พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง รามางกูร)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง รามางกูร)
นายกองข้าอุปัฏฐากพระธาตุพนม, นายกองบ้านธาตุพนม, ผู้ควบคุมท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระธาตุพนม
ก่อนหน้า ท้าวอุปละ (มุง รามางกูร)
ถัดไป พระพิทักษ์เจดีย์ (แก่น รามางกูร)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด เมืองธาตุพนม
เสียชีวิต บ้านธาตุพนม
คู่สมรส อาชญาแม่รัตนะจันทน์, อาชญาแม่แก้วบัวพา
ศาสนา ศาสนาพุทธ

พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง รามางกูร) อดีตนายกองข้าอุปัฏฐากพระมหาธาตุพนมหรือนายกองบ้านธาตุพนมลำดับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๒๒ หรือ ๒๔๒๓) ในอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ภาคอีสานของประเทศไทย เป็นเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์ผู้ปกครองธาตุพนมในลำดับที่ ๘ เดิมมีบรรดาศักดิ์เป็นที่ ท้าวอุปละ ผู้ควบคุมท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระมหาธาตุพนม สืบเชื้อสายเจ้านายลาวจากราชวงศ์เวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ที่ พระพิทักษ์เจดีย์ เป็นท่านแรกของเมืองธาตุพนมจากทั้งหมด ๔ ท่าน ซึ่งเป็นราชทินนามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นคู่กันกับบรรดาศักดิ์พระพิทักษ์เจดีย์พระมหาธาตุเชิงชุมแห่งเมืองสกลนคร

ประวัติ[แก้]

ราชตระกูล[แก้]

พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) มีนามเดิมว่า ท้าวสุวรรณคำถง หรือ ท้าวคำถง แปลว่า ถุงทอง ในพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนมออกพระนามว่า เจ้าพระพิทักษ์คำถง หรือ ญาพ่อพระพิทักษ์ เป็นบุตรชายคนแรกและเป็นบุตรลำดับที่ ๒ ในท้าวอุปละ (มุง รามางกูร) หรือท้าวคำมุง (คนทั่วไปออกนามว่า ญาพ่อผ้าขาวหรือผ้าขาวอุปละ) อดีตหัวหน้าข้าอุปัฏฐากผู้ควบคุมท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระมหาธาตุพนมลำดับที่ ๔ และผู้ปกครองธาตุพนมลำดับที่ ๗ มารดามีนามว่าอาชญาแม่จันทราวดี พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) เป็นพระนัดดาในท้าวอุปละ (คำมั่น) กรมการเมืองธาตุพนม เป็นพระปนัดดาในพระมหาสุระนันทากับอาชญานางแก้วอาไพ พระราชธิดาในเจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) เจ้าเมืองธาตุพนมองค์แรกจากราชวงศ์เวียงจันทน์ พระมหาสุระนันทาเป็นพระโอรสในเจ้าสุทธฮาช (สุทธราช) พระอนุชาในอาชญานางยอดแก้วศรีบุญมา พระชายาในเจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) เจ้าสุทธฮาช (สุทธราช) และอาชญานางยอดแก้วศรีบุญมาเป็นพระโอรสพระธิดาในเจ้าสีสุมังกับพระนางคำส่วงตา เจ้าสีสุมังเป็นพระโอรสในเจ้าพระยาหลวงกางสงคราม (คำวิสุต) พระราชโอรสในพระเจ้านครจำปาศักดิ์กับพระสนมไม่ปรากฏพระนาม ดังนั้น พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) จึงสืบเชื้อสายราชวงศ์เวียงจันทน์และเจ้าเมืองธาตุพนมผ่านทางอาชญานางแก้วอาไพผู้เป็นพระปัยยิกา (ย่าทวด) และสืบเชื้อสายราชวงศ์จำปาศักดิ์ผ่านทางพระมหาสุระนันทาผู้เป็นพระปัยกา (ปู่ทวด) [1]

ได้เป็นท้าวอุปละ[แก้]

พ.ศ. ๒๔๑๗ เพี้ยอัครฮาชหรือท้าวอุปละ (มุง) หัวหน้าข้าอุปัฏฐากผู้ควบคุมท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระมหาธาตุพนมลำดับที่ ๔ ผู้เป็นบิดาในท้าวสุวรรณคำถง (ถง) ได้ถึงแก่กรรมลง ท้าวสุวรรณคำถง (ถง) ผู้เป็นบุตรจึงได้รับเลื่อนขึ้นเป็นที่ ท้าวอุปละ จากเจ้าเมืองลครพนม (นครพนม) แทนท้าวอุปละ (มุง) ผู้เป็นบิดา คอยควบคุมท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระมหาธาตุพนมสืบต่อมา จากนั้นท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระได้สมัครไปทำราชการขึ้นเมืองมุกดาหารเป็นเลกฉกรรจ์ขึ้นใหม่ ๙๖๗ คน สมัครไปทำราชการขึ้นเมืองนครพนม ๕๓๑ คน สมัครไปทำราชการขึ้นเมืองสกลนครเป็นเลกฉกรรจ์ขึ้นใหม่ ๒๒๗ คน รวมเลกฉกรรจ์ขึ้นใหม่ ๑,๗๗๕ คน ครั้นท้าวอุปละ (มุง) หัวหน้าข้าอุปัฏฐากผู้ควบคุมท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระมหาธาตุพนมไปกะเกณฑ์เอาท้าวเพี้ยตัวเลกมาซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระเจดีย์พระธาตุพนม เจ้าเมืองและกรมการเมืองนครพนม เมืองมุกดาหาร และเมืองสกลนคร ก็ขัดขวางเอาตัวเลกข้าพระไว้เสียไม่ยอมส่งให้ท้าวอุปละ (มุง) ตามจารีตบ้านเมือง[2]

วิวาทกับเจ้าเมืองมุกดาหาร[แก้]

พ.ศ. ๒๔๒๑ ท้าวอุปละ (ถง) ได้ตั้งบ้านเรือนหอโฮงการอยู่บ้านธาตุพนม ขณะที่ยังเป็นหัวหน้าหมวดเลกข้าพระธาตุพนม ได้ทำการกล่าวฟ้องกรมการเมืองมุกดาหารลงไปกรุงเทพมหานครว่า เนื่องจากเขตแดนเมืองมุกดาหารต่อแดนกับเมืองนครพนมที่หน้าองค์พระธาตุพนม ให้เมืองมุกดาหารและเมืองนครพนมรักษา มีข้าพระธาตุพนมเป็นเลกข้าพระ ยกเว้นไม่ต้องเก็บส่วย แต่มีหน้าที่ดูแลรักษาและถูกเกณฑ์สิ่งของ เช่น อิฐ ปูน ทราย กรวด ไว้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ ท้าวอุปละได้เกณฑ์อิฐ ปูน ทองคำเปลว และน้ำรักกับตัวเลกเพื่อจะซ่อมแซมองค์พระธาตุพนม เจ้าเมืองมุกดาหารจะจับเอาตัวจำขังตะราง ฝ่ายกรุงเทพมหานครจึงได้มีท้องตราพระราชสีห์ให้อำแดงล่า (อาชญานางหล่า) ผู้เป็นพี่สาวท้าวอุปละถือขึ้นมาถึงผู้รักษาราชการเมืองมุกดาหาร ว่าให้เร่งแต่งท้าวเพี้ยกรมการผู้ใหญ่ที่รู้ราชการบ้านเมือง พาตัวท้าวอุปละลงไปพร้อมด้วยอำแดงล่าให้ถึงกรุงเทพมหานครโดยเร็ว จะได้ให้ตระลาการชำระกล่าวตัดสินให้แล้วแก่กัน[3]

วิวาทกับพระอัคร์บุตรเมืองธาตุพนม[แก้]

พ.ศ. ๒๔๒๒ ท้าวอุปละ (ถง) และเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี รามางกูร) หรือท้าวสุวรรณบุญมี ต้นสกุลบุคคละ และรามางกูร ณ โคตะปุระ ได้เกิดวิวาทบาดหมางกัน เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) เป็นเครือญาติใกล้ชิดกับท้าวอุปละ (ถง) โดยพระอัคร์บุตร (บุญมี) ทรงเป็นพระราชนัดดาในเจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) จึงมีศักดิ์เป็นพระอัยกา (ปู่) ของท้าวอุปละ (ถง) เนื่องจากพระปัยยิกา (ย่าทวด) ของท้าวอุปละ (ถง) มีศักดิ์เป็นน้องสาวต่างพระมารดาของเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี รามางกูร) ผู้เป็นพระราชบิดาในเจ้าพระอัคร์บุตร (ุบุญมี) เหตุที่วิวาทกันนั้นเนื่องด้วยเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ปรารถนาจะเป็นเจ้าเมืองธาตุพนมและกล่าวหาว่าท้าวอุปละ (ถง) มีอายุน้อยกว่าตนไม่ควรขึ้นเป็นใหญ่เพื่อควบคุมข้าเลกพระมหาธาตุพนมแต่ผู้เดียว ท้าวอุปละ (ถง) จึงท้าให้เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) เดินทางไปกรุงเทพมหานครเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวสยามเพื่อว่าความกัน แต่เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ปฏิเสธ ท้าวอุปละ (ถง) จึงได้เดินทางลงไปยังกรุงเทพมหานครด้วยราชการพร้อมกับกรมการบ้านธาตุพนม แล้วให้เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) อยู่รักษาราชการที่ธาตุพนม ความปรากฏในพื้นพระบาทใช้ชาติว่า

...คันพระจุลสังกาชได้ ๑๒๔๑ ตัว เจ้าพระอัครบุตร์สุวรรณบุญมีว่าตนนี้อาจ ว่าตนนี้แม่นหลานแลลูกเจ้าโอกาสศาสนานคร จิ่งว่าเจ้าพระอุปละเกิดตามหลังบ่ให้เป็นใหญ่ในกองข้อยน้อยใหญ่เวียงพระมหาธาตุเจ้า เจ้าอัครบุตร์จิ่งเชินองค์พระบาทธัมมิกฮาชและองค์ครุธฮาชมาช่อยยาดกองข้อยพระมหาธาตุแลเสกขึ้นเป็นเจ้าทังมวล...อุปละคำถงจิ่งไปฟ้องเจ้าละคร เจ้าละครว่าความบ่ได้จิ่งให้ทั้ง ๒ ตนไปบังกอกเฝ้าเจ้าชีวิตสยาม เจ้าอัครบุตร์บ่ยอมจิ่งให้ญาพ่ออุปละคำถงไปบังกอกฟ้องเจ้าละคร บังมุกแลสกล ฝ่ายตนยู่เป็นใหญ่ในเวียงพระมหาธาตุแลวิวาทสุวรรณคำเรืองเจ้าตนน้องว่าเสกเป็นอุปฮาชเหนือตน... [4]

ฟ้องเจ้าเมืองทั้งสาม[แก้]

ครั้นถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ ท้าวอุปละ (ถง) ได้เดินทางลงไปยังกรุงเทพมหานคร ทำเรื่องคำร้องทุกข์ขึ้นกราบทูลในสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งสำเร็จราชการกรมมหาดไทย ว่าเจ้าเมืองกรมการเมืองมุกดาหาร เมืองนครพนม เมืองสกลนคร ได้ขัดเอาท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระธาตุพนม (พระทาษพนม) ไว้ หาให้ท้าวเพี้ยตัวเลกมาซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ไม่ และเจ้าเมืองกรมการเมืองมุกดาหาร เมืองนครพนม เมืองสกลนคร ได้เก็บเอาเงินส่วยและข้าวถังกับตัวเลกข้าพระเจ้าธาตุพนม (พระเจ้าทาษพนม) ทุกปีมิได้ขาด เมื่อร้องทุกข์ดังนี้แล้วสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท้าวอุปละ (มุง) เป็นที่พระพิทักษ์เจดีย์ นายกองข้าพระธาตุพนม[5]

ได้เป็นพระพิทักษ์เจดีย์[แก้]

พ.ศ. ๒๔๒๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ผู้สำเร็จราชการมหาดไทย ทรงมีท้องตรามาถึงเจ้าเมืองมุกดาหารและเจ้าเมืองนครพนมว่า

...ด้วยท้าวอุปละ (ถง) ท้าวเพี้ยข้าพระธาตุพนมลงไปทำเรื่องราวกล่าวโทษเจ้าเมืองมุกดาหาร เจ้าเมืองนครพนมว่า กดขี่ข่มเหงกะเกณฑ์ใช้สอย ถึงปีก็เก็บเอาข้าวเปลือกไปเป็นอาณาประโยชน์ ตัวเลกข้าพระธาตุพนมได้รับความเดือดร้อน ความทั้งนี้จะเท็จจริงอย่างไรไม่แจ้ง แต่ท้าวอุปละกับครอบครัวตัวเลกรายนี้ ก็ปรนนิบัติรักษาพระอารามเจดีย์พระธาตุพนมมาช้านานหลายเจ้าเมืองแล้ว ถ้าจะไม่ตั้งเป็นหมวด เป็นกองไว้ ท้าวเพี้ยตัวเลกข้าพระธาตุจะพากันโจทย์ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เลกข้าพระธาตุพนมก็จะร่วงโรยเบาบางลงจะเสียไพร่พลเมือง การปฏิสังขรณ์วัดวาอารามก็ไม่เป็นที่รุ่งเรืองขึ้นเหมือนแต่ก่อน พระจันทรสุริยวงษ์ พระพนมนครานุรักษ์ กรมการก็พลอยเสียชื่อเสียงไป หัวเมืองทั้งปวงก็จะว่ากล่าวติเตียนไปต่างๆ หาควรไม่ จึงให้ตั้งท้าวอุปละ เป็นพระพิทักษ์เจดีย์ นายกอง ควบคุมท้าวเพี้ยสำมะโนครัวตัวเลกญาติพี่น้องในหมวดท้าวอุปละ เป็นกองขึ้นเมืองมุกดาหาร เมืองนครพนม แผนกหนึ่ง เป็นคนชรา ๘๔ พิการ ๔๘ ท้าว ๑๓ เพี้ย ๑๑๔ พระ ๔ หลวง ๒๖ เสมียน ๔ ทนาย ๙ รวม ๑๗๐ คน ชายฉกรรจ์ ๕๗๙ โสด ๔๕ ทาส ๖๔ รวม ๖๘๘ ครัว ชายหญิง ๑,๗๓๘ รวม ๒,๗๒๘ คน และให้พระพิทักษ์เจดีย์ นายกอง ฟังบังคับบัญชา พระจันทรสุริยวงษ์ เจ้าเมืองมุกดาหาร พระพนมนครานุรักษ์ เจ้าเมืองนครพนมแต่ที่ชอบด้วยราชการ... [6]

เป็นกองขึ้นเมืองมุกดาหารและนครพนม[แก้]

เป็นกองขึ้นเมืองมุกดาหาร[แก้]

แบบแผนการปกครองของสยามภายหลังเข้ามามีอิทธิพลต่อระบบการปกครองอาญาสี่ของล้านช้างนั้นมีแบบแผนอยู่ว่า ชุมชนหมู่บ้านมีนายหมู่เป็นหัวหน้า หลายหมุ่บ้านรวมกันเป็นหมวดมีนายหมวดเป็นหัวหน้า หลายหมวดรวมกันเรียกว่ากองมีนายกองเป็นหัวหน้าควบคุม เมืองมุกดาหารมีกองนอกและกองส่วยขึ้นรวมกันได้ ๔ กอง แบ่งเป็นกองนอก ๑ กอง และกองส่วย ๓ กอง เมืองธาตุพนมหรือบ้านธาตุพนมได้กลายเป็นกองนอกขึ้นแก่เมืองมุกดาหารด้วย ดังนี้

  • กองข้าพระธาตุพนม กองนี้มิได้ขึ้นกับเมืองมุกดาหารโดยตรง แต่ต้องอยู่ในความดูแลของเมืองมุกดาหารและเมืองนครพนมร่วมกัน เพราะเขตแดนของเมืองมุกดาหารกับเมืองนครพนมแบ่งกันที่หน้าองค์พระธาตุพนม หัวหน้ากองพระธาตุพนมมีบรรดาศักดิ์ว่า พระพิทักษ์เจดีย์ ปลัดกองมีบรรดาศักดิ์ว่า หลวงโพธิ์สาราช พลเมืองในกองนี้เป็นเลกข้าพระ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียส่วย แต่ต้องถูกเกณฑ์อิฐ หิน ปูน ทราย และแรงงานสำหรับบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ทั้งต้องอยู่เวรยาม คอยถวายข้าวปลาอาหารดอกไม้ธูปเทียน และบรรเลงดนตรีเสพงันถวายพระมหาธาตุด้วย กองพระธาตุพนมนี้ได้ถูกยกเลิกลงในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)
  • กองบ้านไผ่ อยู่ในเขตเมืองชุมพรหรือเมืองจำพอนแก้งกอก แขวงสุวรรณเขตหรือเมืองสะหวันนะเขดของประเทศลาว นายกองส่วยมีบรรดาศักดิ์ว่า หลวงสุริยวงษา ต้องส่งส่วยหมากแหน่งหรือผลเร่วปีละ ๑๐ หาบหลวง
  • กองบ้านผึ่งแดด เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่อยู่ในเขตแดนของประเทศลาว นายกองส่วยมีบรรดาศักดิ์ว่า ท้าวโพธิสาร ต้องส่งส่วยหมากแหน่งหรือผลเร่วปีละ ๑๔ หาบหลวง
  • กองส่วยบ้านโคก อยู่ในแขวงสุวรรรเขตหรือเมืองสะหวันนะเขดของประเทศลาว นายกองส่วยมีบรรดาศักดิ์ว่า พระรัษฎากรบริรักษ์ ปลัดกองมีบรรดาศักดิ์ว่า หลวงพิทักษ์สุนทร[7]

เป็นกองขึ้นเมืองนครพนม[แก้]

นับแต่ พ.ศ. ๒๓๗๑-๒๔๓๖ เมืองนครพนมมีเมืองขึ้นและกองขึ้นที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

  • เมืองธาตุพนม หรือกองข้าพระธาตุพนม กองนี้มิได้ขึ้นกับเมืองนครพนมโดยตรง แต่ต้องอยู่ในความดูแลของเมืองมุกดาหารและเมืองนครพนมร่วมกัน เพราะเขตแดนของเมืองมุกดาหารกับเมืองนครพนมแบ่งกันที่หน้าองค์พระธาตุพนม หัวหน้ากองพระธาตุพนมมีบรรดาศักดิ์ว่า พระพิทักษ์เจดีย์ ปลัดกองมีบรรดาศักดิ์ว่า หลวงโพธิ์สาราช
  • เมืองไชยบุรี หรือเมืองไชยสุทธิ์อุตมบุรี เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์ที่ พระไชยราชวงศา
  • เมืองท่าอุเทน หรือเมืองอุเทน เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์ที่ พระศรีวรราช
  • เมืองอาจสามารถ หรือเมืองอาทมาต เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์ที่ หลวงเอกอาษา
  • เมืองรามราช หรือเมืองฮาม เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์ที่ พระอุทัยประเทศ หรือ พระอุทัยประกาศ
  • เมืองเรณูนคร หรือเมืองเว เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็นที่ พระแก้วโกมล
  • เมืองอากาศอำนวย เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็นที่ หลวงผลานุกูล หรือ หลวงพลานุกูล[8]

เครือญาติและทายาท[แก้]

พี่น้อง[แก้]

พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) มีพี่น้องทั้งหมด ๗ ท่านได้แก่

  • พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) หรืออาชญาท้าวสุวรรณคำถง
  • อาชญาท้าวไชยเสน (เหลา) หรืออาชญาท้าวสุวรรณคำเหลา
  • เพี้ยไชยบุตร (ลือ) หรืออาชญาท้าวสุวรรณคำลือ
  • อาชญานางแดง
  • อาชญานางสุเทพา
  • อาชญานางประทุมวดี
  • อาชญานางหล่า[9]

บุตรธิดา[แก้]

พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) มีภริยาที่ปรากฏนาม ๒ ท่านคือ นางพิทักษ์เจดีย์หรืออาชญาแม่รัตนะจันทน์ กับอาชญาแม่แก้วบัวพา และมีบุตร์ธิดารวม ๖ ท่าน คือ

  • พระพิทักษ์เจดีย์ (สุวรรณคำแก่น)
  • พระพิทักษ์เจดีย์ (เทพพระสี)
  • อาชญาท้าวเทพพนม
  • อาชญานางเทพสวัสดิ์
  • อาชญานางเทพทุมมา
  • อาชญานางคำอ้วน[10]

ถึงแก่อนิจกรรม[แก้]

พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) ได้ป่วยและถึงแก่กรรมลง ณ กรุงเทพมหานคร ใน พ.ศ. ๒๔๒๒ หรือ ๒๔๒๓ ก่อนปฏิรูปการปกครองหัวเมืองลาวเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ. ๒๔๔๔) ด้วยเหตุเดินทางไปฟ้องร้องเจ้าเมืองนครพนม เจ้าเมืองมุกดาหาร และเจ้าเมืองสกลนคร เรื่องแย่งชิงข้าเลขพระมหาธาตุพนมและเก็บเงินส่วยข้าวถังข้าเลกพระมหาธาตุ แม้พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง) จะได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกองธาตุพนมแล้ว แต่ยังไม่ได้เดินทางกลับมาว่าราชการถึงธาตุพนมก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน[11] ด้วยปัญหาความยุ่งยากหลายประการทางฝ่ายสยามจึงมิได้ส่งศพกลับขึ้นมาธาตุพนม ยังคงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงอยู่ ณ กรุงเทพมหานครแล้วส่งพระอัฐิกลับคืนมายังธาตุพนม ทายาทบุตรหลานได้บรรจุพระอัฐิไว้ยังเจดีย์ด้านทิศเหนือนอกกำแพงแก้วองค์พระธาตุพนมร่วมกับเจ้านายกรมการเมืองธาตุพนมองค์ก่อน ต่อมาพระเจดีย์รกร้าง ครั้น พ.ศ. ๒๕๑๘ พระมหาธาตุพนมถล่มลงจึงได้รื้อธาตุเจดีย์น้อยใญ่ทั้งมวลออกเสีย เหลือไว้แต่หอข้าวพระของพระยาหลวงนครพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรหลวงกับธาตุเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก[12]

อนุสรณ์[แก้]

ชาวธาตุพนมและทางราชการได้ตั้งนามสถานศึกษาซึ่งเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้านธาตุพนมขึ้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงนามหมู่บ้านธาตุพนมซึ่งเป็นหมู่บ้านข้าโอกาสพระมหาธาตุพนมมาแต่เดิมว่า โรงเรียนบ้านธาตุพนม (พิทักษ์วิทยา) ภาษาอังกฤษคือ Banthatpanom (Pitakwittaya) โดยใช้ชื่อในวงเล็บท้ายชื่อโรงเรียนว่า พิทักษ์วิทยา เพื่อเป็นการลำรึกถึงราชทินนามเดิมของพระพิทักษ์เจดีย์ผู้ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นนายกองปกครองข้าโอกาสพระมหาธาตุพนมทั้งมวลเป็นคนแรก โรงเรียนบ้านธาตุพนม (พิทักษ์วิทยา) ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ๑ ปี โรงเรียนตั้งอยู่ติดกับวัดหัวเวียงรังษีใกล้ริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นวัดโบราณประจำตระกูลเจ้าเมืองและขุนโอกาสนายกองผู้ปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนมมาแต่อดีต โรงเรียนบ้านธาตุพนม (พิทักษ์วิทยา) ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ ๒ บ้านธาตุพนม ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา รหัสโรงเรียน ๑๐ หลัก ๑๐๔๘๑๙๐๑๑๗ รหัส Smis ๘ หลัก ๔๘๐๑๐๑๒๑ รหัส Obec ๖ หลัก ๑๙๐๑๑๗[13]


ก่อนหน้า พระพิทักษ์เจดีย์ (ถง รามางกูร) ถัดไป
ท้าวอุปละ (มุง รามางกูร) 2leftarrow.png นายกองข้าพระธาตุพนม,
หัวหน้าผู้ควบคุมข้าพระธาตุพนม

2rightarrow.png พระพิทักษ์เจดีย์ (แก่น รามางกูร)


อ้างอิง[แก้]

  1. ดวง รามางกูร. พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..
  2. ประวิทย์ คำพรหม. ประวัติอำเภอธาตุพนม. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์. ๒๕๔๖. น. ๑๐๘
  3. เอกสาร ร.๕ มท. เล่ม ๑๕ จ.ศ. ๑๒๔๐ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
  4. พระครูสิริปัญญาวุฒิ (ขุนละคร ขันตะ). พื้นพระบาทใช้ชาติ. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..
  5. ประวิทย์ คำพรหม. ประวัติอำเภอธาตุพนม. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์. ๒๕๔๖. น. ๑๐๘
  6. เอกสาร ร.๕ รล. ตราน้อย เล่มที่ ๔ จ.ศ. ๑๒๔๒ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
  7. สุรจิตต์ จันทรสาขา. เมืองมุกดาหาร. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ๒๕๔๓. น. ๒๖
  8. ภูริภูมิ ชมภูนุช. พัฒนาการของเมืองในแอ่งสกลนคร ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๗๑ ถึง ๒๔๓๖. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๔๙. น. ๙๕, ๒๓๗-๒๔๕.
  9. ดวง รามางกูร. พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..
  10. ดวง รามางกูร. พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..
  11. ประวิทย์ คำพรหม. ประวัติอำเภอธาตุพนม. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์. ๒๕๔๖. น. ๑๐๘
  12. สัมภาษณ์คุณยายจันเนา รามางกูร เรื่อง ประวัติดงฮ้างบ้านหนองหอย สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐.
  13. https://data.bopp-obec.info/emis/schooldata-view.php?School_ID=1048190117&Area_CODE=4801