Rat) 17 หมู่บ้าน
4. ไชยบุรี (Chai Buri) 17 หมู่บ้าน 9. หนองเทา (Nong Thao) 8 หมู่บ้าน
5. พนอม (Phanom) 11 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอท่าอุเทนประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลท่าอุเทน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าอุเทนทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลเวินพระบาท ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเวินพระบาททั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโนนตาล ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโนนตาลทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลท่าจำปา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าจำปาทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลไชยบุรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไชยบุรีทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพนอม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพนอมทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพะทาย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพะทายทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลรามราช ครอบคลุมพื้นที่ตำบลรามราชทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเทา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองเทาทั้งตำบล