โรคระบบหัวใจหลอดเลือด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก โรคหัวใจ)
ภาพ Micrograph แสดงภาพของหัวใจที่มีพังพืด (สีเหลือง) และ แอมีลอยด์(สารคล้ายแป้ง)(สีน้ำตาล). เป็นภาพที่เรียกว่า Movat's stain

โรคหลอดเลือดหัวใจ (อังกฤษ: Cardiovascular disease) (หรือเรียกว่าโรคหัวใจ) เป็นชั้นของโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ (อังกฤษ: cardio), หรือหลอดเลือด(หลอดเลือดแดง, หลอดเลือดฝอยและหลอดเลือดดำ) (อังกฤษ: vascular) หรือทั้งสองอย่าง[1]

โรคหัวใจและหลอดเลือดหมายถึงโรคใดๆที่มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด, โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดไต, และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย[2]. สาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือดมีความหลากหลาย แต่หลอดเลือดแดงแข็ง, ไขมันเกาะจับเส้นโลหิต, โรคไขมันในเลือดสูง, โรคหลอดเลือดแดงตีบ, ผนังของหลอดเลือดหนาและตีบและ/หรือความดันโลหิตสูงถูกพบมากที่สุด นอกจากนี้ ด้วยอายุที่สูงขึ้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและโครงสร้างจำนวนมากได้เปลี่ยนแปลงการทำงานของหลอดเลือดหัวใจและนำไปสู่การเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดแม้ในบุคคลที่ไม่มีอาการด้านสุขภาพ[3]

แม้ว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก, แต่ตั้งแต่ปี 1970s อัตราการตายของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ลดลงในหลายประเทศที่มีรายได้สูง[4][5]. ในเวลาเดียวกัน การเสียชีวิตโรคหัวใจและหลอดเลือดและผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและต่ำ[6]. แม้ว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดมักจะส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุ, พงศาวดารของโรคหัวใจและหลอดเลือด, โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดแดงแข็ง, เริ่มต้นในชีวิตในวัยเด็ก, ทำให้ความพยายามในการป้องกันเบื้องต้นมีความจำเป็นจากวัยเด็ก[7]. เพราะฉะนั้น จึงให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในการป้องกันหลอดเลือดแข็งหรือตีบตันโดยการปรับเปลี่ยนปัจจัยเสี่ยง, เช่นโดยการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ, การออกกำลังกาย, และการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

ประเภท[แก้]

  • โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี่ (หรือเรียกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี่และโรคหัวใจขาดเลือด)
  • Cardiomyopathy - โรคของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • โรคหัวใจความดันโลหิตสูง - โรคของหัวใจที่มีความดันโลหิตระดับที่สองถึงระดับสูง
  • หัวใจล้มเหลว
  • Cor pulmonale - ความล้มเหลวที่หัวใจด้านขวาร่วมกับระบบทางเดินหายใจ
  • Cardiac dysrhythmias - ความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ
  • โรคหัวใจอักเสบ
  • เยื่อบุหัวใจอักเสบ - การอักเสบของชั้นในของหัวใจ, เยื่อบุโพรงหัวใจ. โครงสร้างที่เกี่ยวข้องกันมากที่สุดคือลิ้นหัวใจ
  • หัวใจโตอักเสบ
  • Myocarditis - การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ, ส่วนกล้ามเนื้อของหัวใจ
  • โรคลิ้นหัวใจรั่ว
  • โรคหลอดเลือดสมอง - โรคของหลอดเลือดที่จัดส่งเลือดไปยังสมองเช่น stroke
  • โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย - โรคของหลอดเลือดที่จัดส่งเลือดไปยังแขนและขา
  • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด - ความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่มีแต่กำเนิด
  • โรคหัวใจรูมาติก - กล้ามเนื้อและลิ้นหัวใจเกิดความเสียหายเนื่องจากไข้รูมาติกที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย streptococcal

ปัจจัยเสี่ยง[แก้]

หลักฐานแสดงให้เห็นปัจจัยเสี่ยงจำนวนมากที่มีต่อการเกิดโรคหัวใจ ได้แก่: อายุ, เพศ, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือด, เบาหวาน, การสูบบุหรี่, การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป, การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป, การบริโภคน้ำตาล[8][9][10], ประวัติครอบครัว, โรคอ้วน, ขาดการออกกำลังกาย, ปัจจัยทางจิตสังคม, และมลพิษทางอากาศ[2]. ในขณะที่การมีส่วนร่วมแต่ละส่วนของแต่ละปัจจัยเสี่ยงจะแตกต่างกันไปในระหว่างชุมชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์, ความสม่ำเสมอของการมีส่วนร่วมโดยรวมของปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้กับการศึกษาทางระบาดวิทยาก็มีความแข็งแรงอย่างน่าทึ่ง[11]. บางส่วนของปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เช่นอายุ, เพศหรือประวัติครอบครัวจะไม่เปลี่ยนรูป; อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดอาจเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำเนินชีวิต, การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, การรักษายาเสพติดและการป้องกันของโรคหัวใจสามวิธีของ Serrano ได้แก่: ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, และโรคเบาหวาน

อายุ[แก้]

หัวใจแข็งตัวด้วยเกลือแคลเซียมของหญิงสูงอายุที่มีหัวใจโต

อายุคือปัจจัยเสี่ยงทิ้งห่างที่สำคัญที่สุดในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือโรคหัวใจ, ที่มีประมาณสามเท่าของความเสี่ยงในแต่ละทศวรรษของชีวิต[6]. ประมาณว่า 82 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจมีอายุ 65 และมากกว่า[12]. ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเป็นสองเท่าทุกๆสิบปีหลังจากอายุ 55[13].

คำอธิบายหลายอย่างได้รับการนำเสนอเพื่ออธิบายว่าทำไมอายุไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจ. หนึ่งของคำอธิบายนั้นมีความสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลในเลือด[14]. ในประชากรส่วนใหญ่ ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมในเลือดจะเพิ่มขึ้นตามอายุ. ในผู้ชาย, มันจะเพิ่มขึ้นในระดับสูงที่อายุประมาณ 45-50 ปี. ในผู้หญิง มันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างรวดเร็วจนอายุ 60-65 ปี[14].

นอกจากนี้ การที่มีอายุมากขึ้นยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติทางกลและทางโครงสร้างของผนังหลอดเลือด, ซึ่งนำไปสู่​​การสูญเสียความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและการทำงานตามหน้าที่ของหลอดเลือดที่ลดลงและก็อาจเป็นผลนำไปสู่​​โรคหลอดเลือดหัวใจ[15].

เพศ[แก้]

ผู้ชายมีความเสี่ยงของโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน[6][16]. ทันที่ที่ผ่านวัยหมดประจำเดือน, มีการถกเถียงกันอยู่ว่าความเสี่ยงของผู้หญิงจะมีความคล้ายคลึงกับของผู้ชาย[16] แม้ว่าข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลกและสหประชาชาติยังขัดแย้งในข้อนี้[6]. ถ้าหญิงมีโรคเบาหวาน, เธอมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดโรคหัวใจมากกว่าชายที่เป็นโรคเบาหวาน[17].

ในหมู่ประชากรวัยกลางคน โรคหลอดเลือดหัวใจจะพบมากในผู้ชายเป็น 2-5 เท่ามากกว่าในผู้หญิง[14]. ในการศึกษาทำโดยองค์การอนามัยโลก, เพศมีส่วนร่วมประมาณ 40% ของการเปลี่ยนแปลงในอัตราส่วนทางเพศของอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ[18]. การศึกษาอีกอันหนึ่งรายงานผลที่คล้ายกันว่าความแตกต่างทางเพศจะอธิบายถึงเกือบครึ่งหนึ่งของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด[14]. หนึ่งในคำอธิบายที่นำเสนอสำหรับความแตกต่างทางเพศในโรคหัวใจและหลอดเลือดคือความแตกต่างของฮอร์โมน[14]. ในหมู่ผู้หญิง ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศที่โดดเด่น เอสโตรเจนอาจมีผลในการป้องกันผ่านระบบการเผาผลาญกลูโคสและการห้ามเลือด, และมันอาจมีผลโดยตรงในการปรับปรุงการทำงานของเซลล์เอนโดทีเลียม[14]. การผลิตเอสโตรเจนจะลดลงหลังวัยหมดประจำเดือน, และอาจมีการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญไขมันในสตรีที่มีต่อรูปแบบของไขมันมากขึ้นโดยการลดระดับ คอเลสเตอรอลแบบ HDL และโดยการเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลแบบ LDL และระดับโดยรวม[14]. ผู้หญิงที่มีประสบกับการหมดประจำเดือนเร็ว, ตามธรรมชาติหรือเพราะพวกเขามีการผ่าตัดมดลูกอย่างใดอย่างหนึ่ง, จะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาโรคหัวใจเป็นสองเท่าของผู้หญิงในกลุ่มอายุเดียวกันที่ยังไม่ได้ผ่านวัยหมดประจำเดือน[ต้องการอ้างอิง].

มลพิษทางอากาศ[แก้]

อนุภาคที่แขวนลอยในอากาศ(อังกฤษ: Particulate matter (PM))ได้รับการศึกษาสำหรับผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวที่มีผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด(CVD). ปัจจุบัน PM2.5 เป็นสิ่งสำคัญในที่ซึ่งการโน้มเอียงจะใช้ในการประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด. ทุกๆ 10 μg/m3 ของ PM2.5 ที่มีผลกระทบระยะยาว, มีความเสี่ยงของการตายเพราะซีวีดีประมาณ 8-18%[19]. ผู้หญิงมีความเสี่ยงสัมพันธ์ (อังกฤษ: relative risk (RR)) (=1.42) ที่สูงขึ้นสำหรับ PM2.5 ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้ชาย (=0.90)[19]. โดยรวม, ผลกระทบของ PM ในระยะยาวจะเพิ่มอัตราหลอดเลือดตีบตันและการอักเสบ. ในเรื่องที่เกี่ยวกับผลกระทบระยะสั้น (2 ชั่วโมง), ทุก 25 μg/m3 ของ PM2.5 มีผลในการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงการตายจากซีวีดีที่ 48%[20]. นอกจากนี้ หลังจากนั้นเพียง 5 วันเท่านั้นของผลกระทบ, การเพิ่มขึ้นในความดันโลหิต systolic (2.8 มิลลิเมตรปรอท) และ diastolic (2.7 มิลลิเมตรปรอท) ที่เกิดขึ้นทุกๆ 10.5 ไมโครกรัม/m3 ของ PM2.5[20]. งานวิจัยอื่นๆได้เกี่ยวพัน PM2.5ในจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ, การแปรปรวนในอัตราการเต้นหัวใจก็ลดลง (เสียง vagal ลดลง), และส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจล้มเหลว[20][21]. PM2.5 มีการเชื่อมโยงไปยังการทำให้หลอดเลือดแดงคาโรติดหนายิ่งขึ้น​​และเพิ่มความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน[20][21].

พยาธิสรีรวิทยา[แก้]

การศึกษาที่มีพื้นฐานจากประชากรแสดงว่าหลอดเลือดแดงแข็งตีบ, ที่เป็นปูชนียบุคคลสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด, จะเริ่มขึ้นในวัยเด็ก. การศึกษาตัวกำหนดด้านพยาธิชีววิทยาของโรคหลอดเลือดแดงแข็งตีบในเยาวชน (อังกฤษ: Pathobiological Determinants of Atherosclerosis in Youth Study) แสดงให้เห็นรอยโรคชั้นในที่ปรากฏให้เห็นในเส้นเลือดใหญ่ที่นำเลือดออกจากหัวใจด้านซ้าย (อังกฤษ: aortas) ทั้งหมดและมากกว่าครึ่งของหลอดเลือดหัวใจด้านขวาของเยาวชนอายุ 7-9 ปี[22].

นี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากเมื่อพิจารณาว่า 1 ใน 3 คนจะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดตีบตัน. เพื่อที่จะยับยั้งกระแสนี้ การศึกษาและการรับรู้ว่าโรคหัวใจและหลอดเลือด แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมาตรการในการป้องกันหรือย้อนกลับโรคนี้จะต้องกระทำ.

โรคอ้วนและโรคเบาหวานมักจะมีการเชื่อมโยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือด[23] เช่นเดียวกับประวัติของโรคไตเรื้อรังและภาวะคอเลสเทอรอลสูงในเลือด[24]. ในความเป็นจริง โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นตัวคุกคามชีวิตมากที่สุดของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน, และผู้ป่วยโรคเบาหวานมีสองถึงสี่เท่าที่มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือดกว่าคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน[25][26][27].

การตรวจคัดกรอง[แก้]

การตรวจคัดกรองด้วย ECGs (ทั้งที่ช่วงพักหรือกับการออกกำลังกาย) ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่ไม่มีอาการที่มีความเสี่ยงต่ำ[28]. ในผู้ที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นหลักฐานสำหรับการคัดกรองที่มี ECGs ไม่เป็นที่สรุป[28].

ตัวชี้วัดโรค (อังกฤษ: biomarkers) บางตัวอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในการทำนายความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต; อย่างไรก็ตาม มูลค่าทางคลินิกของ biomarkers บางตัวยังคงน่าสงสัย[29][30] ในปัจจุบัน biomarkers ที่อาจสะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะรวมถึงสิ่งต่อไปนี้.

  • แคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ[31]
ภาพแสดงจากการสแกนสีตามความหนาแน่นด้วยเครื่อง Electron Micrograph (อังกฤษ: Density-Dependent Colour Scanning Electron Micrograph SEM (DDC-SEM)) ของแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ, สีส้มแสดงอนุภาคทรงกลมของแคลเซียมฟอสเฟต (วัสดุทึบแสง) และสีเขียวแสดง extracellular เมทริกซ์ (วัสดุทึบแสงน้อยกว่า)[31]
  • ความหนาของ Carotid intima-media
  • พื้นที่ที่เป็นคราบตระกัน (อังกฤษ: plaque) ทั้งหมดบน carotid[32]
  • ความเข้มข้นของ fibrinogen และ PAI-1 ของเลือดสูงขึ้น
  • homocysteine ​​สูง
  • ระดับเลือดของ dimethylarginine ที่ไม่สมมาตร สูง
  • การอักเสบเมื่อวัดโดย C-reactive protein
  • lipoprotein-p แบบความหนาแน่นต่ำมีค่าสูง[33]
  • ระดับเลือดของ brain natriuretic peptide (หรือเรียกว่าประเภท B) (BNP) สูง[34]

การป้องกัน[แก้]

มาตรการปัจจุบันในทางปฏิบัติในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึง:

  • การบริโภคอาหารไขมันต่ำ, เส้นใยสูงรวมทั้งเมล็ดธัญพืชและผลไม้และผัก[35][36]. ห้าส่วนต่อวันช่วยลดความเสี่ยงประมาณ 25%[37].
  • เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่มือสอง[35]
  • จำกัดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงตามปริมาณที่แนะนำต่อวัน[35] การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาตรฐาน 1-2 ครั้งต่อวันอาจลดความเสี่ยงลง 30%[38][39] อย่างไรก็ตามการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้[40].
  • ทำความดันเลือดให้ต่ำลงถ้ามันสูง
  • ลดไขมันในร่างกาย (body mass index (BMI)) ถ้าน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน[41]
  • เพิ่มกิจกรรมในชีวิตประจำวันประมาณ 30 นาทีของการออกกำลังกายอย่างจริงจังต่อวัน อย่างน้อยห้าครั้งต่อสัปดาห์ (คูณด้วยสามถ้าทำแนวนอน)[35]
  • ลดการบริโภคน้ำตาล
  • ลดความเครียดทางจิตสังคม[42]. อย่างไรก็ตาม ความเครียดมีบทบาทค่อนข้างน้อยในความดันโลหิตสูง (ถ้ามันยังมีบทบาทใดๆในการพัฒนาของความดันโลหิตสูงมักจะน่าสงสัย)[43] การบำบัดให้ผ่อนคลายโดยวิธีการเฉพาะทั้งหลายไม่มีหลักฐานสนับสนุน[44].

สำหรับผู้ใหญ่ที่วินิจฉัยแล้วไม่รู้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, โรคไขมันในเลือดสูง, หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด, การให้คำปรึกษาเป็นประจำเพื่อให้คำแนะนำแก่พวกเขาให้ปรับปรุงอาหารและเพิ่มการออกกำลังกายของพวกเขายังไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในพฤติกรรม ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ทำ[45]

อาหาร[แก้]

การรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ให้มากจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดและความตายจากโรคนี้[46]. มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอาจปรับปรุงผลลัพธ์ของหัวใจและหลอดเลือด[47] ซึ่งอาจจะปรับปรุงได้ถึงประมาณ 30% ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง[48]. นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าอาหารไขมันต่ำในการนำการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวในปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (เช่นระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตที่ต่ำกว่า)[49]. อาหารเพื่อหยุดความดันโลหิตสูง (อังกฤษ: Dietary Approaches to Stop Hypertension (DASH)) (สูงในถั่ว, ปลา, ผลไม้และผัก และต่ำในขนมเนื้อแดงและไขมัน) ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดความดันโลหิตได้[50] และลดความหนาแน่นของไลโปโปรตีนคอเลสเตอรอลทั้งหมดหรือทำให้ต่ำลงได้[51] และปรับปรุงโรคเกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร (อังกฤษ: metabolic syndrome)[52] แต่ผลประโยชน์ระยะยาวนอกบริบทของการทดลองทางคลินิกยังเป็นคำถาม[53]. ปรากฏว่าอาหารที่มีเส้นใยสูงจะช่วยลดความเสี่ยงได้[54].

ปริมาณไขมันทั้งหมดที่รับประทานเข้าไปไม่ปรากฏว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ[55] อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าอาหารกรดไขมันทรานส์สูง(กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ไม่เกิดในธรรมชาติ แต่เกิดจากการทำขึ้น)สามารถเพิ่มอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้จริง[55][56]. ทั่วโลก แนวทางการบริโภคอาหารจะแนะนำให้ลดไขมันอิ่มตัว[57]. อย่างไรก็ตาม มีคำถามบางอย่างเกี่ยวกับผลกระทบของไขมันอิ่มตัวที่มีต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในวรรณกรรมทางการแพทย์[58][59]. การทบทวนในปี 2014 ไม่พบหลักฐานของอันตรายจากไขมันอิ่มตัว[56]. การทบทวนของ Cochrane ในปี 2012 พบหลักฐานการแนะนำของผลประโยชน์เล็กๆจากการแทนที่ไขมันอิ่มตัวโดยอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว[60]. การวิเคราะห์แบบเมตาในปี 2013 สรุปว่าการทดแทนด้วยกรดไลโนเลอิก โอเมก้า 6 (ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหนึ่ง) อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด[57]. การแทนที่ของไขมันอิ่มตัวด้วยคาร์โบไฮเดรตไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มความเสี่ยง[61][62]. ประโยชน์ที่ได้จากการแทนที่ด้วยไขมันไม่อิ่มตัวหลายคู่ (อังกฤษ: polyunsaturated fat) ปรากฏว่ายิ่งใหญ่ที่สุด[55][63] อย่างไรก็ตาม การเสริมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 (ไขมัน polyunsaturated อย่างหนึ่ง) ไม่ปรากฏว่ามีผลกระทบ[64].

ผลกระทบของการกินอาหารที่มีเกลือต่ำไม่มีความชัดเจน. การทบทวนของ Cochrane สรุปว่าผลประโยชน์ใดๆในคนที่มีความดันโลหิตสูงหรือความดันปกติที่บริโภคเกลือต่ำมีน้อย, ถ้าจะมี[65]. นอกจากนี้ การทบทวนยังแนะนำว่าการกินอาหารเกลือต่ำอาจเป็นอันตรายในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว[65]. อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบได้รับการวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการที่ไม่ได้รวมการทดสอบด้านหัวใจล้มเหลวในคนที่มีระดับเกลือและน้ำต่ำเนื่องจากยาขับปัสสาวะ[66]. เมื่อการศึกษาครั้งนี้ออกมา, ส่วนที่เหลือของการทดลองแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากการบริโภคเกลือต่ำ[66][67]. การทบทวนอีกอันหนึ่งของเกลือในอาหารได้ข้อสรุปว่ามีหลักฐานที่แข็งแกร่งที่ปริมาณเกลือในอาหารสูงไปเพิ่มความดันเลือดและทำให้สภาวะความดันโลหิตสูงเลวร้ายยิ่งขึ้น, และว่ามันเพิ่มจำนวนของเหตุการณ์ที่เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด, ในสองเหตุการณ์ข้างต้น เหตุการณ์หลังจะเกิดขึ้นโดยผ่านทางความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นและค่อนข้างจะผ่านทางกลไกอื่นๆทั้งสองอย่าง[68][69]. หลักฐานระดับปานกลางพบว่าเกลือที่สูงเพิ่มปริมาณการตายของโรคหัวใจและหลอดเลือด และหลักฐานบางอย่างแสดงการเพิ่มขึ้นของอัตราการตายโดยรวม, เส้นโลหิตในสมองแตกและภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายโตเกิน[68].

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม[แก้]

ในขณะที่การรับประทานอาหารที่มีสุขภาพดีจะเป็นประโยชน์, โดยทั่วไปผลกระทบของอาหารเสริมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (วิตามินอี, วิตามิน C, ฯลฯ ) หรือวิตามินอื่นๆไม่ได้แสดงให้เห็นว่าได้ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดและในบางกรณีอาจเป็นได้ที่ส่งผลให้เกิดอันตราย[70][71]. อาหารเสริมแร่ก็ยังไม่ได้พบว่ามีประโยชน์[72]. ไนอาซิน, วิตามินบี 3 ประเภทหนึ่ง, อาจเป็นข้อยกเว้นที่มีการลดลงเล็กน้อยในความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง[73][74]. อาหารเสริมแมกนีเซียมจะช่วยลดความดันโลหิตสูงในลักษณะที่ขึ้นอยู่กับจำนวนโดสของยา[75]. การบำบัดด้วยแมกนีเซียมจะแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะที่เกี่ยวข้องกับ torsade de pointes ที่นำเสนอด้วยโรค long QT syndrome เช่นเดียวกับการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเป็นพิษ digoxin intoxication-induced arrhythmias[76]. สำหรับการเสริมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3, หลักฐานเพื่อสนับสนุนได้ขาดหายไป[77].

ยา[แก้]

ยาแอสไพรินพบว่าเป็นประโยชน์โดยรวมในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำของโรคหัวใจเมื่อความเสี่ยงของการมีเลือดออกที่รุนแรงอันอาจมีผลมาจากการบริโภคยาชนืดนี้มันคุ้มค่ากับผลประโยชน์ที่ได้จากการแก้ปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด[78].

ยา Statins มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ไกลกว่าในคนที่มีประวัติของโรคหัวใจและหลอดเลือด[79]. ในขณะที่อัตราการเกิดในผู้ชายสูงกว่าในผู้หญิง, การลดลงของการเกิดเหตุการณ์จึงเห็นได้ง่ายขึ้นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง[79]. ในกลุ่มที่ไม่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่มีปัจจัยเสี่ยง, ยากลุ่ม statin ยังเป็นประโยชน์ด้วยการลดลงของอัตราการตายและโรคหัวใจต่อเนื่อง[80]. เวลาที่ใช้ตลอดทางที่ statins ให้การป้องกันโรคไม่ให้เสียชีวิตดูเหมือนจะเป็นเวลานาน, ประมาณหนึ่งปี, ซึ่งยาวนานกว่าระยะเวลาของผลกระทบของพวกมันในสารอินทรีย์จำพวกไขมัน (อังกฤษ: lipids)[81].

การบริหารจัดการ[แก้]

โรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถรักษาได้ด้วยการรักษาเบื้องต้นที่เน้นหลักในการแทรกแซงเรื่องอาหารและวิถีชีวิต[82][83][84]

ระบาดวิทยา[แก้]

ปีชืวิตที่ปรับตามความไร้สมรรถภาพสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อ 100,000 คนของประชากรในปี 2004[85]
  ไม่มีข้อมูล
  <900
  900-1650
  1650-2300
  2300-3000
  3000-3700
  3700-4400
  4400-5100
  5100-5800
  5800-6500
  6500-7200
  7200-7900
  >7900

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุแถวหน้าของการเสียชีวิต. ในปี 2008, 30% ของการเสียชีวิตทั่วโลกทั้งหมดที่มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด. การตายที่เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือดยังมีสูงกว่าในประเทศที่รายได้ต่ำและปานกลางโดยกว่า 80% ของการเสียชีวิตทั่วโลกทั้งหมดที่เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเกิดขึ้นในประเทศเหล่านั้น. นอกจากนี้ยังคาดว่าในปี 2030, กว่า 23 ล้านคนจะตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในแต่ละปี.

สำหรับสถานการณ์โรคหัวใจของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในพ.ศ. 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อัตราการป่วยต่อประชากรทุก 1 แสนคน ในปี 2555 เท่ากับ 427 คน เพิ่มจากปี 2547 ซึ่งมีอัตราการป่วยเท่ากับ 185 คน[86]

การวิจัย[แก้]

การศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือดได้ดำเนินการในปี 1949 โดยเจอร์รี มอร์ริส โดยใช้ข้อมูลอาชีวอนามัยและถูกตีพิมพ์ในปี 1958[87]. สาเหตุ, การป้องกัน, และ/หรือการรักษาทุกรูปแบบของโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาขาที่แอคทีฟของการวิจัยด้านชีวการแพทย์, มีหลายร้อยของการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกตีพิมพ์เป็นประจำทุกสัปดาห์.

การเน้นที่ผ่านมาเร็วๆนี้อยู่ในการเชื่อมโยงระหว่างการอักเสบเกรดต่ำที่ตีตราเครื่องหมายแสดงคุณภาพของโรคหลอดเลือดกับการแทรกแซงของมันที่เป็นไปได้. C-reactive protein (CRP) เป็นเครื่องหมายการอักเสบทั่วไปอันหนึ่งที่พบในระดับที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด[88]. นอกจากนี้ osteoprotegerin ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบของปัจจัยการถอดความการอักเสบที่สำคัญที่เรียกว่า NF-κB ถูกพบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคและการตายเนื่องจากโรคหัวใจและหลอดเลือด[89][90].

บางพื้นที่ที่กำลังมีการวิจัยรวมถึงการเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างการติดเชื้อด้วย Chlamydophila pneumoniae (สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของโรคปอดบวม) และโรคหลอดเลือดหัวใจ. การเชื่อมโยงที่เรียกว่า Chlamydia เป็นไปได้น้อยที่จะปรากฏว่าดีขึ้นหลังการใช้ยาปฏิชีวนะ[91].

การวิจัยหลายครั้งยังตรวจสอบประโยชน์ของเมลาโทนินในการป้องกันและการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ. เมลาโทนินเป็นสารคัดหลั่งต่อมไพเนียลและมันก็แสดงให้เห็นว่ามันสามารถลดคอเลสเตอรอลโดยรวมและระดับไลโปโปรตีนคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูที่มีความหนาแน่นต่ำและความหนาแน่นต่ำมากให้ลดลง. การลดลงของความดันโลหิตก็เป็นที่สังเกตเมื่อปริมาณยา pharmacologic ถูกนำมาใช้ ดังนั้น มันจึงถือว่าเป็นที่น่าเชื่อถือสำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง. อย่างไรก็ตามการวิจัยเพิ่มเติมจะต้องมีการดำเนินการในการตรวจสอบผลข้างเคียงยาและปริมาณที่ดีที่สุด, และอื่นๆ ก่อนที่จะสามารถได้รับใบอนุญาตสำหรับการใช้งาน[92].

อ้างอิง[แก้]

  1. Maton, Anthea; Jean Hopkins; Charles William McLaughlin; Susan Johnson; Maryanna Quon Warner; David LaHart; Jill D. Wright (1993). Human Biology and Health. Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice Hall. ISBN 0-13-981176-1. 
  2. 2.0 2.1 Bridget B. Kelly; Institute of Medicine; Fuster, Valentin (2010). Promoting Cardiovascular Health in the Developing World: A Critical Challenge to Achieve Global Health. Washington, D.C: National Academies Press. ISBN 0-309-14774-3. 
  3. Dantas AP, Jimenez-Altayo F, Vila E (August 2012). "Vascular aging: facts and factors". Frontiers in Vascular Physiology 3 (325): 1–2. doi:10.3389/fphys.2012.00325. PMC 3429093. PMID 22934073. 
  4. Countries, Committee on Preventing the Global Epidemic of Cardiovascular Disease: Meeting the Challenges in Developing; Fuster, Board on Global Health ; Valentin; Academies, Bridget B. Kelly, editors ; Institute of Medicine of the National (2010). Promoting cardiovascular health in the developing world : a critical challenge to achieve global health. Washington, D.C.: National Academies Press. pp. Chapter 2. ISBN 978-0-309-14774-3. 
  5. Mendis, S.; Puska, P.; Norrving, B.(editors) (2011), Global Atlas on cardiovascular disease prevention and control, ISBN 978-92-4-156437-3 
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Finegold, JA; Asaria, P; Francis, DP (Dec 4, 2012). "Mortality from ischaemic heart disease by country, region, and age: Statistics from World Health Organisation and United Nations.". International journal of cardiology 168 (2): 934–945. doi:10.1016/j.ijcard.2012.10.046. PMID 23218570. 
  7. McGill HC, McMahan CA, Gidding SS (March 2008). "Preventing heart disease in the 21st century: implications of the Pathobiological Determinants of Atherosclerosis in Youth (PDAY) study". Circulation 117 (9): 1216–27. doi:10.1161/CIRCULATIONAHA.107.717033. PMID 18316498. 
  8. Howard, BV; Wylie-Rosett, J (Jul 23, 2002). "Sugar and cardiovascular disease: A statement for healthcare professionals from the Committee on Nutrition of the Council on Nutrition, Physical Activity, and Metabolism of the American Heart Association.". Circulation 106 (4): 523–7. doi:10.1161/01.cir.0000019552.77778.04. PMID 12135957. 
  9. Finks, SW; Airee, A; Chow, SL; Macaulay, TE; Moranville, MP; Rogers, KC; Trujillo, TC (April 2012). "Key articles of dietary interventions that influence cardiovascular mortality.". Pharmacotherapy 32 (4): e54–87. doi:10.1002/j.1875-9114.2011.01087.x. PMID 22392596. 
  10. Micha, R; Michas, G; Mozaffarian, D (Dec 2012). "Unprocessed red and processed meats and risk of coronary artery disease and type 2 diabetes--an updated review of the evidence.". Current atherosclerosis reports 14 (6): 515–24. doi:10.1007/s11883-012-0282-8. PMC 3483430. PMID 23001745. 
  11. Yusuf S, Hawken S, Ounpuu S, et al. (2004). "Effect of potentially modifiable risk factors associated with myocardial infarction in 52 countries (the INTERHEART study): case-control study". Lancet 364 (9438): 937–52. doi:10.1016/S0140-6736(04)17018-9. PMID 15364185. 
  12. "Understand Your Risk of Heart Attack". American Heart Association.http://www.heart.org/HEARTORG/Conditions/HeartAttack/UnderstandYourRiskofHeartAttack/Understand-Your-Risk-of-Heart-Attack_UCM_002040_Article.jsp#
  13. Mackay, Mensah, Mendis, et al. The Atlas of Heart Disease and Stroke. World Health Organization. January 2004.
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 14.5 14.6 Jousilahti Vartiainen, Tuomilehto Puska (1999). "Sex, Age,Cardiovascular Risk Factors, and coronary heart disease". Circulation 99: 1165–1172. doi:10.1161/01.cir.99.9.1165. 
  15. Jani B, Rajkumar C (2006). "Ageing and vascular ageing". Postgrad Med J 82: 357–362. doi:10.1136/pgmj.2005.036053. 
  16. 16.0 16.1 http://www.world-heart-federation.org/cardiovascular-health/cardiovascular-disease-risk-factors
  17. "Diabetes raises women's risk of heart disease more than for men". NPR.org. May 22, 2014. สืบค้นเมื่อ May 23, 2014. 
  18. Jackson R, Chambles L, Higgins M, Kuulasmaa K, Wijnberg L, Williams D (WHO MONICA Project, and ARIC Study.) Sex difference in ischaemic heart disease mortality and risk factors in 46 communities: an ecologic analysis. Cardiovasc Risk Factors. 1999; 7:43-54.
  19. 19.0 19.1 Khallaf, Mohamed (2011). The Impact of Air Pollution on Health, Economy, Environment and Agricultural Sources. InTech. pp. 69–92. ISBN 978-953-307-528-0. 
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 Franchini M, Mannucci PM (2012). "Air pollution and cardiovascular disease". Thrombosis Research 129 (3): 230–4. doi:10.1016/j.thromres.2011.10.030. PMID 22113148. 
  21. 21.0 21.1 "Cardiovascular Effects of Ambient Particulate Air Pollution Exposure". Circulation 121 (25): 2755–65. 2010. doi:10.1161/CIRCULATIONAHA.109.893461. PMC 2924678. PMID 20585020. 
  22. Vanhecke TE, Miller WM, Franklin BA, Weber JE, McCullough PA (Oct 2006). "Awareness, knowledge, and perception of heart disease among adolescents". Eur J Cardiovasc Prev Rehabil. 13 (5): 718–23. doi:10.1097/01.hjr.0000214611.91490.5e. PMID 17001210. 
  23. Highlander P, Shaw GP (2010). "Current pharmacotherapeutic concepts for the treatment of cardiovascular disease in diabetics". Ther Adv Cardiovasc Dis. 4: 43–54. doi:10.1177/1753944709354305. 
  24. NPS Medicinewise (1 March 2011). "NPS Prescribing Practice Review 53: Managing lipids". สืบค้นเมื่อ 1 August 2011. 
  25. Kvan E., Pettersen K.I., Sandvik L., Reikvam A. (2007). "High mortality in diabetic patient with acute myocardial infarction: cardiovascular co-morbidities contribute most to the high risk". Int J Cardiol 121: 184–188. doi:10.1016/j.ijcard.2006.11.003. 
  26. Norhammar A., Malmberg K., Diderhol E., Lagerqvist B., Lindahl B., Ryde et al. (2004). "Diabetes mellitus: the major risk factor in unstable coronary artery disease even after consideration of the extent of coronary artery disease and benefits of revascularization. J". Am Coll Cardiol 43: 585–591. doi:10.1016/j.jacc.2003.08.050. 
  27. DECODE , European Diabetes Epidemiology Group (1999). "Glucose tolerance and mortality: comparison of WHO and American Diabetes Association diagnostic criteria". Lancet 354 (9179): 617–621. doi:10.1016/S0140-6736(98)12131-1. PMID 10466661. 
  28. 28.0 28.1 Moyer, VA; U.S. Preventive Services Task, Force (Oct 2, 2012). "Screening for coronary heart disease with electrocardiography: U.S. Preventive Services Task Force recommendation statement.". Annals of Internal Medicine 157 (7): 512–8. doi:10.7326/0003-4819-157-7-201210020-00514. PMID 22847227. 
  29. Wang TJ, Gona P, Larson MG, Tofler GH, Levy D, Newton-Cheh C, Jacques PF, Rifai N, Selhub J, Robins SJ, Benjamin EJ, D'Agostino RB, Vasan RS (2006). "Multiple biomarkers for the prediction of first major cardiovascular events and death". N. Engl. J. Med. 355 (25): 2631–billy bob joe9. doi:10.1056/NEJMoa055373. PMID 17182988. 
  30. Spence JD (2006). "Technology Insight: ultrasound measurement of carotid plaque--patient management, genetic research, and therapy evaluation". Nat Clin Pract Neurol 2 (11): 611–9. doi:10.1038/ncpneuro0324. PMID 17057748. 
  31. 31.0 31.1 Bertazzo, S. et al. Nano-analytical electron microscopy reveals fundamental insights into human cardiovascular tissue calcification. Nature Materials 12, 576-583 (2013).
  32. Inaba, Y; Chen, JA; Bergmann, SR (January 2012). "Carotid plaque, compared with carotid intima-media thickness, more accurately predicts coronary artery disease events: a meta-analysis.". Atherosclerosis 220 (1): 128–33. doi:10.1016/j.atherosclerosis.2011.06.044. PMID 21764060. 
  33. J Clin Lipidol. 2007 Dec;1(6) 583-92. doi: 10.1016/j.jacl.2007.10.001. LDL Particle Number and Risk of Future Cardiovascular Disease in the Framingham Offspring Study - Implications for LDL Management.
  34. Wang TJ, Larson MG, Levy D, et al. (Feb 2004). "Plasma natriuretic peptide levels and the risk of cardiovascular events and death". N Engl J Med. 350 (7): 655–63. doi:10.1056/NEJMoa031994. PMID 14960742. 
  35. 35.0 35.1 35.2 35.3 NHS Direct
  36. Ignarro, LJ; Balestrieri, ML, Napoli, C (Jan 15, 2007). "Nutrition, physical activity, and cardiovascular disease: an update.". Cardiovascular research 73 (2): 326–40. doi:10.1016/j.cardiores.2006.06.030. PMID 16945357. 
  37. Wang, X; Ouyang, Y; Liu, J; Zhu, M; Zhao, G; Bao, W; Hu, FB (Jul 29, 2014). "Fruit and vegetable consumption and mortality from all causes, cardiovascular disease, and cancer: systematic review and dose-response meta-analysis of prospective cohort studies.". BMJ (Clinical research ed.) 349: g4490. PMID 25073782. 
  38. World Heart Federation (5 October 2011). "World Heart Federation: Cardiovascular disease risk factors". สืบค้นเมื่อ 5 October 2011. 
  39. The National Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI) (5 October 2011). "How To Prevent and Control Coronary Heart Disease Risk Factors - NHLBI, NIH". สืบค้นเมื่อ 5 October 2011. 
  40. Klatsky AL (May 2009). "Alcohol and cardiovascular diseases". Expert Rev Cardiovasc Ther 7 (5): 499–506. doi:10.1586/erc.09.22. PMID 19419257. 
  41. McTigue KM, Hess R, Ziouras J (September 2006). "Obesity in older adults: a systematic review of the evidence for diagnosis and treatment". Obesity (Silver Spring) 14 (9): 1485–97. doi:10.1038/oby.2006.171. PMID 17030958. 
  42. Linden W, Stossel C, Maurice J (April 1996). "Psychosocial interventions for patients with coronary artery disease: a meta-analysis". Arch. Intern. Med. 156 (7): 745–52. doi:10.1001/archinte.1996.00440070065008. PMID 8615707. 
  43. Marshall, IJ; Wolfe, CD; McKevitt, C (Jul 9, 2012). "Lay perspectives on hypertension and drug adherence: systematic review of qualitative research.". BMJ (Clinical research ed.) 345: e3953. doi:10.1136/bmj.e3953. PMC 3392078. PMID 22777025. 
  44. Dickinson, HO; Mason, JM; Nicolson, DJ; Campbell, F; Beyer, FR; Cook, JV; Williams, B; Ford, GA (February 2006). "Lifestyle interventions to reduce raised blood pressure: a systematic review of randomized controlled trials.". Journal of hypertension 24 (2): 215–33. doi:10.1097/01.hjh.0000199800.72563.26. PMID 16508562. 
  45. Moyer, VA; U.S. Preventive Services Task, Force (Sep 4, 2012). "Behavioral counseling interventions to promote a healthful diet and physical activity for cardiovascular disease prevention in adults: U.S. Preventive Services Task Force recommendation statement.". Annals of Internal Medicine 157 (5): 367–71. doi:10.7326/0003-4819-157-5-201209040-00486. PMID 22733153. 
  46. Wang, X; Ouyang, Y; Liu, J; Zhu, M; Zhao, G; Bao, W; Hu, FB (Jul 29, 2014). "Fruit and vegetable consumption and mortality from all causes, cardiovascular disease, and cancer: systematic review and dose-response meta-analysis of prospective cohort studies.". BMJ (Clinical research ed.) 349: g4490. doi:10.1136/bmj.g4490. PMID 25073782. 
  47. Walker C, Reamy BV (April 2009). "Diets for cardiovascular disease prevention: what is the evidence?". Am Fam Physician 79 (7): 571–8. PMID 19378874. 
  48. Estruch, Ramón et al (February 25, 2013). "Primary Prevention of Cardiovascular Disease with a Mediterranean Diet". New England Journal of Medicine. doi:10.1056/NEJMoa1200303. สืบค้นเมื่อ February 25, 2013. 
  49. Nordmann, AJ; Suter-Zimmermann, K; Bucher, HC; Shai, I; Tuttle, KR; Estruch, R; Briel, M (September 2011). "Meta-analysis comparing Mediterranean to low-fat diets for modification of cardiovascular risk factors.". The American Journal of Medicine 124 (9): 841–51.e2. doi:10.1016/j.amjmed.2011.04.024. PMID 21854893. 
  50. Sacks FM, Svetkey LP, Vollmer WM, et al. (January 2001). "Effects on blood pressure of reduced dietary sodium and the Dietary Approaches to Stop Hypertension (DASH) diet. DASH-Sodium Collaborative Research Group". N. Engl. J. Med. 344 (1): 3–10. doi:10.1056/NEJM200101043440101. PMID 11136953. 
  51. Obarzanek E, Sacks FM, Vollmer WM, et al. (July 2001). "Effects on blood lipids of a blood pressure-lowering diet: the Dietary Approaches to Stop Hypertension (DASH) Trial". Am. J. Clin. Nutr. 74 (1): 80–9. PMID 11451721. 
  52. Azadbakht L, Mirmiran P, Esmaillzadeh A, Azizi T, Azizi F (December 2005). "Beneficial effects of a Dietary Approaches to Stop Hypertension eating plan on features of the metabolic syndrome". Diabetes Care 28 (12): 2823–31. doi:10.2337/diacare.28.12.2823. PMID 16306540. 
  53. Logan AG (March 2007). "DASH Diet: time for a critical appraisal?". Am. J. Hypertens. 20 (3): 223–4. doi:10.1016/j.amjhyper.2006.10.006. PMID 17324730. 
  54. Threapleton, D. E.; Greenwood, D. C.; Evans, C. E. L.; Cleghorn, C. L.; Nykjaer, C.; Woodhead, C.; Cade, J. E.; Gale, C. P.; Burley, V. J. (19 December 2013). "Dietary fibre intake and risk of cardiovascular disease: systematic review and meta-analysis". BMJ 347 (dec19 2): f6879–f6879. doi:10.1136/bmj.f6879. PMC 3898422. PMID 24355537. 
  55. 55.0 55.1 55.2 Willett, WC (July 2012). "Dietary fats and coronary heart disease.". Journal of internal medicine 272 (1): 13–24. doi:10.1111/j.1365-2796.2012.02553.x. PMID 22583051. 
  56. 56.0 56.1 Chowdhury, Rajiv; Warnakula, Samantha; Kunutsor, Setor; Crowe, Francesca; Ward, Heather A.; Johnson, Laura; Franco, Oscar H.; Butterworth, Adam S.; Forouhi, Nita G.; Thompson, Simon G.; Khaw, Kay-Tee; Mozaffarian, Dariush; Danesh, John; Di Angelantonio, Emanuele (18 March 2014). "Association of Dietary, Circulating, and Supplement Fatty Acids With Coronary Risk". Annals of Internal Medicine 160 (6): 398–406. doi:10.7326/M13-1788. PMID 24723079. 
  57. 57.0 57.1 Ramsden, CE; Zamora, D; Leelarthaepin, B; Majchrzak-Hong, SF; Faurot, KR; Suchindran, CM; Ringel, A; Davis, JM; Hibbeln, JR (Feb 4, 2013). "Use of dietary linoleic acid for secondary prevention of coronary heart disease and death: evaluation of recovered data from the Sydney Diet Heart Study and updated meta-analysis.". BMJ (Clinical research ed.) 346: e8707. doi:10.1136/bmj.e8707. PMID 23386268. 
  58. Stamler J (March 2010). "Diet-heart: a problematic revisit". Am. J. Clin. Nutr. 91 (3): 497–9. doi:10.3945/ajcn.2010.29216. PMID 20130097. 
  59. Siri-Tarino, PW; Sun Q; Hu FB; Krauss RM (March 2010). "Meta-analysis of prospective cohort studies evaluating the association of saturated fat with cardiovascular disease.". The American Journal of Clinical Nutrition 91 (3): 535–46. doi:10.3945/ajcn.2009.27725. PMC 2824152. PMID 20071648. 
  60. Hooper, L; Summerbell, CD; Thompson, R; Sills, D; Roberts, FG; Moore, HJ; Davey Smith, G (May 16, 2012). "Reduced or modified dietary fat for preventing cardiovascular disease.". Cochrane database of systematic reviews (Online) 5: CD002137. doi:10.1002/14651858.CD002137.pub3. PMID 22592684. 
  61. Siri-Tarino Patty W, Sun Qi, Hu Frank B, Krauss Ronald M (2010). "Saturated fat, carbohydrate, and cardiovascular disease". American Journal of Clinical Nutrition 91 (3): 502–509. doi:10.3945/ajcn.2008.26285. PMC 2824150. PMID 20089734. 
  62. Micha, R; Mozaffarian, D (October 2010). "Saturated fat and cardiometabolic risk factors, coronary heart disease, stroke, and diabetes: a fresh look at the evidence.". Lipids 45 (10): 893–905. doi:10.1007/s11745-010-3393-4. PMC 2950931. PMID 20354806. 
  63. Astrup, A; Dyerberg, J; Elwood, P; Hermansen, K; Hu, FB; Jakobsen, MU; Kok, FJ; Krauss, RM; Lecerf, JM; LeGrand, P; Nestel, P; Risérus, U; Sanders, T; Sinclair, A; Stender, S; Tholstrup, T; Willett, WC (April 2011). "The role of reducing intakes of saturated fat in the prevention of cardiovascular disease: where does the evidence stand in 2010?". The American journal of clinical nutrition 93 (4): 684–8. doi:10.3945/ajcn.110.004622. PMC 3138219. PMID 21270379. 
  64. Rizos, EC; Ntzani, EE; Bika, E; Kostapanos, MS; Elisaf, MS (Sep 12, 2012). "Association between omega-3 fatty acid supplementation and risk of major cardiovascular disease events: a systematic review and meta-analysis.". JAMA: the Journal of the American Medical Association 308 (10): 1024–33. doi:10.1001/2012.jama.11374. PMID 22968891. 
  65. 65.0 65.1 Taylor, RS; Ashton, KE; Moxham, T; Hooper, L; Ebrahim, S (Jul 6, 2011). "Reduced dietary salt for the prevention of cardiovascular disease.". Cochrane database of systematic reviews (Online) (7): CD009217. doi:10.1002/14651858.CD009217. PMID 21735439. 
  66. 66.0 66.1 He, F J; MacGregor G A (2011). "Salt reduction lowers cardiovascular risk: meta-analysis of outcome trials". The Lancet 378 (9789): 380–382. doi:10.1016/S0140-6736(11)61174-4. PMID 21803192. 
  67. Paterna, S; Gaspare P; Fasullo S; Sarullo FM; Di Pasquale P (2008). "Normal-sodium diet compared with low-sodium diet in compensated congestive heart failure: is sodium an old enemy or a new friend?". Clin Sci (Lond) 114 (3): 221–230. doi:10.1042/CS20070193. PMID 17688420. 
  68. 68.0 68.1 Bochud, M; Marques-Vidal, P; Burnier, M; Paccaud, F (2012). "Dietary Salt Intake and Cardiovascular Disease: Summarizing the Evidence". Public Health Reviews 33: 530–552. 
  69. Cook, N R; et al. (2007). "Long term effects of dietary sodium reduction on cardiovascular disease outcomes: observational follow-up of the trials of hypertension prevention (TOHP)". BMJ 334 (7599): 334. doi:10.1136/bmj.39147.604896.55. PMC 1857760. PMID 17449506. 
  70. Bhupathiraju, SN; Tucker, KL (Aug 17, 2011). "Coronary heart disease prevention: nutrients, foods, and dietary patterns.". Clinica chimica acta; international journal of clinical chemistry 412 (17-18): 1493–514. doi:10.1016/j.cca.2011.04.038. PMID 21575619. 
  71. Myung, SK; Ju, W; Cho, B; Oh, SW; Park, SM; Koo, BK; Park, BJ; for the Korean Meta-Analysis (KORMA) Study, Group (Jan 18, 2013). "Efficacy of vitamin and antioxidant supplements in prevention of cardiovascular disease: systematic review and meta-analysis of randomised controlled trials.". BMJ (Clinical research ed.) 346: f10. doi:10.1136/bmj.f10. PMC 3548618. PMID 23335472. 
  72. Fortmann, SP; Burda, BU; Senger, CA; Lin, JS; Whitlock, EP (Nov 12, 2013). "Vitamin and Mineral Supplements in the Primary Prevention of Cardiovascular Disease and Cancer: An Updated Systematic Evidence Review for the U.S. Preventive Services Task Force.". Annals of internal medicine 159 (12): 824–34. doi:10.7326/0003-4819-159-12-201312170-00729. PMID 24217421. 
  73. Bruckert, E; Labreuche, J; Amarenco, P (June 2010). "Meta-analysis of the effect of nicotinic acid alone or in combination on cardiovascular events and atherosclerosis". Atherosclerosis 210 (2): 353–61. doi:10.1016/j.atherosclerosis.2009.12.023. PMID 20079494. 
  74. Lavigne, PM; Karas, RH (Jan 29, 2013). "The current state of niacin in cardiovascular disease prevention: a systematic review and meta-regression.". Journal of the American College of Cardiology 61 (4): 440–6. doi:10.1016/j.jacc.2012.10.030. PMID 23265337. 
  75. Jee SH, Miller ER III, Guallar E et al. (2002). "The effect of magnesium supplementation on blood pressure: a meta-analysis of randomized clinical trials". Am J Hypertens 15 (8): 691–696. doi:10.1016/S0895-7061(02)02964-3. PMID 12160191. 
  76. Zipes DP, Camm AJ, Borggrefe M et al. (2012). "ACC/AHA/ESC 2006 Guidelines for Management of Patients With Ventricular Arrhythmias and the Prevention of Sudden Cardiac Death: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force and the European Society of Cardiology Committee for Practice Guidelines (writing committee to develop Guidelines for Management of Patients With Ventricular Arrhythmias and the Prevention of Sudden Cardiac Death): developed in collaboration with the European Heart Rhythm Association and the Heart Rhythm Society". Circulation 114 (10): e385–e484. doi:10.1161/CIRCULATIONAHA.106.178233. PMID 16935995. 
  77. Kwak, SM; Myung, SK; Lee, YJ; Seo, HG; for the Korean Meta-analysis Study, Group (Apr 9, 2012). "Efficacy of Omega-3 Fatty Acid Supplements (Eicosapentaenoic Acid and Docosahexaenoic Acid) in the Secondary Prevention of Cardiovascular Disease: A Meta-analysis of Randomized, Double-blind, Placebo-Controlled Trials.". Archives of Internal Medicine. doi:10.1001/archinternmed.2012.262. PMID 22493407. 
  78. Berger, JS; Lala, A; Krantz, MJ; Baker, GS; Hiatt, WR (July 2011). "Aspirin for the prevention of cardiovascular events in patients without clinical cardiovascular disease: a meta-analysis of randomized trials.". American heart journal 162 (1): 115–24.e2. doi:10.1016/j.ahj.2011.04.006. PMID 21742097. 
  79. 79.0 79.1 Gutierrez, J; Ramirez, G; Rundek, T; Sacco, RL (Jun 25, 2012). "Statin Therapy in the Prevention of Recurrent Cardiovascular Events: A Sex-Based Meta-analysisStatin Therapy to Prevent Recurrent CV Events.". Archives of Internal Medicine 172 (12): 909–19. doi:10.1001/archinternmed.2012.2145. PMID 22732744. 
  80. Taylor, F; Huffman, MD; Macedo, AF; Moore, TH; Burke, M; Davey Smith, G; Ward, K; Ebrahim, S (Jan 31, 2013). "Statins for the primary prevention of cardiovascular disease.". Cochrane database of systematic reviews (Online) 1: CD004816. doi:10.1002/14651858.CD004816.pub5. PMID 23440795. 
  81. Francis, DP (May 19, 2011). "Duration and magnitude of the effect of a single statin tablet in primary prevention of cardiovascular events.". International journal of cardiology 149 (1): 102–7. doi:10.1016/j.ijcard.2010.11.013. PMID 21183232. 
  82. Ornish, Dean, "et al." (Jul 1990). "'Can lifestyle changes reverse coronary heart disease?' The Lifestyle Heart Trial.". Lancet 336 (8708): 129–33. doi:10.1016/0140-6736(90)91656-U. PMID 1973470. 
  83. Ornish, D., Scherwitz, L. W., Doody, R. S., Kesten, D., McLanahan, S. M., Brown, S. E. "et al." (1983). "Effects of stress management training and dietary changes in treating ischemic heart disease". JAMA 249 (54): 54. doi:10.1001/jama.249.1.54. PMID 6336794. 
  84. Ornish, D., Scherwitz, L. W., Billings, J. H., Brown, S. E., Gould, K. L., Merritt, T. A. "et al." (1998). "Intensive lifestyle changes for reversal of coronary heart disease.". JAMA 280 (23): 2001–7. doi:10.1001/jama.280.23.2001. PMID 9863851. 
  85. "WHO Disease and injury country estimates". World Health Organization. 2009. สืบค้นเมื่อ Nov 11, 2009. 
  86. [1], ภัยเงียบ!!“โรคหัวใจ”ดับชีวิตคนไทยเฉลี่ย 6 คนทุกชั่วโมง
  87. Morris J. N., Crawford Margaret D. (1958). "Coronary Heart Disease and Physical Activity of Work". British Medical Journal 2 (5111): 1485–1496. doi:10.1136/bmj.2.5111.1485. PMC 2027542. PMID 13608027. 
  88. Karakas M, Koenig W (December 2009). "CRP in cardiovascular disease". Herz 34 (8): 607–13. doi:10.1007/s00059-009-3305-7. PMID 20024640. 
  89. 20448212
  90. Venuraju SM, Yerramasu A, Corder R, Lahiri A (May 2010). "Osteoprotegerin as a predictor of coronary artery disease and cardiovascular mortality and morbidity". J. Am. Coll. Cardiol. 55 (19): 2049–61. doi:10.1016/j.jacc.2010.03.013. PMID 20447527. 
  91. Andraws R, Berger JS, Brown DL (Jun 2005). "Effects of antibiotic therapy on outcomes of patients with coronary artery disease: a meta-analysis of randomized controlled trials". JAMA 293 (21): 2641–7. doi:10.1001/jama.293.21.2641. PMID 15928286. 
  92. Dominguez-Rodriguez, Alberto (January 2012). "Melatonin and Cardiovascular Disease: Myth or Reality?". Rev Esp Cardiol 65: 215–218.