ฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์
| ฉายา | Holland, Brilliant Orange, Oranje, Clockwork Orange, Orange Crush, The Orangemen, Flying Dutchman, อัศวินสีส้ม (ในภาษาไทย) |
||
|---|---|---|---|
| สมาคม | ราชสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ | ||
| หัวหน้าผู้ฝึกสอน | หลุยส์ ฟาน กัล [1] | ||
| ติดทีมชาติสูงสุด | เอดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ (124) [2] | ||
| ทำประตูสูงสุด | แพทริก ไคลเวิร์ต (40) | ||
|
|||
| เกมระดับนานาชาติครั้งแรก | |||
| เบลเยียม 1 - 4 เนเธอร์แลนด์ (แอนต์เวิร์ป, เบลเยียม; 30 เมษายน 2448) |
|||
| ชนะสูงสุด | |||
| เนเธอร์แลนด์ 11 - 0 ซานมารีโน (ไอนด์โฮ เนเธอร์แลนด์; 2 กันยายน 2554) |
|||
| แพ้สูงสุด | |||
| เนเธอร์แลนด์ 2 - 12 อังกฤษ (เฮก เนเธอร์แลนด์; 1 เมษายน 2450) |
|||
| ฟุตบอลโลก | |||
| เข้าร่วม | 9 (ครั้งแรกเมื่อ 1934) | ||
| ผลงานดีที่สุด | รองชนะเลิศ 1974, 1978 และ 2010 | ||
| ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป | |||
| เข้าร่วม | 8 (ครั้งแรกเมื่อ 1976) | ||
| ผลงานดีที่สุด | ชนะเลิศ 1988 | ||
ฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ (ดัตช์: Nederlands Voetbalelftal, อังกฤษ: Netherlands National Football Team) ทีมฟุตบอลประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ ภายใต้ ราชสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ มีฉายาในภาษาไทยว่า "อัศวินสีส้ม" ทีมชาติเนเธอร์แลนด์มีผลงานสูงสุดในฟุตบอลโลกคือ ได้รองชนะเลิศ 3 ครั้ง ใน ฟุตบอลโลก 1974, ฟุตบอลโลก 1978 และ ฟุตบอลโลก 2010 และชนะเลิศฟุตบอลยูโร 1 ครั้ง ใน ฟุตบอลยูโร 1988 ได้เหรียญทองแดง 3 ครั้งในกีฬาโอลิมปิก ในปี 1908 1912 และ 1920
ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ได้รับฉายาว่า "Clockwork Orange" ในช่วงที่ได้ชื่อว่าเล่นได้อย่างโททอลฟุตบอล ที่มีการต่อบอลได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ยังเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ทีมชาติฮอลแลนด์
เนื้อหา |
ประวัติทีม[แก้]
ชาวอังกฤษนำกีฬาฟุตบอลเข้ามาเผยแพร่ในเนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1865 และจากนั้นมาพวกเขาก็คิดในเรื่องเกมการเล่นของตัวเองที่แตกต่างออกไป รวมทั้งสร้างนักเตะที่เป็นตำนานขึ้นมาอย่างมากมาย หลังจากที่สมาคมฟุตบอลฮอลแลนด์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1879 และมีการลงสนามเกมนานาชาติครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1905 ด้วยการบุกไปเอาชนะ เบลเยียม เพื่อนบ้าน 4-1 ซึ่ง เอ็ดดี้ เดเนเว ยิงไปคนเดียว 4 ประตู
จากนั้นก็มาได้เหรียญทองแดงโอลิมปิกในปี ค.ศ. 1908 กับ ค.ศ. 1912 และมีโอกาสเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี ค.ศ. 1934 หลังจากที่ 4 ปีก่อนหน้านี้ปฏิเสธคำเชิญของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) แต่ก็ทำได้เพียงแค่ตกรอบแรกทั้งในปี ค.ศ. 1934 และ ค.ศ. 1938 แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้วก็มีการก่อตั้งลีกอาชีพของตัวเองขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้นักเตะของตัวเองออกไปค้าแข้งกับสโมสรในต่างแดน
การตั้งลีกอาชีพในปี ค.ศ. 1954 ทำให้มาตรฐานการเล่นของทีมดีขึ้นมาจนกระทั่งในยุคทศวรรษที่ 70 ก็มีนักเตะชื่อดังอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์, โยฮัน นีสเกนส์ และ รุด โครล ในรูปแบบการเล่นที่เรียกว่า "โททัลฟุตบอล" (Total Foofball) ภายใต้การคุมทีมของ ไรนุส มิเชลล์ พร้อมด้วยการมีสโมสรชั้นนำอย่าง อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ซึ่งฮอลแลนด์ได้เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเมื่อปี ค.ศ. 1974 แต่ไปแพ้ให้เยอรมันตะวันตก 1-2 อย่างน่าเสียดาย ทั้ง ๆ ที่ยิงนำไปก่อน
และในยูโร 76 เนเธอร์แลนด์คว้าอันดับ 3 มาครองได้ รวมทั้งฟุตบอลโลก ค.ศ. 1978 มีโอกาสได้เข้าชิงชนะเลิศอีกครั้งแต่ก็ไปแพ้ให้กับ อาร์เจนตินา เจ้าภาพ 1-3 จากนั้นฟุตบอลฮอลแลนด์เหมือนว่าจะหมดยุคไปพร้อม ๆ กับยุคของ โยฮัน ครัฟฟ์ จนกระทั่งมาถึงยุคทศวรรษที่ 80 ซึ่งเป็นยุคของ รุด กุลลิท, แฟรงก์ ไรจ์การ์ด และ มาร์โก้ แวน บาสเทน ซึ่งเรียกว่า "สามทหารเสือ" ทำให้วงการฟุตบอลฮอลแลนด์กลับมาเจิดจรัสได้อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ยูโร 88 ซึ่งนั่นถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของเนเธอร์แลนด์เพียงรายการเดียวตราบจนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตามในฟุตบอลโลก ค.ศ. 1990, ค.ศ. 1994, ค.ศ. 1998 และยูโร 92 กับยูโร 96 ผลงานของทีมออกมาต่ำกว่าสิ่งที่น่าจะเป็น และในยูโร 2000 ที่ฮอลแลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกับเบลเยียมก็ตกรอบรองชนะเลิศเมื่อแพ้ อิตาลี ในการดวลจุดโทษไปอย่างน่าเสียดาย ในฟุตบอลโลก ค.ศ. 2002 ฮอลแลนด์ไม่ผ่านเข้าแข่งขันรอบสุดท้าย ส่วนผลงานในยูโร 2004, ฟุตบอลโลก ค.ศ. 2006และยูโร 2008 ก็ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในยูโร 2008 ที่ฮอลแลนด์เล่นรอบแรกได้อย่างดีเยี่ยม แต่กลับตกรอบสอง [3]
ในฟุตบอลโลก ค.ศ. 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ เนเธอร์แลนด์ก็ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการคัดเลือกเป็นทีมแรกด้วยจากทวีปยุโรป ด้วยการชนะ 8 นัดรวด ในรอบคัดเลือกของโซนยุโรป กลุ่ม 9[4] และในรอบสุดท้าย เนเธอร์แลนด์สร้างผลงานชนะในรอบแรกทั้งสามนัด และสามารถเอาชนะ บราซิล ทีมเต็ง 1 ได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะชนะ อุรุกวัย ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ผ่านเข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี[5] เนเธอร์แลนด์ชนะทุกรอบก่อนเข้าไปชิงแชมป์โลกกับ สเปน แต่เป็นฝ่ายแพ้ไป 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ[6]
ในยูโร 2012 เนเธอร์แลนด์เป็นทีมหนึ่งที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้เป็นแชมป์ แต่เมื่อแข่งขันเข้าจริงแล้ว เนเธอร์แลนด์กลับเป็นทีมที่ตกรอบแรก ในแบบที่ไม่สามาถเอาชนะใครได้เลย โดยแพ้ให้แก่ เดนมาร์ก, เยอรมัน และโปรตุเกส โดนยิงไปทั้งสิ้น 5 ลูก และยิงได้เพียงแค่ 2 ลูกเท่านั้น[7]
ผลงาน[แก้]
- ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในปี 1988 (แชมป์)
- ฟุตบอลโลก 1974 (รองแชมป์)
- ฟุตบอลโลก 1978 (รองแชมป์)
- ฟุตบอลโลก 1998 (ที่ 4)
- ฟุตบอลโลก 2010 (รองแชมป์)
อดีตผู้เล่นที่มีชื่อเสียง[แก้]
- โยฮัน ครัฟฟ์
- โยฮัน นีสเกนส์
- รุด โครล
- รุด กุลลิท
- แฟรงก์ ไรจ์การ์ด
- มาร์โก้ แวน บาสเทน
- โรนัลด์ คูมัน
- เดนนิส เบิร์กแคมป์
- มาร์ค โอเวอร์มาร์ส
- แพทริก ไคลเวิร์ต
- รอย มาคาย
- ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์
- จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงก์
- คลาเรนซ์ ซีดอร์ฟ
- เอ็ดการ์ ดาวิดส์
- แฟรงก์ เดอ บัว
- โรนัลด์ เดอ บัว
- เอดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์
- ฟิลลิป โคคู
- ยาป สตัม
- โจวันนี ฟาน บรองค์ฮอสท์
- รุด ฟาน นิสเตอรอย
ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]
- มาร์เทน สเทเคเลนเบิร์ก
- เฮค ทิมเมอร์
- คาลิด บูลาห์รุซ
- อังเดร ออยเยอร์
- ยอริส มาไทเซน
- วิลเฟรด บูมา
- มาริโอ เมลชอต
- จอห์น ไฮติงกา
- ทิม เดอ เคล
- ออลันโด อิงเกลารร์
- ไนเจล เดอ ยอง
- ราฟาเอล ฟาน เดอ ฟาร์ท
- เวสลีย์ สไนเดอร์
- เกรกอรี ฟาน เดอร์ วีล
- อิมบราอิม อัพเฟรี่
- มาร์ค ฟาน บอมเบล
- เดมี เดอ ซูว
- ไรอัน บาเบิล
- โรบิน ฟาน เพอร์ซี
- อาเยน ร็อบเบน
- คลาส-เยน ฮุนเตลา
- เอลเยโร เอเลีย
- เดิร์ค เค้าท์
- โจวานนี่ วาน แบล็คสต็อค
- มิเชล วอร์ม
- เยโทร วิลเลมส์
- เออร์บี เอ็มมานูเอลสัน
อ้างอิง[แก้]
- ↑ "ฟาน กัล" หวนคุมดัตช์คำรบสอง จากผู้จัดการออนไลน์
- ↑ สถิติผู้เล่นสูงสุดของเนเธอร์แลนด์ จาก rsssf.com
- ↑ ยูโร2004 : ฮอลแลนด์กลับมาอย่างมีลุ้นจากกรุงเทพธุรกิจ
- ↑ อัศวินสีส้ม”ตีตั๋วไป”บอลโลก” เป็นทีมแรกของยุโรป”คาเปลโล”เตือน”สิงโต&q
- ↑ โค้ชทีมฮอลแลนด์ ปลื้มใจนำทีมเข้าชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปีจากช่อง 7
- ↑ สรุปผลการแข่งขัน
- ↑ อเฟลลายเศร้าดัตช์ตกรอบแรกยูโร2012 จากสยามสปอร์ต
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: Netherlands national football team |
แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]
|
|||||||
|
|||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||