สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
Manchester United FC.png
ชื่อเต็ม Manchester United Football Club
ฉายา Red Devil
ปิศาจแดง
ผีแดง
สาวกผี
ก่อตั้ง ค.ศ. 1878
(ในชื่อ นิวตัน ฮีธ)
สนามกีฬา โอลด์แทรฟฟอร์ด
แมนเชสเตอร์
(ความจุ: 76,765 ที่นั่ง[1])
เจ้าของ สหรัฐอเมริกา มัลคอล์ม เกลเซอร์
ประธาน สหรัฐอเมริกา โจเอล เกลเซอร์
สหรัฐอเมริกา อัฟราม เกลเซอร์
ผู้จัดการ เนเธอร์แลนด์ ลูวี ฟัน คาล [2]
ลีก พรีเมียร์ลีก
2013−14 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 7
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
A red shirt with a white-black collar. White shorts. Black socks with a red band.
สีชุดทีมเหย้า
A white shirt with a black collar. Black shorts. White socks with a black band.
สีชุดทีมเยือน
A blue shirt with a dark blue collar and orange stripes down the sides and arms. Blue shorts with orange stripes down the side. Blue socks with orange stripes down the side.
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Manchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ มีสนามเหย้าคือโอลด์แทรฟฟอร์ดในเมืองแมนเชสเตอร์ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสโมสรหนึ่ง โดยชนะเลิศแชมป์ลีก 20 ครั้ง (เอฟเอ พรีเมียร์ลีก/ดิวิชัน 1) ชนะเอฟเอคัพ 11 ครั้ง ลีกคัพ 3 ครั้ง ยูโรเปียนคัพ/ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 ครั้ง และชนะ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์สคัพ อินเตอร์เนชันแนลคัพ และ ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ อย่างละ 1 ครั้ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรกีฬาที่ได้รับความนิยมสูง โดยแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีสถิติผู้เข้าชมมากที่สุดในฟุตบอลอังกฤษตลอด 34 ฤดูกาล ยกเว้นในฤดูกาล 1987–89 ที่ปรับปรุงสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด[3] แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรหนึ่งในกลุ่มจี-14

ตั้งแต่ปี 1991 สโมสรได้ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัดมหาชน อย่างไรก็ตาม ในปี 2005 มัลคอล์ม เกลเซอร์ได้เทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตรเป็นผลสำเร็จ และนำสโมสรออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน[4]

ประวัติศาสตร์สโมสร

อ้างอิงตามชื่อฤดูกาล ซึ่งเป็นปี ค.ศ.

สโมสรในช่วงแรก (1878-1945)

11 ตัวจริงหลักของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในช่วงปี ค.ศ. 1913

สโมสรในช่วงแรก (1878-1945) สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่จริงแล้วชื่อเดิมของสโมสรนั้น คือ "นิวตัน ฮีท " ในปี ค.ศ. 1878 พนักงานการรถไฟสายแลงคาเซี้ยร์ แอนด์ ยอร์คเชียร์ แผนกรถสินค้าและรถโดยสารของบริษัทรถไฟแอล.และวาย. (Lancashire and Yorkshire Railway (LYR) ในระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารมื้อเย็นอยู่นั้น พวกเขาได้ร่วมก่อตั้งทีมฟุตบอลกันขึ้นมา และตระเวณเล่นกันอยู่ในแถบเมืองนอร์ธกราวด์ ซึ่งอยู่ในนิวตัน ฮีท สถานที่ซ้อมก็ใช้รางรถไฟ เป็นเส้นแบ่งเขตสนาม ตลอดจนเสียงและควันจากรถไฟรถจักรไอน้ำ ทีมฟุตบอล นิวตัน ฮีท (แลนแคเชียร์ แอนด์ ยอร์ดเชียร์เรลเวย์) ที่พวกเขา ตั้งขึ้นมาก็เล่น ฟุตบอล กัน ได้อย่างดีเยี่ยมน่าประทับใจ โดยชุดแข่งที่ใช้เสื้อสีเขียว-เหลือง อย่างละครึ่ง กางเกงสีดำเป็นชุดเก่ง พนักงานที่อยู่ในแถบนั้น แพ้นิวตัน ฮีท กระจุย ในปี 1885 สมาชิกในทีมได้ตัดสินใจติดต่อกับการรถไฟ และก่อตั้งทีมเพื่อเป็น บริษัท จำกัด โดยใช้ชื่อว่า นิวตัน ฮีท ฟุตบอลคลับ ผลงานชิ้นแรกของเขาคือการคว้าแชมป์ แมนเชสเตอร์ คัพมาครอง นั้นคือถ้วยแรกของทีม นิวตัน ฮีท ในช่วงต้นของสโมสรฟุตบอลทุก ๆ สโมสรในขณะนั้น ต่างก็มีฐานะการเงินที่ย่ำแย่ นิวตัน ฮีท ก็เช่นเดียวกัน

ในปี 1902 นักเตะต้องจำนำชุดเพื่อนำมาใช้จ่ายแทนค่าจ้าง ขณะที่ สโมสร ฯ เป็นหนี้ถึง 2,670 ปอนด์ ซึ่งต้องถูกฟ้องล้มละลาย จุดพลิกผันได้เกิดขึ้น จอห์น เฮนรี่ เดวี่ส์ ผู้อำนวยการบริษัทเบียร์ ได้เข้ามาซื้อหุ้นของสโมสร และกรรมการบริหารชุดใหม่ ได้เปลี่ยนชื่อนิวตัน ฮีท เป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขาเริ่มลงเล่นในเสื้อแดงและกางเกงขาสั้นสีขาว อีก 6 ปีต่อมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์ฟุตบอลลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1907 - 1908 ในฤดูกาลต่อมาพวกเขาก็คว้าแชมป์ เอฟเอคัพได้สำเร็จ จากความสำเร็จทำให้ จอห์น เฮนรี่ เดวี่ส์ คิดที่จะย้ายสโมสรจากเดิมที่แบ๊งค์สตรีท ไปอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด และเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1910 สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ก็ถูกเปิดใช้เป็นครั้งแรกและคู่แค้นตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล ก็บุกมาเฉือนพวกเขา 4-3

ยุคของเซอร์ แมตต์ บัสบี (1945-1969)

แมตต์ บัสบีได้เข้ามาคุมทีมในปี 1945 เขาได้นำความสำเร็จมาสู่สโมสรได้อย่างรวดเร็ว โดยได้อันดับสองของฟุตบอลลีกในปี 1947 และชนะเลิศเอฟเอ คัพในปีต่อมา

บัสบีเป็นคนที่ดึงนักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาหลายคน จนได้แชมป์ลีกในปี 1956 ด้วยอายุเฉลี่ยของนักเตะเพียง 22 ปีเท่านั้น ในปีต่อมา เขาก็ได้พาทีมเป็นแชมป์ลีกอีกครั้ง และยังเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ แต่ไปไม่ถึงดวงดาวโดยการแพ้ต่อแอสตัน วิลลา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นทีมแรกของอังกฤษที่ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลยูโรเปียนคัพ และยังได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศอีกด้วย

โล่ประกาศเกียรติคุณของผู้ที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุ โศกนาฏกรรมมิวนิก

ในปี 1958 ได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของสโมสร เมื่อเครื่องบินที่บรรทุกนักเตะและทีมงานของสโมสร ที่กลับจากการไปแข่งขันยูโรเปียนคัพรอบก่อนรองชนะเลิศกับทีมเรดสตาร์เบลเกรด ซึ่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศแล้วได้ประสบอุบัติเหตุที่สนามบินในเมืองมิวนิก หลังจากแวะพักเครื่องบินที่เมืองมิวนิค ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณบ่าย 3 โมง เหตุการณ์ครั้งนั้นได้คร่าชีวิตนักเตะของทีมไปถึง 8 คน รวมถึงทีมงานสต๊าฟโค้ชและผู้โดยสารคนอื่นอีก 15 คน รวมเป็น 23 คน หนึ่งในคนที่เสียชีวิตในครั้งนี้ คือ ดันแคน เอ็ดเวิร์ด นักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงสุดในขณะนั้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผู้คาดว่าจะเป็นจุดตกต่ำของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่จิมมี เมอร์ฟีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมในช่วงที่บัสบี้กำลังรักษาอาการบาดเจ็บ และใช้ตัวผู้เล่นแก้ขัดไปหลายตำแหน่ง แต่ทีมก็ยังสามารถเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพได้อีกครั้ง โดยครั้งนี้พ่ายต่อโบลตันทำให้ได้เพียงรองแชมป์เท่านั้น

หลังจากรักษาตัวเองแล้ว บัสบี้ได้ปรับปรุงทีมในช่วงต้นของทศวรรษ 60 โดยการเซ็นสัญญาคว้านักเตะอย่าง เดนิส ลอว์ กับ แพท ครีแลนด์มาเสริมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก็ชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพในปี 1963 และได้แชมป์ฟุตบอลลีกในปี 1965 และ 1967 นอกจากนี้ ยังได้แชมป์ฟุตบอลยูโรเปี้ยนคัพเป็นสโมสรแรกของอังกฤษในปี 1968 ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 10 ปี เท่านั้นหลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่มิวนิค ที่ทำให้ทีมต้องสูญเสียผู้เล่นตัวหลักไปถึง 8 คน และจากความยอดเยี่ยมของทีมชุดนี้ ทำให้มีนักเตะ 3 คนด้วยกัน ที่สามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป (บัลลงดอร์) ได้แก่เดนิส ลอว์ ได้รับรางวัลในปี 1964 คนที่สองคือบ็อบบี ชาร์ลตันได้รับในปี 1966 หลังจากพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียวของพวกเขา และจอร์จ เบสต์ได้รับรางวัลในปี 1968 หลังจากโชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมพาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรเปียน คัพเป็นครั้งแรกของสโมสรและครั้งแรกของอังกฤษ

บัสบีได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมในปี 1969 โดยมีวิฟ แมคกินเนสโค้ชทีมสำรองทำหน้าที่แทน

1969-1986

ไบรอัน ร็อบสัน อดีตผู้เล่นในตำนานของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

สโมสรได้พยายามหาตัวแทนที่เหมาะสมของบัสบี โดยใช้ผู้จัดการทีมไปหลายคน ได้แก่ วิฟ แมคกิวเนส, แฟรงค์ โอฟาร์เรล ก่อนที่ ทอมมี โดเคอร์ตี้เข้ามาคุมทีมในปี 1972 เขาได้ช่วยทีมให้รอดจากการตกชั้น แต่อย่างไรก็ดี ทีมก็ได้ตกชั้นลงไปในปี 1974 แต่สโมสรก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาทันทีในปีถัดไป และยังได้เข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพในปีต่อมาอีกด้วย จากนั้นก็ได้เข้าชิงชนะเลิศอีกครั้งในปี 1977 โดยครั้งนี้สามารถคว้าแชมป์ได้โดยการเอาชนะทีมลิเวอร์พูล เป็นการดับความหวังการคว้าสามแชมป์ในปีเดียวกันของหงส์แดงลงไป ถึงเขาจะทำหน้าที่ได้ดี แต่ก็ถูกไล่ออกหลังจากรอบชิงชนะเลิศปีนั้นเนื่องจากมีข่าวพัวพันกับภรรยาของนักกายภาพบำบัด

เดฟ เซกซ์ตันได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมต่อในฤดูกาล 1977-1978 และเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมให้เน้นเกมรับมากขึ้น ระบบนี้ทำให้แฟนบอลไม่ค่อยพอใจมากนัก หลังจากทำทีมไม่ประสบความสำเร็จ เขาถูกไล่ออกในปี 1981

รอน แอคคินสันได้เข้ามาทำหนาที่นี้แทน เมื่อเขาเข้ามาก็ได้ทำลายสถิติซื้อขายสูงสุดของอังกฤษโดยการคว้าตัวไบรอัน ร็อบสัน มาจากเวสต์บรอมวิช รวมถึง การคว้าตัว เจสเปอร์ โอลเซน และกอร์ดอน สตรัคคั่น ในขณะที่มีนักเตะอย่างมาร์ค ฮิวจส์ และนอร์แมน ไวท์ไซด์ที่ขึ้นมาจากทีมเยาวชนของสโมสร แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้แชมป์เอฟเอ คัพในปี 1983

ปี 1985 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทำผลงานได้ดีในช่วงเปิดฤดูกาลโดยการชนะ 10 นัดรวด ทำให้มีคะแนนนำทีมอื่นถึง 10 คะแนนตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทีมทำผลงานได้ไม่ดีและจบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 ของลีก ผลงานในปีต่อมาก็ไม่ได้ดีขึ้น ทีมต้องหนีการตกชั้น ทำให้รอน แอคคินสันถูกไล่ออกไป

ยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (1986-2013)

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้เข้ามาคุมทีมต่อ โดยในฤดูกาลแรกสโมสรจบฤดูกาลด้วยอันดับ 11 แต่ในปีต่อมาก็ได้อันดับสองโดยไบรอัน แมคแคลร์ทำประตูได้ถึง 21 ประตู เป็นคนแรกของทีมหลังจากที่จอร์จ เบสต์เคยทำได้มาก่อนหน้านี้

ในปี 1989 เฟอร์กูสันเกิดความยากลำบากในการคุมทีมขึ้น เนื่องจากตัวผู้เล่นหลายตัวที่เขานำเข้ามาในทีมไม่เป็นที่พอใจของแฟนบอล มีข่าวออกมาว่าสโมสรจะปลดเฟอร์กี้ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมในช่วงต้นปี 1990 แต่การชนะนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ในรอบสาม ของเอฟเอ คัพ ก็ทำให้เขาสามารถคุมทีมต่อไปได้ จนคว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้ในปีนั้น เป็นแชมป์แรกให้กับเขาในการคุมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ฤดูกาล 1990-91 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ โดยการเอาชนะบาร์เซโลนา จากสเปน ในนัดชิงชนะเลิศ แต่ปีต่อมาทีมทำผลงานไม่ดีนักในพรีเมียร์ลีก

สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในลอนดอนเมื่อปี 1991 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 18 ล้านปอนด์ จากนั้น สโมสรต้องเปิดเผยข้อมูลการเงินทั้งหมดสู่สาธารณะ

เอริก กองโตนา อดีตกองหน้าคนสำคัญของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงฤดูกาล 1992-1997

เอริก กองโตนาย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ดมาร่วมทีมเมื่อปี 1992 ส่งผลต่อความสำเร็จของทีมเป็นอย่างมาก ทำให้ทีมได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นทันที ซึ่งนับเป็นแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 26 ปี นับจากที่ได้มาครั้งล่าสุดในปี 1967 ปีต่อมา ทีมได้ดับเบิลแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แต่ในปี 1994 นั้นเอง แมตต์ บัสบี้ ตำนานกุนซือของได้เสียชีวิตลงในวันที่ 20 มกราคม

ฤดูกาล 1994-95 คันโตนาถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษลงโทษห้ามแข่งถึง 8 เดือน หลังจากที่ไปกระโดดถีบใส่แมทธิว ซิมมอนส์ แฟนบอลคริสตัล พาเลซ ปีนั้น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้รองแชมป์ทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ เฟอร์กูสันได้กระทำสิ่งที่ขัดใจแฟนบอลของทีมอีกครั้ง ด้วยการขายนักเตะสำคัญของทีมและดันนักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาเล่นแทน แต่ปีนั้นทีมก็สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อย่างน่ายกย่อง โดยเป็นทีมแรกของเกาะอังกฤษ ที่สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้เป็นสมัยที่สองซึ่งเว้นจากครั้งแรกที่ได้ดับเบิ้ลแชม์ในปี 1994 เพียงปีเดียว และสามารถที่จะลบคำสบประมาทที่ถูกปรามาสเอาไว้ว่าไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จใดๆได้ จากการผลักดันเด็กเยาวชนของทีมให้ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่

สโมสรคว้าแชมป์ลีกอีกครั้งในปี 1997 จากนั้น เอริค คันโตนาได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลด้วยวัยเพียง 30 ปีซึ่งเร็วกว่านักเตะคนอื่นๆ มาก ฤดูกาลทีมยังเริ่มต้นการแข่งขันได้ดี แต่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนมามากจนทำให้จบฤดูกาลได้เพียงอันดับสองเท่านั้น

ปี 1998-99 ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้าทริปเปิลแชมป์ ซึ่งประกอบด้วยพรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และยูฟาแชมเปียนส์ลีกได้ในฤดูกาลเดียวกันอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยในนาทีสุดท้ายของเกมนั้น ทีมยังตามหลังบาเยิร์นมิวนิกอยู่ 1-0 แต่แล้วในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 3 นาทีนั้น ทีมสามารถทำได้ถึงสองประตูพลิกกลับมาชนะ 2-1 ได้อย่างเหลือเชื่อจากเท็ดดี เชอริงแฮม และ "เพชฌฆาตหน้าทารก" อูเล กุนนาร์ ซูลแชร์

ไรอัน กิกส์ นักเตะที่ลงเล่นมากที่สุดของสโมสร

จากการคว้าสามแชมป์ ทำให้อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบถที่ 2 เป็นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพื่อตอบแทนผลงานที่สามารถสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติให้แก่ประเทศ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่ได้รับตำแหน่งเซอร์คนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยผู้ที่ได้รับคนแรกคือ เซอร์แมตต์ บัสบี้ คนที่สองคือ เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ตำนานของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

หลังจากคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมา ในฤดูกาล 1999-2000 ถึง 2000-2001 ยูไนเต็ดสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในวงการฟุตบอลอังกฤษโดยการแชมป์ลีก 3 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งเป็นทีมทึ่ 3 ที่ทำได้ (ทีมที่ทำได้ก่อนหน้าคือทีมแรกอาร์เซนอลฤดูกาล 1932-33, 1933-34 และ 1934-35และลิเวอร์พูล) และในช่วงนั้นยูไนเต็ดได้คว้าตัวนักเตะสำคัญคือ กองหน้าชาวดัตช์ รืด ฟัน นิสเติลโรย ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็น 1 ในตำนานสโมสรที่ลงสนาม 220 นัด และยิงได้ถึง 150 ประตู และริโอ เฟอร์ดินานด์ กองหลังที่มีค่าตัวสูงถึง 30 ล้านปอนด์

แต่อย่างไรก็ดี ในปี 2001-2006 ยูไนเต็ดได้ประสบปัญหาหลายอย่าง อย่างแรกคือสโมสรไม่สามารถหาผู้รักษาประตูที่เป็นตัวตายตัวแทนของ ปีเตอร์ ชไมเคิล ได้ สโมสรได้เปลี่ยนผู้รักษาประตูมือ 1 หลายคน ไม่ว่าจะเป็นมาร์ค บอสนิช, ไรมอนด์ ฟาน เดอ ฮาว, มัสซิโม่ ตาอิบี้, พอล ราชุบก้า, แอนดี้ กอแร่ม, ฟาเบียง บาร์แตซ, ทิม โฮเวิร์ด, รอย คาโรล, และ ริคาร์โด้ โลเปซ และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือมีผู้เล่นที่เป็นกำลังหลักจำนวนมากได้ออกจากสโมสรไม่ว่าจะเป็นยาป สตัม, เดวิด เบ็คแฮม, รอย คีน กัปตันทีม, หรือแม้กระทั่งรืด ฟัน นิสเติลโรย โดยมีสาเหตุมาจากการมีปัญหากับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน [5] [6] ทั้งสิ้น ในช่วง 5 ปีนี้ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกเพียงครั้งเดียว (ฤดูกาล 2002-2003) และได้ถ้วยรางวัลอื่นๆ อีก 2 รายการ คือ เอฟเอคัพ (2003-2004) และ ลีกคัพ (2005-2006) เท่านั้น โดยใน 2 ฤดูกาลหลัง เชลซีได้เข้ามามีบทบาทเด่นในฟุตบอลลีกเนื่องมาจากการเข้าเทคโอเวอร์สโมสรของ โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ทำให้เชลซีมีงบประมาณซื้อตัวผู้เล่นไม่จำกัดและคว้าแชมป์ลีก 2 ปีติดต่อกัน

ต่อมาในปี 2006-2008 อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้ผ่าตัดทีมใหม่อีกครั้ง โดยมีแกรี่ เนวิลล์ เป็นกัปตันทีมคนใหม่ที่รับตำแหน่งกัปตันแทน รอย คีน 11 ผู้เล่นของยูไนเต็ดมีความลงตัวกว่าปีที่ผ่านๆ มา ผู้เล่นที่โดดเด่นมีแอ็ดวิน ฟัน เดอร์ซาร์ ผู้รักษาประตูทีมชาติฮอลแลนด์ที่เป็นตัวแทนของ ปีเตอร์ ชไมเคิล และกองหลังมีเนมานย่า วิดิช ผู้เล่นยอดเยี่ยมของเซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร และริโอ เฟอร์ดินานด์กองหลังค่าตัว 30 ล้านปอนด์เป็นแกนกลาง, ปีกซ้ายขวามี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกดาวรุ่งโปรตุเกสที่สืบทอดเสื้อหมายเลข 7 ต่อจากเดวิด เบ็คแฮม และนานี่ ปีกดาวรุ่งผู้เป็นตัวแทนของไรอัน กิ๊กส์ และกองหน้ามี เวย์น รูนี่ย์ ดาวยิงประตูที่มีค่าตัวถึง 27 ล้านปอนด์ [7] เป็นกำลังหลัก อเล็กซ์เฟอร์กูสันได้กล่าวว่าทีมชุดนี้เป็นชุดที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ชุดปี 1999, ซึ่งทีมชุดนี้สามารถนำแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไล่ล่าความสำเร็จอีกครั้ง โดยการคว้าแชมป์ลีก 3 ปีติดต่อกันในปี 2006-2009 และการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้งในฤดูกาล 2007-2008

ในปี 2010 เนมานย่า วิดิช ได้รับตำแหน่งกัปตันหลังจากการประกาศเลิกเล่นของแกรี เนวิลล์ ผู้เล่นที่มีความโดดเด่นในช่วงนี้คือ ไมเคิล โอเวน อดีตกองหน้าลิเวอร์พูลที่สวมเสื้อหมายเลข 7 ต่อจากคริสเตียโน โรนัลโด, คาเบียร์ เอร์นันเดซ บัลกาซาร์ กองหน้าทีมชาติเม็กซิโก, และดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนผู้เป็นตัวแทนของฟัน เดอร์ซาร์ ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยชนะเลิศในลีกได้อีกสองครั้งในรอบ 3 ปีคือฤดูกาล 2010-11 และแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ฤดูกาล 2012-13 ก่อนจะปิดท้ายยุคสมัยของเซอร์อเล็กซ์ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ในประวัติศาสตร์ของสโมสร

การเทคโอเวอร์ของมัลคอล์ม เกลเซอร์

ในวันที่12 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 (2005) มัลคอล์ม เกลเซอร์ นักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกาสามารถครอบครองในสโมสรเกินร้อยละ 70 หลังจากบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นเจ. พี. แมกมานัส และจอห์น แมกเนียร์ ซึ่งถือหุ้นอยู่ร้อยละ 28.7 จาก และแฮร์รี่ ดอบสัน ผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับสามชาวสกอต[8][9] ในวันที่ 16 พฤษภาคม เกลเซอร์ครอบครองหุ้นเกินร้อยละ 75 ซึ่งทำให้เขาสามารถนำสโมสรออกจากตลาดหลักทรัพย์ได้[10] แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถูกนำออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในวันที่ 22 มิถุนายน[11] เกลเซอร์สามารถครอบครองหุ้นร้อยละ 98 เป็นผลสำเร็จในวันที่ 28 มิถุนายน ซึ่งเกินระดับที่กำหนดให้บังคับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ[4] มัลคอล์ม เกลเซอร์แต่งตั้งลูกชายสามคนของเขาเข้าในคณะกรรมการบริหาร ผู้สนับสนุนจำนวนมากไม่พอใจการเข้าครอบครองกิจการของเกลเซอร์[12]

ตกต่ำ

เดวิด มอยส์

ในฤดูกาล 2013-14 หลังจากที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ประกาศวางมือจากการคุมทีมไป หลังจากที่คุมทีมมาอย่างยาวนานกว่า 26 ปีครึ่ง ทางทีมและทางตัวของเฟอร์กูสันได้แต่งตั้ง เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตันชาวสกอต ให้มารับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่แทน แต่ปรากฏว่าผลงานของมอยส์ทำให้ทีมมีผลงานย่ำแย่มาก จนในที่สุดเมื่อจบฤดูกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เพียงแค่อันดับ 7 ไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรายการภาคพื้นทวีปได้ทั้งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หรือยูโรปาลีก อีกทั้งยังทำอีกหลายสถิติที่ย่ำแย่ จนกลายเป็นสถิติที่แย่ที่สุดของทีมในรอบ 19 ปี ในที่สุดก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลเพียงแค่ 4 นัด ผู้บริหารทีมก็ตัดสินใจปลดมอยส์ออกจากตำแหน่ง พร้อมกับแต่งตั้งไรอัน กิกส์ ปีกซ้ายชื่อดังของทีมวัย 40 ปี รับผิดชอบหน้าที่ผู้จัดการทีมชั่วคราวและผู้เล่นไปในตัวด้วย จนกว่าจะหาผู้จัดการทีมคนใหม่ได้ [13]

ที่สุดในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ทางทีมก็ได้แต่งตั้งลูวี ฟัน คาล ผู้จัดการทีมชาติเนเธอร์แลนด์เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ และกิกส์ที่ประกาศเลิกเล่นไปก็รับหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการทีม[2]

แต่การคุมทีมของฟัน คาล เมื่อเปิดฤดูกาลใหม่มา 2 นัด แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทำคะแนนได้เพียง 2 แต้มเท่านั้น จากการที่แพ้สวอนซีซิตี คาสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดของตัวเอง 1-2 และเสมอกับซันเดอร์แลนด์ในนัดต่อมา 1-1[14]และในรายการแคปิตอลวันก็ยังเป็นฝ่ายแพ้เอ็มเคดอนส์ ซึ่งเป็นทีมในลีกวันไปอีก 4-0 ทำให้ตกรอบ 2 ไปทันที [15]

ในพรีเมียร์ลีกนัดถัดมา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ชัยชนะนัดแรก เมื่อเป็นฝ่ายชนะคริสตัลพาเลซ ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดของตัวเอง 2-0 แต่ทว่าในนัดต่อมาเมื่อเจอกับเลสเตอร์ซิตี ที่เป็นทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากเดอะแชมเปียนชิป ที่สนาม คิงพาวเวอร์สเตเดียม ถึงแม้จะเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน 3-1 แต่ทว่าในครึ่งหลังกลับถูกเลสเตอร์ซิตีแซงจนชนะไป 5-3 ซ้ำไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ กองหลังของทีมก็ถูกใบแดงไล่ออกในนาทีที่ 83 อีกด้วย ทำให้เมื่อผ่านไป 5 นัด อันดับของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่ที่อันดับที่ 12 มีเพียง 5 คะแนนเท่านั้น[16] ซึ่งเมื่อเทียบสถิติกับเดวิด มอยส์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว พบว่าฟัน คาล มีสถิติแย่กว่ามอยส์เสียอีก เพราะ 5 นัดแรกในฤดูกาลนี้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยังไม่พบกับทีมใหญ่เลย ผิดกับฤดูกาลที่แล้วที่พบกับทีมใหญ่ถึง 3 ทีม คือ เชลซี, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ซิตี ใน 5 นัดแรก และมีรายงานว่าผู้เล่นบางคนถึงกับกล่าววาจาหยาบคายออกมาในห้องพักหลังจากแข่งขัน ซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจในตัวฟัน คาล[17]

โดยฟัน คาล ได้กล่าวว่าขอเวลาให้ตนเอง 4 เดือนเพื่อที่จะปรับทีมให้ลงตัวตามแผนการเล่น[18] ทั้งที่ก่อนเปิดฤดูกาลผลงานของฟัน คาล พาทีมชนะรวดทั้งหมด 6 นัดในการแข่งขันนัดอุ่นเครื่อง[19]

ทีมงานประจำสโมสร

บริษัท แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำกัด

  • ประธานสโมสรร่วม – โจเอล เกลเซอร์ และ อาฟราม เกลเซอร์
  • ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร – เดวิด กิลล์
  • ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ - ไมเคิล โบลิ่งโบรค
  • ผู้อำนวยการด้านการค้า – ริชาร์ด อาร์โนลด์
  • ผู้อำนวยการบริหาร - เอ็ด วู้ดเวิร์ด
  • ผู้อำนวยการ – ไบรอัน เกลเซอร์ / เควิน เกลเซอร์ / เอ็ดเวิร์ด เกลเซอร์ / ดาร์ซี เกลเซอร์

สโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทีมผู้ฝึกสอนและแพทย์

ผู้เล่น

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

ณ วันที่ 27 กันยายน 2014[20][21]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 สเปน GK ดาบิด เด เคอา
2 บราซิล DF ราฟาเอล
3 อังกฤษ DF ลุค ชอว์
4 อังกฤษ DF ฟิล โจนส์
5 อาร์เจนตินา DF มาร์โกส โรโค
6 ไอร์แลนด์เหนือ DF จอนนี อีแวนส์
7 อาร์เจนตินา MF อังเคล ดี มารีอา
8 สเปน MF ควน มาตา
9 โคลอมเบีย FW ราดาเมล ฟัลกาโอ (ยืมตัวมาจาก มอนาโก)
10 อังกฤษ FW เวย์น รูนีย์ (กัปตัน)
11 เบลเยียม MF อัดนัน ยานูไซ
12 อังกฤษ DF คริส สมอลลิง
13 เดนมาร์ก GK อันเดอร์ส ลินเดการ์ด
16 อังกฤษ MF ไมเคิล คาร์ริก
17 เนเธอร์แลนด์ DF เดลีย์ บลินด์
18 อังกฤษ MF แอชลีย์ ยัง
20 เนเธอร์แลนด์ FW โรบิน ฟัน แปร์ซี
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
21 สเปน MF อันเดร์ เอร์เรรา
24 สกอตแลนด์ MF ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ (รองกัปตัน)
25 เอกวาดอร์ MF อันโตเนียว บาเลนเซีย
28 บราซิล MF แอนเดอร์สัน
31 เบลเยียม MF มารวน แฟลายนี
33 ไอร์แลนด์เหนือ DF แพ็ดดี แม็คแนร์
35 อังกฤษ MF เจสซี ลินการ์ด
36 เบลเยียม DF มาร์นิค เวอร์มิจล์
37 สวิตเซอร์แลนด์ DF ไซดี ยันโก
39 อังกฤษ DF ทอม ทอร์ป
40 อังกฤษ GK เบน เอมอส
41 อังกฤษ DF รีซ เจมส์
42 อังกฤษ DF ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์
44 บราซิล MF แอนเดรส เพอเรรา
48 อังกฤษ FW วิล คีน
49 อังกฤษ FW เจมส์ วิลสัน
50 อังกฤษ GK แซม จอห์นสโตน

ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
14 เม็กซิโก FW คาเบียร์ เอร์นันเดซ (ยืมตัวไป เรอัลมาดริด จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2015)[22]
22 อังกฤษ MF นิก โพเวลล์ (ยืมตัวไป เลสเตอร์ซิตี จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2015)[23]
23 อังกฤษ MF ทอม เคลเวอร์ลีย์ (ยืมตัวไป แอสตันวิลลา จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2015) [24]
29 อังกฤษ FW วีลฟรีด ซาอา (ยืมตัวไป คริสตัลพาเลซ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2015)[25]
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
30 อุรุกวัย DF กีเยร์โม บาเรลา (ยืมตัวไป เรอัลมาดริดกัสตียา จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2015)[26]
38 อังกฤษ DF ไมเคิล คีน (ยืมตัวไป เบิร์นลีย์ จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2015)[27]
โปรตุเกส MF นานี (ยืมตัวไป สปอร์ติก จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2015)[28]
ชิลี FW อังเคโล เอนรีเกซ (ยืมตัวไป ไดนาโมซาเกร็บ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2015)[29]

ผู้เล่นชุดเยาวชน

Current Academy players

width=5% Player Date of birth Position International caps Previous club Joined United
Young Professionals
อังกฤษ Sam Johnstone 25 มีนาคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) GK Capped at Under-19 level July 2009
เบลเยียม Marnick Vermijl 13 มกราคม ค.ศ. 1992 (22 ปี) DF Capped at Under-18 level Standard Liège July 2010[30]
สาธารณรัฐไอร์แลนด์ Sean McGinty 11 สิงหาคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) DF Capped at Under-19 level Charlton Athletic[31] July 2009
อังกฤษ Luke Giverin 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 (21 ปี) DF
อังกฤษ Ezekiel Fryers 9 กันยายน ค.ศ. 1992 (22 ปี) DF Capped at Under-19 level
สาธารณรัฐไอร์แลนด์ Michael Keane 11 มกราคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) DF Capped at Under-19 level July 2009
อังกฤษ Tom Thorpe 13 มกราคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) DF Capped at Under-17 level July 2009
อิตาลี Michele Fornasier 22 สิงหาคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) DF Capped at Under-16 level Fiorentina[32] September 2009
อังกฤษ Scott Wootton 12 กันยายน ค.ศ. 1991 (23 ปี) DF Capped at Under-17 level Liverpool[33] July 2007
สวิตเซอร์แลนด์ Frédéric Veseli 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1992 (21 ปี) DF Capped at Under-20 level Manchester City[34] January 2012
อังกฤษ Reece Brown 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 (22 ปี) DF/MF Capped at Under-19 level Fletcher Moss Rangers[35] July 2008
อังกฤษ Ryan Tunnicliffe 30 ธันวาคม ค.ศ. 1992 (21 ปี) MF/DF Capped at Under-17 level Roach Dynamos[36] July 2009
ฝรั่งเศส Paul Pogba 15 มีนาคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) MF Capped at Under-19 level Le Havre[37] October 2009
อังกฤษ Larnell Cole 9 มีนาคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) MF Capped at Under-19 level July 2009
สาธารณรัฐไอร์แลนด์ Robbie Brady 14 มกราคม ค.ศ. 1992 (22 ปี) MF Capped at Under-21 level St Kevin's Boys July 2008
อิตาลี Davide Petrucci 5 ตุลาคม ค.ศ. 1991 (23 ปี) MF Capped at Under-19 level Roma March 2009
อังกฤษ Will Keane 11 มกราคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) FW Capped at Under-21 level
อังกฤษ John Cofie 21 มกราคม ค.ศ. 1993 (21 ปี) FW Capped at Under-17 level Burnley[38] July 2009
อังกฤษ Jesse Lingard 15 ธันวาคม ค.ศ. 1992 (21 ปี) FW Capped at Under-17 level July 2009
2nd Year Scholars (players born between 1 September 1993 and 31 August 1994)
ออสเตรเลีย Liam Jacob 18 สิงหาคม ค.ศ. 1994 (20 ปี) GK Liverpool[39] July 2010
สาธารณรัฐไอร์แลนด์ Joe Coll 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 (20 ปี) GK Capped at Under-17 level Glenea United July 2010
อังกฤษ Tyler Blackett 2 เมษายน ค.ศ. 1994 (20 ปี) DF Capped at Under-16 level July 2002
ไอร์แลนด์เหนือ Luke McCullough 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 (20 ปี) DF Capped at Under-17 level Dungannon Swifts July 2010
อังกฤษ Luke Hendrie 27 สิงหาคม ค.ศ. 1994 (20 ปี) DF/MF Capped at Under-16 level Bradford City July 2008
เบลเยียม Charni Ekangamene 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 (20 ปี) MF Capped at Under-16 level Royal Antwerp July 2010
เวลส์ Tom Lawrence 13 มกราคม ค.ศ. 1994 (20 ปี) FW Capped at Under-17 level July 2003
เนเธอร์แลนด์ Gyliano van Velzen 14 เมษายน ค.ศ. 1994 (20 ปี) FW Capped at Under-17 level Ajax November 2010[40]
1st Year Scholars (players born between 1 September 1994 and 31 August 1995)
อังกฤษ Jonny Sutherland 3 กันยายน ค.ศ. 1994 (20 ปี) GK Capped at Under-16 level Crewe Alexandra July 2011
สกอตแลนด์ Donald Love 2 ธันวาคม ค.ศ. 1994 (19 ปี) DF Capped at Under-17 level July 2002
อังกฤษ Liam Grimshaw 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 (19 ปี) DF July 2002
อังกฤษ Louis Rowley 21 เมษายน ค.ศ. 1995 (19 ปี) DF Walsall April 2011
เวลส์ Declan Dalley 7 มกราคม ค.ศ. 1995 (19 ปี) DF Cardiff City July 2011
อังกฤษ Matthew Wilkinson 13 มกราคม ค.ศ. 1995 (19 ปี) DF July 2002
อังกฤษ Jack Rudge 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 (19 ปี) MF/DF July 2001
อังกฤษ Joe Rothwell 11 มกราคม ค.ศ. 1995 (19 ปี) MF July 2001
นอร์เวย์ Mats Møller Dæhli 2 มีนาคม ค.ศ. 1995 (19 ปี) MF Capped at Under-15 level Stabæk IF November 2010[41]
อังกฤษ James Weir 4 สิงหาคม ค.ศ. 1995 (19 ปี) MF Preston North End July 2008
อังกฤษ Ben Pearson 4 มกราคม ค.ศ. 1995 (19 ปี) MF/FW July 2004
ไอร์แลนด์เหนือ Patrick McNair 27 เมษายน ค.ศ. 1995 (19 ปี) MF Capped at Under-17 level Ballyclare Colts July 2011
เบลเยียม Adnan Januzaj 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 (19 ปี) MF Anderlecht March 2011[42]
อังกฤษ Jack Barmby 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 (19 ปี) FW Capped at Under-16 level July 2008
สาธารณรัฐไอร์แลนด์ Sam Byrne 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1995 (19 ปี) FW St. Joseph's July 2011[43]
เนเธอร์แลนด์ Kenji Gorré 29 กันยายน ค.ศ. 1994 (20 ปี) FW July 2002
เบลเยียม Andreas Pereira 1 มกราคม ค.ศ. 1996 (18 ปี) MF PSV Eindhoven January 2012
อิตาลี Pierluigi Gollini 18 มีนาคม ค.ศ. 1995 (19 ปี) GK Fiorentina March 2012

ผู้เล่นที่มีชื่อเสียง

ต่อไปนี้เป็นรายนามของผู้เล่นซึ่งลงสนามตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไป (รวมทั้งในฐานะตัวสำรอง) รวมผู้เล่นบางคนที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งลงแข่งเป็นจำนวนน้อยกว่า 100 ครั้ง โดยเรียงตามลำดับ วันที่ลงสนามให้สโมสรครั้งแรกของแต่ละคน จำนวนครั้งและประตู นับเฉพาะการแข่งขันของทีมชุดแรกเท่านั้น รวมทั้งการแข่งขันในช่วงสงครามด้วย

ชื่อ สัญชาติ ตำแหน่ง เล่นให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จำนวนครั้ง (ตัวสำรอง) รวม ประตู
อัลฟ์ ฟาร์แมน อังกฤษ FW 1889-1895 121 (0) 121 53
วิลลี่ สจวร์ต สกอตแลนด์ HB 1890-1895 149 (0) 149 23
บ๊อบ โดนัลด์สัน สกอตแลนด์ FW 1892-1897 147 (0) 147 66
เฟรด อีเรนทซ์ สกอตแลนด์ LB 1892-1902 303 (0) 303 9
โจ แคสสิดี้ สกอตแลนด์ FW 1893, 1895-1900 167 (0) 167 99
เจมส์ แมคนอท สกอตแลนด์ HB 1893-1898 157 (0) 157 12
ดิค สมิธ อังกฤษ FW/LW 1894-1898, 1900-1901 100 (0) 100 37
วอลเตอร์ คาร์ทไรท์ อังกฤษ HB 1895-1905 257 (0) 257 8
แฮร์รี่ สแตฟฟอร์ด อังกฤษ RB 1896-1903 200 (0) 200 1
วิลเลียม ไบรแอนท์ อังกฤษ FW 1896-1900 127 (0) 127 33
แฟรงค์ บาร์เร็ทท์ สกอตแลนด์ GK 1896-1900 132 (0) 132 0
บิลลี่ มอร์แกน อังกฤษ HB 1897-1903 152 (0) 152 7
บิลลี่ กริฟฟิทส์ อังกฤษ HB 1899-1905 175 (0) 175 30
อัลฟ์ สโคฟิลด์ อังกฤษ FW 1900-1907 179 (0) 179 35
วินซ์ เฮยส์ อังกฤษ RB 1901-1907, 1908-1910 128 (0) 128 2
แจ็ค เพดดี้ สกอตแลนด์ FW 1902-1903, 1904-1907 121 (0) 121 58
อเล็กซ์ ดาวนี่ สกอตแลนด์ HB 1902-1909 191 (0) 191 14
อเล็กซ์ เบลล์ สกอตแลนด์ HB 1903-1913 309 (0) 309 10
บ็อบ บอนทรอน สกอตแลนด์ RB 1903-1907 134 (0) 134 3
แฮร์รี่ โมเจอร์ อังกฤษ GK 1903-1912 266 (0) 266 0
ดิค ดั๊กเวิร์ธ อังกฤษ HB 1903-1915 254 (0) 254 11
ชาร์ลี โรเบิร์ตส์ อังกฤษ HB 1904-1913 302 (0) 302 23
ดิค โฮลเดน อังกฤษ RB 1905-1914 117 (0) 117 0
แจ็ค พิคเค็น สกอตแลนด์ FW 1905-1911 122 (0) 122 46
จอร์จ วอลล์ อังกฤษ LW 1906-1915 319 (0) 319 100
บิลลี่ เมเรดิธ เวลส์ RW 1907-1921 335 (0) 335 36
แซนดี้ เทิร์นบูล สกอตแลนด์ FW 1907-1915 247 (0) 247 101
จอร์จ สเตซี่ย์ อังกฤษ LB 1907-1915 270 (0) 270 9
แฮโรลด์ ฮอลซ์ อังกฤษ FW 1908-1912 125 (0) 125 56
อาเธอร์ วอลเลย์ อังกฤษ HB 1909-1920 106 (0) 106 6
อีนอช เวสต์ อังกฤษ FW 1910-1916 181 (0) 181 80
โรเบิร์ต บีล อังกฤษ GK 1912-1919 112 (0) 112 0
แจ็ค มิว อังกฤษ GK 1912-1926 199 (0) 199 0
แลล ฮิลดิทช์ อังกฤษ HB 1919-1932 322 (0) 322 7
แจ็ค ซิลค็อค อังกฤษ LB 1919-1934 449 (0) 449 2
โจ สเปนซ์ อังกฤษ FW 1919-1933 510 (0) 510 168
ชาร์ลี มัวร์ อังกฤษ RB 1919-1921, 1922-1931 328 (0) 328 0
จอห์น กริมวู้ด อังกฤษ HB 1919-1927 205 (0) 205 8
เท็ดดี้ พาร์ทริดจ์ อังกฤษ FW 1920-1929 160 (0) 160 18
อัลฟ์ สจวร์ต อังกฤษ GK 1920-1932 326 (0) 326 0
เรย์ เบนเนียน อังกฤษ HB 1921-1932 301 (0) 301 3
อาเธอร์ ลอชเฮด สกอตแลนด์ FW 1921-1925 153 (0) 153 50
แฮร์รี่ โทมัส เวลส์ FW 1922-1931 135 (0) 135 13
แฟรงค์ บาร์สัน อังกฤษ HB 1922-1928 152 (0) 152 4
แฟรงค์ มันน์ อังกฤษ HB 1923-1930 197 (0) 197 5
แฟรงค์ แมคเฟอร์สัน อังกฤษ LW 1923-1928 175 (0) 175 52
ทอม โจนส์ อังกฤษ FB 1924-1937 200 (0) 200 0
จิมมี่ แฮนสัน อังกฤษ FW 1924-1931 147 (0) 147 52
แจ็ค วิลสัน อังกฤษ HB 1926-1932 140 (0) 140 3
ฮิวจ์ แมคลีนาแฮน อังกฤษ HB 1928-1937 116 (0) 116 12
แฮร์รี่ โรว์เลย์ อังกฤษ FW 1928-1932, 1934-1937 180 (0) 180 55
ทอม รีด สกอตแลนด์ FW 1929-1933 101 (0) 101 67
จอร์จ แมคแลชแลน สกอตแลนด์ FW 1929-1933 116 (0) 116 4
แจ็ค เมลเลอร์ อังกฤษ HB 1930-1937 122 (0) 122 0
ทอม แมนเลย์ อังกฤษ HB 1930-1939 195 (0) 195 41
จอร์จ โวส อังกฤษ HB 1933-1939 209 (0) 209 1
แจ็ค กริฟฟิธส์ อังกฤษ LB 1934-1944 173 (0) 173 1
บิล แมคเคย์ สกอตแลนด์ HB 1934-1940 182 (0) 182 15
จอร์จ มัทช์ สกอตแลนด์ FW 1934-1937 120 (0) 120 49
โทมัส แบมฟอร์ด เวลส์ FW 1934-1938 109 (0) 109 57
บิลลี่ ไบรแอนท์ อังกฤษ FW 1934-1939 157 (0) 157 42
เจมส์ บราวน์ สกอตแลนด์ HB 1935-1939 110 (0) 110 1
จอหน์นี่ แคเรย์ ประเทศไอร์แลนด์ FB 1937-1953 344 (0) 344 17
แจ็ค โรว์เลย์ อังกฤษ FW 1937-1955 424 (0) 424 211
สแตน เพียร์สัน อังกฤษ FW 1937-1954 343 (0) 343 148
แจ็ค วอร์เนอร์ เวลส์ HB 1938-1950 116 (0) 116 2
จอห์น แอสตัน ซีเนียร์ อังกฤษ LB 1946-1954 284 (0) 284 30
อัลเลนบาย ชิลตัน อังกฤษ HB 1946-1955 391 (0) 391 3
เฮนรี ค็อคเบิร์น อังกฤษ HB 1946-1954 275 (0) 275 4
แจ็ค ครอมพ์ตัน อังกฤษ GK 1946-1956 212 (0) 212 0
จิมมี่ ดีลานีย์ สกอตแลนด์ RW 1946-1950 184 (0) 184 28
บิลลี่ แม็คเกล็น อังกฤษ HB 1946-1952 122 (0) 122 2
ชาร์ลี มิทเท็น อังกฤษ LW 1946-1952 162 (0) 162 61
จอห์น ดาวนี่ สกอตแลนด์ FW 1949-1953 116 (0) 116 37
เรย์ วู้ด อังกฤษ LW 1949-1958 208 (0) 208 0
ดอน กิ๊บสัน อังกฤษ HB 1950-1955 115 (0) 115 0
มาร์ค โจนส์ อังกฤษ HB 1950-19528 121 (0) 121 1
จอห์นนี่ เบอร์รี่ อังกฤษ RW 1951-1958 276 (0) 276 45
แจ๊คกี้ บลานซ์ฟลาวเลอร์ ไอร์แลนด์เหนือ HB 1951-1958 117 (0) 117 27
โรเจอร์ ไบรน์ อังกฤษ LB 1951-1958 280 (0) 280 20
เดวิด เพ็กก์ อังกฤษ LW 1952-1958 150 (0) 150 28
บิลล์ โฟ้กส์ อังกฤษ HB/RB 1952-1970 685 (3) 688 9
ทอมมี่ เทย์เลอร์ อังกฤษ FW 1953-1958 191 (0) 191 131
เลียม วีแลน ประเทศไอร์แลนด์ FW 1953-1958 98 (0) 98 52
ดันแคน เอดเวิร์ด อังกฤษ HB 1953-1958 177 (0) 177 21
เดนนิส ไวโอเล็ต อังกฤษ FW 1953-1962 293 (0) 293 179
เฟรดดี้ กู๊ดวิน อังกฤษ HB 1954-1960 107 (0) 107 8
อัลเบิร์ต สแคนลอน อังกฤษ LW 1954-1960 127 (0) 127 35
เอ็ดดี้ คอลแมน อังกฤษ HB 1955-1958 108 (0) 108 2
รอนนี่ โคพ อังกฤษ HB 1956-1961 106 (0) 106 2
บ็อบบี้ ชาร์ลตัน อังกฤษ FW 1956-1973 756 (2) 758 249
เดวิส แกสเคลล์ อังกฤษ GK 1956-1967 119 (0) 119 0
แฮร์รี่ เกร็กก์ ไอร์แลนด์เหนือ GK 1957-1966 247 (0) 247 0
เชย์ เบร็นแนน ประเทศไอร์แลนด์ RB 1958-1970 358 (1) 359 6
อัลเบิร์ต ควิกซอลล์ อังกฤษ FW 1958-1963 183 (0) 183 56
จอห์นนี่ กิลส์ ประเทศไอร์แลนด์ CM 1959-1963 115 (0) 115 13
น็อบบี้ สไตลส์ อังกฤษ HB 1959-1971 394 (0) 394 19
มัวริซ เซ็ทเทอรส์ อังกฤษ HB 1960-1964 194 (0) 194 14
โทนี่ ดันน์ ประเทศไอร์แลนด์ FB 1960-1973 534 (1) 535 2
โนเอล แคนท์เวลล์ ประเทศไอร์แลนด์ LB 1960-1967 146 (0) 146 8
เดวิด เฮิร์ด สกอตแลนด์ FW 1961-1968 264 (1) 265 145
เดนิส ลอว์ สกอตแลนด์ FW 1962-1973 398 (6) 404 237
เดวิด แซดเลอร์ อังกฤษ หลายตำแหน่ง 1962-1973 328 (7) 335 27
แพ็ท ครีแรนด์ สกอตแลนด์ HB 1963-1971 397 (0) 397 15
จอร์จ เบสต์ ไอร์แลนด์เหนือ FW/W 1963-1974 470 (0) 470 179
จอห์น คอนเนลลี่ อังกฤษ FW 1964-1966 112 (1) 113 35
จอห์น ฟิทซ์แพทริค สกอตแลนด์ RB 1965-1973 141 (6) 147 10
จอห์น แอสตัน อังกฤษ LW 1965-1972 166 (21) 187 27
อเล็กซ์ สเต็ปนีย์ อังกฤษ GK 1966-1979 539 (0) 539 2
ไบรอัน คิดด์ อังกฤษ FW 1967-1974 257 (9) 266 70
ฟรานซิส เบิร์นส์ สกอตแลนด์ LB 1967-1972 143 (13) 156 7
วิลลี่ มอร์แกน สกอตแลนด์ RW 1968-1975 293 (3) 296 34
สตีฟ เจมส์ อังกฤษ HB 1968-1975 160 (1) 161 4
แซมมี่ แมคอิลรอย ไอร์แลนด์เหนือ CM 1971-1982 391 (28) 419 71
มาร์ติน บั๊คคั่น สกอตแลนด์ CB 1972-1983 456 (0) 456 4
เดวิด แมคครีรี่ ไอร์แลนด์เหนือ MF 1972-1979 57 (53) 110 8
อเล็กซ์ ฟอร์ซิธ สกอตแลนด์ RB 1973-1978 116 (3) 119 5
ลู มาคาริ สกอตแลนด์ MF/FW 1973-1984 374 (27) 401 97
เจอร์รี่ ดาลี่ ประเทศไอร์แลนด์ CM 1973-1977 137 (5) 142 32
ไบรอัน กรีนฮอฟฟ์ อังกฤษ CB 1973-1979 268 (3) 271 17
สจวร์ต ฮูสตัน สกอตแลนด์ LB 1974-1980 248 (2) 250 16
สจวร์ต เพียร์สัน อังกฤษ FW 1974-1979 179 (1) 180 66
อาเธอร์ อัลบิสตัน สกอตแลนด์ LB 1974-1988 467 (18) 485 7
สตีฟ คอปเปลล์ อังกฤษ RW 1975-1983 393 (3) 396 70
จิมมี่ นิโคลล์ ไอร์แลนด์เหนือ RB 1975-1982 235 (13) 248 6
กอร์ดอน ฮิลล์ อังกฤษ LW 1975-1978 133 (1) 134 51
จิมมี่ กรีนฮอฟฟ์ อังกฤษ FW 1976-1980 119 (4) 123 36
แอชลี่ย์ กริมส์ ประเทศไอร์แลนด์ LB 1977-1983 77 (30) 107 11
โจ จอร์แดน สกอตแลนด์ FW 1978-1981 125 (1) 126 41
กอร์ดอน แม็คควีน สกอตแลนด์ CB 1978-1985 229 (0) 229 26
แกรี่ เบลี่ย์ อังกฤษ GK 1978-1987 375 (0) 375 0
มิคกี้ โทมัส เวลส์ LW 1978-1981 110 (0) 110 15
เควิน มอแรน ประเทศไอร์แลนด์ CB 1979-1988 284 (5) 289 24
เรย์ วิลกิ้นส์ อังกฤษ CM 1979-1984 191 (3) 194 10
ไมค์ ดั๊กบิวรี่ อังกฤษ RB 1980-1990 345 (33) 378 7
จอห์น กิดแมน อังกฤษ RB 1981-1986 116 (4) 120 4
แฟรงค์ สเตเปิลตัน ประเทศไอร์แลนด์ FW 1981-1987 267 (21) 288 78
เรมี่ มอส อังกฤษ CM 1981-1988 188 (11) 199 12
ไบรอัน ร็อบสัน อังกฤษ CM 1981-1994 437 (24) 461 99
นอร์แมน ไวท์ไซด์ ไอร์แลนด์เหนือ FW/CM 1982-1989 256 (18) 274 67
พอล แม็คกรัธ ประเทศไอร์แลนด์ CB 1982-1989 192 (7) 199 16
มาร์ค ฮิวจ์ส เวลส์ FW 1983-1986, 1988-1995 453 (14) 467 163
แกรม ฮอกก์ สกอตแลนด์ CB 1984-1988 108 (2) 110 1
เคลย์ตัน แบล็คมอร์ เวลส์ หลายตำแหน่ง 1984-1994 201 (44) 245 26
เจสเปอร์ โอลเซ่น เดนมาร์ก LW 1984-1988 149 (27) 176 24
กอร์ดอน สตรั๊คคั่น สกอตแลนด์ RM 1984-1989 195 (6) 201 38
ปีเตอร์ ดาเวนพอร์ท อังกฤษ FW 1986-1988 83 (23) 106 26
ไบรอัน แม็คแคลร์ สกอตแลนด์ FW 1987-1998 398 (73) 471 127
สตีฟ บรูซ อังกฤษ CB 1987-1996 411 (3) 414 51
ลี มาร์ติน อังกฤษ LB 1988-1994 84 (25) 109 2
ลี ชาร์ป อังกฤษ LW 1988-1996 213 (50) 263 36
มาล โดนากี ไอร์แลนด์เหนือ CB/LB 1988-1992 98 (21) 119 0
ไมค์ ฟีแลน อังกฤษ หลายตำแหน่ง 1989-1994 127 (19) 146 3
นีล เว็บบ์ อังกฤษ CM 1989-1992 105 (5) 110 11
แกรี่ พัลลิสเตอร์ อังกฤษ CB 1989-1998 433 (4) 437 15
พอล อินซ์ อังกฤษ CM 1989-1995 276 (5) 281 29
เดนนิส เออร์วิน ประเทศไอร์แลนด์ FB 1990-2002 511 (18) 529 33
ไรอัน กิ๊กส์ เวลส์ LW 1991- 787 (154) 941 168
อังเดร แคนเชลสกี้ส์ สหภาพโซเวียต/รัสเซีย RW 1991-1995 132 (29) 161 36
พอล ปาร์คเกอร์ อังกฤษ RB 1991-1996 137 (9) 146 2
ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เดนมาร์ก GK 1991-1999 398 (0) 398 1
แกรี่ เนวิลล์ อังกฤษ RB 1992-2011 566 (36) 602 7
เดวิด เบ็คแฮม อังกฤษ RM 1992-2003 356 (38) 394 85
นิคกี้ บัตต์ อังกฤษ CM 1992-2004 307 (79) 386 26
เอริค คันโตน่า ฝรั่งเศส FW 1992-1997 184 (1) 185 82
รอย คีน ประเทศไอร์แลนด์ CM 1993-2005 458 (22) 480 51
เดวิด เมย์ อังกฤษ CB 1994-2003 98 (20) 118 8
พอล สโคลส์ อังกฤษ CM 1994-2011, 2012-2013 577 (141) 748 155
แอนดรูว์ โคล อังกฤษ FW 1995-2001 231 (44) 275 121
ฟิล เนวิลล์ อังกฤษ หลายตำแหน่ง 1995-2005 301 (85) 386 8
รอนนี่ ยอห์นเซ่น นอร์เวย์ CB/CM 1996-2002 131 (19) 150 9
อูเล กุนนาร์ ซูลแชร์ นอร์เวย์ FW 1996-2007 216 (150) 366 126
เท็ดดี้ เชอริงแฮม อังกฤษ FW 1997-2001 101 (52) 153 46
เฮนนิ่ง เบิร์ก นอร์เวย์ CB 1997-2000 81 (22) 103 3
เวสต์ บราวน์ อังกฤษ RB/CB 1998-2011 313 (49) 362 5
ยาป สตัม เนเธอร์แลนด์ CB 1998-2001 125 (2) 127 1
ดไวท์ ยอร์ก ตรินิแดดและโตเบโก FW 1998-2002 120 (32) 152 66
ควินตัน ฟอร์จูน แอฟริกาใต้ LW/LB 1999-2006 88 (38) 126 11
มิคาเอล ซิลแวสต์ ฝรั่งเศส LB/CB 1999-2008 326 (35) 361 10
จอห์น โอเชีย ประเทศไอร์แลนด์ หลายตำแหน่ง 1999-2011 294 (92) 386 15
ฟาเบียง บาร์แตซ ฝรั่งเศส GK 2000-2004 139 (0) 139 0
รืด ฟัน นิสเติลโรย เนเธอร์แลนด์ FW 2001-2006 200 (19) 219 150
ริโอ เฟอร์ดินานด์ อังกฤษ CB 2002- 423 (9) 432 8
ดาร์เร็น เฟล็ตเชอร์ สกอตแลนด์ CM/RM 2003- 249 (63) 312 24
คริสเตียโน โรนัลโด โปรตุเกส/มาเดรา W/FW 2003-2009 244 (48) 292 118
หลุยส์ ซาฮา ฝรั่งเศส W/FW 2004-2008 76 (48) 124 42
เวย์น รูนีย์ อังกฤษ FW 2004- 360 (42) 402 197
แอ็ดวิน ฟัน เดอร์ซาร์ เนเธอร์แลนด์ GK 2005-2011 266 (0) 266 0
ปาร์ค จีซอง เกาหลีใต้ MF 2005-2012 119 (50) 169 22
ปาทริส เอวรา ฝรั่งเศส LB 2006- 313 (21) 334 7
เนมันยา วิดิช เซอร์เบีย CB 2006- 258 (8) 266 19
ไมเคิล คาร์ริค อังกฤษ CM 2006- 275 (44) 319 21
นานี โปรตุเกส LM 2007- 169 (47) 216 40
อังเดร์ซง บราซิล CM 2007- 124 (47) 171 9
จอนนี อีแวนส์ ไอร์แลนด์เหนือ CB 2007- 140 (16) 156 5
ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ บัลแกเรีย FW 2008-2012 108 (41) 149 56
ราฟาเอล บราซิล RB 2008- 115 (15) 130 5
อันโตเนียว บาเลนเซีย เอกวาดอร์ RM 2009- 113 (34) 147 17
คาเบียร์ เอร์นันเดซ เม็กซิโก FW 2010- 73 (44) 117 50
แดนนี เวลเบก อังกฤษ FW 2008- 65 (38) 103 19

เกียรติประวัติ

ตัวเลขฤดูกาลตามปีค.ศ.

  • 1907-08, 1910-11, 1951-52, 1955-56, 1956-57, 1964-65, 1966-67, 1992-93, 1993-94, 1995-96, 1996-97, 1998-99, 1999-2000, 2000-01, 2002-03, 2006-07, 2007-08, 2008-09, 2010-11, 2012-13
  • 1935-36, 1974-75
  • 1909, 1948, 1963, 1977, 1983, 1985, 1990, 1994, 1996, 1999, 2004
  • 1992, 2006, 2009, 2010
  • 1968, 1999, 2008
  • 1991
  • อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ: 1
  • 1999
  • ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ: 1
  • 2008
  • ยูโรเปี้ยนซูเปอร์คัพ: 1
  • 1991
  • แชริตี้ชิลด์/คอมมูนิตี้ชิลด์: 17 (13 แชมป์เดี่ยว, 4 แชมป์ร่วม*)
  • 1908, 1911, 1952, 1956, 1957, 1965*, 1967*, 1977*, 1983, 1990*, 1993, 1994, 1996, 1997, 2003, 2007, 2008,2010
  • BBC Sports Personality of the Year Team Award
  • 1968 & 1999

สถิติที่สำคัญของสโมสร

(สถิติล่าสุดเมื่อ 8 ธันวาคม 2556)

สถิติลงเล่นมากที่สุด

(สัญลักษณ์ ↓ แสดงถึงกำลังเล่นอยู่ในสโมสร)

อันดับ รายชื่อ ฤดูกาล ลงเล่น ประตู
1 เวลส์ ไรอัน กิ๊กส์ 1990 - ปัจจุบัน 954 168
2 อังกฤษ บ็อบบี ชาร์ลตัน 1953 - 1973 758 249
3 อังกฤษ บิลล์ โฟ้กส์ 1950 - 1970 688 9
4 อังกฤษ พอล สโคลส์ 1994 - 2011, 2012 - 2013 718 155
5 อังกฤษ แกรี่ เนวิลล์ 1992 - 2011 597 7
6 อังกฤษ อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ 1966 - 1978 539 2
7 ประเทศไอร์แลนด์ โทนี่ ดัน 1960 - 1973 535 2
8 ประเทศไอร์แลนด์ เดนิส เออร์วิน 1990 - 2002 529 33
9 อังกฤษ โจ สเปนซ์ 1919 - 1933 510 168
10 สกอตแลนด์ อาเธอร์ อัลบิซตัน 1974 - 1988 485 7

สถิติทำประตูสูงสุด

(สัญลักษณ์ ↓ แสดงถึงกำลังเล่นอยู่ในสโมสร)

อันดับ รายชื่อ ฤดูกาล ลงเล่น ประตู
1 อังกฤษ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน 1953 - 1973 758 249
2 สกอตแลนด์ เดนิส ลอว์ 1962 - 1973 404 237
3 อังกฤษ แจ็ก โรว์ลีย์ 1937 - 1955 424 211
4 อังกฤษ เวย์น รูนีย์ 2004 - ปัจจุบัน 421 207
5 = อังกฤษ เดนนิส ไวโอเล็ต 1949 - 1962 293 179
5 = ไอร์แลนด์เหนือ จอร์จ เบสต์ 1963 - 1974 470 179
7 = เวลส์ ไรอัน กิ๊กส์ 1990 - ปัจจุบัน 954 168
7 = อังกฤษ โจ สเปนซ์ 1919 - 1933 510 168
9 เวลส์ มาร์ค ฮิวจ์ส 1980 - 1986, 1988 - 1995 467 163
10 อังกฤษ พอล สโคลส์ 1994 - 2011, 2012 - 2013 718 155

สถิติของสโมสร

สถิติอื่นๆ

  • ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา (1991-2009) เป็นสโมสรเดียวที่จบฤดูกาลไม่ต่ำกว่าอันดับ 3
  • ทำแต้มในลีกรวมทุกลีก ได้เป็นอันดับหนึ่งตลอดกาล (5621 แต้ม อันดับ 2 และ 3 คือลิเวอร์พูลและอาร์เซน่อล ได้ 5565 และ 5392 แต้มตามลำดับ)

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. "Manchester United" (PDF). Premier League. p. 17. สืบค้นเมื่อ 15 August 2012. 
  2. 2.0 2.1 2.2 "ตามคาด!ผีประกาศตั้งฟานกัลผู้จัดการทีม". สนุกดอตคอม. 19 May 2014. สืบค้นเมื่อ 20 May 2014. 
  3. European Football Statistics (อังกฤษ)
  4. 4.0 4.1 Glazer gets 98% of Man Utd shares บีบีซีนิวส์ 28 มิถุนายน 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  5. http://www.metro.co.uk/sport/football/646602-top-5-fergie-vs-beckham-and-other-great-player-boss-bust-ups Top 5: Fergie vs Beckham and other great player-boss bust-u ps (อังกฤษ)
  6. http://www.mail-archive.com/newslist@rednews.co.uk/msg00352.html MANCHESTER UNITED have sensationally agreed to sell 18 million Dutch defender Jaap Stam to Lazio. (อังกฤษ)
  7. http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/eng_prem/3611234.stm Man Utd sign Rooney. (อังกฤษ)
  8. Glazer wins control of Man United บีบีซีนิวส์ 12 พฤษภาคม 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  9. Tycoon seizes control of Man Utd, ซีเอ็นเอ็น 12 พฤษภาคม 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  10. Glazer Man Utd stake exceeds 75% บีบีซีนิวส์ 16 พฤษภาคม 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  11. Man Utd shares leave stock market บีบีซีนิวส์ 22 มิถุนายน 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  12. Fans rage at Glazer takeover move บีบีซีนิวส์ 13 พฤษภาคม 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550
  13. "แมนฯ ยูฯ ถอดมอยส์ สังเวยผลงานย่ำแย่". ครอบครัวข่าว 3. 23 April 2014. สืบค้นเมื่อ 12 May 2014. 
  14. "“ผี” ออกตัวช้าถูก “แมวดำ” ไล่เจ๊า 1-1". ผู้จัดการออนไลน์. 24 August 2014. สืบค้นเมื่อ 25 August 2014. 
  15. "“ผี” หมดสภาพ เจอ “ดอนส์” ถลุงยับ 0-4". ผู้จัดการออนไลน์. 27 August 2014. สืบค้นเมื่อ 27 August 2014. 
  16. "“จิ้งจอก” รัวท้ายเกม แซงดับผี 10 ตัว 5-3". ผู้จัดการออนไลน์. 21 September 2014. สืบค้นเมื่อ 22 September 2014. 
  17. หน้า 19 กีฬา, แฉฟานกัลผลงานแย่กว่ามอยส์. "แข้งผีชักจะไม่แฮปปี้ฟานกัล". เดลินิวส์ฉบับที่ 23,722: วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย
  18. ""ฟาน กัล" เผย ขอเวลา 4 เดือน ผีลงตัวแน่!!". gangzababall. 24 August 2014. สืบค้นเมื่อ 25 August 2014. 
  19. "บิ๊กแมตช์มาเร็ว". ข่าวสด. 23 August 2014. สืบค้นเมื่อ 28 August 2014. 
  20. "First Team". ManUtd.com. Manchester United. สืบค้นเมื่อ 26 August 2014. 
  21. Froggatt, Mark (13 August 2014). "United release 2014/15 squad numbers". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 16 August 2014. 
  22. Tuck, James (1 September 2014). "Chicharito joins Real Madrid on loan". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 1 September 2014. 
  23. "Powell loaned to Leicester". ManUtd.com (Manchester United). 1 September 2014. สืบค้นเมื่อ 1 September 2014. 
  24. "Villa sign Cleverley on loan". ManUtd.com (Manchester United). 2 September 2014. สืบค้นเมื่อ 2 September 2014. 
  25. "Wilfried Zaha: Crystal Palace re-sign Man Utd winger on loan". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 28 August 2014. สืบค้นเมื่อ 28 August 2014. 
  26. "Varela heads to Madrid". ManUtd.com (Manchester United). 3 September 2014. สืบค้นเมื่อ 3 September 2014. 
  27. "Keane loaned to Burnley". ManUtd.com (Manchester United). 1 September 2014. สืบค้นเมื่อ 1 September 2014. 
  28. "Man Utd pay Nani's £4.8m wages during Sporting Lisbon loan". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 20 August 2014. สืบค้นเมื่อ 28 August 2014. 
  29. "Man Utd: Striker Angelo Henriquez joins Dinamo Zagreb on loan". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 11 August 2014. สืบค้นเมื่อ 28 August 2014. 
  30. "Manchester United in swoop for Belgian defender Vermijl from Standard Liege". Mail Online (Associated Newspapers). 8 March 2010. สืบค้นเมื่อ 20 January 2011. 
  31. "Premier League comings and goings". independent.co.uk (The Independent). 2 August 2009. สืบค้นเมื่อ 3 November 2011. 
  32. "Man Utd to face transfer scrutiny". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 9 September 2009. สืบค้นเมื่อ 10 September 2009. 
  33. "Tranmere Rovers sign Manchester United's Wootton". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 30 September 2010. สืบค้นเมื่อ 23 September 2011. 
  34. Tuck, James (31 January 2012). "Reds swoop for Veseli". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 31 January 2012. 
  35. "United sign up Brown Junior". Manchester Evening News. 28 August 2001. Archived from the original on 11 August 2011. 
  36. "Ryan aims high". Manchester Evening News. 19 December 2007. สืบค้นเมื่อ 6 August 2011. 
  37. Scrivener, Peter; Sinnott, John (1 August 2009). "Man Utd deny 'stealing' youngster". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). สืบค้นเมื่อ 2 August 2009. 
  38. "Man Utd capture 14-year-old Cofie". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 9 November 2007. สืบค้นเมื่อ 18 May 2009. 
  39. "Liam Jacob". ManUtd.com. Manchester United. สืบค้นเมื่อ 23 September 2011. 
  40. Taylor, Daniel (22 August 2010). "Manchester United anger Ajax by attracting teenager Gyliano van Velzen". guardian.co.uk (Guardian News and Media). สืบค้นเมื่อ 20 January 2011. 
  41. "United set to tie up deal for Norwegian youngster Mats Moller Daehli". Mail Online (Associated Newspapers). 8 November 2010. สืบค้นเมื่อ 29 August 2011. 
  42. Magowan, Alistair (4 March 2011). "Man Utd to sign Belgian teenager Adnan Januzaj". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). สืบค้นเมื่อ 29 August 2011. 
  43. Sam Byrne profile, Official Manchester United Website, March 2012.

แหล่งข้อมูลอื่น

  • ManUtd.com เว็บไซต์สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอย่างเป็นทางการ (อังกฤษ)
  • Manuclub.com แมนยูคลับ (Supporter) (ไทย)
  • Redarmyfc.com เรด อาร์มี่ แฟนคลับ (Supporter) (ไทย)