มิกโลช โฮร์ตี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
มิกโลช โฮร์ตี
รูปภาพอย่างเป็นทางการของมิกโลช โฮร์ตี
ผู้สำเร็จราชการแห่งราชอาณาจักรฮังการี
ดำรงตำแหน่ง
1 มีนาคม 1920 – 15 ตุลาคม 1944
นายกรัฐมนตรี
รอง อิสต์วาน โฮร์ตี (1942)
ก่อนหน้า การ์โรย ฮูชาร์ (รักษาการ)
ถัดไป แฟแร็นตส์ ซาลอชีa
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด มิกโลช โฮร์ตี แด น็อจบาญอ
18 มิถุนายน ค.ศ. 1868(1868-06-18)
แก็นแดแร็ช, ออสเตรีย-ฮังการี
เสียชีวิต 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1957 (88 ปี)
อึชโตริล, โปรตุเกส
คู่สมรส ม็อกโดลนอ ปูร์กลี
ความสัมพันธ์ พ่อ:
อิสต์วาน โฮร์ตี
แม่:
ปออูลอ ฮอล็อชชี
บุตร
ศาสนา ลัทธิคาลวิน
การเข้าเป็นทหาร
รับใช้  จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
สังกัด กองทัพเรือออสเตรีย-ฮังการี
ยศ ผู้บัญชาการทหารเรือ
การยุทธ์ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

a. ในฐานะ "ผู้นำประเทศ"

วิเตซ[1] มิกโลช โฮร์ตี แห่งน็อจบาญอ (ฮังการี: nagybányai Horthy Miklós, เสียงอ่านภาษาฮังการี: [ˈnɒɟbaːɲɒi ˈhorti ˈmikloːʃ]; อังกฤษ: Nicholas Horthy;[2] เยอรมัน: Nikolaus Horthy Ritter von Nagybánya) เป็นพลเรือเอกและรัฐบุรุษชาวฮังการี ที่ได้กลายเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งราชอาณาจักรฮังการี เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแห่งอาณาจักรฮังการีในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสองและตลอดส่วนมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1920 ถึง 15 ตุลาคม ค.ศ. 1944 เขาได้ถูกขนามนามว่า "ฮิสเซอรีนไฮเนส ผู้สำเร็จราชการแห่งอาณาจักรฮังการี"(ฮังการี: Ő Főméltósága a Magyar Királyság Kormányzója)

โฮร์ตีได้เริ่มอาชีพของเขาในฐานะที่เป็นเรือตรีในกองทัพเรือออสเตรีย-ฮังการีในปี ค.ศ. 1896 และได้รับยศตำแหน่งเป็นพลเรือตรีในปี ค.ศ. 1918 เขาได้แสดงถึงการปฏิบัติหน้าที่ในยุทธการที่ Strait of Otranto และกลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพเรือออสเตรีย-ฮังการีในช่วงท้ายปีของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาได้รับการเลื่อนยศตำแหน่งเป็นพลเรือโทและผู้บัญชาการกองเรือ เมื่อพลเรือเอกก่อนหน้านี้ได้ถูกขับออกจากตำแหน่งโดยจักรพรรดิคาร์ลที่ได้ให้การสนับสนุนการก่อกบฏ ในปี ค.ศ. 1919 ตามมาด้วยส่วนหนึ่งของการปฏิวัติและการเข้าแทรกแซงจากภายนอกในฮังการี ตั้งแต่โรมาเนีย เชโกสโลวาเกีย และยูโกสลาเวีย โฮร์ตีได้เดินทางกลับบูดาเปสต์พร้อมกับกองทัพแห่งชาติและต่อมาก็ได้รับเชิญให้เป็นผู้สำเร็จราชการจากรัฐสภา โฮร์ตีได้นำฝ่ายอนุรักษนิยมแห่งชาติ[3]ของรัฐบาลมาตลอดในช่วงสมัยระหว่างสงคราม ได้ประกาศห้ามพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี รวมถึงพรรคแอร์โรว์ครอสส์ และได้ฝักใฝ่หาในนโยบายต่างประเทศการเรียกร้องดินแดนของชนชาติเดียวกันในการเผชิญหน้ากับสนธิสัญญาไทรอานอน สมเด็จพระเจ้าคาร์ลที่ 4 ไม่ประสบความสำเร็จในความพยายามถึงสองครั้งเพื่อย้อนกลับเข้าสู่ฮังการีจนกระทั่งปี ค.ศ. 1921 รัฐบาลฮังการีได้ตกอยู่ในภัยคุกคามของฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อก่อสงครามครั้งใหม่ สมเด็จพระเจ้าคาร์ลที่ 4 ได้ถูกพาออกไปจากฮังการีไปยังเรือรบของบริติซในฐานะผู้ลี้ภัยผลัดถิ่น

ในปลายปี ค.ศ. 1930 นโยบายต่างประเทศของโฮร์ตีนั้นได้ทำให้เขาต้องกลายเป็นพันธมิตรอย่างไม่เต็มใจกับเยอรมนีในการต่อกรกับสหภาพโซเวียต ด้วยการสนับสนุนอย่างเดียดฉันท์ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โฮร์ตีนั้นสามารถกู้คืนดินแดนบางส่วนที่ถูกเอาไปจากพวกเขาโดยฝ่ายสัมพันธมิตร ภายใต้การนำของโฮร์ตี, ฮังการีได้ให้การสนับสนุนผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ในปี ค.ศ. 1939 และได้มีส่วนร่วมในบทบาทการสนับสนุน (เป็นฝ่ายตรงข้ามกับแนวหน้า) ในช่วงที่เยอรมันเข้ารุกรานสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1941 และเยอรมันเข้ารุกรานยูโกสลาเวียในปีเดียวกัน ได้ครอบครองและผนวกรวมเข้ากับดินแดนของชาวฮังการีในอดีตซึ่งได้ถูกมอบให้กับราชณาจักรเซิร์บ โครแอต และสโลวีเนีย (ยูโกสลาเวีย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929) โดยฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม, ด้วยความไม่เต็มใจของโฮร์ตีที่จะมีส่วนร่วมในความพยายามทำสงครามของเยอรมันและฮอโลคอสต์ในฮังการี รวมทั้งได้ปฏิเสธที่จะส่งมอบชาวยิวเชื้อสายฮังการีมากกว่า 600,000 คนจาก 825,000 คนให้แก่เจ้าหน้าที่เยอรมัน ควบคู่ไปกับความพยายามหลายครั้งในการจัดการข้อตกลงอย่างลับๆกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากได้เห็นชัดเจนว่า ฝ่ายอักษะจะพ่ายแพ้สงคราม จนท้ายที่สุดก็ทำให้เยอรมันต้องส่งกองทัพเข้าไปรุกรานและเข้าควบคุมประเทศในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1944 ในปฏิบัติการมาร์กาเรต ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 โฮร์ตีได้แถลงการณ์ว่าฮังการีนั้นได้ประกาศสงบศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตรและถอนตัวออกจากฝ่ายอักษะแล้ว เขาได้ถูกบังคับให้ลาออก, ถูกจับกุมโดยเยอรมันและถูกพาตัวไปยังบาวาเรีย ในช่วงท้ายสงคราม, เขาได้อยู่ภายใต้การดูแลของทหารอเมริกัน[4]

หลังจากได้ปรากฏตัวในฐานะพยานในการพิจารณาคดีอาชญากรรมสงครามที่เนือร์นแบร์คในปี ค.ศ. 1948 โฮร์ตีได้ตั้งรกรากและใช้ชีวิตในปีที่เหลืออยู่ของเขาในการลี้ภัยที่โปรตุเกส บันทึกของเขา Ein Leben für Ungarn (ชีวิตสำหรับฮังการี)[5] ได้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1953 เขาได้ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ในฮังการีร่วมสมัย[6][7][8][9]

อ้างอิง[แก้]

  1. "วิเตซ" (Vitéz) หมายถึงระดับชั้นอัศวินระดับหนึ่งที่มิกโลช โฮร์ตี ตั้งขึ้น; "วิเตซ" มีความหมายตามตัวอักษรว่า "อัศวิน" หรือ "กล้าหาญ"
  2. Owen Rutter, Averil Mackenzie-Grieve, Lily Doblhoff (baroness.) : Regent of Hungary: the authorized life of Admiral Nicholas Horthy
  3. John Laughland: A History of Political Trials: From Charles I to Saddam Hussein, Peter Lang Ltd, 2008 [1]
  4. von Papen, Franz, Memoirs, London, 1952, pps:541-23, 546.
  5. Miklos Horthy (2011). A life for Hungary : memoirs. Ishi Press International. ISBN 978-4-87187-913-2. OCLC 781086313.
  6. Romsics, Ignác. "Horthy-képeink". Mozgó Világ Online. Archived from the original on 19 July 2014. สืบค้นเมื่อ 14 July 2014.
  7. Simon, Zoltán (13 June 2012). "Hungary Lauds Hitler Ally Horthy as Orban Fails to Stop Hatred". Bloomberg. สืบค้นเมื่อ 15 July 2014.
  8. Verseck, Keno (6 June 2012). "'Creeping Cult': Hungary Rehabilitates Far-Right Figures". Spiegel Online International. สืบค้นเมื่อ 15 July 2014.
  9. "His contentious legacy". The Economist (9 Nov. 2013). 9 Nov 2013. สืบค้นเมื่อ 14 July 2014.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]