พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
| พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี |
|
|---|---|
| พระนาม | สุวัทนา |
| พระอิสริยยศ | พระวรราชเทวี |
| ราชวงศ์ | จักรี (เสกสมรส) |
| ข้อมูลส่วนพระองค์ | |
| ประสูติ | 15 เมษายน พ.ศ. 2448 กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย |
| สิ้นพระชนม์ | 10 ตุลาคม พ.ศ. 2528 (80 ปี) โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย |
| พระบิดา | พระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์) |
| พระมารดา | เล็ก บุนนาค |
| พระราชสวามี | พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2467 - 2468) |
| พระราชโอรส/ธิดา | สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี |
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (15 เมษายน พ.ศ. 2448 — 10 ตุลาคม พ.ศ. 2528) พระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า เครือแก้ว อภัยวงศ์ ธิดาของพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์) กับเล็ก บุนนาค ต่อมาได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า สุวัทนา ได้เข้ารับราชการฝ่ายใน ในตำแหน่งเจ้าจอมสุวัทนา และได้รับการสถาปนาเป็น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ตามลำดับ
พระองค์ได้ประสูติกาลพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในรัชกาลคือ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี แต่หลังจากการประสูติกาลพระเจ้าลูกเธอได้เพียงหนึ่งวัน พระราชสวามีได้สวรรคตลง พระองค์และพระธิดาจึงได้เสด็จไปประทับยังสหราชอาณาจักรกว่า 20 ปี ภายหลังจึงได้เสด็จนิวัติประเทศไทยโดยพำนักในวังรื่นฤดี เป็นการถาวรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502[1]
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2528 เนื่องจากอาการแทรกซ้อนเกี่ยวกับพระปับผาสะอักเสบ ณ โรงพยาบาลศิริราช[2] สิริพระชนมายุได้ 80 พรรษา
เนื้อหา |
พระประวัติ [แก้]
เมื่อทรงพระเยาว์ [แก้]
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2448 มีพระนามเดิมว่า ติ๋ว หรือ เครือแก้ว อภัยวงศ์ เป็นธิดาของพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์) กับคุณเล็ก บุนนาค ภายหลังพระมารดาได้ถึงแก่กรรม เครือแก้วจึงอยู่ภายใต้การดูแลของท้าวศรีสุนทรนาฏ (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา) ผู้เป็นยายและเป็นผู้อำนวยการละครหลวงฝ่ายในในกรมมหรสพ อนึ่งพี่สาวของท้าวศรีสุนทรนาฏ คือ เจ้าจอมมารดาเอี่ยมบุษบา ซึ่งเป็นทวดของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา[3] ดังนั้นเครือแก้วจึงมีศักดิ์เป็นพระญาติของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุด้วย[4]
เครือแก้วมีเชื้อสายเปอร์เซียและมอญจากตา คือ เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ดังนั้นเธอจึงเป็นคนในสกุลบุนนาคสายเจ้าคุณพระราชพันธุ์นวลชั้นที่ 6[5] ทั้งยังมีเชื้อสายเขมรจากสกุลอภัยวงศ์ทั้งฝ่ายบิดาและมารดา แม้ทางฝ่ายบิดาจะมีคนจากสกุลบุนนาคซึ่งมีเชื้อสายเปอร์เซียอยู่ด้วย คือท่านผู้หญิงทิม โดยผ่านทางนักนางละออผู้เป็นย่า และมีเชื้อสายเขมรจากนักมุมผู้เป็นมารดาของนักนางละออ[6]
เครือแก้วได้รับการฝึกฝนดุริยางคศิลป์ไทยในพระราชสำนักจนได้รับเลือกเป็นต้นเสียง ทั้งยังได้แสดงละครที่เป็นบทพระราชนิพนธ์หลายโอกาสด้วยกันในคราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี เป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2467[7] เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2467 เครือแก้วก็ได้มีโอกาสร่วมแสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่อง พระร่วง ได้รับบทเป็นสาวใช้ของนางจันทร์ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงเป็นนายมั่นปืนยาวซึ่งต้องมีบทพูดจาโต้ตอบกับบรรดาสาวใช้ของนางจันทร์[7]
ภายหลังจากการซ้อมและการแสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่องพระร่วง ณ สโมสรเสวกามาตย์ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีจิตประดิพัทธ์ต้องในอัธยาศัยของเครือแก้ว เนื่องด้วยความสุขุม ไม่ได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์กระทบกระเทือนที่เกิดขึ้นจากผู้ทอดพระเนตรและผู้ชมละคร จึงได้ทรงพระเมตตาเป็นพิเศษ[7] ครั้นต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่แก่เครือแก้วว่า สุวัทนา[7]
อภิเษกสมรส [แก้]
ต่อมา ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2467 ได้ทรงสถาปนาคุณสุวัทนาขึ้นเป็น เจ้าจอมสุวัทนา พระสนมเอก พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง[7] ถือเป็นสตรีท่านสุดท้ายที่ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอม[8]
ในระหว่างวันที่ 21 กันยายน ถึง 13 ตุลาคม พ.ศ. 2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสสิงคโปร์และแหลมมลายูเพื่อเป็นการเจริญทางพระราชไมตรี การนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าจอมสุวัทนา โดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย[7] และได้มีโอกาสร่วมงานอุทยานสโมสร เช่น ที่จวนผู้สำเร็จราชการสเตรส์เซ็ตเทิลเมนส์ และจวนเลขาธิการใหญ่สหภาพมลายา อีกทั้งได้ร่วมโต๊ะเสวยในการถวายเลี้ยงพระกระยาหารในวาระต่าง ๆ ร่วมกับสุลต่านแห่งรัฐยะโฮร์ และสุลต่านแห่งรัฐเประ เป็นต้น[9] นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าจอมสุวัทนาตามเสด็จไปในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยู่เนือง ๆ[7] เช่น โดยเสด็จฯ พระราชสวามีไปดูแลกิจการของเสือป่า เป็นอาทิ จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระสวามี[9]
ต่อมาเจ้าจอมสุวัทนาก็ตั้งครรภ์ สร้างความปิติปราโมทย์แก่พระสวามีเป็นอันมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเฝ้ารอพระประสูติการด้วยพระราชหฤทัยอันจดจ่อ โปรดฯ ให้เจ้าจอมสุวัทนามาเข้าเฝ้าเพื่อที่พระองค์จะได้มีพระกระแสรับสั่งกับพระราชกุมารที่อยู่ในครรภ์[9]ซึ่งพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ได้มีพระดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ความว่า "...เมื่อฉันตั้งครรภ์เจ้าฟ้า ล้นเกล้าฯ ก็ทรงโสมนัส ทรงคาดคิดว่าจะได้เป็นชาย ได้ราชสมบัติสืบต่อจากพระองค์ เมื่อยังมีพระอนามัยดีอยู่ ก็มีรับสั่งอย่างสนิทเสน่หาทรงกะแผนการชื่นชมต่อพระเจ้าลูกยาเธอที่จะเกิดใหม่..."[10] พร้อมกันนั้นก็ทรงพระราชนิพนธ์บทกล่อมบรรทมสำหรับสมโภชเดือนพระราชกุมารประกอบเพลงปลาทองไว้ล่วงหน้า[11][note 1]
แต่ต่อมานับตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ภายหลังจากพระราชพิธีฉัตรมงคล เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรด้วยพระโลหิตเป็นพิษในอุทร การนี้เจ้าจอมสุวัทนาที่มีพระครรภ์แก่ก็ได้พยาบาลพระราชสวามีมาโดยตลอดและมิเห็นแก่ความยากลำบาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าทรงบันทึกเรื่องราวดังกล่าวไว้ในพระราชพินัยกรรม ความว่า "...ตั้งแต่เราล้มเจ็บลง สุวัทนาได้พยาบาลอย่างดีที่สุดโดยไม่เห็นแก่เหนื่อยยากลำบากกายตามวิสัยของหญิงที่มีครรภ์แก่ อุตส่าห์มานั่งพยาบาลป้อนฃ้าวหยอดน้ำ และทำกิจอื่น ๆ เป็น....ประการ วันละหลายชั่วโมง, นับว่าเป็นเมียที่ดีจริง ๆ"[12]
พระประสูติกาลพระราชธิดาในรัชกาลที่ 6 [แก้]
ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2468 เมื่อเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเจ้าจอมสุวัทนาจะมีสูติกาลพระหน่อในไม่ช้า ประกอบกับการทำหน้าที่ของพระภรรยาที่ดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเป็น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ด้วยเหตุผลดังปรากฏในพระบรมราชโองการประกาศสถาปนา ดังนี้[13]
เจ้าจอมสุวัทนาได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณโดยความซื่อสัตย์กตเวที มีความจงรักภักดีในใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท เปนที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรที่จะทรงยกย่องให้เปนใหญ่ เพื่อผดุงพระราชอิศริยยศแห่งพระกุมารที่จะมีพระประสูติการในเบื้องหน้า
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน เวลา 12.55 นาฬิกา พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ก็ประสูติพระราชธิดา ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว แต่ก็มีพระอาการเพียบหนักขึ้น ทรงมีโอกาสได้ทอดพระเนตรพระราชธิดาอย่างใกล้ชิดในเวลาบ่าย เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ได้เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ” เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระราชดำรัสว่า “ก็ดีเหมือนกัน”[14] ในบ่ายวันรุ่งขึ้น แต่ก็มิสามารถมีพระราชดำรัสได้แล้ว จากนั้น ก็ทรงรู้สึกพระองค์น้อยลง กระทั่งสวรรคต เมื่อเวลา 1.45 นาฬิกา ของวันที่ 26 พฤศจิกายน ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
ส่วนพระนามของพระราชธิดาที่ประสูติการนั้น ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2468[15] และมีคำนำพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ (ภาติกา หมายถึง หลานสาวที่เป็นลูกสาวของพี่ชาย) ในสมัยรัชกาลที่ 7 จึงออกพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
การดำรงพระชนมชีพในสมัยรัชกาลที่ 7 [แก้]
หลังจากประสูติกาลของเจ้าฟ้าหญิงได้ไม่นาน พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และพระราชธิดาได้ย้ายไปประทับ ณ ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเจ้าฟ้าทรงเจริญพระชันษาขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงว่าสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ จะไม่มีสถานที่ทรงวิ่งเล่นเพราะในพระบรมมหาราชวังมีบริเวณคับแคบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายออกมาประทับ ณ พระตำหนักสวนหงษ์ พระราชวังดุสิต ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า[16] ซึ่งเป็นที่กว้างขวางร่มรื่นแวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เหมาะแก่การสำราญพระอิริยาบถของเจ้าฟ้าหญิง ในครั้งนั้นท้าวศรีสุนทรนาฏ (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา) ผู้เป็นยายก็ร่วมในการอภิบาลเจ้าฟ้าหญิงด้วย จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรม[17]
ส่วนสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ก็ทรงพระเมตตาเอาพระราชหฤทัยใส่ดูแลทั้งด้านพระอนามัยและความเป็นอยู่มาโดยตลอด ด้วยเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักอยู่นั้น ได้มีพระราชดำรัสกับสมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้าว่า “ขอฝากลูกด้วย” ต่อมา สมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้ายังได้มีพระราชกระแสถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “เจ้าฟ้านี่ ฉันตายก็นอนตาไม่หลับ พระมงกุฎฝากฝังเอาไว้”[14]
ระหว่างนั้นมีเหตุการณ์ผันผวนทางการเมืองหลายครั้ง เช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฏบวรเดช ทำให้ต้องทรงย้ายที่ประทับอยู่ตลอดเวลา เช่น ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง, พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต, ตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา, พระตำหนักสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในสวนสุนันทา และพระตำหนักเขียว วังสระปทุม
ต่อมาพระองค์โปรดให้สร้างตำหนักใหม่ขึ้นเป็นส่วนพระองค์บนที่ดินหัวมุมถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัยซึ่งเป็นที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่คราวอภิเษกสมรส[16] ตำหนักแห่งนี้ประทานนามว่า สวนรื่นฤดี มีนายหมิว อภัยวงศ์เป็นสถาปนิก และพลโท พระยาศัลวิธานนิเทศ (แอบ รักตะประจิต) เป็นวิศวกร ในกาลต่อมาได้ขายให้แก่ทางราชการขณะเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ และปัจจุบันเป็นส่วนราชการของกองทัพบก
ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ [แก้]
ต่อมาใน พ.ศ. 2480 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงเห็นว่าพระพลานมัยของพระธิดาไม่สู้สมบูรณ์นัก จึงนำพระธิดาไปทรงพระอักษรและประทับรักษาพระอนามัย ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จไปประทับอยู่ก่อนการสละราชสมบัติแล้ว[18] พระองค์ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ กล่าวคือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค[18] ทั้งสองพระองค์ต้องประสบความยากลำบากนานัปการอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ[18] โดยผู้ที่รับใช้ภายในพระตำหนักจะเป็นสตรีทั้งหมด[18]
ทั้งนี้ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยโปรดให้เข้าเฝ้าและจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ[18] และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่างๆ ของชาวไทยอยู่เสมอ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักรเป็นประจำ นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ เช่น ม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ สภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา[18] และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระธิดาได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ
พระองค์ทรงประสบความยากลำบากนานาประการ โดยเฉพาะในยามเศรษฐกิจฝืดเคืองอันเนื่องจากภาวะสงคราม พระองค์ทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งทรงทำงานบ้านเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ ทรงเรียนรู้วิธีซื้อขายหุ้น ตลอดจนการทำธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และทรงดำเนินการดังกล่าวได้อย่างชำนาญ
นิวัตประเทศไทย [แก้]
พระองค์และพระราชธิดาเสด็จกลับประเทศไทยเป็นการชั่วคราวเมื่อปี พ.ศ. 2500 ทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างวังในซอยสุขุมวิท 38 (ซอยสันติสุข) โดยมีพลเรือตรีสมภพ ภิรมย์ ศิลปินแห่งชาติ เป็นสถาปนิก แล้วเสด็จไปประเทศอังกฤษอีกในปี พ.ศ. 2501 เพื่อทรงเตรียมพระองค์เสด็จกลับประเทศไทยเป็นการถาวร จากนั้นจึงได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวรในปี พ.ศ. 2502 ประทับ ณ วังแห่งใหม่ จึงได้ขนานนามวังดังกล่าวว่า วังรื่นฤดี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2503[18] ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 69 ซอยสุขุมวิท 38 กรุงเทพมหานคร และพระองค์ได้ประทับอยู่ตราบกระทั่งสิ้นพระชนม์
สิ้นพระชนม์ [แก้]
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประชวรด้วยพระอาการพระปัปผาสะอักเสบ กระทั่งสิ้นพระชนม์ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2528 เวลา 17.09 นาฬิกา ณ โรงพยาบาลศิริราช ขณะพระชนมายุ 80 พรรษาเศษ
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระโกศทองน้อย ประดิษฐานพระศพภายใต้ฉัตรโหมดทอง 5 ชั้น ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตร
เมื่อถึงงานพระเมรุ ได้อันเชิญพระโกศโดยรถวอพระวิมานไปยังพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2529 และพระราชทานเพลิงพระศพในวันเดียวกันนั้น[19] และมีการเก็บพระอัฐิในวันที่ 9 มีนาคม และวันฉลองพระอัฐิเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งทั้งสองงานดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระองค์[19] ส่วนพระอัฐิของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ 6 ได้ประดิษฐาน ณ หอพระนากในพระบรมมหาราชวัง[19]และส่วนหนึ่งเชิญไปประดิษฐานยังวิมานพระอัฐิ วังรื่นฤดี
ส่วนพระอังคารของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีได้ประดิษฐาน ณ ใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม เคียงข้างพระราชสวามี ตามพระราชพินัยกรรมที่ทรงลิขิตไว้ว่า "...ส่วนเรื่องพระอัษฐินั้น, ใครจะคิดอย่างไรก็ตาม, แต่เราเห็นโดยจริงใจว่า สุวัทนาสมควรที่จะได้ตั้งคู่กับเรา"[12] และภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดา จึงได้มีการนำพระสรีรางคารส่วนหนึ่งมาบรรจุไว้เคียงข้างกับพระราชสรีรางคารของพระราชชนก และพระชนนี[20][21]
งานฉลอง 9 รอบพระชนมายุ 108 พรรษา [แก้]
งานฉลองพระชนมายุ 108 พรรษา ตรงกับวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 พิธีทางศาสนา ถูกจัดขึ้นโดยคณะพระประยูรญาติทั้งสายบุนนาค และ สายอภัยวงศ์ คณะข้าราชบริพาร ณ.วิหารหลวง วัดพระปฐมเจดีย์ และมีพิธีถวายเครื่องราชสักการะณ.พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ ตราสัญลักษณ์ฉลอง 108 ปี มีลักษณะดังนี้ ตรา "ส"มีอุนาโลมเป็นเลข6และรัศมี นั้น เป็นตราประจำพระองค์มาแต่เดิม ส่วนแวดล้อมอื่นๆ คือ ฉัตร(ตามพระอิศริยยศ) และ ช่อมะกอกผูกริบบิ้นเขียน พ.ศ.ปีประสูติ-ปีปัจจุบัน นั้น ผู้คิด (ปฏิวัติ สุขประกอบ) ได้หามาประกอบตราขึ้นเพื่อใช้ในโอกาสนี้
ธงประจำพระองค์ [แก้]
ธงประจำพระองค์พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นธงพื้นสีม่วง อักษรพระนามาภิไธย ส. ผูกเป็นรูปงูอยู่ใต้ เลข ๖ เปล่งรัศมี มีความหมาย ดังนี้
- สีพื้นธง คือ สีม่วง อันเป็นสีประจำวันประสูติ คือ วันเสาร์
- อักษรพระนามาภิไธย ส. ย่อมาจาก สุวัทนา
- อักษรพระนามาภิไธยผูกเป็นรูปงู คือ ปีมะเส็ง ปีประสูติ
- ภายใต้เลข ๖ พร้อมรัศมี หมายถึง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสวามี
พระเกียรติยศ [แก้]
พระอิสริยยศ [แก้]
- เครือแก้ว อภัยวงศ์ (15 เมษายน พ.ศ. 2448 — 3 เมษายน พ.ศ. 2467)
- สุวัทนา อภัยวงศ์ (3 เมษายน พ.ศ. 2467 — 10 สิงหาคม พ.ศ. 2467)
- เจ้าจอมสุวัทนา (10 สิงหาคม พ.ศ. 2467 — 11 ตุลาคม พ.ศ. 2468)
- พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (11 ตุลาคม พ.ศ. 2468 — 10 ตุลาคม พ.ศ. 2528)
เครื่องราชูปโภค [แก้]
- พานพระศรี (พานใส่หมากพลู) ทองคำลงยา
- พระสุพรรณศรี(กระโถนเล็ก) ทองคำลงยา
- หีบพระศรีทองคำลงยา พร้อมพานรอง
- พระคนโท ทองคำลงยา พร้อมพานรอง
- หีบพระศรีนากประดับพลอย อักษรพระปรมาภิไธยย่อ รร ๖
- พระฉายกรอบทองคำลงยาทำเป็นรูปพญานาคขนดพันกันโดยรอบบานพระฉาย ด้านบนเป็นตราประจำพระองค์(อักษรพระนามาภิไธยย่อ)
- พานเครื่องพระสำอาง พร้อมพระสางวงเดือนและพระสางเสนียดสอดในซองผ้าเยียรบับ สำหรับบรรจุเครื่องพระสำอาง
- ผ้าซับพระพักตร์ ปักอักษร รร ๖ และ อักษร ส ขมวดหางเป็นเลข ๖ ไทย
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ [แก้]
เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์[22]
เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์[23]
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า[24]
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1[25]
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 2[26]
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1
เหรียญกาชาดสรรเสริญ
พระจริยวัตร [แก้]
พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงวางพระองค์ได้งามสม ทรงเป็นที่นับถือของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นพระชนนีผู้ประเสริฐ ดังจะเห็นได้จากพระอุปนิสัยและพระอัธยาศัยงดงามของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ล้วนแต่บังเกิดการอบรมพระธิดาให้ทรงงามสมพระอิสริยศักดิ์ ส่วนพระนางเจ้าสุวัทนาฯ เอง ก็มีพระอุปนิสัยร่าเริง ทรงสามารถรับสั่งกับบุคคลทุกอาชีพ ทุกวัยได้เป็นอย่างดี โปรดการเลี้ยงสุนัข โปรดการปลูกต้นไม้ และโปรดธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง
พระกรณียกิจสังเขป [แก้]
พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงอุปการะกิจการเพื่อ การสาธารณประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่นเมื่อครั้งทรงเจริญ พระชนมายุ 60 พรรษา ในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2508 ได้ประทานเงิน ก่อสร้างอาคารสำหรับผู้ป่วยนอก และห้องฉุกเฉินใน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ 1 หลัง ประทานนามว่า “ตึกมงกุฎ-เพชรรัตน” นอกจากนี้ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ที่ทรงได้รับมรดกคือที่ดิน และบ้านของพระบุพการี ณ จังหวัดปราจีนบุรี ก็ทรงพระกรุณา ประทานกรรมสิทธิ์ ให้แก่ทางราชการ เมื่อทางราชการได้ใช้สถานที่ดังกล่าว สร้างโรงพยาบาล ก็ไม่ทรงใช้พระนามของพระองค์เป็นนามโรงพยาบาลแห่งนี้ หากแต่โปรดประทานนามว่า โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อเป็นเกียรติแก่พระบรรพบุรุษ[27]
ส่วนการพระศาสนานั้น ทรงศรัทธาบำเพ็ญพระกุศลโดยประการต่าง ๆ อยู่เสมอ โปรดเสด็จไปทรงทอดผ้าพระกฐินส่วนพระองค์ ทั้งในพระนคร และต่างจังหวัดทั่วทุกภาค ทรงเยี่ยมและประทานพระอนุเคราะห์ แก่ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ
สถานที่อันเนื่องมาจากพระนาม [แก้]
- อาคารสุวัทนา พระราชวังสวนสุนันทา กรุงเทพมหานคร
- อาคารสุวัทนา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร
- ตึกสุวัทนา วชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
- อาคารเพชรรัตน์-สุวัทนา มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม
- อาคารเพชรรัตน-สุวัทนา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี
- อาคารเพชรรัตน-สุวัทนา โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
ทุนอันเนื่องมาจากพระนาม [แก้]
- ทุนเพชรรัตน-สุวัทนา เพื่อการศึกษา
พงศาวลี [แก้]
| พงศาวลีของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
พงศาวลีฝ่ายมารดา [แก้]
| พงศาวลีฝ่ายมารดา |
|---|
|
พระราชบุพการีฝ่ายพระมารดาสืบเชื้อสายมาจากสกุลบุนนาค ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) อันมีต้นธารมาจากเมืองกุม ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน[29] ดังนี้[30]
|
เชิงอรรถ [แก้]
- ↑ บทพระราชนิพนธ์บทกล่อมบรรทมบทนี้ ไม่ได้นำมาใช้ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติพระราชธิดา อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้มีการนำบทพระราชนิพนธ์นี้มาใส่ทำนองและใช้ชื่อว่า เพลง "พระหน่อนาถ" เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 7 รอบ (อ้างอิง : “พระหน่อนาถ” จาก “บทกล่อม” ร.6 สู่ “บทเพลง” โดย ทฤษฎี ณ พัทลุง)
อ้างอิง [แก้]
- ↑ กัลยา เกื้อตระกูล. พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระชายานารี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๑-๗. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2552, หน้า 234
- ↑ ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 208
- ↑ อ้างอิงดังกล่าวมีส่วนคลาดเคลื่อนจากจริงบ้างแต่ก็มีส่วนใกล้เคียง ดูใน Sokheounpang. Khmer-Siam Royal Family Tree. เรียกดูเมื่อ 27 มกราคม 2556
- ↑ Soravij. A Regal Princess a Remembered - Her Rayal Highness Princess Bejaratana. เรียกดูเมื่อ 20 ตุลาคม 2555
- ↑ ชมรมสายสกุลบุนนาค - เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)
- ↑ พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ (บรรณาธิการ). เล่าเรื่อง...เฉกอะหมัด ต้นสกุลบุนนาค. กรุงเทพฯ:บันทึกสยาม, 2552. หน้า 149
- ↑ 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 7.5 7.6 กัลยา เกื้อตระกูล. พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระชายานารี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๑-๗. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2552, หน้า 231
- ↑ Phra Nang Chao Suvadhana Kreuakaew Abhayavongsa
- ↑ 9.0 9.1 9.2 มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา - พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
- ↑ หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ - สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- ↑ พระเอยพระหน่อนาถ งามพิลาศดังดวงมณีใส - ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
- ↑ 12.0 12.1 บันทึกเรื่องพระราชพินัยกรรมรัชกาลที่ ๖ "ฉบับเต็ม"
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ก, ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๑๙๑
- ↑ 14.0 14.1 เฉลิมพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, การสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่เจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ที่ในพระบรมมหาราชวัง, เล่ม 42, ตอน 0 ง, 10 มกราคม พ.ศ. 2468, หน้า 3094
- ↑ 16.0 16.1 ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 207
- ↑ ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 205
- ↑ 18.0 18.1 18.2 18.3 18.4 18.5 18.6 กัลยา เกื้อตระกูล. พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระชายานารี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๑-๗. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2552, หน้า 234
- ↑ 19.0 19.1 19.2 ราชกิจจานุเบกษา, หมายกำหนดการที่ ๔/๒๕๒๙ พระราชทานเพลิงพระศพ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ ๖ ม.จ.ก., ป.จ. ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๙, เล่ม ๑๑๓, ตอน ๓๖, ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙, หน้า ๑๐๐๐
- ↑ เดลินิวส์ (12 ธันวาคม 2555) พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เสด็จมาทรงบรรจุพระสรีรางคารเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ (in ไทย) ข่าวหนังสือพิมพ์ เรียกดูเมื่อ 14 ธันวาคม 2555
- ↑ CH7NEWS (12 ธันวาคม 2555). พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงบรรจุพระสรีรางคาร สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และทรงยกฉัตรไปกางกั้นถวายพระพุทธรูปปางประสูติที่วัดพระปฐมเจดีย์. เรียกดูเมื่อ 14 ธันวาคม 2555
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องขัตติราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี, เล่ม ๘๔, ตอน ๑๒๘ ง ฉบับพิเศษ, ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐, หน้า ๒๖
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานตรารัตนวราภรณ์, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ง, ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๑๔๗๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ง, ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๒๕๑๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๔๑, ตอน ๐ ง, ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗, หน้า ๒๔๒๐
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๔๓, ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๙, หน้า ๓๑๕๖
- ↑ เว็บไซต์มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา - พระประวัติและพระกรณียกิจของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
- ↑ เขมร กับ Mission Impossible ในสมัย ร4 จากพันทิป
- ↑ สุดารา สุจฉายา. ประวัติศาสตร์เก็บตกที่อิหร่าน ย้อนรอยสายสัมพันธ์ไทย-เปอร์เซีย. กรุ่นกลิ่นอารยธรรมเปอร์เซียในเมืองสยาม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550. หน้า 138
- ↑ แผนผังลำดับสายสกุลบุนนาคทางพลตรีพระยาสุรวงศ์วิวัฒน์ (เตี้ยม บุนนาค)
- วินิตา ดิถียนต์, ชัชพล ไชยพร. ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า. กรุงเทพฯ: บริษัท อักษรโสภณ จำกัด, 2550.
- เว็บไซต์มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา พระประวัติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
- คณะข้าราชบริพารใน สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, เฉลิมพระเกียรติ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ 6, โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, 2548
- พิมาน แจ่มจรัส, รักในราชสำนัก, โอเดียนการพิมพ์, 2510 ISBN 974-341-064-3
|
|||||||||||||||||||||||
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2448
- บุคคลที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2528
- พระภรรยาในรัชกาลที่ 6
- สกุลอภัยวงศ์
- สกุลบุนนาค
- สมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.จ.ก. (ฝ่ายใน)
- สมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร.ว.
- สมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ป.จ. (ฝ่ายใน)
- สมาชิกเหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร.1
- สมาชิกเหรียญรัตนาภรณ์ ป.ป.ร.2
- สมาชิกเหรียญรัตนาภรณ์ ภ.ป.ร.1
- ชาวไทยเชื้อสายเขมร
- ชาวไทยเชื้อสายเปอร์เซีย
- พระราชชายา