โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
Administration Building, King Chulalongkorn Memorial Hospital.jpg
ประเภท รัฐ (โรงพยาบาลฝึกปฏิบัติแพทย์)
ที่ตั้ง 1873 ถนนพระรามที่ 4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
ข้อมูลทั่วไป
ก่อตั้ง 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2457
สังกัด สภากาชาดไทย
ผู้อำนวยการ รศ.นพ.โศภณ นภาธร
จำนวนเตียง 1,439[1]
บุคลากร 3,275 คน
เว็บไซต์ www.chulalongkornhospital.go.th

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นหน่วยงานในสังกัดสภากาชาดไทย โดยดำเนินงานร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 136 ไร่ ตั้งอยู่ที่ 1873 ถนนพระรามที่ 4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

เนื้อหา

ประวัติ [แก้]

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สร้างขึ้นโดยพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพร้อมด้วยพระราชภาดาและภคินี สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[2] ด้วยเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระชนม์อยู่นั้น ได้ทรงพระราชดำริจัดตั้ง สภากาชาดไทย ซึ่งเรียกในเวลานั้นว่า สภาอุณาโลมแดง ขึ้นไว้ โดยรับการรักษาพยาบาลผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ตามคติของนานาชาติที่เจริญแล้ว แต่การสภากาชาดไทยยังไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์ ถ้าจะบริจาคทรัพย์สร้างโรงพยาบาลสภากาชาดขึ้น ก็จะเป็นพระกุศล อันประกอบด้วยถาวรประโยชน์อนุโลม ตามพระราชประสงค์แห่งองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ และเป็นเกียรติแก่ราชอาณาจักรโดยทรงพระดำริเห็นพ้องกัน บรรดาพระราชโอรส พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบริจาคทรัพย์รวมกัน สมทบกับทุนของสภากาชาด สร้างโรงพยาบาลขึ้น และพระราชทานนามตามพระปรมาภิไธย สมเด็จพระบรมชนกนาถว่า "โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์" เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2457[3] ตามแจ้งความสภากาชาดสยาม ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2457[4] ได้กำหนดจุดมุ่งหมายให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นโรงพยาบาลที่ดีจริงต้องตามวิทยาศาสตร์แผ่พระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวกับทั้งแพร่เกียรติยศของชาติไทย บริการรักษาพยาบาลช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ให้บริการรักษาผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไข้ทั้งในยามสงครามและปกติ โดยยึดมั่นในปณิธาณอันแน่วแน่ที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั่วไป โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง โดยให้บริการทางการแพทย์ พยาบาล ตลอดจนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย รวมทั้งระบบคอมพิวเตอร์ มาใช้ในการรักษาพยาบาล มีการค้นคว้าวิจัย[5]และพัฒนาการรักษา พัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและงานวิจัย ทั้งนี้ด้วยการประสานงานกันเป็นอย่างดีระหว่างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแล้ว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังเป็นสถานฝึกอบรมนิสิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ประจำบ้านต่อยอดของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษาพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย และนักเรียนโรงเรียนรังสีเทคนิค ซึ่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในสายงานเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิค จึงถือได้ว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นศูนย์รวมของความดีเด่นทางวิทยาการในสหสาขาวิชาของวงการแพทย์ในปัจจุบัน และยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนางานบริการของโรงพยาบาลให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

หน่วยงาน/ฝ่าย [แก้]

  • ฝ่ายผู้ป่วยนอก
  • ฝ่ายสวัสดิการสังคม
  • ฝ่ายธนาคารเลือด
  • ฝ่ายทันตกรรม
  • ฝ่ายเวชระเบียนและสถิติ
  • ฝ่ายการพยาบาล
  • ฝ่ายเภสัชกรรม
  • ฝ่ายเวชภัณฑ์
  • ฝ่ายโภชนวิทยาและโภชนบำบัด
  • ฝ่ายบริหารงานพัสดุ
  • ฝ่ายบริหารงานอาคารและสิ่งแวดล้อม
  • ฝ่ายการเงิน
  • ฝ่ายงบประมาณและบัญชี
  • ฝ่ายเลขานุการ
  • ศูนย์ข้อมูลและต้นทุน
  • ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล
  • หน่วยพิธีการ
  • งานพัฒนาบุคลากร
  • กลุ่มงานนโยบายและแผน
  • ศูนย์พัฒนาคุณภาพ
  • ศูนย์ประกันสุขภาพ

ศูนย์เฉพาะทาง [แก้]

อาคารและสิ่งก่อสร้าง [แก้]

ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีอาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นพระราชานุสรณ์ของเจ้านายหลายพระองค์

อาคารวชิรญาณวงศ์ [แก้]

"อาคารวชิรญาณวงศ์"ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ใช้เป็นที่รักษาพยาบาลพระภิกษุและสามเณรอาพาธ และใช้ประกอบพิธีทำบุญเลี้ยงพระ รวมถึงการเปิดรับบริจาคเงินเพื่อบำรุงพระภิกษุและสามเณรอาพาธ ในเรื่องการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ ตลอดรวมถึงการรับบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสำนักงานต่างๆ ของสภากาชาดไทย" อาคารวชิรญาณวงศ์ " เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๔ ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์ ได้ดำเนินการก่อสร้างมาแต่ต้นปี ๒๕๒๕ และเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ในปี ๒๕๒๖ ทดแทนอาคารหลังเก่า ( ตึกวชิรญาณ ) และเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ( ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์ ) พระราชอุปัธยาจารย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระอุปัชฌาจารย์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตึกฯ ในวันที่ ๙ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖

อาคาร อปร. [แก้]

สืบเนื่องจากความไม่เพียงพอของแพทย์ รัฐบาลจึงมีนโยบายให้คณะแพทยศาสตร์ ทุกแห่งผลิตแพทย์เพิ่ม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างตึกใหม่ เพื่อรองรับจำนวนนิสิตแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอีกกว่า 90 คนต่อปี โดยได้รับอนุมัติงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2536 และในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญอักษรพระปรมาภิไธย "อปร." มาเป็นชื่ออาคาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรซึ่งได้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือลงวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2539 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย "อปร." เป็นชื่ออาคาร เมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2546 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของรัชกาลที่ 8 อาคารดังกล่าวเป็นย่อมุม 8 มุม สูง 19 ชั้น บนยอดอาคารประดับอักษรพระปรมาภิไธย "อปร." ตั้งอยู่ริมถนนราชดำริ

อาคาร สก. [แก้]

ด้วยในปีพุทธศักราช 2535 ที่ผ่านมาเป็นศุภมงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม กอปรทั้งเมื่อครั้งมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 5 รอบ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปีพุทธศักราช 2530 วัดบวรนิเวศวิหาร และสภากาชาดไทย ได้ร่วมกันจัดสร้าง “ตีก ภปร.” เป็นอาคารผู้ป่วยนอกหลังใหม่ของโรงพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่สาธารณชน เสร็จเรียบร้อยไปแล้วอาคารหนึ่ง ด้วยเหตุทั้งสองประการนี้ คณะข้าราชการบริพารร่วมกับสภากาชาดไทย จึงดำริที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกอาคารหนึ่งในพื้นที่ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความจงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยมีอยู่อย่างมั่นคงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงได้นำความกราบทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะ องค์อุปนายิกาสภากาชาดไทย ทรงเห็นชอบด้วยที่จะก่อสร้างอาคารผู้ป่วยทางกุมารเวชศาสตร์ แทนอาคารรักษาพยาบาลกุมารเวชกรรมเดิม คือ “ตึก หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์” ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมลงมาก อีกทั้งจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ทำให้สถานที่ยิ่งคับแคบลง เด็กผู้ป่วยอยู่กันโดยไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะ กับทั้งเพื่อใช้เป็นศูนย์ผู้ป่วยโรคหัวใจของโรงพยาบาลด้วยอาคารที่สร้างใหม่นี้ ได้รับพระราชทานพระราชาอนุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ “สก.” เป็นมงคลนาม การก่อสร้างครั้งนี้ตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการด้วยเงินบริจาคตลอดทั้งจำนวน โดยไม่รบกวนงบประมาณแผ่นดินหรืองบประมาณของสภากาชาดไทยเลย เดชะพระมารมีปกเกล้าฯ ตั้งแต่เริ่มดำเนินการมา จนกระทั่งบัดนี้ ศรัทธาจากมหาชนผู้เปี่ยมด้วยความจงรักภักดีหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย เป็นผลให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความราบรื่นทุกประการบัดนี้ ตึก สก. สร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในพื้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย “ตึก ภปร.” และ “ตึก สก.” ได้ประดิษฐานอยู่คู่กันเป็นนิมิตหมายแห่งพระมหากรุณาธิคุณอันมากล้นพ้นประมาณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย

อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ [แก้]

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดสร้างอาคารรักษาพยาบาลใหม่ขึ้น ชื่ออาคาร “ภูมิสิริมังคลานุสรณ์” ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงมอบให้โดยมีความหมายว่า “ อนุสรณ์ที่เป็นมงคลของสองพระองค์” ทั้งนี้ลักษณะภายในอาคารเป็นอาคารเดี่ยว 29 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งสิ้น 224,652.25 ตารางเมตร ภายในอาคารนี้จะรวบรวมศูนย์ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ เช่น ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์ผ่าตัด ศูนย์ผู้ป่วยศัลยกรรมประสาท ศูนย์บริการมารดาและทารกแรกคลอดซึ่งในส่วนนี้จะให้บริการอย่างครบวงจร โดยจะดูแลตั้งแต่การปฏิสนธิของมารดาจนถึงการคลอดและศูนย์บริการฉุกเฉิน ห้องไอซียูเพื่อพร้อมรับสภาวะภัยพิบัติและอุบัติภัยหมู่ ทั้งนี้งบประมาณในการก่อสร้างและจัดซื้ออุปกรณ์อยู่ที่ 12,500 ล้านบาท โดยงบที่ได้ในการก่อสร้างมาจาก สภากาชาดไทยซึ่งได้มอบเงินทุนในการก่อสร้างในครั้งนี้ 2,500 ล้านบาทและจากรัฐบาล 4,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการสมทบทุนโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้เปิดโครงการสมทบทุนในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ตึก ภปร. ชั้น 18 รพ.จุฬาฯ โดยมีผู้สนใจสมทุนในการสร้างอาคารนี้กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเงินสมทบทุนที่ได้นอกจากการก่อสร้างแล้วก็เพื่อจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยรวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท ประโยชน์ในการสร้างอาคารก็ภูมิสิริมังคลานุสรณ์ เพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยที่สะดวกและครบวงจร ในทุกส่วนของศูนย์บริการต่างๆเพื่อง่ายในการเดินทาง เนื่องจากโรงพยาบาลมีตึกในการรักษาต่างๆมากมายและกระจายไปตามแต่ละส่วนของพื้นที่ในโรงพยาบาล จึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการเลื่อนย้ายผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยจะมีอาการบอบช้ำมากในขณะเดินทางจากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง รวมถึงทำให้เกิดการเสียเวลาเป็นอย่างมากในการรักษา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องสร้างอาคารนี้ขึ้นเพื่อรวบร่วมความเป็นเลิศของศูนย์การรักษาไว้ในทุกอาคารเดียว การสร้างอาคารครั้งนี้เพื่อรองรับผู้ป่วยที่จะเข้ามาใช้บริการซึ่งมีมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากอาคารต่างๆ ที่ให้บริการนั้นมีขนาดพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วย ที่มีจำนวนมากขึ้น ดังนั้นด้วยเหตุจึงเป็นอีกผลหนึ่งที่ทำให้มีการสร้างอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์นี้ขึ้นรวมถึงเพื่อเสริมศักยภาพของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ การวิจัย และการให้บริการ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ โรงพยาบาลชั้นนำระดับโลก” ของประชาชนชาวไทย ทั้งนี้ในอนาคตจะมีการสร้างอาคารเดี่ยวสำหรับรักษาผู้ป่วยที่สูงวัย หรือ ชราภาพขึ้นอย่างครบวงจร เพื่อความสะดวกในการรักษาและการเดินทางรวมถึงขนาดพื้นที่ที่จะมีมากขึ้นเพื่อรองรับในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีมากขึ้นในอนาคต

การเดินทาง [แก้]

อ้างอิง [แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°43′57″N 100°32′13″E / 13.732611°N 100.536962°E / 13.732611; 100.536962