ไททานิค (ภาพยนตร์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ไททานิก (ภาพยนตร์))
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไททานิค
Titanicposter.jpg
ใบปิดภาพยนตร์
กำกับเจมส์ คาเมรอน
อำนวยการสร้าง
เขียนบทเจมส์ คาเมรอน
นักแสดงนำ
ดนตรีประกอบเจมส์ ออนเนอร์
กำกับภาพรัสเซลล์ คาร์เพนเตอร์
ตัดต่อคอนราด บัพพ์
เจมส์ คาเมรอน
ริชาร์ด เอ. ฮาร์ริส
บริษัทผู้สร้าง
ผู้จัดจำหน่าย
  • พาราเมาต์พิกเจอส์
    (อเมริกาเหนือ)
  • ทเวนตีส์เซ็นจูรีฟ็อกซ์
    (ทั่วโลก)
วันฉาย1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997 (1997-11-01)(โตเกียว)
19 ธันวาคม ค.ศ. 1997 (1997-12-19)(สหรัฐ)
24 ธันวาคม ค.ศ. 1997 (1997-12-24)(ไทย)
ความยาว195 นาที[3]
ประเทศสหรัฐ
ภาษาอังกฤษ
ทุนสร้าง200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[4][5][6]
รายได้2.195 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[7]

ไททานิค (อังกฤษ: Titanic) เป็นภาพยนตร์อเมริกันแนวมหากาพย์ความรักและภัยพิบัติ ฉายเมื่อปี ค.ศ. 1997 กำกับ, เขียนบท, ร่วมอำนวยการสร้างและร่วมตัดต่อโดย เจมส์ คาเมรอน ภาพยนตร์เรื่องนี้อิงจากเหตุการณ์การอับปางของ อาร์เอ็มเอส ไททานิก (อังกฤษ: RMS Titanic) ผสมผสานทั้งด้านประวัติศาสตร์และด้านสมมติ แสดงนำโดย ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอและเคต วินสเล็ต เป็นคนในชนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันซึ่งตกหลุมรักกันในระหว่างการเดินทางครั้งแรกของเรือที่โชคร้าย

แรงบันดาลใจสำหรับภาพยนตร์ของคาเมรอนมาจากความหลงใหลในซากเรือแตก เขารู้สึกว่าเรื่องราวความรักสลับกับการสูญเสียของมนุษย์จะเป็นสิ่งสำคัญในการถ่ายทอดผลกระทบทางอารมณ์ของภัยพิบัติ งานสร้างเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1995 ซึ่งคาเมรอนได้ลงไปถ่ายทำซากเรือ ไททานิก ส่วนฉากในยุคปัจจุบันถ่ายทำบนเรือวิจัย อคาเดมิก มิสติสลาฟ เคลดิช ซึ่งคาเมรอนใช้เป็นฐานในการถ่ายทำซากเรือ มีการสร้างแบบขนาดจำลอง, การใช้ภาพที่สร้างจากคอมพิวเตอร์และการก่อสร้าง ไททานิก ใหม่ที่ บาฮาสตูดิโอ เพื่อใช้ในการถ่ายทำฉากการจม ภาพยนตร์ได้รับทุนสร้างร่วมกันจาก พาราเมาต์พิกเจอส์ (เป็นผู้จัดจำหน่ายในอเมริกาเหนือ) และ ทเวนตีส์เซ็นจูรีฟ็อกซ์ (เป็นผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก) เคยเป็นภาพยนตร์ที่มีทุนสร้างสูงที่สุดในช่วงเวลานั้น โดยมีทุนสร้าง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อฉายวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1997 ไททานิค ประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านคำวิจารณ์และรายได้ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงใน รางวัลออสการ์ จำนวน 14 สาขา เท่ากับภาพยนตร์เรื่อง วิมานลวง (อังกฤษ: All About Eve) (1950) และชนะเลิศ 11 สาขา รวมถึง สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม เท่ากับ เบนเฮอร์ (1959) สำหรับภาพยนตร์เดี่ยวที่ได้รับรางวัลออสการ์มากที่สุด ภาพยนตร์ทำเงินจากการฉายครั้งแรกมากกว่า 1.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไททานิค เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำเงินมากกว่าพันล้านและกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดในเวลานั้น จนกระทั่ง อวตาร ของคาเมรอนทำเงินแซงไปเมื่อปี ค.ศ. 2010 ภาพยนตร์ ไททานิค ในรูปแบบสามมิตินั้นฉายเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2012 เพื่อรำลึกถึงหนึ่งร้อยปีของการอับปาง ทำเงินเพิ่มเติม 343.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก ทำให้รวมแล้วทำเงิน 2.195 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองที่ทำเงินมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หลัง อวตาร) เมื่อปี ค.ศ. 2017 ภาพยนตร์ได้ฉายอีกครั้งในโอกาสฉลองครบรอบ 20 ปีของภาพยนตร์และถูกเลือกให้เก็บรักษาไว้ในหอทะเบียนภาพยนตร์แห่งชาติของสหรัฐ

โครงเรื่อง[แก้]

ในปี ค.ศ. 1996 นักล่าสมบัติ บร็อค เลิฟเว็ตต์ และทีมของเขาขึ้นเรือวิจัยชื่อว่า อคาเดมิก มิสติสลาฟ เคลดิช เพื่อค้นหาซากเรือแตกของ อาร์เอ็มเอส ไททานิก และ หัวใจมหาสมุทร สร้อยคอเพชรหายาก พวกเขากู้ตู้นิรภัยซึ่งมีภาพวาดของหญิงสาวใส่แค่สร้อยคอ ลงวันที่ 14 เมษายน 1912 วันที่เรือชนภูเขาน้ำแข็ง[Note 1] โรส ดอว์สัน แคลเวิร์ต ผู้หญิงที่อยู่ในรูปวาด ขึ้นเรือ เคลดิช และเล่าประสบการณ์บนเรือ ไททานิก ให้เลิฟเว็ตต์ฟัง

ในปี ค.ศ. 1912 ที่เซาแทมป์ตัน โรส เดวิตต์ บูเคเตอร์ ผู้โดยสารชั้นหนึ่งอายุ 17 ปี มาพร้อมกับ แคล ฮอคลีย์ คู่หมั้นของเธอ และ รูธ แม่ของเธอ ขึ้นเรือหรูหราชื่อว่า ไททานิก รูธเน้นย้ำกับโรสว่าการแต่งงานของโรสจะช่วยแก้ปัญหาด้านการเงินของครอบครัวและช่วยรักษาสถานะชนชั้นสูงเอาไว้ โรสรู้สึกอึดอัดใจเรื่องการแต่งงาน เธอจึงปีนรั้วกั้นท้ายเรือและพยายามที่จะฆ่าตัวตาย แจ็ก ดอว์สัน ศิลปินผู้ยากจน ได้เข้ามาห้ามและพยายามเกลี่ยกล่อมเธอ หลังจากแจ็กช่วยโรสได้แล้ว เจ้าหน้าที่ของเรือพร้อมกับแคลและ สไปเซอร์ เลิฟจอย คนรับใช้ของแคล มาพบทั้งสองคน โรสบอกแคลว่าเธอกำลังมองลงไปแล้วแจ็กเข้ามาช่วยเธอไม่ให้ตกลงไป แคลจึงให้รางวัลแจ็กโดยเชิญเขาให้ไปร่วมรับประทานอาหารกับพวกเขาในห้องอาหารของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง แจ็กกับโรสเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ แม้ว่าเลิฟจอยและรูธจะระแวงเขา หลังจากอาหารเย็น โรสได้เข้าร่วมงานเลี้ยงของผู้โดยสารชั้นสามอย่างลับๆ กับแจ็ก

โรสตระหนักถึงความไม่พอใจของแคลและรูธ เธอจึงบอกปฏิเสธความรักของแจ็กที่มีให้กับเธอ แต่ต่อมาโรสรู้ตัวว่าเธอชอบเขามากกว่าแคล หลังจากนัดพบกันที่หัวเรือตอนพระอาทิตย์ตก โรสพาแจ็กไปที่ห้องส่วนตัวของเธอ เธอขอให้แจ็กวาดภาพเธอเปลือยกายโดยใส่แค่สร้อยคอหัวใจมหาสมุทรซึ่งเป็นของหมั้นของแคล พวกเขาหลบหนีเลิฟจอยและมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันภายในรถยนต์ในห้องเก็บของใต้ท้องเรือ บนดาดฟ้าด้านหน้า พวกเขาเห็นการปะทะกันของเรือกับภูเขาน้ำแข็งและได้ยินเจ้าหน้าที่และผู้สร้างเรือพูดคุยถึงความร้ายแรงของมัน

แคลพบภาพวาดโรสของแจ็กกับบันทึกดูถูกจากเธอในตู้นิรภัยของเขาพร้อมกับสร้อยคอ เมื่อแจ็กกับโรสพยายามที่จะบอกแคลเรื่องเรือชนภูเขาน้ำแข็ง แคลตอบโต้ด้วยการให้เลิฟจอยแอบใส่สร้อยคอไว้ในกระเป๋าเสื้อของแจ็ก และกล่าวว่าเขาเป็นขโมย แจ็กถูกจับและถูกคุมขังในห้องของเจ้าหน้าที่ควบคุมเรือ แคลใส่สร้อยคอไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขาเอง

ขณะที่เรือกำลังจมลง โรสหนีแคลกับแม่ของเธอซึ่งได้ขึ้นเรือบด ไปช่วยปลดปล่อยแจ็ก บนดาดฟ้าเรือ แคลได้พบแจ็กกับโรสอีกครั้ง แคลและแจ็กสนับสนุนให้โรสขึ้นเรือบด แคลอ้างว่าได้ตกลงกับเจ้าหน้าที่ไว้แล้วว่าจะลงเรืออีกลำหนึ่งกับแจ็ก ซึ่งแท้จริงแล้วแจ็กไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ขณะที่เรือบดกำลังลดระดับลง โรสรู้ตัวว่าเธอไม่สามารถแยกห่างจากแจ็กได้ เธอจึงโดดกลับขึ้นเรือ แคลเอาปืนพกของเลิฟจอยแล้วไล่ตามยิงโรสกับแจ็กไปจนถึงในห้องรับประทานอาหารชั้นหนึ่ง หลังเขาใช้กระสุนหมดแล้วจึงลดละ และมานึกได้ว่าใส่สร้อยคอเพชรไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมที่เขาสวมให้กับโรส ต่อมาเขาได้ขึ้นเรือบดโดยอุ้มเด็กที่หลงกับแม่และอ้างตัวว่าเขาเป็นพ่อ เพื่อที่จะได้ลงเรือลำนั้น

หลังจากหนีแคลพ้นและเอาตัวรอดจากน้ำที่ทะลักมาตามเส้นทางห้องโดยสารในเรือ แจ็กกับโรสกลับมาที่ดาดฟ้าเรือ เรือบดได้ออกเดินทางไปหมดแล้ว เหตุการณ์เลวร้ายลง มีผู้โดยสารเสียชีวิตจากการพลัดตกเรือ หรือกระแทกกับของแข็งต่างๆเมื่อเรือหักครึ่งทำให้ท้ายเรือจมลงหมาสมุทรอย่างรวดเร็ว แจ็กกับโรสปีนขึ้นไปอยู่ด้านบนของท้ายเรือเพื่อยื้อเวลาก่อน ที่เรือจะจมลงไปหมด เขาช่วยเธอให้ขึ้นไปบนซากประตูไม้ที่ลอยน้ำอยู่ แต่ว่าเพียงพอให้พ้นน้ำได้สำหรับคนเดียวเท่านั้น แจ็กให้กำลังใจและยืนยันกับโรสว่าเธอจะได้ตายในตอนชราบนเตียงอันอบอุ่นของเธอ สุดท้ายแจ็กก็เสียชีวิตด้วยภาวะตัวเย็นเกิน[8] และโรสได้รับการช่วยเหลือจากเรือบดที่พายกลับมา

ต่อมา อาร์เอ็มเอส คาร์พาเทีย ได้ช่วยเหลือเหล่าผู้รอดชีวิตขึ้นเรือ โรสหลบซ่อนแคลขณะที่เรือเดินทางไปนครนิวยอร์ก โรสได้เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น โรส ดอว์สัน โรสกล่าวว่าต่อมาเธอได้อ่านหนังสือพิมพ์พบว่า แคลนั้นฆ่าตัวตายเนื่องจากเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ค.ศ. 1929

กลับมาในปัจจุบัน เลิฟเว็ตต์ตัดสินใจยกเลิกการค้นหาของเขาหลังได้ยินเรื่องราวของโรส ที่ท้ายเรือของ เคลดิช โรสได้นำสร้อยเพชรหัวใจมหาสมุทร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของเธอมาตลอด หย่อนมันลงไปในทะเลเหนือซากเรือ ภาพเหตุการณ์ตัดมาขณะที่เธอดูเหมือนกำลังหลับหรือเสียชีวิตบนเตียงของเธอ[9] มีรูปภาพของเธอแสดงให้เห็นถึงการผจญภัยและชีวิตที่เป็นอิสระ โรสตอนสาวได้พบกับแจ็กอีกครั้งที่บันไดใหญ่ในเรือไททานิก และได้รับการปรบมือแสดงความยินดีในความรักจากเหล่าผู้โดยสารบนเรือนั้น

นักแสดง[แก้]

ตัวละครสมมติ[แก้]

ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ (บน, ภาพถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 2014) ผู้แสดงเป็น แจ๊ก ดอว์สัน และ เคต วินสเล็ต (ภาพถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 2011) ผู้แสดงเป็น โรส เดวิท บูเคเตอร์
  • ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ เป็น แจ๊ก ดอว์สัน: คาเมรอนกล่าวว่า เขาต้องการให้นักแสดงรู้สึกราวกับว่าพวกเขาอยู่บนเรือ ไททานิก จริง ๆ เพื่อมีชีวิตชีวาอีกครั้งและ "เพื่อรับพลังงานนั้นและมอบให้แจ็ก... ศิลปินผู้ที่สามารถมีหัวใจที่ทะยาน"[10] แจ๊กเป็นเด็กกำพร้ายากจนที่มาจากชิปปิวาฟอลส์, วิสคอนซิน โดยเขาท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในโลก รวมถึง ปารีส เขาชนะได้ตั๋วโดยสาร อาร์เอ็มเอส ไททานิก จากเกมโป๊กเกอร์และเดินทางเป็นผู้โดยสารชั้นสามพร้อมเพื่อนของเขา ฟาบริซิโอ เขาหลงใหลโรสตั้งแต่เห็นเธอครั้งแรกและได้พบเธอเมื่อเธอคิดจะโดดออกจากท้ายเรือ คู่หมั้นของโรสให้ รางวัล โดยเชิญชวนให้เขาไปรับประทานอาหารกับพวกเขาในเย็นวันถัดไป ทำให้แจ็คได้ไปอยู่ในท่ามกลางกลุ่มผู้โดยสารชั้นหนึ่งได้หนึ่งคืน การคัดเลือกนักแสดงนั้น มีนักแสดงที่เป็นที่รู้จักหลายคน ประกอบด้วย แมทธิว แม็คคอนาเฮย์, คริส โอดอนเนลล์, บิลลี ครูดัพและสตีเฟน ดอร์ฟ ได้รับการพิจารณา แต่คาเมรอนรู้สึกว่านักแสดงเหล่านั้น แก่เกินไปสำหรับบทตัวละครที่มีอายุ 20 ปี[11][12][13][14] ทอม ครูซ สนใจที่จะแสดงเป็นตัวละครนี้ แต่เขาเรียกค่าตัวแพงเกินไปจนสตูดิโอไม่รับพิจารณา[12] คาเมรอนตัดสินใจเลือก จาเรด เลโท ให้รับบทนี้ แต่เลโทปฏิเสธที่จะมาทดสอบการแสดง[15] เจเรมี ซิสโต ได้ทดสอบการแสดงและทดสอบหน้ากล้องกับวินสเล็ตและนักแสดงหญิงอีกสามคนซึ่งกำลังแข่งขันกันเพื่อบทของโรส[16] ดิแคพรีโอ ซึ่งอายุ 21 ปี ในเวลานั้น ได้รับความสนใจของคาเมรอน หลัง มาลี ฟินน์ ผู้กำกับการคัดเลือกนักแสดง ได้แนะนำตัวดิแคพรีโอ[11] ในตอนแรก เขาไม่อยากแสดงเป็นตัวละครนี้และปฏิเสธที่จะอ่านบทของฉากโรแมนติกครั้งแรกของเขา (ดูด้านล่าง) คาเมรอนกล่าวว่า "เขาอ่านมันครั้งเดียว จากนั้นก็เริ่มก่อกวนไปทั่ว และผมไม่สามารถทำให้เขากลับมามีสมาธิได้เลย แต่ในหนึ่งเสี้ยววินาที ลำแสงส่องลงมาจากสวรรค์และทำให้ป่านั้นสว่างไสว" คาเมรอนเชื่อมั่นในความสามารถในการแสดงของดิแคพรีโออย่างมากและบอกเขาว่า "ฟังนะ ผมไม่ต้องการทำให้ผู้ชายคนนี้เป็นคนเศร้าสร้อยและเป็นโรคประสาท ผมไม่ต้องการให้เขาทำหน้ากระตุกและเดินโขยกเขยกและทุกสิ่งที่คุณต้องการ" คาเมรอนมองเห็นตัวละครนั้นคล้ายกับ เจมส์ สจวร์ต[11] ถึงแม้ว่าตัวละครแจ๊ก ดอว์สันเป็นตัวละครสมมติ ที่สุสานแฟร์วิวในแฮลิแฟกซ์, โนวาสโกเชีย ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของผู้เคราะห์ร้ายจำนวน 121 คน มีป้ายหลุมศพชื่อ "เจ. ดอว์สัน" โดยชื่อจริงของเขาคือ โจเซฟ ดอว์สัน เป็นคนเติมถ่านหินในท้องเรือ จอน แลนเดา ผู้อำนวยการสร้าง กล่าวในบทสัมภาษณ์ว่า "เราไม่รู้ว่ามีหลุมศพของ เจ. ดอว์สัน จนกระทั่งภาพยนตร์ฉายไปแล้ว"[17]
  • เคต วินสเล็ต เป็น โรส เดวิตต์ บูเคเตอร์: คาเมรอนกล่าวว่า วินสเล็ต "มีสิ่งที่คุณมองหา" และนั่นก็คือ "คุณภาพในใบหน้าของเธอ, ในสายตาของเธอ" ว่าเขา "เพิ่งรู้ว่าผู้คนจะพร้อมที่จะไปกับเธอ"[10] โรสเป็นเด็กสาวอายุ 17 ปี มีพื้นเพมาจากฟิลาเดลเฟีย ซึ่งถูกบังคับให้แต่งงานกับ แคล ฮ็อกลีย์ อายุ 30 ปี ทำให้เธอและรูธ แม่ของเธอรักษาสถานะทางสังคมชั้นสูง หลังพ่อของเธอเสียชีวิตทำให้ครอบครัวต้องมีหนี้สินจำนวนมาก โรสขึ้นเรือ อาร์เอ็มเอส ไททานิก กับแคลและรูธ ในฐานะผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้พบกับแจ๊ก วินสเล็ตพูดถึงตัวละครของเธอว่า "เธอมีอะไรมากมายที่จะให้ และเธอเป็นคนที่ใจกว้างมาก และเธอต้องการสำรวจและผจญภัยในโลกนี้ แต่เธอ [รู้สึก] ว่ามันจะไม่เกิดขึ้น"[10] กวินเน็ธ พัลโทรว์, วิโนนา ไรเดอร์, แคลร์ เดนส์, แกเบรียล อันวาร์และรีส วิเธอร์สปูน ได้รับการพิจารณาสำหรับบทบาทของโรส[11][18][19][20] หลังพวกเขาปฏิเสธบทดังกล่าว วินสเล็ตอายุ 22 ปี ต่อสู้อย่างหนักเพื่อบทบาทนี้ เธอส่งบันทึกจากอังกฤษให้คาเมรอนทุกวัน ทำให้คาเมรอนเชิญเธอไปฮอลลีวูดเพื่อทดสอบการแสดง มาลี ฟินน์ ผู้กำกับการคัดเลือกนักแสดง ได้นำตัวเธอมาเพื่อให้ได้รับความสนใจจากคาเมรอน เช่นเดียวกับ ดิแคพรีโอ เมื่อคาเมรอนกำลังมองหาคนที่จะแสดงเป็นโรส เขาอธิบายตัวละครว่ามีลักษณะเหมือน "ออดรีย์ เฮปเบิร์น" และในตอนแรกก็ไม่มั่นใจเกี่ยวกับการคัดเลือกวินสเล็ตเป็นโรส แม้ว่าหลังจากการทดสอบหน้ากล้องของเธอทำให้เขาประทับใจ[11] หลังจากเธอทดสองหน้ากล้องกับดิแคพรีโอ วินสเล็ตรู้สึกประทับใจเขามาก เธอกระซิบกับคาเมรอนว่า "เขายอดเยี่ยมมาก แม้ว่าคุณจะไม่เลือกฉัน ก็เลือกเขาเถอะ" วินสเล็ตส่งดอกกุหลาบหนึ่งดอกพร้อมกับบัตรที่ลงนาม "จากโรสของคุณ" และพยายามเกลี้ยกล่อมเขาทางโทรศัพท์ วันหนึ่งเธออ้อนวอน ตอนที่เธอโทรไปหาเขาทางโทรศัพท์มือถือในฮัมวีของเขา "คุณไม่เข้าใจ!" "ฉันคือโรส! ฉันไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงมองหาคนอื่น!" ความเพียรของเธอรวมถึงพรสวรรค์ของเธอ ในที่สุดก็ทำให้เขาก็เลือกเธอเป็นนักแสดงสำหรับบทบาทของโรส[11]
  • บิลลี เซน เป็น แคล ฮ็อกลีย์: แคลเป็นคู่หมั้นของโรสที่หยิ่งยโสและหัวสูงอายุ 30 ปี ผู้เป็นทายาทเจ้าของกิจการผลิตเหล็กกล้าในพิตต์สเบิร์ก เขาเริ่มอับอาย, หึงและโหดร้ายมากขึ้นเพราะความสัมพันธ์ของโรสกับแจ็ค บทนี้แต่เดิมนั้นถูกเสนอให้กับแมทธิว แม็คคอนาเฮย์[12]และร็อบ โลว์[21]
  • ฟรานเซส ฟิชเชอร์ เป็น รูธ เดวิตต์ บูเคเตอร์: แม่ของโรสซึ่งเป็นแม่ม่าย เป็นคนจัดให้ลูกสาวของเธอหมั้นกับแคลเพื่อรักษาสถานะทางสังคมชั้นสูงของครอบครัวเธอ เธอรักลูกสาวของเธอ แต่เชื่อว่าฐานะทางสังคมมีความสำคัญมากกว่าการมีความรักการแต่งงาน เธอไม่ชอบแจ็กอย่างยิ่งแม้ว่าเขาจะช่วยชีวิตลูกสาวของเธอ
  • กลอเรีย สจ๊วต เป็น โรส ดอว์สัน แคลเวิร์ต: โรสในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องราวในภาพยนตร์ คาเมรอนกล่าวว่า "เพื่อที่จะได้เห็นปัจจุบันและอดีต, ผมตัดสินใจที่จะสร้างผู้รอดชีวิตสมมติที่มีอายุ [เข้าใกล้] 101 ปีและเธอเชื่อมโยงพวกเราผ่านทางประวัติศาสตร์"[10] สจ๊วตเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 2010 ตอนอายุ 100 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับอายุของโรสตอนชราในภาพยนตร์[22]
  • บิล แพกซ์ตัน เป็น บร็อค เลิฟเว็ตต์: นักล่าสมบัติซึ่งกำลังตามหา "หัวใจมหาสมุทร" ใน ซากเรือของ ไททานิก ในปัจจุบัน เวลาและเงินทุนสำหรับการเดินทางของเขากำลังจะหมดลง ในตอนท้ายของภาพยนตร์ เขาก็ใคร่ครวญว่าแม้จะคิดถึง ไททานิก เป็นเวลาสามปีเขาก็ไม่เคยเข้าใจเลยจนกระทั่งเขาได้ยินเรื่องราวของโรส
  • ซูซี อมิส เป็น ลิซซี แคลเวิร์ต: หลานสาวของโรส ซึ่งมากับเธอด้วย เมื่อเธอพบเลิฟเว็ตต์บนเรือและได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของย่าของเธอและเรื่องราวความรักในอดีตระหว่างโรสกับแจ๊ก ดอว์สัน
  • แดนนี นุดชี เป็น ฟาบริซิโอ: เพื่อนสนิทชาวอิตาลีของแจ๊ก ขึ้นเรืออาร์เอ็มเอส ไททานิก มาด้วยกัน หลังแจ๊กชนะในเกมโป๊กเกอร์ได้ตั๋วมาสองใบ ฟาบริซิโอไม่ได้ขึ้นเรือชูชีพขณะที่ ไททานิก กำลังจม เขาเสียชีวิตจากการโดนหนึ่งในปล่องควันของเรือซึ่งพังแล้วหล่นทับใส่เขา
  • เดวิด วอร์เนอร์ เป็น สไปเซอร์ เลิฟจอย: อดีตตำรวจจากพินเคอร์ตัน เลิฟจอยเป็นคนรับใช้และผู้คุ้มกันชาวอังกฤษของแคล ซึ่งคอยจับตาดูโรสและสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์รอบตัวการช่วยชีวิตโรสของแจ็ก เขาเสียชีวิตขณะที่ ไททานิก หักครึ่ง ทำให้เขาตกลงไปในช่องว่างขนาดใหญ่ วอร์เนอร์เคยปรากฏตัวในมินิซีรีส์ทางโทรทัศน์ เอส.โอ.เอส. ไททานิก ออกอากาศเมื่อปี ค.ศ. 1979
  • เจสัน แบร์รี เป็น ทอมมี ไรอัน: ผู้โดยสารชั้นสามชาวไอริชได้เป็นเพื่อนกับแจ๊กและฟาบริซิโอ ทอมมีเสียชีวิตเนื่องจากเขาถูกผลักไปข้างหน้าโดยอุบัติเหตุและถูกยิงโดยต้นหนเมอร์ดอกซึ่งกำลังเสียขวัญ

ตัวละครในประวัติศาสตร์[แก้]

แม้ว่าภาพยนตร์ไม่ได้ตั้งใจแสดงเหตุการณ์ที่สมบูรณ์ถูกต้อง[23] แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการแสดงเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์หลายคน:

มาร์กาเรต บราวน์ ตัวจริง (ขวา) กำลังมอบถ้วยรางวัลให้กับ อาร์เธอร์ เฮนรี รอสตรอน ที่ช่วยเหลือผู้โดยสารที่รอดชีวิตจาก ไททานิก

รับเชิญ[แก้]

ลูกเรือหลายคนของ อคาเดมิก มิสติสลาฟ เคลดิช ปรากฏตัวในภาพยนตร์ รวมไปถึง อนาโตลี สากาเลวิช ผู้สร้างและคนขับของ เมียร์ ยานพาหนะดำน้ำลึกที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง[26] แอนเดอร์ส ฟอล์ก ผู้ถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับฉากของภาพยนตร์ให้กับสมาคมประวัติศาสตร์ ไททานิก ปรากฏตัวในภาพยนตร์เป็น ผู้อพยพชาวสวีเดนซึ่งพบกับแจ๊ก ดอว์สันตอนที่เขาเข้ามาในห้องพักในเรือ เอ็ดเวิร์ด คามูดาและคาเรน คามูดา ประธานและรองประธานของสมาคมซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของภาพยนตร์ แสดงเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์[27][28]

ก่อนการถ่ายทำ[แก้]

การเขียนและแรงบันดาลใจ[แก้]

เรื่องราวคงไม่สามารถเขียนได้ดีกว่านี้...การเปรียบเทียบระหว่างคนรวยกับคนจน, บทบาททางเพศที่มีต่อความตาย (ผู้หญิงก่อน), ความอดทนและความสูงส่งของยุคสมัยที่ผ่านมา, ความงดงามของเรือขนาดใหญ่เทียบเท่ากับระดับความเขลาของผู้ชายที่ขับไล่เธอให้ตกนรกผ่านความมืด และบทเรียนที่เหนือสิ่งอื่นใด: ชีวิตนั้นไม่แน่นอน, อนาคตที่ไม่อาจเข้าใจได้...ความเป็นได้ที่คิดไม่ได้"
— เจมส์ คาเมรอน[29]

เจมส์ คาเมรอน หลงใหลในซากเรืออับปางมานานแล้ว สำหรับเขา อาร์เอ็มเอส ไททานิก คือ "ยอดเขาเอเวอเรสต์ของซากเรือแตก"[30][31][32] เขาเกือบจะผ่านจุดในชีวิตของเขาเมื่อเขารู้สึกว่าเขาควรตัดสินใจเดินทางใต้ท้องทะเล แต่กล่าวว่าเขายังคงมี "จิตใจกระสับกระส่าย" เพื่อใช้ชีวิตที่เขาหันหน้าหนีจากเมื่อตอนที่เขาเปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์เป็นศิลปะในวิทยาลัย ดังนั้นเมื่อ ภาพยนตร์ไอแมกซ์ ถูกสร้างขึ้นจากการถ่ายทำของซากเรือ เขาจึงตัดสินใจหาเงินทุนจากฮอลลีวูดเพื่อ "จ่ายเงินสำหรับการเดินทางและทำสิ่งเดียวกัน" มัน "ไม่ใช่เพราะผมอยากจะสร้างแค่ภาพยนตร์เท่านั้น" คาเมรอนกล่าวว่า "ผมอยากดำน้ำไปที่ซากเรืออับปาง"[30]

คาเมรอนเขียนบทร่างของภาพยนตร์ ไททานิค[33] แล้วพบกับผู้บริหารของ ทเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์ รวมถึง ปีเตอร์ เชอร์นิน โดยเสนอว่าเป็น "โรเมโอและจูเลียต บนเรือ ไททานิก"[31][32] คาเมรอนกล่าวว่า "พวกเขาเหมือน, 'อืมมมมมม – มหากาพย์ความรักสามชั่วโมง? แน่นอน, นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ แล้วมี ฅนเหล็ก อยู่ในนั้นบ้างไหม? มีแฮร์ริเออร์เจ็ตไหม?, ฉากยิงกัน?, หรือฉากไล่ล่าด้วยรถยนต์?' ผมพูดว่า 'ไม่, ไม่, ไม่ มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก'"[11] สตูดิโอไม่แน่ใจเกี่ยวกับโอกาสทางการค้าของความคิดนี้ แต่หวังว่าจะมีความสัมพันธ์ระยะยาวกับคาเมรอน พวกเขาจึงให้ไฟเขียวกับเขา[11][12][34]

ผู้กำกับ, เขียนบทและอำนวยการสร้าง เจมส์ คาเมรอน (รูปถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 2000)

คาเมรอนโน้มน้าวให้ฟอกซ์โฆษณาภาพยนตร์ว่า ภาพยนตร์มีการถ่ายทำจากซากเรือ ไททานิก จริง ๆ[33] และมีการจัดการดำน้ำลงไปหลายครั้งที่ซากเรือในระยะเวลามากกว่าสองปี[29] "ข้อเสนอเรื่องนั้นต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อย," คาเมรอนกล่าว "ดังนั้นผมจึงพูดว่า, 'ฟังนะ, พวกเราต้องทำฉากเปิดเรื่องทั้งหมดซึ่งเป็นตอนที่พวกเขากำลังสำรวจ ไททานิก และพวกเขาพบเพชร, ดังนั้นพวกเราต้องมีภาพทั้งหมดของเรือ" คาเมรอนกล่าวว่า "ตอนนี้, พวกเราสามารถถ่ายทำโดยใช้โมเดลย่อส่วนและการถ่ายทำโดยใช้การควบคุมการเคลื่อนไหวและซีจีและทั้งหมดนั้น, ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน X – หรือพวกเราจะใช้เงิน X บวกอีก 30 เปอร์เซ็นแล้วไปถ่ายทำที่ซากของจริง"[31]

ทีมงานลงไปถ่ายทำซากเรือของจริงในมหาสมุทรแอตแลนติกจำนวนสิบสองครั้งในปี ค.ศ. 1995 ด้วยระดับความลึกที่มีแรงดันน้ำ 6,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว "ข้อบกพร่องเล็ก ๆ เพียงหนึ่งเดียวในโครงสร้างของเรือ จะหมายถึงความตายทันทีสำหรับทุกคนที่อยู่ในเรือ" ไม่เพียงแต่การดำน้ำที่มีความเสี่ยงสูง แต่เงื่อนไขที่ไม่พึงประสงค์ก็ทำให้คาเมรอนไม่ได้ภาพคุณภาพสูงที่เขาต้องการ[12] ในระหว่างการดำน้ำครั้งหนึ่ง หนึ่งในเรือดำน้ำชนกับลำเรือของ ไททานิก สร้างความเสียหายให้กับทั้งคู่ โดยชิ้นส่วนใบพัดของเรือดำน้ำกระจัดกระจายไปทั่วซากเรือและกำแพงกั้นภายนอกของห้องพักกัปตันสมิธทรุดตัวลงเผยให้เห็นภายใน บริเวณรอบ ๆ ทางเข้าไปสู่บันไดใหญ่ได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน[35]

การดำน้ำลงไปสถานที่จริง ทำให้ทั้งคาเมรอนและทีมต้องการ "ที่จะรู้สึกถึงในระดับของความเป็นจริง ... แต่ก็มีอีกระดับของปฏิกิริยาออกมาจากซากเรือของจริง ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราว มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ละคร" เขากล่าว "มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนจริง ๆ ที่เสียชีวิตจริง ๆ การทำงานบริเวณซากเรือเป็นเวลานานเกินไป คุณจะรู้สึกถึงความเศร้าและความอยุติธรรมที่ลึกซึ้งและความหมายจากมัน" คาเมรอนกล่าวว่า "คุณคิดว่า, 'คงไม่มีผู้สร้างภาพยนตร์คนไหนไปที่ ไททานิก อาจไม่มีเลย – อาจจะเป็นแค่นักสารคดี" ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกว่า "เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ในการถ่ายทอดสารซึ่งกระเทือนอารมณ์จากมัน - เพื่อทำส่วนนั้นให้ถูกต้องด้วยเช่นกัน"[34]

หลังการถ่ายทำฉากใต้น้ำ คาเมรอนเริ่มเขียนบทภาพยนตร์[33] เขาต้องการให้เกียรติผู้คนที่เสียชีวิตในระหว่างการอับปาง ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาหกเดือนในการศึกษาค้นคว้าลูกเรือและผู้โดยสารของ ไททานิก ทั้งหมด[29] "ผมอ่านทุกอย่างเท่าที่ผมทำได้ ผมสร้างเส้นเวลาที่มีรายละเอียดสุด ๆ ของช่วงไม่กี่วันของเรือและรายละเอียดของเส้นเวลาในคืนสุดท้ายของมัน" เขากล่าว[31] "และผมทำงานในส่วนนั้นเพื่อเขียนบท และผมได้ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์สิ่งที่ผมเขียน และแสดงความคิดเห็นและผมจะได้ปรับมัน"[31] เขาใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน แม้กระทั่งมีฉากที่แสดงบทบาทของ คาลิฟอร์เนียน ที่มีต่อการอับปางของ ไททานิก แม้ว่าจะถูกตัดออกในภายหลัง (ดูด้านล่าง) ตั้งแต่เริ่มต้นการถ่ายทำ พวกเขามี ภาพที่ชัดเจนมาก ของสิ่งที่เกิดขึ้นบนเรือในคืนนั้น "ผมมีกำแพงด้านหนึ่งของห้องสมุดที่เต็มไปงานเขียนของผมที่เกี่ยวกับ ไททานิก เพราะผมต้องการทำให้มันถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรากำลังจะดำลงไปที่เรือ" เขากล่าว "นั่นทำให้มาตรฐานสูงขึ้นไปอีก - มันเป็นการยกระดับภาพยนตร์ในแง่หนึ่ง เราต้องการให้ภาพยนตร์เป็นภาพที่ชัดเจนของช่วงเวลานี้ในประวัติศาสตร์ ราวกับว่าคุณย้อนเวลากลับไปด้วยเครื่องย้อนเวลาแล้วถ่ายทำมัน"[31]

คาเมรอนได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์จากภาพยนตร์เรื่อง อะไนต์ทูรีเมมเบอร์ สร้างโดยบริษัทสัญชาติอังกฤษ ฉายเมื่อปี ค.ศ. 1958 ซึ่งเขาเคยดูเมื่อตอนเป็นเด็ก เขาคัดลอกบทสนทนาบางบทและฉากจากภาพยนตร์เรื่องนั้น รวมไปถึงฉากงานเลี้ยงของผู้โดยสารชั้นสาม[36] และฉากนักดนตรีบรรเลงเพลงบนดาดฟ้าขณะที่เรือกำลังจม[23]

คาเมรอนรู้สึกว่าการอับปางของ ไททานิก เป็น "เหมือนนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริง" แต่เหตุการณ์ได้กลายเป็นเพียงแค่นิทานสอนเรื่องคุณธรรมเพียงอย่างเดียว ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตในประวัติศาสตร์[29] นักล่าสมบัติ บร็อค เลิฟเว็ตต์ เป็นตัวแทนของผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงองค์ประกอบมนุษย์ของโศกนาฏกรรม[26] ในขณะที่ความรักของแจ็คและโรสกำลังเบ่งบาน คาเมรอนเชื่อว่าจะเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องราว เมื่อความรักของพวกเขาถูกทำลาย ในที่สุดผู้ชมจะโศกเศร้ากับการสูญเสีย[29] เขากล่าว "ภาพยนตร์ทุกเรื่องของผมคือเรื่องราวของความรัก แต่ใน ไททานิค ในที่สุดผมทำให้มันสมดุล มันไม่ใช่ภาพยนตร์ภัยพิบัติ มันเป็นเรื่องราวความรักที่ทับซ้อนด้วยประวัติศาสตร์จริงอย่างพิถีพิถัน"[34]

คาเมรอนตีกรอบความรักของโรสตอนชราให้ในหลายปีที่ผ่านมานั้นเห็นได้ชัดและสะเทือนอารมณ์[29] ขณะที่วินสเลตและสจวตกล่าวถึงความเชื่อของพวกเขาว่า แทนที่จะนอนหลับอยู่บนเตียงของเธอ ตัวละครนั้นเสียชีวิตในตอนท้ายของภาพยนตร์[37][38] คาเมรอนกล่าวว่าเขาจะไม่เปิดเผยสิ่งที่เขาตั้งใจให้เป็นในตอนจบเพราะ "คำตอบจะต้องเป็นสิ่งที่คุณคิดด้วยตัวเอง คนเดียว"[9]

การสร้างแบบจำลอง[แก้]

ฮาร์แลนด์แอนด์วูล์ฟฟ์ บริษัทผู้สร้าง อาร์เอ็มเอส ไททานิก เปิดคลังเก็บเอกสารส่วนตัวให้กับทีมงานเพื่อแบ่งปันพิมพ์เขียวของเรือ ซึ่งพวกเขาคิดว่ามันหายสาบสูญไปแล้ว สำหรับการออกแบบภายในเรือ ทีมของปีเตอร์ มามอนต์ ผู้ออกแบบงานสร้าง ได้ทำการค้นหาสิ่งของที่มาจากยุคนั้น เพราะเรือนั้นยังใหม่ทำให้ของประกอบฉากทุกชิ้นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด[39] ฟอกซ์ซื้อพื้นที่จำนวน 40 เอเคอร์ บริเวณริมฝั่งด้านทิศใต้ของหาดโรซาริโตในเม็กซิโกและเริ่มก่อสร้างสตูดิโอใหม่เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1996 บ่อน้ำขนาดความจุ 17 ล้านแกลลอนถูกสร้างขึ้นสำหรับมุมมองภายนอกของเรือ ให้มุมมองของมหาสมุทร 270 องศา เรือถูกสร้างให้มีขนาดเท่ากับเรือต้นฉบับ แต่ลามอนต์ได้ตัดส่วนที่ซ้ำซ้อนของเรือออกไปและไม่ได้สร้างส่วนดาดฟ้าด้านหน้าของเรือ เพื่อให้เรือนั้นมีขนาดพอดีกับบ่อ โดยส่วนที่เหลือนั้นเติมด้วยใช้โมเดลดิจิทัล เรือชูชีพและปล่องควันถูกลดขนาดลงร้อยละสิบ ดาดฟ้าและชั้นเอของเรือสามารถใช้ถ่ายทำได้ แต่ส่วนเหลือของเรือนั้นเป็นแค่แผ่นเหล็ก ภายในนั้นมีแท่นยกห้าสิบฟุตเพื่อให้เรือเอียงในระหว่างฉากอับปาง มีเครนความสูง 49 เมตร บนรางความยาว 180 เมตร โดยเอาไว้ใช้ในการก่อสร้าง, ส่องแสงไฟและวางกล้องถ่ายทำ[26]

ฉากห้องพักภายในเรือของ ไททานิก ถูกสร้างใหม่ให้ตรงกับต้นฉบับ โดยใช้ภาพถ่ายและพิมพ์เขียวจากผู้สร้างเรือ ไททานิก บันไดใหญ่ ซึ่งเป็นฉากที่โดดเด่นในภาพยนตร์ ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยมาตรฐานที่สูงและมีความถูกต้องมากที่สุด ถึงแม้ว่ามันจะกว้างขึ้น 30% เมื่อเทียบกับแบบดั้งเดิมและเสริมด้วยคานเหล็ก ช่างฝีมือจากเม็กซิโกและสหราชอาณาจักรแกะสลักลายไม้ที่หรูหราและงานพลาสติกจากแบบดั้งเดิมของ ไททานิก[40] การปูพรม, การหุ้มเบาะ, เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น, การติดตั้งไฟ, เก้าอี้, ช้อนส้อมและถ้วยชามพร้อมตราสัญลักษณ์ ไวต์สตาร์ไลน์ ในแต่ละชิ้นล้วนเป็นวัตถุที่สร้างขึ้นตามแบบดั้งเดิม[41] คาเมรอนจ้างนักประวัติศาสตร์ ไททานิก สองคน ดอน ลินจ์และเคน มาร์สเชลล์ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์[12]

การถ่ายทำ[แก้]

การถ่ายทำภาพยนตร์ ไททานิค เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1996 ที่ ดาร์ตเมาธ์, โนวาสโกเชีย แคนาดา ด้วยการถ่ายทำฉากในยุคปัจจุบันบนเรือ อคาเดมิก มิสติสลาฟ เคลดิช[26] ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 1996 การถ่ายทำย้ายไปที่ฟอกซ์บาฮาสตูดิโอซึ่งสร้างใหม่ที่ โรซาริโต, เม็กซิโก ที่มีฉากของเรือ อาร์เอ็มเอส ไททานิก ขนาดใหญ่[26] ดาดฟ้าท้ายเรือถูกสร้างขึ้นบนบานพับที่สามารถทำให้เอียง 90 องศาได้ในเวลาไม่กี่วินาที ใช้ในฉากที่ท้ายเรือชี้ขึ้นฟ้าแล้วกำลังอับปาง[42] ของประกอบฉากหลายชิ้นเป็นโฟมยาง เพื่อความปลอดภัยของสตันแมน[43] ในวันที่ 15 พฤศจิกายน มีการถ่ายทำฉากขึ้นเรือ[42] คาเมรอนเลือกสร้างฝั่งกราบขวาเรือของ อาร์เอ็มเอส ไททานิก จากการศึกษาข้อมูลสภาพอากาศพบว่าที่นี่มีทิศทางลมเป็นเหนือจรดใต้ ทำให้ควันจากปล่องควันลอยไปด้านหลัง ก่อให้เกิดปัญหาสำหรับการถ่ายทำฉากการเดินทางจาก เซาแทมป์ตัน ซึ่งแต่เดิมนั้นเรือเทียบท่าฝั่งกราบซ้ายของเรือ ทำให้มีการแก้ไขทิศทางของบท เช่นเดียวกับ ของประกอบฉากและเครื่องแต่งกาย ซึ่งจำเป็นต้องพลิกกลับด้าน ตัวอย่างเช่น ถ้าคนไหนเดินไปทางขวาในบท คนนั้นต้องเดินไปทางซ้ายในระหว่างการถ่ายทำ ในช่วงหลังการถ่ายทำ ภาพยนตร์ได้พลิกกลับด้านเพื่อให้ได้ภาพที่ถูกต้อง[44]

มีการว่าจ้างผู้ฝึกสอนเรื่องมารยาทเพื่อสอนนักแสดงให้เรียนรู้มารยาทของคนชั้นสูงในปี ค.ศ. 1912[12] อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้นักวิจารณ์หลายคนก็จับผิดการผิดยุคสมัยที่มีอยู่ในภาพยนตร์ มีไม่น้อยที่นักแสดงนำทั้งสองคนมีส่วนเกี่ยวข้อง[45][46]

คาเมรอนเป็นคนวาดภาพเปลือยของโรส[47] สำหรับฉากที่เขารู้สึกว่ามีฉากหลังของความอดกลั้น "คุณรู้ว่ามันมีความหมายสำหรับเธอ อิสรภาพที่เธอต้องการรู้สึก มันเป็นเรื่องที่น่าดีใจ" เขากล่าว[34] ฉากเปลือยนั้นเป็นฉากแรกที่ดิแคพรีโอกับวินสเล็ตแสดงด้วยกันครั้งแรก "มันไม่ได้มีการออกแบบใด ๆ ทั้งนั้น แม้ว่าผมจะไม่สามารถออกแบบให้ได้ดีกว่านี้ มีความกังวลใจและความกระตือรือร้นและความลังเลใจในตัวพวกเขา" คาเมรอนกล่าว "พวกเขาซ้อมด้วยกัน แต่พวกเขายังไม่เคยถ่ายทำอะไรด้วยกันเลย ถ้าผมมีทางเลือก ผมอาจจะต้องการลงรายละเอียดเข้าไปในฉากนี้ให้มากขึ้น" คาเมรอนกล่าวว่าเขากับทีมงานของเขา "พยายามหาอะไรมาถ่ายทำก่อน" เพราะฉากใหญ่นั้น "ยังไม่พร้อมในอีกหลายเดือน ดังนั้นเราจึงพยายามดิ้นรนเพื่อเติมเต็มทุกสิ่งที่เราทำได้เพื่อจะได้ถ่ายทำ" หลังคาเมรอนเห็นฉากนี้ในภาพยนตร์ เขารู้สึกว่ามันทำออกมาได้ดี[34]

บางครั้งการถ่ายทำก็ไม่ราบรื่นและเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากที่ "สร้างชื่อเสียงที่น่าเกรงขามให้กับคาเมรอนว่าเป็น 'คนที่น่ากลัวที่สุดในฮอลลีวูด' เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะคนที่มีความแน่วแน่, ผู้ยึดติดความสมบูรณ์แบบ" และ "คนที่ตะโกนด้วยความดัง 300 เดซิเบล เหมือนกับ กัปตันไบลห์ ยุคปัจจุบันที่มีโทรโข่งและเครื่องส่งรับวิทยุ บินโฉบหน้าของผู้คนบนรถเครนขนาด 162 ฟุต"[48] วินสเล็ตบิ่นกระดูกในข้อศอกของเธอระหว่างการถ่ายทำและกังวลว่าเธอจะจมน้ำในถังน้ำขนาด 17 ล้านแกลลอนที่มีฉากเรืออับปางอยู่ "มีหลายครั้งที่ฉันกลัวเขาจริง ๆ จิมมีอารมณ์ที่คุณน่าจะไม่เชื่อ" เธอกล่าว[48] "'ให้ตายเถอะ!' เขาจะตะโกนใส่ทีมงานที่น่าสงสารบางคน, 'นั่นคือสิ่งที่ฉันไม่ต้องการ!'"[48] นักแสดงร่วมของเธอ บิล แพกซ์ตัน คุ้นเคยกับวิธีการทำงานของคาเมรอนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา "มีผู้คนมากมายในฉากถ่ายทำ จิมไม่ได้เป็นหนึ่งในคนที่มีเวลาที่จะชนะใจและความคิด," เขากล่าว[48] ทีมงานรู้สึกว่าคาเมรอนมีตัวตนอีกด้านหนึ่งที่ชั่วร้าย จึงตั้งชื่อเล่นเขาว่า "Mij" (Jim สะกดย้อนกลับ)[48] คาเมรอนตอบกลับการวิจารณ์เหล่านี้ โดยเขากล่าวว่า "การสร้างภาพยนตร์คือสงคราม การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ระหว่างธุรกิจและสุนทรียภาพ"[48]

ระหว่างการถ่ายทำฉากบนเรือ อคาเดมิก มิสติสลาฟ เคลดิช ที่แคนาดา มีทีมงานคนหนึ่งใส่ ยาหลอนประสาท เฟนไซคลิดีน ลงไปในซุป ซึ่งคาเมรอนและคนอื่น ๆ ได้กินเข้าไป[11][49] ทำให้ต้องส่งโรงพยาบาลมากกว่า 50 คน รวมถึง แพกซ์ตัน[49] นักแสดง ลูอิส อะเบอร์นาที กล่าวว่า "มีแต่คนกลิ้งไปกลิ้งมาเต็มไปหมด บางคนบอกว่าพวกเขาเห็นเส้นลายตาและประสาทหลอน," [11] คาเมรอนพยายามอ้วกออกมาก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์จนหมด อะเบอร์นาทีตกใจแววตาของคาเมรอน "ดวงตาข้างหนึ่งนั้นเป็นสีแดงสนิท, เหมือนตาของเทอร์มิเนเตอร์ มีแต่รูม่านตา, ไม่มีม่านตา, สีแดงล้วน ส่วนตาอีกข้างหนึ่งดูเหมือนเขาดมกาวตั้งแต่อายุสี่ขวบ"[11][48] คนที่อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษนั้นจับไม่ได้เลยว่าเป็นใคร[37][50]

ตารางการถ่ายทำนั้นตั้งใจใช้เวลา 138 วัน แต่ก็เพิ่มขึ้นเป็น 160 วัน สมาชิกนักแสดงหลายคนเริ่มป่วยเป็นโรคหวัด, ไข้หวัดใหญ่หรือติดเชื้อในไตหลังใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ในน้ำเย็น รวมถึง วินสเล็ต จนท้ายที่สุด เธอตัดสินในไม่ร่วมงานกับคาเมรอนอีก นอกเสียจากเธอจะได้รับ "เงินจำนวนมาก"[50] มีหลายคนออกจากการถ่ายทำและสตันแมนสามคนกระดูกหัก แต่ สมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ ตัดสินใจจากการสืบสวนว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับฉาก[50] นอกจากนี้ ดิแคพรีโอยังกล่าวอีกว่าไม่มีสถานที่ไหนที่เขารู้สึกว่าตกอยู่ในอันตรายระหว่างการถ่ายทำ[51] คาเมรอนเชื่อมั่นในจรรยาบรรณในการทำงานที่ทุ่มเทและไม่เคยขอโทษในวิธีการถ่ายทำของเขา แม้ว่าเขาจะยอมรับว่า:

ผมขอร้องและผมขอร้องกับทีมงานของผม ในแบบที่เหมือนกับทหาร ผมคิดว่ามีวิธีหนึ่งในการรับมือกับตัวประกอบเป็นพันคนและการขนส่งขนาดใหญ่และทำให้ผู้คนปลอดภัย ผมคิดว่าคุณต้องมีวิธีการที่เข้มงวดพอสมควรในการจัดการกับกลุ่มคนจำนวนมาก[50]

ทุนในการถ่ายทำ ไททานิค เริ่มสูงขึ้นจนในที่สุดก็ถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[4][5][6] ทำให้หนึ่งนาทีในภาพยนตร์มีค่ามากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเล็กน้อย[52] ผู้บริหารของฟอกซ์ตื่นตระหนกและเสนอให้ตัดความยาวภาพยนตร์ออกหนึ่งชั่วโมงจากภาพยนตร์สามชั่วโมง พวกเขาโต้เถียงว่าภาพยนตร์ยิ่งยาว ยิ่งมีรอบฉายที่น้อยลง ทำให้ทำเงินได้น้อยกว่า แม้ว่าภาพยนตร์มหากาพย์ที่เรื่องยาว มีแนวโน้มที่จะช่วยให้ผู้กำกับชนะรางวัลออสการ์ คาเมรอนปฏิเสธแล้วบอกฟอกซ์ว่า "คุณอยากจะตัดหนังของผมเหรอ? คุณจะต้องไล่ผมออก! คุณอยากไล่ผมออก? คุณจะต้องฆ่าผม![11] เหล่าผู้บริหารไม่ต้องการเริ่มต้นใหม่เพราะนั่นจะหมายถึงการสูญเสียสิ่งที่พวกเขาลงทุนทั้งหมด ในช่วงแรกพวกเขาปฏิเสธข้อเสนอของคาเมรอนที่จะไม่รับส่วนแบ่งกำไร เนื่องจากพวกเขาคาดการณ์ภาพยนตร์ไม่น่าทำกำไร[11]

คาเมรอนอธิบายการที่เขาไม่รับส่วนแบ่งนั้นซับซ้อน "... ภาพยนตร์ที่สั้นกว่านั้นใช้ทุนสร้างตามสัดส่วนมากกว่า คนเหล็ก 2029 ภาค 2 และ คนเหล็ก ผ่านิวเคลียร์ เสียอีก ภาพยนตร์เหล่านั้นใช้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละเจ็ดหรือแปดจากทุนสร้างเริ่มต้น ไททานิค เริ่มต้นด้วยทุนสร้างที่เยอะอยู่แล้ว แต่มันก็เพิ่มขึ้นเยอะมาก" เขากล่าว "ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ ผมรับผิดชอบในส่วนของสตูดิโอที่เขียนเช็ค ดังนั้นผมทำให้พวกเขาเจ็บปวดน้อยลง ผมทำอย่างนั้นสองครั้งในสองโอกาสที่แตกต่างกัน พวกเขาไม่ได้บังคับให้ผมทำ พวกเขาดีใจที่ผมทำ"[34]

หลังการถ่ายทำ[แก้]

เอฟเฟกต์[แก้]

คาเมรอนต้องการผลักดันขอบเขตของเทคนิคพิเศษในภาพยนตร์ของเขาและได้จ้าง ดิจิทัลโดเมนและแปซิฟิกดาตาอิมเมจิส เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลต่อ ซึ่งผู้กำกับเคยบุกเบิกเอาไว้ในขณะกำลังทำงานภาพยนตร์เรื่อง ดิ่งขั้วมฤตยู และ คนเหล็ก 2029 ภาค 2 ภาพยนตร์หลายเรื่องที่เกี่ยวกับ อาร์เอ็มเอส ไททานิก ก่อนหน้านี้ ได้ถ่ายทำฉากบนน้ำในลักษณะภาพเคลื่อนไหวช้า ทำให้ไม่ค่อยดูน่าเชื่อเท่าไหร่[53] คาเมรอนสนับสนุนให้ทีมงานของเขาถ่ายทำกับแบบจำลองความยาว 45 ฟุต (14 เมตร) ของเรือ เหมือนกับ "พวกเรากำลังโฆษณาให้กับไวต์สตาร์ไลน"[54] น้ำดิจิทัลและควันถูกใส่เพิ่มเข้าไปในภายหลัง เช่นเดียวกับการเพิ่มตัวประกอบโดยใช้การจับเคลื่อนไหวบนสเตจ หัวหน้างานวิชวลเอฟเฟกต์ รอบ เลกาโต สแกนใบหน้าของนักแสดงหลายคน รวมถึงตัวเขาและลูก ๆ ของเขา เพื่อให้เป็นตัวประกอบและสตันแมนดิจิทัล และยังมีแบบจำลองของท้ายเรือความยาว 65 ฟุต (20 เมตร) ซึ่งสามารถหักครึ่งได้หลายรอบ เป็นแบบจำลองเดียวที่ใช้บนน้ำ[53] สำหรับฉากห้องเครื่องของเรือ มีการใช้ภาพเครื่องยนต์ของเรือ เอสเอส เจอเรอไมยาห์ โอไบรอัน ร่วมกับแบบจำลองของเครื่องยนต์และนักแสดงถ่ายทำกับฉากเขียว[55] ฉากเลานจ์ของผู้โดยสารชั้นหนึ่งนั้นเป็นแบบจำลอง โดยนำมารวมกับนักแสดงซึ่งถ่ายทำกับฉากเขียว เพื่อเป็นการประหยัดเงิน[56] แบบจำลองของเลานจ์ต่อมาถูกบดขยี้เพื่อจำลองการทำลายของห้องและแบบจำลองทางเดินของผู้โดยสารชั้นหนึ่งถูกน้ำท่วมด้วยกระแสน้ำที่รุนแรงขณะที่กล้องกำลังแพนออก[57]

แทงค์น้ำปิดขนาด 5,000,000 แกลลอนสหรัฐ (19,000,000 ลิตร) ใช้สำหรับฉากการจมภายในเรือ โดยที่ฉากนั้นสามารถเอียงได้ในน้ำ ในการจมฉากบันไดใหญ่ น้ำขนาด 90,000 แกลลอนสหรัฐ (340,000 ลิตร) ถูกใส่ลงไป ซึ่งฉากบันไดใหญ่ที่อยู่ด้านล่างของแทงค์น้ำ น้ำที่ตกลงทำให้ฉีกบันไดออกมาจากฐานรากที่เสริมด้วยเหล็กอย่างไม่คาดคิด ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครบาดเจ็บ ฉากภายนอกของ อาร์เอ็มเอส ไททานิก ความยาว 744 ฟุต (227 เมตร) ส่วนครึ่งแรกของเรือนั้นอยู่ในแทงค์น้ำ แต่เนื่องจากมันส่วนที่หนักที่สุดของเรือ จึงทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทกกับน้ำ เพื่อที่จะให้ฉากลงไปอยู่ในน้ำ คาเมรอนทำให้ฉากนั้นว่างเปล่าให้ได้มากที่สุดและแม้แต่ทุบหน้าต่างทางเดินบางส่วนด้วยตัวเขาเอง หลังการจมห้องรับประทานอาหาร พวกเขาใช้สามวันถ่ายทำ ยานพาหนะที่ควบคุมจากระยะไกลของโลเวตต์สำรวจซากในปัจจุบัน[26] ฉากหลังการอับปางในมหาสมุทรแอตแลนติกที่หนาวถึงจุดเยือกแข็งนั้นถ่ายทำในแทงค์น้ำขนาด 350,000 แกลลอนสหรัฐ (1,300,000 ลิตร)[58] ศพที่ถูกแช่แข็งนั้นสร้างโดยนำนักแสดงมาทาแป้งที่ตกผลึกเมื่อสัมผัสกับน้ำและนำขี้ผึ้งมาเคลือบผมและเสื้อผ้า[39]

ฉากในภาพยนตร์ที่เรือแตกออกเป็นสองท่อน ก่อนที่เรือทั้งลำจะจมลงไปสู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก มีการสร้างฉากขนาดเท่าของจริงซึ่งสามารถเอียงได้ มีนักแสดงประกอบ 150 คนและนักแสดงผาดโผน 100 คน คาเมรอนวิจารณ์ภาพยนตร์ ไททานิก ก่อนหน้านี้ว่าฉากการจมนั้นเหมือนกับการไถลลงไปในน้ำอย่างนุ่มนวล เขา "ต้องการจะแสดงให้เห็นภาพของเหตุการณ์ที่โกลาหลอย่างน่ากลัวเพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ"[12] เมื่อขณะถ่ายทำฉากนี้ ผู้คนจำเป็นต้องร่วงลงจากดาดฟ้าที่เอียงมากขึ้น ร่วงลงไปหลายร้อยฟุตและชนกับราวกั้นและใบพัดกระเด็นออกไป มีความพยายามในการถ่ายทำฉากนี้กับนักแสดงผาดโผน ส่งผลให้มีการบาดเจ็บเล็กน้อย และคาเมรอนจึงให้หยุดการแสดงผาดโผนที่อันตรายกว่านี้ จนในที่สุดก็ลดความเสี่ยงด้วยการ "ใช้ผู้คนสร้างจากคอมพิวเตอร์สำหรับการร่วงที่อันตราย"[12]

การตัดต่อ[แก้]

มีหนึ่งฉากที่เป็น "ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ" ซึ่งคาเมรอนเลือกที่จะตัดออกจากภาพยนตร์ ฉากดังกล่าวคือ เอสเอส แคลิโฟร์เนียน นั้นใกล้กับ ไททานิก ในคืนที่เรืออับปาง แต่เรือ แคลิโฟร์เนียน ได้ปิดวิทยุในคืนนั้น ทำให้ไม่ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจาก ไททานิก และไม่ได้ตอบสนองกับพลุขอความช่วยเหลือเช่นกัน "ใช่, [เอสเอส] แคลิโฟร์เนียน มันไม่ใช่การประนีประนอมกับการสร้างภาพยนตร์กระแสหลัก มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ความสำคัญมากกว่า การสร้างความจริงทางอารมณ์ให้กับภาพยนตร์ คาเมรอนกล่าว เขาบอกว่ามีแง่มุมของการเล่าเรื่องการอับปางที่ดูเหมือนจะสำคัญในช่วงก่อนและหลังการถ่ายทำ แต่กลับกลายเป็นว่ามีความสำคัญน้อยลงเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้พัฒนาขึ้น "เรื่องราวของ แคลิโฟร์เนียน มันอยู่ในนั้น พวกเรายังถ่ายทำฉากที่พวกเขาปิดวิทยุมาร์โกนีเลย," คาเมรอนกล่าว "แต่ผมเอามันออก มันเป็นการตัดที่สะอาด เพราะมันเน้นให้คุณกลับไปที่โลกนั้น ถ้า ไททานิก นั้นแข็งแกร่งดั่งคำอุปมา เป็นโลกขนาดเล็ก สำหรับวันสิ้นโลกในความรู้สึก ดังนั้นโลกดังกล่าวจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง"[34]

ในช่วงการตัดต่อครั้งแรก คาเมรอนได้เปลี่ยนแปลงตอนจบที่วางแผนเอาไว้ ซึ่งเป็นการสรุปเรื่องราวของบร็อก เลิฟเวตต์ ในตอนจบแบบเดิม บร็อกและลิซซีเห็นโรสวัยแก่กำลังปืนท้ายเรือและกลัวว่าเธอกำลังจะฆ่าตัวตาย จากนั้นโรสก็เปิดเผยว่าเธอนั้นมีสร้อยคอเพชร "หัวใจมหาสมุทร" อยู่ในการครอบครองมาโดยตลอด แต่เธอไม่เคยขายมันเพื่อที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเธอเองโดยไม่ต้องใช้เงินของแคล เธอให้บร็อกสัมผัสสร้อยคอแล้วบอกเขาว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ล้ำค่าแล้วโรสก็โยนสร้อยคอลงไปในมหาสมุทร บร็อกหัวเราะกับความโง่เขลาของเขา หลังยอมรับว่าสมบัตินั้นไร้ค่า โรสกลับไปที่ห้องเธอแล้วนอนหลับ จากนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงในลักษณะเดียวกับภาพยนตร์ฉบับสุดท้ายที่ฉายในโรงภาพยนตร์ ในห้องตัดต่อ คาเมรอนตัดสินใจว่า ณ จุดนี้ ผู้ชมคงจะไม่สนใจในตัว บร็อก เลิฟเวตต์ แล้วและตัดบทสรุปเรื่องราวของเขาออก ทำให้โรสนั้นอยู่คนเดียวขณะที่เธอหย่อนสร้อยคอ คาเมรอนไม่อยากจะทำลายความเศร้าโศกของผู้ชมหลังจากเรือ ไททานิก จม[59] แพกซ์ตันเห็นด้วยว่าฉากของเขากับบทสรุปและหัวเราะของบร็อกนั้นไม่จำเป็น เขากล่าวว่า "ผมว่าต้องฉีดเฮโรอีนเพื่อให้ฉากนี้ดีขึ้น ...คุณไม่ต้องการอะไรจากเราจริง ๆ งานของเราก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ... ถ้าคุณฉลาดและกำจัดอัตตาและความหลงตัวเองออกไป คุณจะฟังภาพยนตร์และภาพยนตร์จะบอกคุณว่ามันต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร"[60]

ภาพยนตร์ที่ฉายในรอบทดสอบครั้งแรก มีฉากการต่อสู้ระหว่างแจ็กและเลิฟจอย ซึ่งเกิดขึ้นหลังแจ็กและโรสหนีเข้าไปยังห้องอาหารที่ถูกน้ำท่วม แต่ผู้ชมทดสอบไม่ชอบ[61] ฉากนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ภาพยนตร์นั้นช้าลง โดยที่แคล (หลอก) ให้โอกาสเลิฟจอย ซึ่งเป็นคนรับใช้ของเขา ได้ "หัวใจมหาสมุทร" ไปครอบครองถ้าเขาจับแจ็กกับโรสได้ เลิฟจอยติดตามทั้งคู่ไปยังห้องอาหารชั้นหนึ่งซึ่งกำลังจม เลิฟจอยได้ยินเสียงโรสเอามือตบน้ำ โดยเธอหลบอยู่หลังโต๊ะ กำลังจับเก้าอี้แล้วมือของเธอก็ลื่น ขณะที่เลิฟจอยกำลังเดินไปหาโรส แจ็กเข้ามาจากข้างหลังเลิฟจอยแล้วผลักศีรษะของเขาไปชนกับกระจกหน้าต่าง แจ็กแก้แค้นเลิฟจอยที่กล่าวหาเขาว่าเป็นคน "ขโมย" สร้อยคอ ซึ่งเป็นการอธิบายว่าบาดแผลบนหัวของเลิฟจอยได้มาอย่างไร ที่เห็นก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ การตอบรับของฉากนี้ ผู้ชมทดสอบกล่าวว่าจะไม่สมจริงที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อความมั่งคั่ง และคาเมรอนก็ตัดฉากนี้ออกด้วยเหตุผลดังกล่าว เช่นเดียวกันเหตุผลในเรื่องเวลาและจังหวะของภาพยนตร์ ฉากอื่น ๆ หลายฉากถูกตัดออกด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน[61]

การฉาย[แก้]

การฉายช่วงแรก[แก้]

ทเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์และพาราเมาต์พิกเจอส์ ร่วมกันออกทุนสร้างภาพยนตร์ ไททานิค โดยพาราเมาต์ดูแลการจัดจำหน่ายในอเมริกาเหนือและฟอกซ์ดูแลการจัดจำหน่ายทั่วโลก พวกเขาคาดหวังว่าคาเมรอนจะสร้างภาพยนตร์ให้เสร็จ สำหรับการฉายในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ภาพยนตร์จะเข้าฉายในวันดังกล่าว "เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากการขายตั๋วในช่วงฤดูร้อนซึ่งทำเงินมหาศาล เมื่อภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์มักจะทำได้ดีกว่า"[12] ในเดือนเมษายน คาเมรอนกล่าวว่าเทคนิคพิเศษของภาพยนตร์นั้นซับซ้อนมากและทำให้การฉายในช่วงฤดูร้อนนั้นคงเป็นไปไม่ได้[12] การสร้างที่ล่าช้า ทำให้พาราเมาต์เลื่อนวันฉายออกไปเป็นวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1997[62] "เรื่องนี้ทำให้เกิดการคาดเดาว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นหายนะ" มีการฉายรอบตัวอย่างในมินนีแอโพลิสเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม "ได้รับการตอบรับในแง่บวก" และ "การพูดคุยกันบนอินเทอร์เน็ตมีส่วนรับผิดชอบต่อการพูดปากต่อปากที่ดีเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้" ในที่สุดก็นำไปสู่การรายงานข่าวในทางที่ดีมากขึ้น[12] ภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997 ในงานเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว[63] ซึ่งการตอบรับได้รับการอธิบายโดย เดอะนิวยอร์กไทมส์ ว่า "ไม่น่าสนใจ"[64] บทวิจารณ์ในแง่บวกเริ่มกลับมาปรากฏในสหรัฐ เมื่อมีการฉายรอบปฐมทัศน์ในฮอลลีวูดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1997 ที่ "ดาราภาพยนตร์ชื่อดังมาร่วมงานเปิดตัวและต้องการเผยภาพยนตร์เรื่องนี้ไปยังสื่อทั่วโลกอย่างกระตือรือร้น"[12]

บ็อกซ์ออฟฟิศ[แก้]

ไททานิค ทำเงิน 659.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอเมริกาเหนือและ 1.528 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศ รวมแล้วทำเงินทั่วโลก 2.187 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรวมเงินที่ได้จากการฉายใหม่เมื่อปี 2012 และ 2017[7] กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุด ในปี 1998 จนกระทั่ง อวตาร ซึ่งเขียนบทและกำกับโดยคาเมรอน ทำเงินแซงไปในปี 2010[65] เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1998,[66] ไททานิค เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำเงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก[67] และในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ 13–15 เมษายน 2012 หนึ่งศตวรรษหลังการอับปางของเรือ ไททานิค กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองที่ทำเงินมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก โดยได้เงินจากการฉายใหม่ในรูปแบบสามมิติ[68] บ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ ประมาณการว่า ไททานิค เป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดอันดับที่ห้าในอเมริกาเหนือเมื่อปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว[69] และยังประมาณการว่าภาพยนตร์ได้ขายตั๋วไปมากกว่า 128 ล้านใบในสหรัฐในช่วงการฉายครั้งแรก[70]

รางวัล[แก้]

ไททานิก ได้รับรางวัลระดับแนวหน้าของโลกจำนวนมาก แต่ที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุด คือ การที่สามารถชนะเลิศรางวัลออสการ์ ได้ถึง 11 สาขา ซึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ไม่เคยมีภาพยนตร์เรื่องใดที่ได้รางวัลออสการ์มากกว่า 11 สาขาเลย ส่วนภาพยนตร์ที่ได้รางวัล 11 สาขาเท่ากัน มีเพียง 3 เรื่องในประวัติศาสตร์ คือ เบนเฮอร์, ไททานิก และ ลอร์ดออฟเดอะริงส์: มหาสงครามชิงพิภพ รางวัลที่มีชื่อเสียงที่ภาพยนตร์เรื่องไททานิกได้รับ ได้แก่

ไททานิกในประเทศไทย[แก้]

ไททานิกเข้าฉายในประเทศไทย ในวันแรกคือวันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1997 (แต่ทุกโรงได้ฉายก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน คือวันพุธที่ 24 ธันวาคม เว้นแต่ในโรงเครืออีจีวีที่ฉายตามกำหนดเดิม) โดยไม่มีชื่อเป็นภาษาไทย และเมื่อฉายแล้วก็ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้นในสังคม

จนเป็นวลีที่พูดติดปากกันว่า "แจ๊คกับโรส" และโดยเฉพาะในหมู่เด็กสาว ๆ ที่คลั่งไคล้ดารานำชาย คือ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เหมือนกับหลายประเทศที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉาย โดยสื่อต่าง ๆ และสังคมมีการนำเสนอแง่มุมหรือเรื่องราวต่าง ๆ ของดารานำชายผู้นี้อย่างกว้างขวาง

เพลงประกอบภาพยนตร์ "มายฮาร์ตวิลโกออน" ซึ่งประพันธ์โดยวิลล์ เจนนิง อำนวยเพลงโดยเจมส์ ฮอร์เนอร์ และวอลเตอร์ เอฟฟานาซีฟ ขับร้องโดยเซลีน ดิออน ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยได้รับการเปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุนานนับเดือน

กับทั้งยังส่งผลต่อฉบับลอกแบบอื่น ๆ ที่ตามอีกด้วย เช่น ฉบับบรรเลงโดย เคนนี จี หรือฉบับภาษาไทยที่มีผู้ลักลอบแปลและบันทึกเสียงออกจำหน่าย

การกลับมาฉายใหม่[แก้]

ในต้นเดือนเมษายนปี ค.ศ. 2012 ไททานิกได้กลับมาฉายใหม่ในระบบสามมิติและไอแมกซ์ ในวาระครบรอบ 100 ปี ที่ไททานิกได้จมลง

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. ถึงแม้ว่า ไททานิก ชนภูเขาน้ำแข็งเมื่อวันที่ 14 เมษายน แต่เรือนั้นจมลงในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 เมษายน

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 "Titanic (1997)". Film & TV Database. British Film Institute. สืบค้นเมื่อ July 29, 2011.
  2. 2.0 2.1 "Titanic". AFI Catalog of Feature Films. American Film Institute. สืบค้นเมื่อ February 2, 2018.
  3. "TITANIC (12)". British Board of Film Classification. November 14, 1997. สืบค้นเมื่อ November 8, 2014.
  4. 4.0 4.1 Garrett, Diane (April 20, 2007). "Big-budget bang-ups". Variety. Archived from the original on November 17, 2009. สืบค้นเมื่อ November 16, 2009.
  5. 5.0 5.1 Wyatt, Justin; Vlesmas, Katherine (1999). "The Drama of Recoupment: On the Mass Media Negotiation of Titanic": 29–45. Cite journal requires |journal= (help) In Sandler & Studlar (1999).
  6. 6.0 6.1 Welkos, Robert W. (February 11, 1998). "The $200-Million Lesson of 'Titanic'". Los Angeles Times. Archived from the original on October 15, 2012. สืบค้นเมื่อ December 12, 2009.
  7. 7.0 7.1 "Titanic (1997)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ June 8, 2012.
  8. Carlson, Dusten (September 14, 2012). "James Cameron And MythBusters Prove That Jack Had To Die". Inquisitr. สืบค้นเมื่อ July 17, 2016.
  9. 9.0 9.1 James Cameron (2005). Audio Commentary (DVD). 20th Century Fox. The big ambiguity here is 'is she alive and dreaming' or 'is she dead and on her way to Titanic heaven?' I'll never tell. Of course, I know what we intended....The answer has to be something you supply personally; individually.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 "Heart of the Ocean: The Making of Titanic. THE BEST OF". 1997–1998.
  11. 11.00 11.01 11.02 11.03 11.04 11.05 11.06 11.07 11.08 11.09 11.10 11.11 11.12 "Titanic. Man overboard! After a production as lavish and pricey as the doomed ship itself, James Cameron finally unveils his epic film. But will it be unsinkable?". Entertainment Weekly. November 7, 1997. pp. 1–7. Archived from the original on March 26, 2010.
  12. 12.00 12.01 12.02 12.03 12.04 12.05 12.06 12.07 12.08 12.09 12.10 12.11 12.12 "James Cameron's Titanic". Media Awareness Network. Archived from the original on 2011-06-09. สืบค้นเมื่อ January 24, 2010.
  13. "Billy Crudup: "Titanic" Would've Sunk My Life". Internet Movie Database. June 22, 2000. สืบค้นเมื่อ June 14, 2007.
  14. "Actor Is Thankful He Didn't Get Titanic Role". Internet Movie Database. August 25, 1998. Archived from the original on March 18, 2012. สืบค้นเมื่อ June 18, 2007.
  15. "Leonardo DiCaprio or Kate Winslet: Which 'Titanic' Star Has the Better Career?". The Daily Beast. The Newsweek Daily Beast Company. April 4, 2012. สืบค้นเมื่อ April 23, 2012.
  16. "'Clueless' Actor: I Was "Heartbroken" After Losing 'Titanic' Role to Leonardo DiCaprio". The Hollywood Reporter (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-06-17.
  17. "Titanic: Visiting The Grave Of The Real J. Dawson In Halifax". Huffington Post. April 4, 2012. Archived from the original on April 7, 2012. สืบค้นเมื่อ May 12, 2015.
  18. "Star Misses. Nicole Kidman in "The Reader"? Gwyneth Paltrow aboard "Titanic"? How some of the biggest names in Hollywood lost out on some of its biggest roles". Forbes. February 25, 2009. สืบค้นเมื่อ January 22, 2010.
  19. "'Titanic' Casting: What Other Stars Were Considered For James Cameron's Masterpiece?". Huffington Post. June 22, 2012. สืบค้นเมื่อ March 21, 2016.
  20. Warrington, Ruby (November 29, 2009). "Claire Danes: the secretive starlet". The Times. London. สืบค้นเมื่อ January 22, 2010.
  21. "Why Rob Lowe Left Brothers & Sisters & The West Wing". E! Online (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-07-23.
  22. "'Titanic' star Gloria Stuart dies". Variety. September 27, 2010. สืบค้นเมื่อ May 9, 2014.
  23. 23.0 23.1 Waites, Rosie (April 5, 2012). "Five Titanic myths spread by films". BBC News. สืบค้นเมื่อ September 15, 2019.
  24. Barczewski, Stephanie L. (2004). Titanic: A Night Remembered. Continuum International Publishing Group. p. 30. ISBN 978-1-85285-434-8. สืบค้นเมื่อ March 31, 2009.
  25. "British Wreck Commissioner's Inquiry: Day 6". Titanic Inquiry Project. 1999. สืบค้นเมื่อ August 3, 2010.
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 26.4 26.5 Ed W. Marsh (1998). James Cameron's Titanic. London: Boxtree. pp. 3–29.
  27. Marcus, Jon (2012-04-08). "A Titanic Obsession". Boston Globe. สืบค้นเมื่อ 2014-05-11.
  28. Anders Falk (2005). Titanic Ship's Tour (DVD). 20th Century Fox.
  29. 29.0 29.1 29.2 29.3 29.4 29.5 Marsh and Kirkland, pp. v–xiii
  30. 30.0 30.1 "James Cameron: Playboy Interview". Playboy. December 2009. Archived from the original on July 30, 2010. สืบค้นเมื่อ January 19, 2010.
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 31.4 31.5 Realf, Maria. "An audience with James Cameron. The filmmaker discusses his movies to date and reveals the motivations". Eyeforfilm.co.uk. สืบค้นเมื่อ January 21, 2010.
  32. 32.0 32.1 Bilmes, Alex (December 14, 2009). "James Cameron is a genial raconteur and self-effacing man, says Alex Bilmes". GQ. Archived from the original on March 26, 2010. สืบค้นเมื่อ May 9, 2014.
  33. 33.0 33.1 33.2 James Cameron (2005). Deep Dive Presentation (DVD). 20th Century Fox.
  34. 34.0 34.1 34.2 34.3 34.4 34.5 34.6 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ www.industrycentral.net
  35. Eaton, John P.; Haas, Charles A. (1999). Titanic: A Journey Through Time. Sparkford, Somerset: Patrick Stephens. p. 205. ISBN 978-1-85260-575-9.CS1 maint: ref=harv (link)
  36. Cramer, Steve. "Neoliberal and Social Democratic Versions of History, Class and Ideology in James Cameron's Titanic and Roy Baker's A Night to Remember" (PDF). Sydney Studies. p. 117. สืบค้นเมื่อ September 15, 2019.
  37. 37.0 37.1 Jon Landau, Kate Winslet, Gloria Stuart, Victor Garber (2005). Audio Commentary (DVD). 20th Century Fox.
  38. Beverly Fortune (October 11, 1999). "Wheel of Fortune". Lexington Herald-Leader. That was one of the first questions pitched to 89-year-old actress Gloria Stuart at a book signing Wednesday night at Joseph-Beth Booksellers [...] 'Yes, Old Rose died.'
  39. 39.0 39.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ blueprint
  40. Ed W. Marsh (1997). James Cameron's Titanic. p. 21.
  41. Ed W. Marsh (1997). James Cameron's Titanic. p. 35.
  42. 42.0 42.1 Ed W. Marsh (2005). Construction Timelapse (DVD). 20th Century Fox.
  43. Marsh and Kirkland, pp. 130–142
  44. Marsh and Kirkland, pp. 52–54
  45. "Quite a bit of the dialogue is peppered by vulgarities and colloquialisms that seem inappropriate to the period and place, but again seem aimed directly to the sensibilities of young American viewers." McCarthy, Todd (November 3, 1997). ""Titanic" review by Todd McCarthy". Variety. สืบค้นเมื่อ February 21, 2009.
  46. "Titanic's very slow leak". The Washington Post. March 25, 1999. สืบค้นเมื่อ February 21, 2009.
  47. "Topless drawing of Kate Winslet in Titanic to sell for £10,000". The Telegraph. April 1, 2011. สืบค้นเมื่อ October 28, 2018.
  48. 48.0 48.1 48.2 48.3 48.4 48.5 48.6 Godwin, Christopher (November 8, 2008). "James Cameron: From Titanic to Avatar". The Times. London. Archived from the original on September 16, 2011. สืบค้นเมื่อ January 9, 2010.
  49. 49.0 49.1 "PCP-laced chowder derails Titanic filming". Entertainment Weekly. September 13, 1996. สืบค้นเมื่อ December 3, 2015.
  50. 50.0 50.1 50.2 50.3 Andrew Gumbel (January 11, 2007). "Lights, cameras, blockbuster: The return of James Cameron". The Independent. London. สืบค้นเมื่อ February 5, 2008.
  51. "Leonardo DiCaprio Interviewed by Joe Leydon for "Titanic"". YouTube. June 11, 2008. สืบค้นเมื่อ August 3, 2010.
  52. Marshall, Sarah (2017-12-17). "The Insane True Story Of How "Titanic" Got Made". BuzzFeed. สืบค้นเมื่อ 2017-12-27.
  53. 53.0 53.1 Marsh and Kirkland, pp. 147–154
  54. Marsh and Kirkland, p. 65
  55. VFX Shot Breakdown (DVD). 20th Century Fox. 2005.
  56. VFX How To For First Class Lounge (DVD). 20th Century Fox. 2005.
  57. VFX How To Flood A First Class Corridor (DVD). 20th Century Fox. 2005.
  58. Marsh and Kirkland, pp. 161–168
  59. James Cameron (2005). Alternate Ending Commentary (DVD). 20th Century Fox.
  60. Lerner, Will (February 27, 2017). "Bill Paxton on the Alternate Ending of 'Titanic' That Audiences Didn't See in 1997". Yahoo! Entertainment. สืบค้นเมื่อ September 23, 2018.
  61. 61.0 61.1 James Cameron (2005). Deleted scene commentaries (DVD). 20th Century Fox.
  62. Weinraub, Bernard (April 21, 1997). "Hollywood Braces for Likely Delay Of 'Titanic'". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 8 February 2014.
  63. "Big in Japan: 'Titanics premiere". Entertainment Weekly. November 14, 1997. สืบค้นเมื่อ 11 February 2014.
  64. Strom, Stephanie (November 4, 1997). "Arts Abroad; Harrison Ford's Not in 'Titanic'? Well, No Matter!". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 11 February 2014.
  65. "Cameron does it again as 'Avatar' surpasses 'Titanic'". Newsday. February 3, 2010. สืบค้นเมื่อ October 26, 2010.
  66. Paula Parisi (1998). Titanic and the Making of James Cameron. HarperCollins. ISBN 978-1557043641.
  67. "Titanic sinks competitors without a trace". BBC News. February 25, 1998. สืบค้นเมื่อ February 19, 2007.
  68. "Titanic becomes second ever film to take $2 billion". The Daily Telegraph. London. April 16, 2012. สืบค้นเมื่อ April 16, 2012.
  69. "All Time Box Office Adjusted for Ticket Price Inflation". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ June 16, 2018.
  70. "Titanic (1997)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ May 31, 2016.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]