สี จิ้นผิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สี จิ้นผิง
習近平
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ก่อนหน้า หู จิ่นเทา
ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
15 มีนาคม พ.ศ. 2556
นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง
ก่อนหน้า หู จิ่นเทา
ประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
15 มีนาคม 2555 (คณะกรรมาธิการพรรค)
14 พฤษภาคม 2556 (คณะกรรมาธิการรัฐ)
ก่อนหน้า หู จิ่นเทา
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 15 มิถุนายน พ.ศ. 2496 (65 ปี)
กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
พรรคการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์จีน
คู่สมรส เค่อ หลิงหลิง (หย่า)
เผิง ลี่หยวน
ที่อยู่ จงหนานไห่
ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยชิงหัว
ลายมือชื่อ


สี จิ้นผิง
จีนตัวย่อ 习近平
จีนตัวเต็ม 習近平

สี จิ้นผิง (จีนตัวย่อ: 习近平; จีนตัวเต็ม: 習近平; พินอิน: Xí Jìnpíng; เกิด 15 มิถุนายน 2496) เป็นนักการเมืองจีน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนและประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง บางทีเรียก "ผู้นำสูงสุด" ของจีน[1][2] ในปี 2559 พรรคให้ตำแหน่งเขาเป็นผู้นำ "แกนกลาง" ในฐานะเลขาธิการ[3] สีเป็นคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาคณะกรรมการบริหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นองค์กรวินิจฉัยสั่งการสูงสุดของจีน

ในปี 2496 สี จิ้นผิง ได้เกิดตามสถิติโบราณ(2498) ที่บันทึกไว้ว่าเมืองฉางอาน เคยเป็นที่ประทับของฮ้องเต้ 98 องค์ ในขณะเดียวกันนั้น สี จิ้นผิงได้ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีจีน ซึ่งสี จิ้นผิงได้เกิด ณ เมืองนี้ เพราะฉะนั้นคนจีนจึงถือกันว่าสี จิ้นผิง เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 99 แห่งเมืองฉางอานตามสถิติโบราณ

สี จิ้นผิงเป็นเลขาธิการคนแรกที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นบุตรของทหารผ่านศึกคอมมิวนิสต์จีน สี จงชุน สีขยับตำแหน่งทางการเมืองในมณฑลฝั่งทะเลของจีน สีเป็นผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนตั้งแต่ปี 2542 ถึง 2545 และผู้ว่าการ ซึ่งขณะนั้นเป็นตำแหน่งเลขาธิการพรรคของมณฑลเจ้อเจียงตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2550 หลังการปลดเฉิน เหลียงยฺหวี่ สีถูกโอนไปเซี่ยงไฮ้เป็นเลขาธิการพรรคช่วงสั้น ๆ ในปี 2550 สีเข้าร่วมคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาคณะกรรมการบริหารสูงสุดและสำนักเลขาธิการกลางในเดือนตุลาคม 2550 ใช้เวลาอีกห้าปีเป็นผู้สืบทอดของหู จิ่นเทา สีเป็นรองประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2556 และรองประธานคณะกรรมการกลางทหารส่วนกลางตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2555

หลังเถลิงอำนาจ สีริเริ่มมาตรการกว้างขวางเพื่อใช้บังคับวินัยของพรรคและรับประกันเอกภาพภายใน การรณรงค์ปราบการฉ้อราษฎร์บังหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของเขานำสู่การหมดอำนาจของข้าราชการทั้งปัจจุบันและเกษียณแล้วคนสำคัญหลายคน[4] สีเพิ่มการจำกัดสังคมพลเมืองและวจนิพนธ์อุดมการณ์ ส่งเสริมการตรวจพิจารณาอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนตามมโนทัศน์ "เอกราชอินเทอร์เน็ต"[5][6] สีเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบตลาดเพิ่ม การปกครองตามกฎหมายและเสริมสร้างสถาบันกฎหมาย โดยเน้นความทะเยอทะยานปัจเจกบุคลและชาติภายใต้คำขวัญ "ฝันจีน"[7] สียังเป็นผู้นำนโยบายต่างประเทศที่กำเริบเสิบสานมากขึ้น โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น การอ้างสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนใต้ และบทบาทในการเป็นผู้นำการค้าเสรีและโลกาภิวัฒน์[8] เขายังมุ่งขยายอิทธิพลในยูเรเชียของจีนผ่านการริเริ่มหนึ่งเข็มขัดหนึ่งถนน[4]

เขาถือเป็นบุคคลศูนย์กลางของผู้นำรุ่นที่ห้าของสาธารณรัฐประชาชน[9] สีรวบอำนาจสถาบันมากขึ้นโดยดำรงตำแหน่งผู้นำหลายตำแหน่ง รวมทั้งประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติที่ตั้งใหม่ ตลอดจนคณะกรรมการขับเคลื่อนใหม่ว่าด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม การจัดโครงสร้างกองทัพใหม่ และอินเทอร์เน็ต ความคิดทางการเมืองของสีถูกเขียนอยู่ในธรรมนูญของพรรค และมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเลิกข้อจำกัดวาระของประธานาธิบดี[10] สีมีการสร้างลัทธิบูชาบุคคลรอบตัวเขา[11][12] "โดยมีหนังสือ การ์ตูน เพลงป๊อบ และกระทั่งท่าเต้น"[13]

ประวัติ[แก้]

สี จิ้นผิง, สี หย่วนผิง (พี่สาว) และสี จงชุน (บิดา) ในปี 2501

สี จิ้นผิง เป็นบุตรของ สี จงชุน อดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน ผู้ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของประธาน เหมา เจ๋อตง แต่ก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมไม่นาน จงชุนก็ถูกปรับลดตำแหน่งลงเป็นเพียงกรรมกร เนื่องจากเป็นผู้อนุมัติให้มีการตีพิมพ์หนังสือที่วิจารณ์ประธานเหมา ครอบครัวสีก็เข้าสู่ความทุกข์ยาก และเนื่องจากประวัติที่ด่างพร้อยของบิดาทำให้เขาเป็นนักเรียนที่มักถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ พี่สาวของสีก็ถูกกลั่นแกล้งเช่นกัน ด้วยความทุกข์หลายประการสุดท้ายเธอก็ฆ่าตัวตาย[14] และแล้ว สี จิ้นผิง ก็กลายเป็นหนึ่งใน 29,000 ปัญญาชนชุดแรกที่ถูกกวาดต้อนไปเข้ารับการศึกษา ใช้ชีวิตเรียนรู้การทำไร่ทำนาและปศุสัตว์ พำนักอยู่ในถ้ำที่เหลียงเจี่ยเหอ หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางเหนือของมณฑลชานซีในปี พ.ศ. 2512[14] ถึงกระนั้น เขามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาก สี จิ้นผิง ซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำ ได้เขียนจดหมายสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะถูกปฏิเสธมาตลอด แต่ในที่สุด หลังจากความพยายามหลายครั้ง เขาก็ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ [14]

ในปี พ.ศ. 2515 เขาได้พบกับบิดาอีกครั้งด้วยน้ำตา บิดาของเขาซึ่งผ่านการใช้แรงงานมาอย่างหนักกว่าสิบปีไม่สามารถจำใบหน้าของลูกชายตนเองได้[14] สิ่งเดียวที่ผูกพันสองพ่อลูกคือบุหรี่มวนที่เขายื่นให้แก่บิดา "ท่านถามผมว่า ‘ทำไมแกถึงสูบบุหรี่ด้วยหล่ะ?’ ผมก็ตอบไปว่า ‘ผมเครียด ที่เราผ่านความลำบากหลายปีมานี้ได้ก็เพราะมันนี่แหล่ะ’" เมื่อชื่อเสียงของบิดาได้รับการฟื้นฟูภายหลังการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตง เขากลับมาศึกษาต่อจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยชิงหวา และเริ่มมีสายสัมพันธ์กับบุคคลในกองทัพ หลังจากนั้น เขาทำงานรับใช้พรรคที่มณฑลเหอเป่ย์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการผสมพันธุ์สุกร

ที่ฝูเจี้ยน สี จิ้นผิง เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับไต้หวัน จนได้เป็นรักษาการเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สาขาเซี่ยงไฮ้ ระหว่าง 7 เดือนที่รักษาการ เขาพัฒนาความสัมพันธ์ กับ เจียง เจ๋อหมิน อดีตเลขาธิการพรรคและแกนนำคนสำคัญของกลุ่มผู้นำรุ่นที่ 3 ของจีน

สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ หลังจากการประชุมใหญ่ครั้งที่ 18 ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางแห่งสาธารณรัฐในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

สีแต่งงานครั้งแรกกับ เค่อ หลิงหลิง บุตรีของเค่อ หัว อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำอังกฤษ ก่อนที่ทั้งคู่แยกทางกันหลังจากแต่งงานเพียงไม่กี่ปี [15]

ต่อมา พ.ศ. 2530 สีแต่งงานกับ เผิง ลี่หยวน เธอเป็นนักร้องพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ ซึ่งเธอเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกครั้งเมื่อนายสีได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และภายหลังสามีได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ นางเผิง เริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทในด้านการเป็นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศในฐานะที่เธอเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของจีน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภริยาผู้นำสูงสุดออกมามีบทบาทต่อสาธารณชน ทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคน ชื่อว่า สี หมิงเจ๋อ [16][ลิงก์เสีย] ซึ่งปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้นามแฝง [17]

นางเผิงเคยกล่าวถึงชีวิตในครอบครัวว่า "พอเขามาถึงบ้าน ดิฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่ามีผู้นำกำลังอยู่ในบ้าน ในสายตาฉันเขายังคงเป็นแค่สามี" [18]

อ้างอิง[แก้]

  1. Huang, Cary. "Xi Jinping pledges renewal of the nation". South China Morning Post. 
  2. Wang, Xiangwei (18 November 2013). "Xi moves closer to becoming another paramount leader". South China Morning Post. 
  3. Wu, Zhong (2016-10-23). "All hail Xi, China's third 'core' leader". www.atimes.com. สืบค้นเมื่อ 2016-11-11. 
  4. 4.0 4.1 "China's Soft-Power Deficit Widens as Xi Tightens Screws Over Ideology". the China Brief (Brookings Institution). 5 December 2014. 
  5. Tiezzi, The, Shannon. "China's 'Sovereign Internet'". The Diplomat (ใน en-US). สืบค้นเมื่อ 2017-08-04. 
  6. Ford, Peter (2015-12-18). "On Internet freedoms, China tells the world, 'leave us alone'". Christian Science Monitor. ISSN 0882-7729. สืบค้นเมื่อ 2017-08-04. 
  7. "Xi Jinping calls for a Chinese dream, Daily Telegraph". สืบค้นเมื่อ 20 March 2013. 
  8. "王毅:指導新形勢下中國外交的強大思想武器 Wang Yi: Zhidao xin xingshi xia Zhongguo waijiao de qiangda sixiang wuqi (Wang Yi: Powerful ideological weaponry for the purpose of channelling China under new circumstances)". 中國共產黨新聞 Zhongguo Gongchandang xinwen. สืบค้นเมื่อ 2017-09-25. 
  9. "deckblatt-ca-data sup-form.pdf" (PDF). สืบค้นเมื่อ 20 October 2010. 
  10. Choi, Chi-yuk; Jun, Mai (2017-09-18). "Xi Jinping’s political thought will be added to Chinese Communist Party constitution, but will his name be next to it?". South China Morning Post (ใน English). สืบค้นเมื่อ 2017-09-22. 
  11. Frenkiel, Emilie (2015). "Le président chinois le plus puissant depuis Mao Zedong (The most powerful Chinese president since Mao Zedong)". Le monde diplomatique. Octobre 2015: 4f. 
  12. "The power of Xi Jinping. A cult of personality is growing around China’s president. What will he do with his political capital?". The Economist (ใน English). สืบค้นเมื่อ 2017-09-20. 
  13. Phillips, Tom (2015-09-19). "Xi Jinping: Does China truly love 'Big Daddy Xi' – or fear him?". The Guardian (ใน en-GB). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2017-08-31. 
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 Cultural Revolution Shaped Xi Jinping, From Schoolboy to Survivor Christ Buckley and Didi Kirsten Tatlow. The New York Times. 24 กันยายน 2015.
  15. Elizabeth Yuan (2012-11-08). "Xi Jinping: From 'sent-down youth' to China's top". CNN. สืบค้นเมื่อ 2012-11-08. 
  16. "习近平 彭丽媛:携手19年 家有小女习明泽(translation:Xi Jinping and Peng Liyuan: tied the knot for 19 years, had bred a daughter named Xi Mingze)" (ใน Chinese). Xinhua News Agency. 
  17. Liu, Melinda (18 January 2011). "Can't we just be friends?". Newsweek. สืบค้นเมื่อ 19 January 2011. 
  18. "In depth". BBC. สืบค้นเมื่อ 11 September 2012. 
ก่อนหน้า สี จิ้นผิง ถัดไป
หู จิ่นเทา 2leftarrow.png เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน
(15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน)
2rightarrow.png อยู่ในวาระ
หู จิ่นเทา 2leftarrow.png ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
(15 มีนาคม พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน)
2rightarrow.png อยู่ในวาระ