สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
| ชื่อเต็ม | Liverpool Football Club | |||
|---|---|---|---|---|
| ฉายา | The Reds, หงส์แดง | |||
| ก่อตั้ง | 15 มีนาคม พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) | |||
| สนามกีฬา | แอนฟิลด์ (ความจุ: 45,276 คน[1]) |
|||
| เจ้าของ | Fenway Sports Group | |||
| ประธาน | ทอม วอร์เนอร์ | |||
| ผู้จัดการ | เคนนี่ ดัลกลิช | |||
| ลีก | เอฟเอ พรีเมียร์ลีก | |||
| 2010-11 | ที่ 6 | |||
|
||||
สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทีมหนึ่งในฟุตบอลอังกฤษ ลิเวอร์พูลครองแชมป์ดิวิชั่น 1 ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ก่อตั้งใน วันที่ 15 มีนาคม ปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรหนึ่งในกลุ่มจี-14 มีฉายาในภาษาไทยว่า "หงส์แดง" พร้อมด้วยคำขวัญ "You'll Never Walk Alone"
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติสโมสร
จอห์น โฮลดิ้ง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟิลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่ง และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิ้ง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมได้เช่าอยู่ ฝ่ายกลุ่มบริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนาม และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะ สแตนลี่ย์พาร์ค เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดีสันพาร์ก ดังนั้น จอห์น โฮลดิ้ง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิ้ง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club
หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรซ์ ไอโรโนโปลิส และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด
สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดชองประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้นบิลล์ แชงก์คลีขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี่
สโมสรต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ. 2533 คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี พ.ศ. 2535 กับลีกคัพ 1 ใบในปี พ.ศ. 2538 แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศและระดับทวีปถึง 3 แชมป์ (คาร์ลิ่ง ลีกคัพ, เอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่าคัพ) ได้ในปี พ.ศ. 2544 (ฤดูกาล 2000/01) ในปี 2544 นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะแมนฯยูฯคู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยแชริตี้ชิลด์ก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเชียร์ลิเวอร์พูล นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเวน, เอมิล เฮสกี้, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ซามี ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ เชร์รา อุลลิเย่ ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอุลลิเย่คือ การนำทีมลิเวอร์พูลชนะแมนฯยูฯ 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ. 2546 (ฤดูกาล 2002/03) แชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548 ชนะในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งที่ 5 ของสโมสร ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสมอทีมเอซี มิลาน เป็น 3-3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง 3-0 และในที่สุดคว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2 เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ชาบี อาลอนโซ, ดีทมา ฮามันน์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, เจอร์ซี่ ดูเด็ค และ เจมี คาร์ราเกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ แต่รายการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือ พ.ศ. 2533 (ฤดูกาล 1989/90) จากการคุมทีมของ เคนนี ดัลกลิช ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิสสามารถนำ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในปี พ.ศ. 2538 (ฤดูกาล 1994/95)
ในฤดูกาล 2009-10 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้เบนิเตซต้องลาออกจากตำแหน่งด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย[2] และแทนที่โดย รอย ฮอดจ์สัน อดีตผู้จัดการทีม สโมสรฟูแลม[3] ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010–11 สโมสรลิเวอร์พูลนั้นเสี่ยงต่อการล้มละลาย เนื่องจากแบกรับหนี้สินเป็นจำนวนมากจากการทำงานของจอร์จ ยิลเลตต์ และทอม ฮิกส์ ทำให้ต้องขายสโมสร ต่อมา จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี, เจ้าของทีม บอสตัน เรด ซ็อกซ์และนิว อิงแลนด์ สปอร์ตส์ เวนเจอร์ส, ได้ทำการซื้อขายสำเร็จในการซื้อสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อตุลาคม 2010[4] ผลการแข่งขันที่ย้ำแย่ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ฮอดจ์สันลาออกจากตำแหน่ง โดยมี เคนนี ดัลกลิช กลับมาคุมทีมอีกครั้ง [5]โดยในฤดูกาล 2011-12 สามารถคว้าแชมป์ในรายการ คาร์ลิงคัพ ได้สำเร็จเป็นสมัยที่แปดจากการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟซีตี ผลประตูรวม 3-2[6]
- ประวัติตราสโมสร
[แก้] ชุด
|
|
|
|
|
|
| ช่วงเวลา | ชุดที่ใช้ | ผู้สนับสนุน |
|---|---|---|
| 1973–85 | Umbro | ไม่มี |
| 1979–82 | Hitachi | |
| 1982–88 | Crown Paints | |
| 1985–96 | Adidas | |
| 1988–92 | Candy | |
| 1992–2010 | Carlsberg | |
| 1996–2006 | Reebok | |
| 2006– | Adidas | |
| 2010–2012 | Standard Chartered | |
| 2012– | Warrior |
[แก้] ชุดที่ใช้
[แก้] ผู้สนับสนุน
- 1892–1979: ไม่มีผู้สนับสนุน
- 1979–1982: Hitachi
- 1982–1988: Crown Paints
- 1988–1992: Candy
- 1992–2010: Carlsberg
- 2010–: Standard Chartered
[แก้] ที่มาของ The Kop
เดอะ ค็อป เป็นชื่อที่ใช้เรียกตามชื่อของเนินเขาแห่งหนึ่งใน นาทาล ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งคนท้องถิ่นจะรู้จักกันในนาม สปิออน ค็อป โดยเกิดเหตุการณ์การทำสงครามบัวร์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1900 อังกฤษได้ส่งทหารไปกว่า 300 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูล แต่แล้วในสงครามนั้นเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นคือ อังกฤษได้เสียทหารไปเกินกว่าครึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น นักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์ ชื่อ เออร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ตส์ จึงเสนอชื่อ สปิออน ค็อป ตามชื่อของเนินเขาลูกนั้น เป็นชื่อของอัฒจันทร์หลังประตูในการสร้างสนามใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นเกียรติในความกล้าหาญของทหารอังกฤษทั้ง 300 นาย ซึ่งต่อมาอัฒจันทร์แห่งนี้ได้กลายอัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกของฟุตบอลแห่งหนึ่ง. ในปี ค.ศ. 1928 ได้มีการต่อเติมอัฒจันทร์แห่งนี้ใหม่ และเมื่อใดเมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลของทีมลิเวอร์พูลขึ้น คนที่ไปดูการแข่งขันของทีมบนอัฒจันทร์จะเรียกตัวเองว่า เดอะ ค็อป (The Kop) และแล้วจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมที่สนามฮิลส์โบโร่ ในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งเกิดการถล่มของอัฒจันทร์ขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ กับ นอร์ทติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 96 คน จึงมีคำสั่งให้ทุกสนามเปลี่ยนจากอัฒจันทร์ยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมด และนั่นเป็นการปิดฉากของอัฒจันทร์ สปิออน ค็อป อัฒจันทร์แบบยืนที่มีความยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีอัฒจันทร์ใหม่ขึ้นมาและใช้ชื่อว่า นิว ค็อป ซึ่งความหมายต่าง ๆ ยังคงเหมือนเดิม แม้ชื่ออัฒจันทร์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม นิว ค็อป ยังคงมีกลิ่นอายของประวัติเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยม โดยปกติแล้วเมืองลิเวอร์พูลจะไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ แต่ทว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่รายล้อมอยู่บนทุกๆที่ไม่ว่าจะถนนสายไหน
[แก้] ผู้เล่นชุดปัจจุบัน
ณ วันที่ 31 มกราคม 2012[8]
[แก้] ผู้เล่นชุดปัจจุบัน
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
|
|
[แก้] ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
|
|
[แก้] อดีตผู้เล่น
สำหรับรายละเอียดของอดีตผู้เล่น, ดูที่ รายชื่ออดีตผู้เล่นของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล และ หมวดหมู่:ผู้เล่นสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
[แก้] บุคคลสำคัญในสโมสร
- เจ้าของ: Fenway Sports Group
- ผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์: David Moores
- ลิเวอร์พูล ฟุตบอล และ แอธเลททิค กราดส์ ลิมิตเต็ด[9]
- เจ้าของ: John W. Henry
- ประธาน: Tom Werner
- รองประธาน: David Ginsberg
- กรรมการผู้จัดการ: Ian Ayre
- หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน: Philip Nash
- สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
- ผู้อำนวยการ: John W. Henry, Tom Werner, David Ginsberg, Ian Ayre, Philip Nash, Michael Gordon, Jeffrey Vinik
- ผู้อำนวยการฟุตบอล: Damien Comolli
- เลขานุการสโมสร: Ian Silvester
- กรรมการฝ่ายดำเนินการ: Andrew Parkinson
- หัวหน้าคนดูแลสนามกีฬา: Terry Forsyth
- ผู้จัดการเกี่ยวกับสนาม: Ged Poynton
- โฆษก: Ian Cotton
- ผู้ฝึกสอนและทีมแพทย์[10]
- ผู้จัดการทีม: เคนนี ดัลกลิช
- โค้ช: สตีฟ คลาร์ก, เควิน คีน
- โค้ชผู้รักษาประตู: จอห์น อาร์ชเตอร์เบิร์ก
- หัวหน้าฝ่ายสมรรถภาพทางกายและสภาพนักเตะ: ดาร์เรน เบอร์เจส
- โค้ชทีมสำรอง: โรดอลโฟ โบร์เรลล์
[แก้] ผู้จัดการทีม
ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2012
| ชื่อ | สัญชาติ | ตั้งแต่ | ถึง | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | % ชนะ[A] | เกียรติประวัติ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| วิลเลียม บาร์คเลย์ จอนห์ แม็คเคนนา |
15 กุมภาพันธ์ 1892 | 16 สิงหาคม 1896 | 131 | 80 | 20 | 31 | 61.07 | 1 Lancashire League championship, 2 Division Two championships | [11][B] | |
| ทอม วัตสัน | 17 สิงหาคม 1896 | 6 พฤษภาคม 1915 | 742 | 329 | 141 | 272 | 44.34 | 2 Division One championships | [12] | |
| เดวิด แอชเวิร์ธ | 18 ธันวาคม 1919 | 12 กุมภาพันธ์ 1923 | 138 | 70 | 40 | 28 | 50.72 | 1 Division One championship | [13] | |
| แม็ต แม็คควีน | 13 กุมภาพันธ์ 1923 | 15 กุมภาพันธ์ 1928 | 229 | 93 | 60 | 76 | 40.61 | 1 Division One championship | [14] | |
| จอร์จ แพ็ตเธอร์สัน | 7 มีนาคม 1928 | 6 สิงหาคม 1936 | 366 | 137 | 85 | 144 | 37.43 | [15] | ||
| จอร์จ เคย์ | 6 สิงหาคม 1936 | มกราคม 1951 | 357 | 142 | 93 | 122 | 39.78 | 1 Division One championship | [16] | |
| ดอน เวลช์ | 23 มีนาคม 1951 | 4 พฤษภาคม 1956 | 232 | 81 | 58 | 93 | 34.91 | [17] | ||
| ฟิล เทเลอร์ | พฤษภาคม 1956 | 17 พฤศจิกายน 1959 | 150 | 76 | 32 | 42 | 50.67 | [18][19] | ||
| บิลล์ แชงค์ลีย์ | 1 ธันวาคม 1959 | 12 กรกฎาคม 1974 | 783 | 407 | 198 | 178 | 51.98 | 3 Division One championships, 4 Charity Shields 2 FA Cups, 1 UEFA Cup, 1 Division Two championship | [20] | |
| บ๊อบ เพสลีย์ | 26 สิงหาคม 1974 | 1 กรกฎาคม 1983 | 535 | 307 | 132 | 96 | 57.38 | 6 Division One championships, 5 Charity Shields, 3 Football League Cups, 3 European Cups, 1 European Super Cup, 1 UEFA Cup | [21] | |
| โจ เฟแกน | 1 กรกฎาคม 1983 | 28 พฤษภาคม 1985 | 131 | 70 | 37 | 24 | 53.44 | 1 Division One championship, 1 European Cup, 1 Football League Cup | [22] | |
| เคนนี ดัลกลิช | 30 พฤษภาคม 1985 | 21 กุมภาพันธ์ 1991 | 307 | 187 | 78 | 42 | 60.91 | 3 Division One championships, 2 FA Cup, 4 Charity Shields (2 Shared) | [23] | |
| รอนนี โมแรน | 22 กุมภาพันธ์ 1991 | 15 เมษายน 1991 | 10 | 4 | 1 | 5 | 40.00 | [24][C] | ||
| แกรม ซูเนสส์ | 16 เมษายน 1991 | 28 มกราคม 1994 | 157 | 65 | 47 | 45 | 41.40 | 1 FA Cup | [25] | |
| รอย อีแวนส์ | 31 มกราคม 1994 | 12 พฤศจิกายน 1998 | 244 | 123 | 63 | 58 | 50.41 | 1 Football League Cup | [26] | |
| เชราร์ อุลลิเยร์ | 16 กรกฎาคม 1998 | 24 พฤษภาคม 2004 | 325 | 165 | 81 | 79 | 50.77 | 2 Football League Cups, 1 FA Cup, 1 UEFA Cup, 1 European Super Cup, 1 Charity Shield | [27][D] | |
| ราฟาเอล เบนิเตซ | 16 มิถุนายน 2004 | 3 มิถุนายน 2010 | 350 | 194 | 77 | 79 | 55.43 | 1 European Cup, 1 FA Cup, 1 European Super Cup, 1 Community Shield | [28] | |
| รอย ฮอดจ์สัน | 1 กรกฎาคม 2010 | 8 มกราคม 2011 | 31 | 13 | 9 | 9 | 41.94 | |||
| เคนนี ดัลกลิช | 8 มกราคม 2011 | ปัจจุบัน | 59 | 29 | 16 | 14 | 49.15 | 1 Football League Cup |
[แก้] หมายเหตุ
- A^ % ชนะจะปัดเศษเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง
- B^ ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของลิเวอร์พูลได้ระบุไว้ว่า บาร์คเลย์ และ แม็คเคนนา เป็นผู้จัดการทีมร่วม โดย บาร์คเลย์ เป็น "ผู้จัดการเลขานุการ" และ แม็คเคนนา เป็น "ผู้จัดการโค้ช"
- C^ รอนนี โมแรน เป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว แหล่งข้อมูล: lfchistory.net
- D^ อุลลิเยร์ ป่วยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2001 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2002, ทำให้ พิล ทอมป์สัน ได้มาเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวแทน (แข่ง 33 ชนะ 16 เสมอ 12 แพ้ 5) โดยสถิติของทอมป์สัน ถูกรวมอยู่ในสถิติของอุลลิเยร์แล้ว
[แก้] เกียรติประวัติ
[แก้] ภายในประเทศ
[แก้] ลีก
- Lancashire League: 1
- 1892–93
[แก้] คัพ
- เอฟเอชาริตีชิลด์ / เอฟเอคอมมิวนิตีชิลด์: 15 (10 ชนะเลิศ, 5 ร่วม)
[แก้] ยุโรป
[แก้] ชนะเลิศสองรายการและสามรายการ
Especially short competitions such as the Charity/Community Shield and Super Cup are not generally considered to contribute towards a Double or Treble.[29]
[แก้] อ้างอิง
- ^ ,12306~152399, 00.pdf "Club Directory" (PDF). Premier League Handbook Season 2010/11. London: Premier League. 2010. p. 35. http://www.premierleague.com/staticFiles/4f/53/0, ,12306~152399, 00.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 17 August 2010.
- ^ "Rafael Benitez leaves Liverpool: club statement", The Daily Telegraph, 3 June 2010. สืบค้นวันที่ 3 June 2010
- ^ "Liverpool appoint Hodgson". Liverpool F.C. 1 July 2010. http://www.liverpoolfc.tv/news/latest-news/liverpool-appoint-hodgson. เรียกข้อมูลเมื่อ 11 August 2010.
- ^ Gibson, Owen. "Liverpool FC finally has a new owner after 'win on penalties'", The Guardian, 15 October 2010. สืบค้นวันที่ 7 November 2010
- ^ "Roy Hodgson exits and Kenny Dalglish takes over", BBC Sport, 8 January 2011. สืบค้นวันที่ 22 April 2011
- ^ "“หงส์” แม่นโทษ ดับคาร์ดิฟฟ์ซิวลีกคัพ", ASTVผู้จัดการออนไลน์, 27 กุมภาพันธ์ 2555. สืบค้นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555
- ^ "Old Liverpool colours". Historical Football Kits. http://www.historicalkits.co.uk/Liverpool/Liverpool.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-02-01.
- ^ "First Team". Liverpool F.C. http://www.liverpoolfc.tv/news/latest-news/reds-name-league-squad. เรียกข้อมูลเมื่อ 31 August 2010.
- ^ "Corporate Information". Liverpool F.C. http://www.liverpoolfc.tv/corporate/directors. เรียกข้อมูลเมื่อ 2 July 2011.
- ^ "Academy". Liverpool F.C. http://www.liverpoolfc.tv/team/academy. เรียกข้อมูลเมื่อ 20 July 2011.
- ^ "John McKenna's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=1. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "Tom Watson's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=2. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "David Ashworth's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=3. เรียกข้อมูลเมื่อ 2 October 2007.
- ^ "Matt McQueen's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=4. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "George Patterson's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=5. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "George Kay's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=6. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "Don Welsh's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=7. เรียกข้อมูลเมื่อ 2 October 2007.
- ^ "Phil Taylor's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=8. เรียกข้อมูลเมื่อ 24 September 2007.
- ^ Pead, Brian. Liverpool A complete record 1892-1986. Breedon Books Sport. ISBN 0-907969-15-1.
- ^ "Bill Shankly's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=9. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "Bob Paisley's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=10. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "Joe Fagan's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=11. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "Kenny Dalglish's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=12. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "Ronnie Moran's managerial career". Soccerbase. http://www.soccerbase.com/managers2.sd?managerid=1097. เรียกข้อมูลเมื่อ 24 September 2007.
- ^ "Graeme Souness's managerial career". Soccerbase. http://www.soccerbase.com/managers2.sd?managerid=550. เรียกข้อมูลเมื่อ 24 September 2007.
- ^ "Roy Evans's managerial career". Soccerbase. http://www.soccerbase.com/managers2.sd?managerid=1102. เรียกข้อมูลเมื่อ 24 September 2007.
- ^ "Gérard Houllier's managerial career". LFChistory. http://www.lfchistory.net/managers_lcstats.asp?manager_id=16. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 October 2007.
- ^ "The Benitez era in numbers". Liverpoolfc.tv. http://www.liverpoolfc.tv/news/latest-news/the-benitez-era-in-numbers. เรียกข้อมูลเมื่อ 4 June 2010.
- ^ Rice, Simon. "Treble treble: The teams that won the treble", The Independent, 20 May 2010. สืบค้นวันที่ 14 July 2010
- หมายเหตุ
- ^ 1.0 1.1 Up until 1992, the top division of English football was the Football League First Division; since then, it has been the Premier League. Similarly until 1992, the Second Division was the second tier of league football, which since the 2004–05 season has been known as The Championship.
- ^ Doubles won in conjunction with the treble such as a FA Cup and League Cup double in 2001, are not included in the Doubles section.
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- liverpoolfc.tv เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของทีมลิเวอร์พูล (อังกฤษ)
- lfchistory.net รวบรวมประวัตศาสตร์ทีมลิเวอร์พูล
- Liverpool Fanpage แฟนเพจเฟชบุ๊คของแฟนลิเวอร์พูล (ไทย)
|
|||||||||||||||||||||||||||||