สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ทอตนัมฮอตสเปอร์
Tottenham Hotspur.png
ฉายาสเปอร์, The Lilywhites
ไก่เดือยทอง (ไทย)
ก่อตั้งค.ศ. 1882 (ในชื่อ "สโมสรฟุตบอลฮอตสเปอร์)
สนามสนามกีฬาทอตนัมฮอตสเปอร์
Ground ความจุ62,062
เจ้าของอีเอ็นไอซีกรุ๊ป
ประธานแดเนียล เลวี
ผู้จัดการอันโตนีโอ กอนเต
ลีกพรีเมียร์ลีก
2020–21พรีเมียร์ลีก อันดับที่ 7 จาก 20
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ (อังกฤษ: Tottenham Hotspur F.C.) เป็นสโมสรฟุตบอลของอังกฤษ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก รู้จักในนามสั้น ๆ ว่า "สเปอร์" (Spurs) ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1882 มีสนามเหย้าคือ สนามกีฬาทอตนัมฮอตสเปอร์ และมีคำขวัญทางการว่า "To dare is to do" ("จงกล้าที่จะทำ") สีประจำสโมสรคือเสื้อสีขาวและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินซึ่งใช้มาตั้งแต่ฤดูกาล 1898–99

สเปอร์ชนะเลิศเอฟเอคัพสมัยแรกใน ค.ศ. 1901[1] ส่งผลให้พวกเขาเป็นสโมสรจากลีกสมัครเล่นเพียงทีมเดียวถึงปัจจุบันที่คว้าแชมป์ได้นับตั้งแต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษได้ก่อตั้งระบบการแข่งขันแบบลีกขึ้นใน ค.ศ. 1888[2] สเปอร์ยังเป็นสโมสรแรกในศตวรรษที่ 20 ที่ชนะเลิศฟุตบอลลีกและเอฟเอคัพได้ในฤดูกาลเดียวกัน (ฤดูกาล 1960–61)[3] และยังเป็นสโมสรแรกจากอังกฤษที่ชนะเลิศถ้วยยุโรป ภายหลังชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ค.ศ. 1963 รวมทั้งเป็นทีมแรกของอังกฤษที่ชนะเลิศถ้วยยุโรป 2 รายการแตกต่างกัน ภายหลังจากชนะเลิศยูฟ่าคัพ ค.ศ. 1972 สเปอร์ยังเป็นหนึ่งในสองสโมสรของอังกฤษ (ร่วมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ที่ชนะเลิศถ้วยรางวัลได้อย่างน้อย 1 รายการ 6 ทศวรรษติดต่อกัน (1950–2000)[4]

ในการแข่งขันในประเทศ สเปอร์ชนะเลิศลีกสูงสุด 2 สมัย, เอฟเอคัพ 8 สมัย, ลีกคัพ 4 สมัย และ เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ 7 สมัย ในการแข่งขันระดับทวีป พวกเขาชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย และ ยูฟ่าคัพ 2 สมัย และเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกใน ค.ศ. 2019 สเปอร์มีสโมสรคู่ปรับสำคัญคือ อาร์เซนอล โดยการแข่งขันระหว่างสองทีมเรียกว่า ดาร์บีลอนดอนเหนือ สโมสรมีกลุ่ม ENIC Group บริษัทด้านการลงทุนของอังกฤษเป็นเจ้าของทีมตั้งแต่ปี 2001 สเปอร์เป็นสโมสรที่มีมูลค่าทีมสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก ด้วยมูลค่า 1.67 พันล้านปอนด์ใน ค.ศ. 2021[5] และมีรายรับมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลกด้วยรายได้ 390 ล้านปอนด์ใน ค.ศ. 2020[6]

ประวัติ[แก้]

ยุคก่อตั้ง (ค.ศ. 1882–1908)[แก้]

ผู้เล่นของสเปอร์ใน ค.ศ. 1885

สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1882 โดยกลุ่มเด็กนักเรียนมัธยม 11 คนซึ่งเป็นสมาชิกชมรมคริกเกต นำโดย บ็อบบี บัคเคิล[7] โดยใช้ชื่อ ฮอตสเปอร์ เอฟซี โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้ออกกำลังกายในช่วงปิดภาคเรียน หนึ่งปีต่อมา กลุ่มนักเรียนได้ร้องขอให้ จอห์น ริพเชอร์ คุณครูสอนคัมภีร์ไบเบิลในโบสถ์ประจำโรงเรียนเป็นประธานสโมสรคนแรก[8] โดยริพเชอร์ได้ช่วยเหลือทีมทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและการฝึกซ้อม[9] ใน ค.ศ. 1884 สโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น ท็อตนัมฮอตสเปอร์ เอฟซี เพื่อให้ไม่เกิดความสับสนกับสโมสรอื่น ๆ ในกรุงลอนดอนที่ใช้ชื่อว่าฮอตสเปอร์[10] และมีการตั้งชือเล่นสโมสรว่า "สเปอร์" และมีฉายาว่า "ดอกลิลลี่สีขาว (The Lily Whites)"[11]

ในช่วงแรกทีมยังไม่ลงแข่งขันระดับทางการโดยมีเพียงการเตะอุ่นเครื่องกับสโมสรท้องถิ่น การแข่งขันอาชีพนัดแรกของสเปอร์คือการพบกับทีมท้องถิ่นชื่อว่า Radicals ซึ่งพวกเขาแพ้ไป 0–2 ต่อมา สเปอร์ได้ร่วมแข่งขันฟุตบอลถ้วยทางการครั้งแรกในถ้วยการกุศลของกรุงลอนดอน ในวันที่ 17 ตุลาคม 1885 เอาชนะทีม เซนต์ อัลบาน ไป 5–2[12] ต่อมา สเปอร์ได้จดทะเบียนเป็นสโมสรอาชีพในวันที่ 20 ธันวาคม 1895 และได้ร่วมแข่งขันลีกเป็นครั้งแรกในเซาเทิร์นฟุตบอลลีก

สโมสรมีสนามเหย้าแห่งแรกคือ ทอตนัม มาร์เชส แต่ใน ค.ศ. 1897 สนามได้ถูกระงับการใช้งานอย่างถาวรเนื่องจากเกิดสงคราม โดยสเปอร์ได้เช่าบริเวณย่าน นอททัมเบอร์แลนด์ และขอเช่าสนาม นอททัมเบอร์แลนด์ พาร์ค เป็นเวลา 8 ปี ก่อนที่จะย้ายไปยังไวต์ฮาร์ตเลน ในปี 1898 และแต่งตั้ง แฟรงค์ เบรดเทลล์ ชาวอังกฤษเป็นผู้จัดการทีมคนแรก โดยนักเตะคนแรกที่เบรดเทลล์ซื้อมาร่วมทีมคือ จอห์น คาเมรอน จากสโมสรควีนส์พาร์ก และในปีนั้น สโมสรได้จดทะเบียนเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการ[13] หลังจากคุมทีมได้ฤดูกาลเดียว เบรดเทลล์ได้ย้ายไปคุมพอร์ตสมัท และผู้ที่มาคุมทีมแทนก็คือ จอห์น คาเมรอน ซึ่งเบรดเทลล์เพิ่งซื้อตัวเขามานั่นเอง ซึ่งคาเมรอนได้เซ็นสัญญาในฐานะผู้เล่น–ผู้จัดการทีม โดยยังลงเล่นให้กับสโมสรในตำแหน่งกองหน้า

คาเมรอนนำสเปอร์คว้าแชมป์เซาเทิร์นฟุตบอลลีกได้ในปี 1900 ตามด้วยแชมป์เอฟเอคัพสมัยแรกในปี 1901 โดยเอาชนะเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ในนัดแข่งใหม่ 3–1 หลังจากเสมอกันในนัดแรก 2–2[14] ทำให้สเปอร์เป็นสโมสรจากลีกสมัครเล่นเพียงทีมเดียวจนถึงทุกวันนี้ที่ได้แชมป์เอฟเอคัพ นับตั้งแต่เริ่มมีการนำระบบลีกอาชีพมาใช้ในปี 1888[15] คาเมรอนยังพาสเปอร์ได้รองแชมป์ลีกอีก 2 ครั้งในปี 1902 และ 1904 ต่อมา ในปี 1908 คาเมรอนลาออก และเฟรด เคิร์กแฮม เข้ามาคุมทีมต่อ ในปีนั้นสเปอร์ได้ย้ายไปเล่นในดิวิชั่น 2 และได้รองแชมป์[16]

ยุคตกต่ำ และแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรก (ค.ศ. 1912–1957)[แก้]

อาเทอร์ กริมส์เดล กัปตันทีมของสเปอร์กับถ้วยเอฟเอคัพ ใน ค.ศ. 1921

ในช่วงค.ศ. 1912–27 สเปอร์มี ปีเตอร์ แม็ควิลเลียม อดีตนักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์เป็นผู้จัดการทีม และพวกเขาจบอันดับสุดท้ายในดิวิชั่นหนึ่งฤดูกาล 1914–15 ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลลีกจะหยุดไป 5 ปีเนื่องจากสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ต่อมา ฟุตบอลอังกฤษได้กลับมาแข่งขันในฤดูกาล 1919–20 สมาคมฟุตบอลอังกฤษ มีมติเพิ่มจำนวนทีมในลีกสูงสุดจากเดิม 20 ทีม เป็น 22 ทีม โดยให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1 และ 2 ในดิวิชั่นสองเลื่อนชั้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งได้แก่ ดาร์บีเคาน์ตี และเพรสตันนอร์ทเอนด์ และในส่วนของโควตาทีมสุดท้ายนั้น สมาคมได้โหวตเลือกอาร์เซนอลซึ่งอยู่ในดิวิชั่น 2 เลื่อนชั้นขึ้นมาในลีกสูงสุด และให้สเปอร์ซึ่งได้อันดับ 20 ในดิวิชั่น 1 ฤดูกาลล่าสุดต้องตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 2 แทน แม้สเปอร์จะยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลแต่ก็ไม่เป็นผล[17] แต่สเปอร์ก็เลื่อนขั้นกลับขึ้นมาลีกสูงสุดได้ในเวลาเพียงแค่หนึ่งฤดูกาล

ใน ค.ศ. 1921 สเปอร์คว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ เอาชนะวุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 1–0 ตามด้วยรองแชมป์ลีกในค.ศ. 1922 ทีมมีผู้เล่นชื่อดังในสมัยนั้นคือ อาเทอร์ กริมส์เดล กัปตันทีม แต่หลังจากนั้นพวกเขาเริ่มเข้าสู่ยุคตกต่ำ โดยเป็นทีมกลางตารางในอีก 5 ฤดูกาลถัดมา และตกชั้นอีกครั้งในฤดูกาล 1927–28 และแม็คมิลานลาออก ถัดมา ในช่วงทศวรรษ 1930–40 สเปอร์เล่นอยู่ในดิวิชั่น 2 เป็นส่วนมาก ต่อมา ใน ค.ศ. 1949 สโมสรมีผู้จัดการทีมคือ อาเทอร์ โรเวย์ ชาวอังกฤษ ซึ่งเข้ามาปฏิวัติแผนการเล่นของทีมให้เน้นเกมรุกเอาใจแฟน ๆ ด้วยลีลาการเล่นที่เร้าใจ จนได้รับฉายาว่า The "push and run"[18] โรเวย์พาสเปอร์เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้งในปี 1950 และคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1950–51[19] ก่อนจะลาออกในปี 1955 เนื่องจากปัญหาสุขภาพ

ยุคทองแห่งความสำเร็จ (ค.ศ. 1958–1991)[แก้]

ผู้เล่นของสเปอร์ในช่วงยุคทองแห่งความสำเร็จในปี 1960 ซึ่งมีบิล นิโคลสันเป็นผู้จัดการทีม
สเปอร์ชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ค.ศ. 1963

บิล นิโคลสัน ตำนานผู้เล่นของสโมสร[20] ได้มาคุมทีมใน ค.ศ. 1958 และถือเป็นยุคทองของสโมสร โดยครองแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง 1 สมัย, แชมป์เอฟเอคัพ 3 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย, เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ 3 สมัย และยังประสบความสำเร็จในรายการยุโรป โดยได้แชมป์ยูฟ่าคัพ (ยูโรปาลีกในปัจจุบัน) 1 สมัย และแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ อีก 1 สมัย[21] และสเปอร์ยังได้ร่วมแข่งขันยูโรเปียนคัพ (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1961–62 แต่นิโคลสันก็ถูกปลดในฤดูกาล 1974–75 หลังจากนั้น สเปอร์ก็ยังเล่นอยู่ในลีกสูงสุดอย่างมั่นคง และในปี 1981–82 สเปอร์เป็นแชมป์เอฟเอคัพ 2 สมัยติดต่อกันในยุคของ คีธ เบอร์คินชอว์ ตามด้วยแชมป์ยูฟ่าคัพ สมัยที่ 2 ในปี 1984 โดยเบอร์คินชอว์สร้างทีมด้วยนักเตะแกนหลักอย่าง เกล็น ฮอดเดิ้ล ก่อนจะลาทีมในปี 1984 จากนั้น ปีเตอร์ ชรีฟส์, เดวิด พลีท และดัก ลิเวอร์มอร์ เข้ามาคุมทีม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

เทอร์รี เวนาเบิลส์ อดีตผู้เล่นของสโมสรเข้ามาคุมทีมในปี 1987 โดยพาสเปอร์คว้าแชมป์เอฟเอคัพและเอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ได้ในฤดูกาล 1990–91 และเป็นทีมแรกที่ได้แชมป์เอฟเอคัพครบ 8 สมัย นักเตะตัวหลักของทีมในช่วงนั้นได้แก่ พอล แกสคอยน์ และ แกรี่ ลินิเกอร์

ยุคพรีเมียร์ลีก (ค.ศ. 1992–ปัจุจบัน)[แก้]

ในช่วงปี 1993–2000 สเปอร์คว้าแชมป์เพิ่มได้รายการเดียวคือลีกคัพในฤดูกาล 1998–99 ภายใต้การคุมทีมของ จอร์จ เกรแฮม เอาชนะเลสเตอร์ซิตี 1–0 ในช่วงนั้นทีมมีผู้เล่นชื่อดังหลายราย เช่น เท็ดดี้ เชอริงแฮม, เยือร์เกิน คลีนส์มัน, คริส อาร์มสตรอง และ ดาวีด ฌีโนลา แต่ผลงานในลีกก็ไม่ดีนักโดยเป็นเพียงทีมกลางตาราง ในทศวรรษถัดมา ทีมยังคงมีผลงานไม่สม่ำเสมอ และเปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายคน เช่น เกล็น ฮอดเดิล, เดวิด พลีท, ฌัก ซ็องตีนี และ มาร์ติน โยล ก่อนที่ ฆวนเด รามอส จะเข้ามาคุมทีม และพาทีมได้แชมป์ลีกคัพ ปี 2008 เอาชนะ เชลซี 2–1 ในช่วงต่อเวลา[22] แต่ก็ถูกปลดในปีต่อมา[23][24] แฮร์รี เรดแนปป์ เข้ามาคุมทีมต่อในฤดูกาล 2008–09 และเข้าชิงลีกคัพกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่แพ้จุดโทษ[25] ต่อมา ในฤดูกาล 2009–10 สเปอร์ซึ่งมีผู้เล่นตัวหลักอย่าง แกเร็ท เบล และ ลูกา มอดริชจบอันดับ 4 ในลีกได้สิทธิ์แข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1961–62[26][27]

ใน ฤดูกาล 2010–11 สเปอร์ผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกก่อนจะแพ้เรอัลมาดริด และเรดแนปป์ได้ลาทีมในปีต่อมาเนื่องจากเจรจาสัญญาฉบับใหม่ไม่ลงตัว[28] อังแดร วีลัช-โบอัช และ ทิม เชอร์วูด เข้ามาคุมทีมต่อในปี 2012 และ 2013 และพาทีมจบอันดับ 5 และ 6 ได้สิทธิ์แข่งขันยูโรปาลีก[29][30]

ผู้เล่นสเปอร์ชุดคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2016–17 ประกอบด้วยนักเตะตัวหลักได้แก่ แฮร์รี เคน, เดลี แอลลี, ซน ฮึง-มิน, เครสแจน อีเรกเซิน และ ยัน เฟอร์โตงเงิน

เมาริซิโอ โปเชติโน[31] เข้ามาคุมทีมในฤดูกาล 2014–15 และพาทีมจบอันดับ 5 รวมทั้งเข้าชิงลีกคัพ ก่อนจะแพ้เชลซี 0–2[32] ในปีต่อ ๆ มา สเปอร์ซึ่งมีกองหน้าคนสำคัญอย่าง แฮร์รี่ เคน ยังคงทำอันดับในลีกได้อย่างยอดเยี่ยม โดยจบอันดับสามในฤดูกาล 2015–16 และคว้ารองแชมป์ได้ในฤดูกาล 2016–17 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1962–63 ก่อนจะจบอันดับสามอีกครั้งในฤดูกาล 2017–18 และเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกในฤดูกาล 2018–19 แต่แพ้ลิเวอร์พูล 0–2 ต่อมา โปเชติโนถูกปลดในฤดูกาล 2019–20 และโชเซ มูรีนโย เข้ามาคุมทีม ก่อนจะถูกปลดในฤดูกาล 2020–21 แม้จะพาทีมเข้าชิงชนะเลิศอีเอฟแอลคัพได้[33] ไรอัน เมสัน อดีตผู้เล่นสโมสรเข้ามารักษาการต่อ แต่ก็พาทีมแพ้แมนเชสเตอร์ซิตีในรอบชิงอีเอฟแอลคัพ 0–1

ในฤดูกาล 2021–22 สเปอร์แต่งตั้ง นูนู อึชปีรีตู ซังตู เป็นผู้จัดการทีม[34] แต่ก็ถูกปลดหลังคุมทีมได้เพียง 4 เดือน[35] และ อันโตนีโอ กอนเต เข้ามาคุมทีมต่อ[36]

ตราสัญลักษณ์[แก้]

ตราสัญลักษณ์ของสโมสรทอตนัมฮอตสเปอร์เป็นรูปไก่ตัวผู้ที่มีเดือยแหลมคมเหยียบลูกฟุตบอล จึงได้ฉายาในภาษาไทยว่า "ไก่เดือยทอง" ตราสัญลักษณ์นี้มีที่มาจากนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 1901 เมื่อแฮร์รี เพอร์ซี ฮอตสเปอร์ บุคคลที่เชื่อกันว่าทางสโมสรได้นำนามสกุลของเขาตั้งขึ้นเป็นชื่อสโมสร ใส่รูปไก่ตัวผู้ลงไปในตราสัญลักษณ์เพื่อให้ผู้เล่นเกิดความฮึกเหิม ต่อมาอีก 8 ปี วิลเลียม เจมส์ สก๊อต อดีตผู้เล่นของสโมสรได้ทำรูปหล่อสำริดไก่ตัวผู้เหยียบลูกฟุตบอลขึ้นมา จึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรนับตั้งแต่บัดนั้น

โดยสัญลักษณ์รูปนี้ได้ทำการปรับเปลี่ยนมาหลายครั้งในหลายยุคสมัย โดยในยุคทศวรรษที่ 1920 เป็นรูปลักษณ์ที่เรียบ ๆ ต่อมาสมัยก็มีรูปลูกโลกรวมถึงสิงโตคู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลนอร์ททัมเบอร์แลนด์ของแฮร์รี ฮอตสเปอร์ ทั้งปราสาทบรูซซึ่งตั้งอยู่ใกล้สนามไวท์ฮาร์ทเลน รวมทั้งต้นไม้ 7 ต้น สื่อถึงเซเวนซิสเตอร์ส์ ย่านหนึ่งในลอนดอนเหนือที่ตั้งของสโมสรด้วย พร้อมคติภาษาละตินที่ว่า "Audere Est Facere" (จงกล้าที่จะทำ) ต่อมาในยุคทศวรรษที่ 1980 ได้ตัดรายละเอียดต่าง ๆ ออกไป เหลือเพียงไก่กับสิงโตและคติภาษาละตินเท่านั้น

โดยสัญลักษณ์แบบปัจจุบันเกิดขึ้นในปี 2006[37]

สนามเหย้า[แก้]

ในยุคแรก ทอตนัมฮอตสเปอร์มีสนามประจำสโมสรคือ ทอตนัม มาร์เชส แต่เนื่องจากเกิดปัญหาสงครามขึ้นใน ค.ศ. 1897 ทอตนัม มาร์เชส ได้ถูกระงับการใช้งานอย่างถาวร โดยสโมสรได้ไปเช่าบริเวณย่าน นอททัมเบอร์แลนด์ และขอเช่าสนาม นอททัมเบอร์แลนด์ พาร์ค เป็นเวลา 8 ปี ก่อนที่จะย้ายไปยังสนาม ไวต์ฮาร์ตเลน ในปี 1899[38] ความจุ 36,230 ที่นั่ง และยังได้รับเลือกให้เป็นสนามฟุตบอลที่สะอาดที่สุดในประเทศอังกฤษ[39] โดยสนามเป็นพื้นหญ้ายาว 100 เมตร กว้าง 67 เมตร ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ อาชิบัลด์ ลีตช์ ชาวสกอตแลนด์ และสโมสรได้ใช้สนามแห่งนี้จนถึงต้นทศวรรษที่ 2000 ผู้บริหารจึงมีแนวคิดที่จะสร้างสนามแห่งใหม่เพื่อรองรับแฟนบอลที่เพิ่มขึ้น[40] โดยมีความพยายามที่จะย้ายสนามใหม่ตั้งแต่ปี 2001 โดยจะย้ายไปยังสนามกีฬาในเขตพิคเกตส์ล็อก แต่ไม่ได้รับอนุมัติจากกรุงลอนดอนเนื่องจากสภาพการจราจรที่แออัด รวมถึงแผนการย้ายไปยังเวมบลีย์ในปี 2007 แต่ก็ไม่เกิดขึ้น

สนามทอตนัมฮอตสเปอร์สเตเดียม สนามเหย้าปัจจุบัน
ห้องแต่งตัวของสนามทอตนัมฮอตสเปอร์สเตเดียม

ในเดือนตุลาคม 2008 สโมสรประกาศแผนการสร้างสนามใหม่ทางทิศเหนือแทนที่ไวท์ฮาร์ทเลน เนื่องจากต้องการเพิ่มความจุและความทันสมัย โดยทางใต้ของสนามใหม่จะมีเนื่อที่ครึ่งหนึ่งทับซ้อนกันกับทางตอนเหนือของเดอะเลน[41] โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า "นอร์ธัมเบอร์แลนด์" สโมสรเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2009 แต่หลังจากปัญหาต่าง ๆ ทั้งด้านทำเลที่ตั้งและค่าใช้จ่าย สโมสรก็ถูกเพิกถอนโครงการชั่วคราว แต่ผู้บริหารสเปอร์ได้เสนอแผนงานใหม่อีกครั้งโดยมีการเสนอไปที่องค์การอนุรักษ์แห่งอังกฤษ และเลขานุการของรัฐบาล โดยบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนในขณะนั้นได้อนุมัติในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2010

ในปี 2011 ระหว่างการดำเนินการโครงการ นอร์ธัมเบอร์แลนด์ ผู้บริหารของสเปอร์มีแนวคิดที่จะย้ายไปยังสนามกีฬาลอนดอน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 และในปีเดียวกัน ได้มีการยื่นข้อเสนอขอใช้สนามจากสองสโมสรคือสเปอร์กับเวสต์แฮมยูไนเต็ด โดยสเปอร์ได้ชนะในการเสนอราคาครั้งแรก แต่ถอนตัวในภายหลังเนื่องจากปัญหาค่าใช้จ่าย ทำให้เวสต์แฮมได้ใช้สนามกีฬาโอลิมปิกลอนดอนแทน

ภายหลังจากความล่าช้าต่าง ๆ ในที่สุด การก่อสร้างสนามแห่งใหม่ได้เริ่มขึ้นในปี 2016 และมีกำหนดเปิดในช่วงฤดูกาล 2018–19 และในระหว่างการก่อสร้าง เกมในบ้านของสเปอร์ทั้งหมดในฤดูกาล 2017–18 ได้ย้ายไปเล่นที่เวมบลีย์[42] หลังจากการทดสอบระบบที่ประสบความสำเร็จสองครั้ง สเปอร์ได้ย้ายเข้าสู่สนามใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2019[43] ในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกกับคริสตัลพาเลซ ซึ่งสเปอร์ชนะ 2–0 สนามใหม่นี้มีชื่อว่า สนามกีฬาทอตนัมฮอตสเปอร์ และเป็นบ้านหลังใหม่ของสเปอร์ถึงปัจจุบัน

แฟนคลับ[แก้]

แฟนบอลสเปอร์ในสนามทอตนัมฮอตสเปอร์สเตเดียมปี 2019

สเปอร์เป็นสโมสรเก่าแก่ที่มีผู้ติดตามมายาวนาน[44] และมีฐานแฟนคลับที่ใหญ่ในกรุงลอนดอน[45] พวกเขาเคยมียอดผู้ชมเกมในสนามเฉลี่ยมากทีสุดในประเทศในช่วงปี 1950–62 และมียอดจำหน่ายบัตรเข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2008–09 และสเปอร์เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลกจากทุกทวีป แฟนคลับรุ่นบุกเบิกของสโมสรมีชื่อเรียกว่า "ยิดอาร์มี" (Yid Army) ซึ่งหมายถึงชาวยิว เนื่องจากแฟนคลับแต่ดั้งเดิมของสโมสรเป็นชาวยิวที่ตั้งรกรากในกรุงลอนดอนตอนเหนือ แฟนฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของสเปอร์ได้แก่ เจสซี เจ นักร้องชื่อดังชาวอังกฤษ[46] และ เจ. เค. โรว์ลิง นักเขียนนวนิยาย

สเปอร์มีเพลงประจำสโมสรที่แฟน ๆ มักร้องเชียร์ในสนามคือ "Glory Glory Tottenham Hotspur" เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 1961 ภายหลังจากที่ทีมคว้าดับเบิลแชมป์ได้ในฤดูกาลดังกล่าว และได้ไปแข่งขันฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรก

สโมสรคู่อริ[แก้]

การปะทะกันของผู้เล่นสเปอร์และเชลซีในฤดูกาล 2015–16

ทอตนัมฮอตสเปอร์ เป็นคู่แข่งโดยตรงกับอาร์เซนอล ซึ่งตั้งอยู่ในย่านลอนดอนเหนือด้วยกัน โดยการแข่งขันระหว่างสองทีมเรียกว่า ดาร์บีลอนดอนเหนือ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการย้ายจากลอนดอนใต้ มายังลอนดอนเหนือของอาร์เซนอลใน ค.ศ. 1913 โดยแต่เดิมนั้น สเปอร์เป็นสโมสรเดียวที่ตั้งอยู่ในย่านลอนดอนเหนือ พวกเขาเปรียบเสมือนความภาคภูมิใจและเป็นสโมสรตัวแทนของคนในย่านนี้ การย้ายมาของอาร์เซนอลจึงเปรียบเสมือนการมาแย่งพื้นที่และฐานแฟนคลับของสเปอร์ ยิ่งไปกว่านั้น จากการมีมติเพิ่มจำนวนทีมในลีกสูงสุดจากเดิม 20 ทีม เป็น 22 ทีมในฤดูกาล 1919–20 โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษได้ให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1 และ 2 จากดิวิชั่นสองเลื่อนชั้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ (ดาร์บีเคาน์ตี และ เพรสตันนอร์ทเอนด์) และในโควตาทีมสุดท้ายนั้น สมาชิกสมาคมได้โหวตเลือกให้อาร์เซนอลซึ่งอยู่ในดิวิชั่น 2 เลื่อนชั้นขึ้นมาในลีกสูงสุด (ดิวิชั่น 1) และให้สเปอร์ซึ่งได้อันดับ 20 ในดิวิชั่น 1 ตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 2 แทน และเหตุการณ์ครั้งนั้นได้มีการกล่าวหาว่า เฮนรี นอร์ริส ประธานสโมสรอาร์เซนอลในขณะนั้นใช้วิธีวิ่งเต้นและติดสินบนต่อสมาคม แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานเพียงพอ และนั่นถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างความโกรธแค้นให้แก่สเปอร์และทำให้ความเป็นอริกันของสองสโมสรทวีความรุนแรงมาจนถึงทุกวันนี้[47]

สโมสรในลอนดอนอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งกับสเปอร์ได้แก่ เชลซี และ เวสต์แฮม แต่ความเป็นอริและบรรยากาศการเผชิญหน้ากันไม่ดุเดือดเท่าการพบกับอาร์เซนอล[48]

การช่วยเหลือสังคม[แก้]

ตั้งแต่ปี 2006 สโมสรได้ทำงานร่วมกับ Haringey Council และ Metropolitan Housing Trust และชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาและกิจกรรมทางสังคมซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก Barclays Spaces for Sport และ Football Foundation[49] มูลนิธิทอตนัมฮอตสเปอร์ได้รับการสนับสนุนระดับสูงจากนายกรัฐมนตรี และเปิดตัวเดือนกุมภาพันธ์ 2007[50]

ในเดือนมีนาคม 2007 สโมสรได้ประกาศความร่วมมือกับองค์กรการกุศล SOS Children's Villages UK โดยนำเงินค่าปรับจากผู้เล่นที่ทำผิดวินัยไปช่วยเหลือหมู่บ้านเด็กของมูลนิธิในรัสเตนบูร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ รวมทั้งสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนที่หลากหลายในและรอบ ๆ เมืองรัสเตนบูร์ก ในปีงบประมาณ 2006 และ 2007 สเปอร์ครองอันดับสูงสุดในอังกฤษในด้านการบริจาคเพื่อการกุศล[51]คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,545,889 ปอนด์ ซึ่งรวมถึงการบริจาคเงินอีก 4.5 ล้านปอนด์ตลอดระยะเวลาสี่ปี เพื่อจัดตั้งมูลนิธิทอตนัมฮอตสเปอร์[52]

สเปอร์ยังเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมที่มีชื่อเสียงในโครงการ 10:10 ซึ่งสนับสนุนให้บุคคล ธุรกิจ และองค์กรดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม พวกเขาเข้าร่วมในปี 2007 ด้วยความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พวกเขาได้อัพเกรดไฟในสนามเป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และหนึ่งปีต่อมา พวกเขารายงานว่าพวกเขาลดการปล่อยคาร์บอนลง 14%[53] นอกจากนี้สเปอร์ยังได้ให้เงินสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนในอังกฤษ รวมถึงการสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่คนยากไร้ การสร้างโรงเรียนอนุบาล และสนับสนุนการจ้างงานกว่า 3,500 ตำแหน่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ "นอร์ธัมเบอร์แลนด์" ในการพัฒนาสนามเหย้าแห่งใหม่

ชุดแข่งและสปอนเซอร์[แก้]

ชุดที่ใช้[แก้]

สปอนเซอร์[แก้]

1 ออราสมาเป็นบริษัทลูกของ ออโตโนมี คอร์ปอเรชัน
2 ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เป็นบริษัทแม่ของ ออโตโนมี คอร์ปอเรชัน

ผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นปัจจุบัน[แก้]

ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2021[60][61]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
1 GK  ฝรั่งเศส อูว์โก โลริส (กัปตัน)
2 DF  ไอร์แลนด์ แมตต์ ดอเฮอร์ตี
3 DF  สเปน เซร์ฆิโอ เรกิลอน
4 DF  อาร์เจนตินา กริสเตียน โรเมโร (ยืมจากอาตาลันตา)
5 MF  เดนมาร์ก พีแยร์-เอมิล ฮอยปีแยร์
6 DF  โคลอมเบีย ดาบินซอน ซันเชซ
7 FW  เกาหลีใต้ ซน ฮึง-มิน
8 MF  อังกฤษ แฮร์รี วิงส์
10 FW  อังกฤษ แฮร์รี เคน (รองกัปตัน)
11 FW  สเปน บรายัน ฆิล
12 DF  บราซิล เอเมอร์สัน รอยัล
14 DF  เวลส์ โจ รอดอน
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
15 DF  อังกฤษ เอริก ไดเออร์
18 MF  อาร์เจนตินา โยบานิ โล เซลโซ
19 MF  อังกฤษ ไรอัน เซสเซยง
20 MF  อังกฤษ เดลี แอลลี
22 GK  อิตาลี ปีแอร์ลุยจี กอลลีนี (ยืมจากอาตาลันตา)
23 MF  เนเธอร์แลนด์ สเตเฟิน แบร์คไวน์
25 DF  อังกฤษ จาเฟ็ต ทังแกงกา
27 FW  บราซิล ลูกัส โมรา
28 MF  ฝรั่งเศส ต็องกี อึนดอมเบเล
29 MF  อังกฤษ โอลิเวอร์ สกิปป์
33 DF  เวลส์ เบน เดวีส์
47 FW  อังกฤษ แจ็ก คลาร์ก

ผู้เล่นที่ปล่อยยืม[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
38 DF  สหรัฐ แคเมอรอน คาร์เตอร์-วิกเกอส์ (ปล่อยยืมไป สโมสรฟุตบอลเซลติก จนจบฤดูกาล 2021-22[62])
41 GK  อังกฤษ อัลฟี ไวท์แมน (ปล่อยยืมไป เดเกอร์ฟอร์ส ไอเอฟ จนจบฤดูกาล 2021-22[63])
MF  เซเนกัล ป๊าป ซาร์ (ปล่อยยืมไป สโมสรฟุตบอลแม็ส จนจบฤดูกาล 2021-22[64])

ทำเนียบผู้จัดการทีม[แก้]

รายชื่อผู้จัดการทีมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน[แก้]

บุคลากรปัจจุบัน[แก้]

อันโตนีโอ กอนเต ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน
ตำแหน่ง รายชื่อ
ผู้จัดการทีม อิตาลี อันโตนีโอ กอนเต
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม อิตาลี กริสเตียน สเตลลินี
ผู้ฝึกสอนทีมชุดใหญ่ อังกฤษ ไรอัน เมสัน
ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู อิตาลี มาร์โก ซาวาโรนี[65]
ผู้ฝึกสอนฟิตเนส อิตาลี กอสตันติโน กอรัตติ
ผู้ฝึกสอนฟิตเนส อิตาลี จาน เปาโล เบนโตรเน่
นักวิเคราะห์ อิตาลี จานลูกา กอนเต
ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน อังกฤษ เลดลีย์ คิง
ผู้จัดการทีมชุดเยาวชน อังกฤษ ดีน รัสติก
ผู้ฝึกสอนรุ่นอายุ 17-23 ปี อังกฤษ คริส โพเวลล์[66]
หัวหน้าแมวมอง อังกฤษ ปีเตอร์ บราวด์
หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา อังกฤษ เจฟ สกอต
นักกายภาพบำบัด อังกฤษ สจ๊วต แคมเบล
  • ข้อมูลล่าสุด: 4 พฤศจิกายน 2021

อดีตผู้เล่นที่มีชื่อเสียง[แก้]

เกียรติประวัติ[แก้]

อังกฤษ ระดับประเทศ[แก้]

  • เอฟเอคัพ
    • ชนะเลิศ (8): 1900–01, 1920–21, 1960–61, 1961–62, 1966–67. 1980–81, 1981–82, 1990–91

ยุโรป ระดับทวีปยุโรป[แก้]

สถิติสำคัญ[แก้]

  • สถิติผู้ชมในสนามมากที่สุด: ในเวมบลีย์ นัดที่พบกับไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซิน (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก), 2 พฤศจิกายน 2016 (85,512 คน)[67]
  • สถิติชนะมากที่สุด: ชนะ ครูว์ อเล็กซานดร้า 13–2 (เอฟเอคัพ), 3 กุมภาพันธ์ 1960[68]
  • สถิติแพ้มากที่สุด: แพ้ แอร์สเทอ เอ็ฟเซ เคิลน์ 0–8 (ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ), 22 กรกฎาคม 1995[69]
  • ผู้เล่นที่ลงสนามทุกรายการมากที่สุด: สตีฟ เพอร์รี่แมน, 854 นัด, 1969–86[70]
  • ผู้เล่นที่ลงสนามในลีกมากที่สุด: สตีฟ เพอร์รี่แมน, 613 นัด, 1969–86[71]
  • ผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ลงสนาม: แบรด ฟรีเดล, 42 ปี และ 176 วัน, พบกับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด, 10 พฤศจิกายน 2013[72]
  • ผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงสนาม: อัลฟี เดวีน, 16 ปี และ 163 วัน, พบกับ Marine A.F.C., 10 มกราคม 2021
  • สถิติซื้อนักเตะแพงที่สุด: 53.8 ล้านปอนด์, ต็องกี อึนดอมเบเล จาก ออแล็งปิกลียอแน, 2019[73]
  • สถิติขายนักเตะแพงที่สุด: 86.3 ล้านปอนด์, แกเร็ท เบล ไป เรอัลมาดริด, 2013[74]
  • นักเตะที่ทำประตูมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล (ดิวิชั่นหนึ่ง): ไคลฟ์ อัลเลน, 49 ประตู, ฤดูกาล 1986–87
  • นักเตะที่ทำประตูมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล (พรีเมียร์ลีก): แฮร์รี่ เคน, 33 ประตู , ฤดูกาล 2020–21[75]
  • นักเตะที่ทำประตูรวมมากที่สุดตลอดกาล: จิมมี กรีฟส์, 266 ประตู, 1961–70[76]
  • ฤดูกาลที่ทีมยิงประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก: 86 ประตู, ฤดูกาล 2016–17[77]
  • ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด: บิล นิโคลสัน, ชนะเลิศถ้วยรางวัล 11 รายการ (1958–74)[78]
  • ผู้จัดการทีมที่คุมทีมยาวนานที่สุด: บิล นิโคลสัน, 16 ฤดูกาล (1958–74)[79]

ในประเทศไทย[แก้]

สำหรับผู้สนับสนุนทอตนัมฮอตสเปอร์ในประเทศไทยที่มีชื่อเสียง ได้แก่ อาทิวราห์ คงมาลัย (นักร้อง), อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี (นักร้อง)[80], ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ (นักร้องและนักแสดง), เพชร มาร์ (โปรดิวเซอร์-นักดนตรี-นักแต่งเพลงและพิธีกร), เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ (นักฟุตบอลทีมชาติไทย) เป็นต้น

ทีมฟุตบอลหญิง[แก้]

ทีมฟุตบอลหญิงของท็อตนัมฮอตสเปอร์ในฤดูกาล 2018–19

ทีมหญิงของสโมสรท็อตนัมฮอตสเปอร์ก่อตั้งในปี 1985 ในชื่อ " Broxbourne Ladies " ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ " Tottenham Hotspur " ในฤดูกาล 1991–92 และลงเล่นในลีกสมัครเล่นของฟุตบอลหญิงของอังกฤษ (London and South East Women's Regional Football League) ซึ่งเป็นลีกระดับสี่ ก่อนจะเลื่อนชั้นขึ้นมาในฤดูกาล 2007–08 และในฤดูกาล 2016–17 พวกเธอชนะเลิศการแข่งขันลีก FA Women's National League South ซึ่งเป็นลีกระดับสาม และได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในระดับสอง (FA Women's Championship)[81]

ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2019 หลังเกมที่เสมอกับแอสตันวิลลา 1–1 ส่งผลให้ทีมได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดของฟุตบอลหญิงอังกฤษ (เอฟเอวีเมนส์ซูเปอร์ลีก)[82] และในฤดูกาล 2019–20 สโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น Tottenham Hotspur Women[83] และในวันที่ 29 มกราคม 2021 สโมสรได้เซ็นสัญญากับ โช โซ-ฮย็อน กัปตันทีมชาติฟุตบอลหญิงเกาหลีใต้ ส่งผลให้สเปอร์เป็นสโมสรแรกที่มีกัปตันทีมชาติจากชาติเดียวกันสองคนทั้งในทีมชายและทีมหญิง ลงเล่นให้สโมสร[84] โดย ซน ฮึง-มิน ซึ่งเป็นกัปตันทีมชายของทีมชาติเกาหลีใต้ ก็เล่นให้กับทีมชายของสเปอร์เช่นกัน

อ้างอิง[แก้]

  1. "Year By Year". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  2. "Spurs Trophies & Honours". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  3. "Tottenham Hotspur football club honours". www.11v11.com.
  4. UEFA.com. "Tottenham | History | UEFA Champions League". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  5. "The Business Of Soccer". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  6. "Deloitte Football Money League | Deloitte UK". Deloitte United Kingdom (ภาษาอังกฤษ).
  7. "Year By Year". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  8. "JOHN RIPSHER". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  9. "Why Tottenham Hotspur owe it all to a pauper". www.telegraph.co.uk.
  10. "Tottenham Hotspur Club History & Football Trophies". web.archive.org. 2015-05-04.
  11. Nilsson, Leonard Jägerskiöld (2018-11-15). World Football Club Crests: The Design, Meaning and Symbolism of World Football's Most Famous Club Badges (ภาษาอังกฤษ). Bloomsbury Publishing. ISBN 978-1-4729-5424-4.
  12. "TOPSPURS.COM - Jim Duggan's Spurs Site". www.topspurs.com.
  13. http://www.spurshistory.com/pages/32.htm
  14. "England Players' Clubs - Tottenham Hotspur". www.englandfootballonline.com.
  15. "Football League - facts, stats and history". www.footballhistory.org.
  16. "History Of THFC". www.mehstg.com.
  17. "Arsenal's Election To The First Division In 1919 | The History of Arsenal". blog.woolwicharsenal.co.uk (ภาษาอังกฤษ). 2013-01-19.
  18. "Obituary: Arthur Rowe". The Independent (ภาษาอังกฤษ). 2011-10-23.
  19. "Spurs Odyssey - Spurs' First Title Success (1950-51)- February 1951". www.spursodyssey.com.
  20. "Bill Nicholson". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  21. "Bill Nicholson -" (ภาษาอังกฤษ).
  22. "Tottenham 2-1 Chelsea" (ภาษาอังกฤษ). 2008-02-24. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  23. Lawton, Jerry (2021-06-01). "Ex-Spurs boss Juande Ramos 'lost the dressing room' after banning apple crumble". Dailystar.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  24. Thomas, Gareth (2019-07-02). "The story of Juande Ramos' ill-fated 12-month stint at Tottenham". These Football Times (ภาษาอังกฤษ).
  25. "Man Utd 0-0 Tottenham (aet)" (ภาษาอังกฤษ). 2009-03-01. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  26. "Harry Redknapp and Spurs given bitter pill of Europa League by Chelsea". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2012-05-19.
  27. Scott, Trent. "Tottenham's 10 Best Moments Under Harry Redknapp". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  28. "Tottenham sack manager Redknapp". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  29. Cooper, Thomas. "Breaking Down How Tim Sherwood Has Changed Tottenham Hotspur Tactically". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  30. "Sherwood sacked as Tottenham manager". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  31. "Mauricio Pochettino - Manager profile". www.transfermarkt.com (ภาษาอังกฤษ).
  32. "Mauricio Pochettino". The Independent (ภาษาอังกฤษ).
  33. "Mourinho sacked by Tottenham". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 2021-04-19.
  34. "Nuno Espírito Santo promises a Spurs love story – with Harry Kane". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2021-07-16.
  35. Mokbel, Sami (2021-11-01). "Tottenham SACK Nuno Espirito Santo after just four months in charge". Mail Online.
  36. https://www.bbc.com/sport/football/59123988
  37. "ทำไมสเปอส์ต้องเป็นไก่". tukthakai. 10 March 2016.[ลิงก์เสีย]
  38. "White Hart Lane History". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  39. Non (2018-05-07). "ข้อมูล ประวัติ สถิติ ทีม ทอตนัมฮอตสเปอร์ : ไก่เดือยทองตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน". Cheerthai (ภาษาอังกฤษ).
  40. schreef, Footymaddad. "White Hart Lane - London - The Stadium Guide" (ภาษาดัตช์).
  41. "Tottenham reveal new ground plan" (ภาษาอังกฤษ). 2008-10-30. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  42. "Tottenham confirm they will not play in new stadium until 2019". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-26.
  43. Parry, Jack Rosser, Joe Krishnan, Richard (2019-04-03). "Tottenham new stadium opening - LIVE!". www.standard.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  44. "Spurs Supporters' Clubs in the UK". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  45. "Spurs fans - footballlondon". www.football.london.
  46. "Tottenham Hotspur FC – Famous Tottenham Hotspur Fans". Genius.
  47. X, Mr. "Arsenal and Tottenham Hotspur: A Rivalry Explained". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  48. "Wayback Machine" (PDF). web.archive.org. 2013-10-20.
  49. https://web.archive.org/web/20110322010725/http://www.tottenhamhotspur.com/foundation/news/foundationnews_haringeymultisportsummercoachingprogramme.html
  50. https://www.tottenhamhotspur.com/archived-news/
  51. https://web.archive.org/web/20080409101702/http://www.tottenhamhotspur.com/docstore/tottenham_ar2006_72dpi.pdf
  52. https://web.archive.org/web/20081206052131/http://www.24dash.com/news/Communities/2007-03-26-Chelsea-FC-near-bottom-of-charitable-donations-league
  53. https://web.archive.org/web/20120407015727/http://www.1010global.org/uk/spurs
  54. "Sponsorship and 2010/2011 Kit Update". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 8 July 2010. สืบค้นเมื่อ 1 March 2013.
  55. "Tottenham Hotspur announces new shirt sponsorship with Investec". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 16 August 2010. สืบค้นเมื่อ 1 March 2013.
  56. "Historical Kits – Tottenham Hotspur". historicalkits.co.uk. Historic Football Kits. สืบค้นเมื่อ 1 March 2013.
  57. "Club Announce HP as Principal Partner". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 8 July 2013. สืบค้นเมื่อ 8 July 2013.
  58. "Tottenham Hotspur announces AIA as Cup Shirt Partner". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 15 August 2013. สืบค้นเมื่อ 22 August 2013.
  59. "AIA to Become Tottenham Hotspur's New Principal Partner". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 13 February 2014. สืบค้นเมื่อ 5 June 2014.
  60. "First team: Players". Tottenham Hotspur F.C. สืบค้นเมื่อ 16 September 2018.
  61. "2019/20 Premier League squad numbers announced". www.tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur F.C. สืบค้นเมื่อ 11 August 2019.
  62. . 31 August 2021 https://www.tottenhamhotspur.com/news/2021/august/celtic-loan-for-carter-vickers/. สืบค้นเมื่อ 31 August 2021. Missing or empty |title= (help)
  63. "Whiteman loaned to Degerfors IF". Tottenham Hotspur F.C. 12 August 2021. สืบค้นเมื่อ 12 August 2021.
  64. Tottenham Hotspur F.C. 27 August 2021 https://www.tottenhamhotspur.com/news/2021/august/pape-matar-sarr-signs-from-metz/. สืบค้นเมื่อ 27 August 2021. Missing or empty |title= (help)
  65. https://www.tottenhamhotspur.com/news/2021/november/savorani-joins-as-goalkeeper-coach/
  66. https://www.tottenhamhotspur.com/news/2020/august/academy-coaching-update/
  67. "85,512 - the facts". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  68. "On This Day: Spurs secured record victory 13-2; Kluivert scored FOUR for Barca| All Football". AllfootballOfficial (ภาษาอังกฤษ).
  69. "1. FC Köln 8-0 Tottenham Hotspur 22 Temmuz 1995 1995 Sezonu İntertoto Kupası 2. Grup 5. Maçı Müngersdorfer Stadion Stadyumu, Köln, Almanya". www.macanilari.com.
  70. "Steve Perryman". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  71. "Premier League + 1. Division - All-time appearances". worldfootball.net (ภาษาอังกฤษ).
  72. "Friedel becomes oldest Spurs player". Sports Mole (ภาษาอังกฤษ).
  73. 161385360554578 (2019-07-04). "Ndombele 'joined Spurs to win silverware' - despite last trophy coming 11 years ago". talkSPORT (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: numeric names: authors list (link)
  74. "Gareth Bale in battle to force through £86m move to Real Madrid". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2013-07-27.
  75. Admin (2021-07-03). "Harry Kane scored 33 goals with 17 assists in 2021, Check out Haaland goals in the same season". Sports Extra (ภาษาอังกฤษ).
  76. "Jimmy Greaves". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  77. George-Miller, Dustin (2017-05-24). "Tottenham Hotspur 2016-17 Season in Review". Cartilage Free Captain (ภาษาอังกฤษ).
  78. "League Managers Association - BILL NICHOLSON OBE". leaguemanagers.com.
  79. "Bill Nicholson -" (ภาษาอังกฤษ).
  80. "สัมภาษณ์2นักร้องชื่อดังที่แฟนปืน-ผีอาจมีเคือง". thaifootball.com. 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  81. https://www.tottenhamhotspur.com/news-archive-1/spurs-ladies-all-set-for-womens-super-league/
  82. https://www.bbc.co.uk/sport/football/48125741
  83. https://www.bbc.co.uk/sport/football/48066352
  84. https://apnews.com/article/soccer-sports-europe-f7e2c34b379f2b607b49d5cbb473d3db

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]