ข้ามไปเนื้อหา

สาธารณรัฐฮังการีที่ 1

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สาธารณรัฐประชาชนฮังการี
(1918-1919)
Magyar Népköztársaság

สาธารณรัฐฮังการี
(1919–1920)
Magyar Köztársaság
1918–1920
เพลงชาติ: Himnusz
"เพลงสดุดี"
ดินแดนของสาธารณรัฐในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918
ดินแดนของสาธารณรัฐในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918
สถานะรัฐตกค้างที่ได้รับการยอมรับอย่างไม่สมบูรณ์
เมืองหลวง
และเมืองใหญ่สุด
บูดาเปสต์
47°29′N 19°02′E / 47.483°N 19.033°E / 47.483; 19.033
ภาษาราชการฮังการี
ภาษาถิ่น
เยอรมัน, สโลวัก, โครเอเชีย, โรมาเนีย
เดมะนิมฮังการี
การปกครองรัฐเดี่ยว สาธารณรัฐประชาชน
ประธานาธิบดี 
 16 พฤศจิกายน 1918
มิฮาย กาโรยี
 21 มีนาคม 1919
ว่าง[a]
 1 สิงหาคม 1919
จูลอ ไพเดิล[b]
 7 สิงหาคม 1919
อาร์ชดยุกโจเซฟ เอากุสท์[c]
 23 สิงหาคม 1919
อิชต์วาน ฟรีดริช[d]
 24 พฤศจิกายน 1919
กาโรย ฮูสซาร์[e]
นายกรัฐมนตรี 
 31 ตุลาคม 1918
มิฮาย กาโรยี
 11 มกราคม 1919
เดแน็ช เบริงคีย์
 21 มีนาคม 1919
ว่าง
 1 สิงหาคม 1919
จูลอ ไพเดิล
 7 สิงหาคม 1919
อิชต์วาน ฟรีดริช
 24 พฤศจิกายน 1919
กาโรย ฮูสซาร์
สภานิติบัญญัติ
ยุคประวัติศาสตร์ระหว่างสงคราม
31 ตุลาคม 1918
 ประกาศจัดตั้ง
16 พฤศจิกายน 1918
21 มีนาคม 1919
 ฟื้นฟูสาธารณรัฐอีกครั้ง
1 สิงหาคม 1919
 เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐฮังการี
8 สิงหาคม 1919
 การยอมรับทางการทูต
25 พฤศจิกายน 1919
25-26 มกราคม 1920
29 กุมภาพันธ์ 1920
พื้นที่
 รวม
282,870 ตารางกิโลเมตร (109,220 ตารางไมล์)[f]
ประชากร
 1920
7,980,143
สกุลเงิน
ก่อนหน้า
ถัดไป
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
ราชอาณาจักรฮังการี
สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี
สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี
ราชอาณาจักรฮังการี
สาธารณรัฐออสเตรีย

สาธารณรัฐฮังการีที่ 1 (ฮังการี: Első Magyar Köztársaság)[1] หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐประชาชนฮังการี (ฮังการี: Magyar Népköztársaság)[g] เป็นสาธารณรัฐที่มีอยู่เป็นเวลาสั้น ๆ ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศฮังการี ประเทศโรมาเนีย[h] และประเทศสโลวาเกียในปัจจุบัน และดำรงอยู่ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1920 สาธารณรัฐก่อตั้งขึ้นหลังความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเมื่อ ค.ศ. 1918 และคงสถานะเป็นสาธารณรัฐจนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1920 เนื่องจากการฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตยฮังการี จึงทำให้ประเทศฮังการีในเวลาต่อมาถูกเปลี่ยนผ่านเป็นราชอาณาจักร ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ค.ศ. 1919 สาธารณรัฐประชาชนได้หยุดชะงักลงอันเป็นผลมาจากการสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์และการจัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีขึ้นโดยรัฐบาลผสมประชาธิปไตย–สังคมนิยม ซึ่งดำรงอยู่เพียง 133 วัน กระทั่งมีการฟื้นฟูระบอบสาธารณรัฐประชาชนขึ้นมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1919 อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 6 สิงหาคม รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนก็ถูกโค่นล้มโดยกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติฝ่ายขวา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโรมาเนีย

ในช่วงเริ่มแรก สาธารณรัฐประชาชนฮังการีอยู่ภายใต้ผู้นำคือ มิฮาย กาโรยี ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีชั่วคราวของฮังการี โดยในระยะเวลานี้เองที่ประเทศต้องสูญเสียดินแดนเป็นจำนวนมากให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 325,411 ตารางกิโลเมตร จากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐบาล นำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนและการก่อตัวขึ้นของระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้ในเวลาต่อมารัฐบาลได้ถูกโค่นล้มโดยพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการีและประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตขึ้น โดยดำเนินการปกครองตามแบบอย่างของคอมมิวนิสต์รัสเซีย แต่เนื่องจากความขัดแย้งทางการทหารกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างโรมาเนีย ทำให้สาธารณรัฐโซเวียตที่มีอายุสั้นล่มสลายลง หลังจากนั้นรัฐบาลประชาธิปไตยสังคมนิยมได้เข้ามามีอำนาจ จึงถือเป็นการฟื้นฟูระบอบสาธารณรัฐประชาชนขึ้นอีกครั้ง โดยในช่วงนี้รัฐบาลได้ทำการยกเลิกมาตรการทั้งหมดที่ผ่านโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม ในอีกไม่กี่วันต่อมารัฐบาลได้ถูกโค่นล้มโดยกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติฝ่ายขวาที่นำโดย อิชต์วาน ฟรีดริช ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง

ในช่วงของรัฐบาลฝ่ายขวา ชาวฮังการีต่างได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากฝ่ายสัมพันธมิตร เนื่องจากต้องการให้ประชากรชาวฮังการีอพยพถอยกลับไปตามแนวแบ่งเขตที่กำหนดไว้หลังสงคราม เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงจากการประชุมสันติภาพปารีส ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของฝ่ายสัมพันธมิตรในการสถาปนารัฐชาติใหม่ท่ามกลางพลเมืองที่ไม่ใช่ชาวฮังการี ประเทศที่ได้รับผลประโยชน์หลักจากการสูญเสียดินแดนในครั้งนี้ ได้แก่ ราชอาณาจักรโรมาเนีย ราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีน สาธารณรัฐออสเตรีย และสาธารณรัฐเชโกสโลวัก ต่อมามีการทำสนธิสัญญาทรียานงโดยจะได้ลงนามในภายหลัง

ประวัติ

[แก้]

การก่อตั้งและสถานการณ์ทางการเมือง

[แก้]
มิฮาย กาโรยี กล่าวปราศรัยกับมวลชนบริเวณบันไดหน้ารัฐสภาฮังการี ภายหลังการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918

ภายหลังการปฏิวัติเบญจมาศ สภาแห่งชาติฮังการีได้เรียกร้องให้มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐพร้อมกับการล้มล้างราชวงศ์ฮาพส์บวร์คในฮังการี[12] ทางผู้แทนของราชสำนักประจำบูดาเปสต์ อาร์ชดยุกโยเซ็ฟ เอากุสท์ แห่งฮาพส์บวร์ค-ลอแรน ผู้เชื่อมั่นถึงความเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาราชาธิปไตยฮังการีไว้ จึงเข้าเจรจากับจักรพรรดิคาร์ลที่ 4 เพื่อให้พระองค์ถอนสัตย์ปฏิญาณให้แก่มิฮาย กาโรยี และบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน นอกจากนี้ยังมีการออกมติว่านับตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายนเป็นต้นไป พระองค์จะละทิ้งการมีส่วนร่วมต่อการเมืองภายในของฮังการีและจะยอมรับรูปแบบการปกครองใหม่ตามที่ประชาชนตัดสินใจไว้[13] สามวันต่อมา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 สาธารณรัฐประชาชนฮังการีจึงได้รับการประกาศจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ[13] โดยมีกาโรยีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราวจนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1919[13]

จากความพ่ายแพ้และความอดสูของการเมืองฝ่ายขวา ทำให้การบริหารงานของรัฐบาลตกอยู่ในมือของฝ่ายซ้ายประชาธิปไตย[14] ซึ่งกินเวลาหลายเดือนด้วยกัน และการฟื้นฟูอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมดูเหมือนจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน[14] ประชากรส่วนใหญ่ภายในประเทศไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามอย่างต่อเนื่อง ต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนด้วยอาวุธ และหันไปให้ความสำคัญกับการปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจที่ประชาชนรอคอยมายาวนาน[14] อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางอำนาจยังคงไม่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าตำแหน่งสำคัญในกองทัพและหน่วยงานราชการต่าง ๆ จะตกอยู่ภายใต้ผู้สนับสนุนของรัฐบาล แต่ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของผู้สนับสนุนระบอบเก่าด้วย[15]

ในช่วงแรกของรัฐบาล กาโรยีถูกมองว่าเป็นผู้ที่ใช้การปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นข้ออ้างในการได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากประชาชนกลุ่มต่าง ๆ[16] ทั้งแรงงานในเขตเมืองที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนิยม ชาวนาที่ต้องการปฏิรูปเกษตรกรรม และกลุ่มปัญญาชนที่ต้องการให้ประชาธิปไตยเป็นรากฐานของสังคม[16] อีกทั้งเขายังถูกมองว่าเป็นนักการเมืองเพียงคนเดียวที่สามารถบรรลุการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรและหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกดินแดนของฮังการีได้[17] อย่างไรก็ตาม ไตรภาคีไม่ได้ยอมรับรัฐบาลกาโรยีและยังคงดำเนินการแบ่งแยกฮังการีต่อไปในฐานะผู้พ่ายแพ้สงคราม[17]

ความหวังในการเปลี่ยนแปลงของคณะรัฐมนตรีกาโรยีต้องพังทลายลงจากความโกลาหลภายหลังสงคราม[16] โดยในเดือนกันยายน ทหารราวสี่แสนนายถูกปลดประจำการและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเดือนต่อมา[16] ทหารหนีทัพรวมทั้งเชลยศึกประมาณ 725 000 คน ได้รับการปลดปล่อยจากดินแดนโซเวียตในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (นับเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรในราชอาณาจักรเดิม)[18][16] ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ทหาร 700,000 นายกลับมาจากแนวรบหน้า และในเดือนธันวาคม มีทหารมากกว่า 1,200,000 นายที่ถูกปลดประจำการ[16] จากเหตุการณ์ความวุ่นวายเหล่านี้ รวมทั้งการก่อจราจลของชาวนา ทำให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและการปกป้องทรัพย์สินมากขึ้น และการปฏิรูปถูกเลื่อนออกไป ซึ่งทำให้รัฐบาลเสียกำลังสนับสนุนจากฝ่ายซ้ายแต่แรงสนับสนุนจากฝ่ายขวาเพิ่มขึ้นแทน[16] รัฐบาลมองว่าการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลในการควบคุมอำนาจในสายตาของฝ่ายสัมพันธมิตร และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์จากประเทศเพื่อนบ้าน[16]

จุดอ่อนของรัฐบาล

[แก้]

ในเวลาเพียงไม่นาน จุดอ่อนของรัฐบาลก็ปรากฏออกมาอย่างเห็นได้ชัด: การขาดแรงสนับสนุนจากองค์กรมวลชน การควบคุมหน่วยราชการที่ไม่สมบูรณ์ การขาดกองกำลังติดอาวุธและตำรวจที่ภักดี และความล้มเหลวในนโยบายต่างประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนหลักของรัฐบาล[15] สำหรับหน่วยทหารที่เป็นฐานการสนับสนุนของกาโรยีเองก็ไม่เคยรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างกองทัพปฏิวัติที่แข็งแกร่งได้ โดยยังมีบางหน่วยที่ไร้การดูแลและมักก่อความวุ่นวายอยู่หลายครั้ง[19] หน่วยทหารที่ภักดีต่อรัฐบาลอย่างแท้จริงนั้นก็มีจำนวนน้อยอย่างมาก[19] ความพยายามในการรับสมัครทหารเพิ่มประสบผลล้มเหลว เนื่องจากสภาพสังคมทหารที่โหดร้าย ความเหนื่อยล้าจากสงคราม และยังทางเลือกอื่นที่มีให้สำหรับอาสาสมัครที่มีศักยภาพ[20] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามวิลโมช เบิฮ์ม มีความพยายามที่จะสร้างกองกำลังประชาชนตามแบบออสเตรีย แต่ก็ประสบความล้มเหลวอีกเช่นเคย เนื่องจากขาดอาสาสมัครที่จะเข้าร่วม[18]

จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้รัฐบาลต้องเลือกระหว่างการพึ่งพาอดีตนายทหารของกองทัพจักรวรรดิหรือหน่วยทหารที่จงรักภักดีต่อสังคมนิยม ซึ่งเป็นหน่วยเดียวที่น่าจะสามารถยุติความวุ่นวายหลังสงครามได้[20] แม้ว่ากาโรยีจะเลือกหน่วยทหารสังคมนิยม แต่ก็ล้มเหลวในเป้าหมายที่จะควบคุมหน่วยไว้[20]

ความพยายามเข้าหาชนกลุ่มน้อย

[แก้]

ถึงแม้ว่าประเทศจะเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ทัศนคติของนักการเมืองฮังการีจำนวนมากที่เกี่ยวกับความมีอำนาจของฮังการียังคงไม่เปลี่ยนแปลง[21] อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1918 มีการแบ่งแยกในกลุ่มปัญญาชนระหว่างผู้สนับสนุนระบอบเก่าและผู้เชื่อมั่นในความจำเป็นของการปฏิรูป[22]

คณะกรรมาธิการทรานซิลเวเนีย (Transylvania Directory) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนชาวโรมาเนียในภูมิภาคนี้ โดยผู้นำคณะยุลยู มานียู (คนที่นั่งตรงกลาง) เป็นผู้ปฏิเสธข้อเสนอของยาซิและเรียกร้องให้มีการแยกทรานซิลเวเนียเพื่อไปรวมตัวกับโรมาเนีย

นักสังคมวิทยาและหนึ่งในผู้นำฝ่ายมูลวิวัติโอซการ์ ยาซิ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงชนกลุ่มน้อยแห่งชาติ[22] เนื่องจากเขาเป็นผู้สนับสนุนให้ประเทศเปลี่ยนเป็นสหพันธรัฐ[23] เขาจึงพยายามบรรลุข้อตกลงกับชนกลุ่มน้อยที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียดินแดน[22] ยาซิได้ออกกฎหมายการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง เนื่องด้วยความปรารถนาของเขาที่จะรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของฮังการีใหม่ไว้[24] แม้ว่าจะบรรลุตามเป้าหมายเพียงเล็กน้อยก็ตาม[20] อุปสรรคสำคัญในการบรรลุข้อตกลงกับชนกลุ่มน้อยคือ ความเชื่อมั่นของนักการเมืองฮังการีที่มีต่อชนกลุ่มน้อย รวมถึงนักการเมืองสายปฏิรูปส่วนใหญ่ด้วย[25] ถึงแม้กาโรยีและยาซิจะมุ่งมั่นพยายามในการเปลี่ยนการกดขี่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้เป็นการคุ้มครองชนกลุ่มน้อย แต่มาตรการของพวกเขากลับถูกมองว่ามีลักษณะเป็นพ่อปกครองลูก[25] ตามเป้าหมายของรัฐบาลในการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน กาโรยียังคงยึดมั่นในหลักการของประธานาธิบดีสหรัฐวูดโรว์ วิลสัน ซึ่งน่าจะเป็นหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการเรียกร้องดินแดนที่มากเกินไปของประเทศเพื่อนบ้าน[20] รัฐบาลเชื่อว่าปัญหาชนกลุ่มน้อยไม่ได้มาจากการกดขี่ของชาวฮังการี แต่มาจากการนำระบบสังคมและการเมืองแบบโบราณมาใช้โดยชนชั้นสูงที่กดขี่ชาวฮังการีและชนกลุ่มน้อย แลมองว่าการปฏิรูปทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ยุติลง[17]

ยาซิดำเนินแผนปฏิรูปรัฐตามแบบอย่างของสวิตเซอร์แลนด์[17] และเขาได้เดินทางไปที่ออร็อดเพื่อเริ่มเจรจากับผู้นำกลุ่มชาตินิยมโรมาเนียในทรานซิลเวเนียเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน[26] สองวันต่อมา ทางผู้นำหลักของกลุ่มชาตินิยมโรมาเนียยุลยู มานียู ได้ตอบรับเข้าร่วมการเจรจา และแสดงจุดยืนของตนในที่เจรจาว่าการกำหนดการปกครองด้วยตนเองหมายถึงการบรรลุอธิปไตยของชาติสำหรับประชากรที่มีวัฒนธรรมเป็นโรมาเนีย[27] สำหรับชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ได้รับคำสัญญาว่าพวกเขาจะมีเสรีภาพทางวัฒนธรรมในวงกว้าง[27] มานียูกำลังเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในที่เจรจา เนื่องจากเขาทราบถึงสนธิสัญญาลับของการเป็นพันธมิตรระหว่างโรมาเนียและไตรภาคี โดยในเนื้อหามีการระบุถึงการผนวกทรานซิลเวเนียด้วย ซึ่งนั่นทำให้การบรรลุข้อตกลงของยาซิไม่มีทางเป็นไปได้เลย[27] จากความล้มเหลวในการเจรจาที่ออร็อด ทำให้สาธารณชนชาวฮังการีมีความคิดเห็นไปในเชิงลบและรุนแรง[28] สื่อมวลชนทั้งหมด รวมทั้งนักสังคมนิยม ออกมาเรียกร้องเพื่อต้องการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนฮังการีตามพรมแดนของจักรวรรดิเดิม[28]

รัฐบาลปรากได้เข้าแทรกแซงการเจรจาครั้งหลังของยาซิกับนักการเมืองชาวสโลวักมีลาน ฮอจา (แม้ว่าฮอจาจะไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นตัวแทนโดยชอบธรรมของชาวสโลวักก็ตาม)[29] ในช่วงเวลาเดียวกัน กองทหารเช็กเริ่มรุกคืบเข้าสู่ดินแดนสโลวาเกียตามคำเรียกร้องของชาวโลวักที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีเชโกสโลวาเกียคาเรล ครามาร์ และเพื่อหลีกเลี่ยงความโกลาหลก่อนการถอนตัวของฝ่ายบริหารฮังการี[29] การเจรจาของยาซิประสบผลล้มเหลวอีกครั้ง เนื่องจากสาธารณรัฐเชโกสโลวักใหม่ได้รับการรับรองจากไตรภาคีแล้ว ก่อนที่การประชุมสันติภาพปารีสจะถูกจัดขึ้น[30]

วิกฤตชายแดน

[แก้]
พรมแดนของฮังการีที่ถูกกำหนดไว้ตามการสงบศึกเบลเกรด (เส้นหนาสีแดง)

รัฐบาลกาโรยีลงนามสงบศึกกับไตรภาคี ณ กรุงเบลเกรด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918[22] ซึ่งได้กำหนดพรมแดนทางทหารชั่วคราวระหว่างฮังการีกับเชโกสโลวาเกีย โรมาเนีย และเซอร์เบีย (ต่อมาคือยูโกสลาเวีย)[25] แต่ต่อมากองทหารของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเข้ารุกล้ำพรมแดนที่กำหนดไว้ อันเป็นผลจากความเห็นชอบของไตรภาคี[25] รัฐบาลไม่สามารถพึ่งพาประสิทธิภาพของกองทัพตนเองได้: ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอ่อนล้าของกองทัพที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและความระส่ำระส่ายภายในประเทศ อีกทั้งการดำเนินนโยบายสันตินิยมของรัฐบาล ส่งผลให้กาโรยีไร้ซึ่งกองกำลังติดอาวุธที่จะสามารถต่อต้านการโจมตีจากประเทศเพื่อนบ้าน[25]

นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมิฮาย กาโรยี พยายามปฏิรูปประเทศใหม่อย่างลึกซึ้งและจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของเขาไม่สามารถรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนฮังการีไว้ได้ เนื่องจากความพ่ายแพ้ต่อลัทธิชาตินิยมที่แข็งแกร่งและความเป็นปรปักษ์ของไตรภาคี

ในขณะที่รัฐมนตรีชนกลุ่มน้อยยาซิเข้าพบเจรจากับผู้แทนโรมาเนีย ณ เมืองออร็อด เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ฝ่ายบริหารและกองทัพฮังการีจึงเริ่มเคลื่อนย้ายออกจากภูมิภาคนี้ และกองทัพโรมาเนียเริ่มเคลื่อนกำลังพลข้ามพรมแดนคาร์เพเทีย[26] กองทหารรักษาการณ์ของโรมาเนียได้รับการก่อตั้งขึ้น พร้อมกับคณะกรรมการแห่งชาติโรมาเนียที่ควบคุมเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก[26] เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1918 สภาแห่งชาติโรมาเนียประจำทรานซิลเวเนียได้ประกาศรวมภูมิภาคเข้ากับราชอาณาจักรโรมาเนีย[30] จากนั้นกองทัพโรมาเนียจึงเริ่มเคลื่อนกำลังข้ามแม่น้ำมูเรช (ฮังการี: Maros) และเข้ายึดครองดินแดนตามสัญญาลับที่ตกลงกันไว้กับไตรภาคีใน ค.ศ. 1916[30] รัฐบาลบูดาเปสต์เมื่อทราบถึงการก่อสงครามของโรมาเนีย จึงทำการประท้วงต่อต้านอย่างเปิดเผย[30] เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พันเอกแฟร์ดีน็อง วิกซ์ (ผู้แทนฝ่ายไตรภาคีประจำบูดาเปสต์) ได้แจ้งแก่คณะรัฐมนตรีกาโรยีถึงความตั้งใจของเขาที่จะยินยอมให้โรมาเนียยึดครองดินแดนพิพาท[30] ในเดือนมกราคม การรุกหน้าของกองทัพโรมาเนียได้ยุติลงเป็นการชั่วคราว[31] ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลฮังการีแสดงท่าทีต่อต้านกองทัพยูโกสลาเวียที่รุกคืบข้ามพรมแดนสงบศึกเบลเกรด[30] ตามบริเวณชายแดนทั้งสามด้าน อำนาจบริหารทางทหารและพลเรือนตกไปอยู่ในมือผู้ยึดครอง (ตามส่วนเพิ่มเติมของการสงบศึกที่ให้ไว้)[30] เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1919 ได้มีการเพิ่มเติมข้อตกลงในการสงบศึกที่เน้นย้ำถึงพรมแดนชั่วคราวจะต้องอยู่ภายใต้กิจการทหารเท่านั้นและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงใด ๆ[30] เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1918 ภูมิภาครูทีเนียได้ประกาศปกครองตนเองเช่นกัน แต่เนื่องจากความอ่อนแอของภูมิภาค ทำให้รูทีเนียไม่สามารถที่จะดำรงเอกราชของตนไว้ได้เหมือนดังชาติอื่น ๆ ที่มีอำนาจ[30]

ไตรภาคีซึ่งยอมรับอำนาจของเชโกสโลวาเกีย เรียกร้องให้ฮังการีถอนอำนาจออกจากสโลวาเกีย แต่รัฐบาลคัดค้านโดยการอ้างถึงข้อตกลงในการสงบศึกเบลเกรด[30] อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1919 ไตรภาคีตอบกลับรัฐบาลฮังการีโดยระบุว่าการสงบศึกดังกล่าวมีผลกับพรมแดนทางตะวันออกและใต้เท่านั้น[30] กลางเดือนมกราคม ค.ศ. 1919 กองทัพเช็กสามารถยึดครองสโลวาเกียได้อย่างสมบูรณ์[31]

การเสื่อมนิยมและล่มสลาย

[แก้]
การประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีในวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1919 โดยพันธมิตรประชาธิปไตยสังคมนิยม–คอมมิวนิสต์

ในสุนทรพจน์ปีใหม่ของกาโรยีแสดงออกถึงความท้อแท้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินอยู่[31] ซึ่งลัทธิชาตินิยมต่าง ๆ เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ส่วนปล่อยให้ฮังการีตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามอย่างชัดเจน

กลางเดือนมกราคม แถลงการณ์ของคณะรัฐมนตรีแสดงให้เห็นถึงความพ่ายแพ้ของพวกเขา[31] และได้มีแนวคิดเรื่องการลงประชามติเพื่อยุติความแตกต่างทางดินแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน[31] แต่ถึงอย่างนั้นประเทศต่าง ๆ ก็ปฏิเสธข้อเสนอนี้[31] ในขณะเดียวกัน พวกฝ่ายขวามูลวิวัติได้เพิ่มการโจมตีพวกสายกลาง ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรงทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาของรัฐบาล: ในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลประกาศจับกุมผู้นำคอมมิวนิสต์และสั่งห้ามพรรคฝ่ายซ้ายจัด รวมถึงสมาคมของฝ่ายขวามูลวิวัติทั้งหลายด้วย[32] ฝ่ายขวามูลวิวัติไม่สามารถจัดระเบียบและนำเสนอนโยบายที่ดึงดูดใจประชากรส่วนใหญ่ อีกทั้งยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลในการสร้างแรงสนับสนุนได้ ซึ่งแตกต่างจากคอมมิวนิสต์ตรงที่แม้จะมีจำนวนคนน้อยกว่ามาก แต่มีการจัดระเบียบที่ดีกว่าและมีนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนมากกว่า[32]

ในเดือนมีนาคม รัฐบาลกาโรยีพร้อมด้วยกลุ่มพันธมิตรจากการปฏิวัติเบญจมาศสูญเสียมายาคติของตนไปอย่างสิ้นเชิง และในวันที่ 2 มีนาคม กาโรยีซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1919 แสดงท่าทีที่เป็นไปได้ในการพยายามป้องกันประเทศโดยใช้กำลัง เนื่องจากความล้มเหลวของการเจรจาที่ต่อเนื่องกัน[33] แต่การขาดกองกำลังติดอาวุธและความวุ่นวายภายใน ทำให้ข้อเสนอนี้เป็นไปไม่ได้[33] ปัญญาชนและชนชั้นกรรมาชีพซึ่งมีแนวคิดหัวรุนแรงมากขึ้น เนื่องด้วยความยากลำบากในช่วงหลังสงครามและการปฏิรูปที่เชื่องช้า ได้สนับสนุนรัฐบาลด้วยความกระตือรือร้นน้อยลงเรื่อย ๆ[15] ชาวนาที่ไม่ได้ปฏิรูปไร่นาตามความต้องการและถูกกดขี่อย่างรุนแรงในบางครั้ง ก็สูญเสียมายาคติในกาโรยีเช่นกัน[15] สถานการณ์ภายในประเทศรุนแรงขึ้น ความเข้มแข็งของซ้ายสุดและขวาสุดเพิ่มขึ้น และรัฐบาลอ่อนแอลงเนื่องจากนโยบายต่างประเทศล้มเหลวและขาดการปฏิรูปภายในประเทศ[34]

ในวันที่ 20 มีนาคม พันเอกวิกซ์ได้ยื่นคำขาดใหม่ต่อรัฐบาลกาโรยี: โดยบังคับให้กองทหารฮังการีถอนกำลังออกจากแนวพรมแดนที่กำหนดไว้กับโรมาเนีย[33] เขตอิทธิพลทางทหารของทั้งสองประเทศจะถูกคั่นกลางด้วยพื้นที่เป็นกลาง (neutral zone) ซึ่งครอบคลุมบางเมืองสำคัญของฮังการีอย่างแดแบร็ตแซ็นและแซแก็ดด้วย[33] การที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางดินแดนใหม่นี้ได้ ทำให้รัฐบาลโอนอำนาจไปยังพันธมิตรประชาธิปไตยสังคมนิยม–คอมมิวนิสต์ ซึ่งจะนำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐโซเวียตฮังการีในเวลาต่อมา[33]

รัฐบาลชั่วคราว (1919-1920)

[แก้]
ธงชาติสาธารณรัฐฮังการีในช่วงของรัฐบาลชั่วคราว ค.ศ. 1919-1920

ภายหลังการล่มสลายของสาธารณรัฐโซเวียต เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1919 รัฐบาลประชาธิปไตยสังคมนิยมหรือที่เรียกว่า "รัฐบาลสหภาพแรงงาน" ได้เข้ามามีอำนาจ โดยอยู่ภายใต้การนำของ จูลอ ไพเดิล[35] ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ให้คืนรูปแบบการปกครองและชื่อทางการของรัฐกลับเป็น "สาธารณรัฐประชาชน"[5] ในช่วงระยะเวลาอันสั้น รัฐบาลของไพเดิลได้พยายามยกเลิกมาตรการที่ผ่านโดยกลุ่มคอมมิวนิสต์[36]

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม อิชต์วาน ฟรีดริช ผู้นำแห่งสันนิบาตพันธมิตรทำเนียบขาวฝ่ายขวา (กลุ่มปรปักษ์ปฏิวัติฝ่ายขวา) ได้ทำการโค่นล้มอำนาจของรัฐบาลไพเดิล[37] และทำการรัฐประหารโดยปราศจากการนองเลือด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพหลวงโรมาเนีย[6] การรัฐประหารครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางภายในฮังการี[38] วันต่อมา อาร์ชดยุกโจเซฟ เอากุสท์ ได้ประกาศตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งฮังการี (เขาดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม เมื่อเขาถูกบีบบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง)[39] และแต่งตั้งฟรีดริชเป็นนายกรัฐมนตรี และสืบทอดตำแหน่งต่อโดย กาโรยี ฮูสซาร์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีชั่วคราวจนกระทั่งการฟื้นฟูราชาธิปไตยในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

พลเรือเอก มิกโลช โฮร์ตี เข้าสู่กรุงบูดาเปสต์ ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 1919 โดยเขาได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ประจำเมืองด้านหน้า โฮแต็ล แกลเลรท์

รัฐบาลเผด็จการที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งประกอบไปด้วยนายทหารที่เข้าสู่กรุงบูดาเปสต์ในเดือนพฤศจิกายน และได้รับการสนับสนุนจากชาวโรมาเนีย[6] ได้ก่อให้เกิด "ความน่าสะพรึงกลัวขาว" ขึ้น ซึ่งนำไปสู่การถูกจองจำ, การทรมาน, และประหารชีวิตโดยปราศจากการพิจารณาคดีของผู้คนมากมายที่ถูกกว่าหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์, นักสังคมนิยม, ชาวยิว, ปัญญาชนฝ่ายซ้าย, ผู้สนับสนุนระบอบกาโรยีและกุน และคนอื่น ๆ ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบการเมืองแบบดั้งเดิมของฮังการี[6] มีการคาดการณ์ว่าจำนวนในการประหารชีวิตอยู่ที่ 5,000 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกจำคุกประมาณ 75,000 คน[6][37] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อชาวฮังการีฝ่ายขวาและกองทัพโรมาเนียมุ่งหมายกวาดล้างชาวยิว[6] ในท้ายที่สุด ความน่าสะพรึงกลัวขาวนี้ได้บีบให้ประชาชนประมาณ 100,000 คน ต้องออกนอกประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักสังคมนิยม, ปัญญาชน, และชาวยิวชนชั้นกลาง[6]

ในปี 1920 และ 1921 ได้เกิดความโกลาหลภายในประเทศฮังการี[6] ความน่าสะพรึงกลัวขาวยังคงกระทำต่อชาวยิวและฝ่ายซ้ายอย่างต่อเนื่อง การว่างงานและอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และผู้ลี้ภัยชาวฮังการีที่ขาดแคลนเงินจำนวนมากได้หลั่งไหลข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านและสร้างภาระให้กับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ซึ่งรัฐบาลให้การช่วยเหลือแก่ประชากรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น[6] ในเดือนมกราคม 1920 ชาวฮังการีทั้งชายและหญิงได้รับสิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ และผู้ที่ได้เสียงข้างมากส่วนใหญ่ในรัฐสภาเป็นฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ[6] มีสองพรรคการเมืองหลักที่ได้ก่อตั้งขึ้นในช่วงเวลานี้ ได้แก่ พรรคสหภาพคริสเตียนแห่งชาติและพรรคเกษตรกรรายย่อยและกรรมกรเกษตรกรรมแห่งชาติ ซึ่งสนับสนุนการปฏิรูปที่ดิน[6] เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 1920[40] รัฐสภาได้ฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตยฮังการี อันเป็นการสิ้นสุดระบอบสาธารณรัฐ และในเดือนมีนาคม ได้มีการประกาศยกเลิกสัญญาการประนีประนอม ค.ศ. 1867[6] รัฐสภาได้เลื่อนการเลือกตั้งพระมหากษัตริย์ออกไป จนกว่าปัญหาความวุ่นวายในประเทศจะสงบลง จึงทำให้อดีตพลเรือเอกของกองทัพออสเตรีย-ฮังการี มิกโลช โฮร์ตี ได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[6] จนถึงปี 1944

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ซานโดร์ กอร์บอยี ได้รับการพิจารณาเป็นประมุขแห่งรัฐคนใหม่ ในฐานะประธานสภาบริหารกลางแห่งโซเวียตฮังการี
  2. รักษาการแทนในฐานะนายกรัฐมนตรี
  3. ในฐานะผู้สำเร็จราชการ
  4. ประมุขแห่งรัฐในฐานะนายกรัฐมนตรี
  5. ประมุขแห่งรัฐในฐานะนายกรัฐมนตรี
  6. ในปี 1918 (Tarsoly 1995, pp. 595–597.)
  7. "สาธารณรัฐประชาชนฮังการี" ได้รับการยอมรับว่าเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918[2][3][4] และใช้ชื่อนี้เรื่อยมาจนกระทั่งการโค่นล้มรัฐบาลของเดแน็ช เบริงคีย์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1919 ภายหลังจากการล่มสลายของสาธารณรัฐโซเวียตฮังการี รัฐบาลของจูลอ ไพเดิลได้เปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อดังเดิม เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1919[5][6] ต่อมารัฐบาลของอิชต์วาน ฟรีดริชได้เปลี่ยนชื่อรัฐใหม่เป็น "สาธารณรัฐฮังการี" เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม[7][8][9] อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งยังมีการใช้ชื่อ "สาธารณรัฐประชาชนฮังการี" โดยปรากฏในพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยรัฐบาลบางฉบับในช่วงเวลานี้[10][11]
  8. ทรานซิลเวเนีย

อ้างอิง

[แก้]
  1. Lambert, S. (19 เมษายน 2014). "The First Hungarian Republic". The Orange Files. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2019.
  2. 1918. évi néphatározat (ภาษาฮังการี) โดยทาง Wikisource.
  3. Pölöskei, F.; และคณะ (1995). Magyarország története, 1918–1990 (ภาษาฮังการี). Budapest: Korona Kiadó. p. 17. ISBN 963-8153-55-5.
  4. Minisztertanácsi jegyzőkönyvek: 1918. november 16 (ภาษาฮังการี). DigitArchiv. p. 4.
  5. 1 2 A Magyar Népköztársaság Kormányának 1. számu rendelete Magyarország államformája tárgyában (ภาษาฮังการี) โดยทาง Wikisource.
  6. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 Pölöskei, F.; และคณะ (1995). Magyarország története, 1918–1990 (ภาษาฮังการี). Budapest: Korona Kiadó. pp. 32–33. ISBN 963-8153-55-5.
  7. A Magyar Köztársaság miniszterelnökének 1. számu rendelete a sajtótermékekről (ภาษาฮังการี) โดยทาง Wikisource.
  8. 4072/1919. M. E. számú rendelet (ภาษาฮังการี) โดยทาง Wikisource.
  9. Raffay, E. (1990). Trianon titkai, avagy hogyan bántak el országunkkal (ภาษาฮังการี). Budapest: Tornado Damenia. p. 125. ISBN 963-02-7639-9.
  10. 3923/1919. M. E. számú rendelet (ภาษาฮังการี) โดยทาง Wikisource.
  11. 70762/1919. K. M. számú rendelet (ภาษาฮังการี) โดยทาง Wikisource.
  12. Szilassy 1971, p. 23.
  13. 1 2 3 Szilassy 1971, p. 24.
  14. 1 2 3 Mocsy 1983, p. 3.
  15. 1 2 3 4 Mocsy 1983, p. 85.
  16. 1 2 3 4 5 6 7 8 Mocsy 1983, p. 84.
  17. 1 2 3 4 Mocsy 1983, p. 88.
  18. 1 2 Zsuppán 1965, p. 315.
  19. 1 2 Mocsy 1983, p. 86.
  20. 1 2 3 4 5 Mocsy 1983, p. 87.
  21. Vermes 1973, p. 487.
  22. 1 2 3 4 Vermes 1973, p. 492.
  23. Szilassy 1971, p. 27.
  24. Vermes 1973, p. 493.
  25. 1 2 3 4 5 Vermes 1973, p. 494.
  26. 1 2 3 Vermes 1973, p. 495.
  27. 1 2 3 Vermes 1973, p. 496.
  28. 1 2 Vermes 1973, p. 497.
  29. 1 2 Vermes 1973, p. 498.
  30. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Vermes 1973, p. 499.
  31. 1 2 3 4 5 6 Vermes 1973, p. 500.
  32. 1 2 Mocsy 1983, p. 95.
  33. 1 2 3 4 5 Vermes 1973, p. 501.
  34. Mocsy 1983, p. 89.
  35. Romsics, I. (2004). Magyarország története a XX. században (ภาษาฮังการี). Budapest: Osiris Kiadó. p. 132. ISBN 963-389-590-1.
  36. Minisztertanácsi jegyzőkönyvek: 1919. augusztus 3 (ภาษาฮังการี). DigitArchiv. p. 6.
  37. 1 2 "Hungary Between The Wars". A History of Modern Hungary: 1867-1994.
  38. S. Balogh, Eva (Spring 1977). "Power Struggle in Hungary: Analysis in Post-war Domestic Politics August-November 1919" (PDF). Canadian-American Review of Hungarian Studies. 4 (1): 6.
  39. "Die amtliche Meldung über den Rücktritt" (ภาษาเยอรมัน). Neue Freie Presse, Morgenblatt. 1919-08-24. p. 2.
  40. Dr. Térfy, Gyula, บ.ก. (1921). "1920. évi I. törvénycikk az alkotmányosság helyreállításáról és az állami főhatalom gyakorlásának ideiglenes rendezéséről.". Magyar törvénytár (Corpus Juris Hungarici): 1920. évi törvénycikkek (ภาษาฮังการี). Budapest: Révai Testvérek Irodalmi Intézet Részvénytársaság. p. 3.

บรรณานุกรม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]