ฟุตบอลทีมชาติสเปน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สเปน
Shirt badge/Association crest
ฉายา La Selección ("ทีมชาติ"),
La Furia Roja ("แดงดุ"),
La Roja ["(ทีม) สีแดง"],
กระทิงดุ
สมาคม ราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (Real Federación Española de Fútbol)
สมาพันธ์ ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอน สเปน บีเซนเต เดล โบสเก
กัปตัน อีเกร์ กาซียัส
ติดทีมชาติสูงสุด อีเกร์ กาซียัส (137)
ทำประตูสูงสุด ดาบิด บียา (51)
สนามเหย้า ซานเตียโก เบร์นาเบว
บีเซนเต กัลเดรอน
เมสตายา
รหัสฟีฟ่า ESP
อันดับฟีฟ่า 8
อันดับฟีฟ่าสูงสุด 1 (กรกฎาคม 2008 - มิถุนายน 2009, ตุลาคม 2009 - มีนาคม 2010, กรกฎาคม 2010 - กรกฎาคม 2011, ตุลาคม 2011 - ปัจจุบัน)
อันดับฟีฟ่าต่ำสุด 25 (มีนาคม 1998)
อันดับอีแอลโอ 1
อันดับอีแอลโอสูงสุด 1 (กันยายน 1920 - พฤษภาคม 1924, กันยายน - ธันวาคม 1925, มิถุนายน 2002, มิถุนายน 2008 - มิถุนายน 2009, กรกฎาคม 2010 - ปัจจุบัน)
อันดับอีแอลโอต่ำสุด 20 (มิถุนายน 1969, มิถุนายน 1981, พฤศจิกายน 1991)
สีชุดทีมเหย้า
สีชุดทีมเยือน
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติสเปน สเปน 1 - 0 เดนมาร์ก ธงชาติเดนมาร์ก
(บรัสเซลส์ เบลเยียม; 28 สิงหาคม ค.ศ. 1920)
ชนะสูงสุด
ธงชาติสเปน สเปน 13 - 0 บัลแกเรีย ธงชาติบัลแกเรีย
(มาดริด สเปน; 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1933)
แพ้สูงสุด
ธงชาติอิตาลี อิตาลี 7 - 1 สเปน ธงชาติสเปน
(อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์; 4 มิถุนายน ค.ศ. 1928)
ธงชาติอังกฤษ อังกฤษ 7 - 1 สเปน ธงชาติสเปน
(ลอนดอน อังกฤษ; 9 ธันวาคม ค.ศ. 1931)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม 13 (ครั้งแรกเมื่อ 1934)
ผลงานดีที่สุด ชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2010
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม 8 (ครั้งแรกเมื่อ 1964)
ผลงานดีที่สุด ชนะเลิศ 1964, 2008, 2012
Confederations Cup
เข้าร่วม 2 (ครั้งแรกเมื่อ 2009)
ผลงานดีที่สุด รองแชมป์ 2013

ฟุตบอลทีมชาติสเปน (สเปน: Selección de fútbol de España) เป็นทีมฟุตบอลประจำประเทศสเปน อยู่ภายใต้การควบคุมและเป็นตัวแทนของราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในการแข่งขันระหว่างประเทศนัดต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นโดยสหพันธ์สมาคมฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า)

ทีมชาติสเปนเป็นที่รู้จักกันในฉายา "La Furia Española"[1] และฉายาซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าคือ "La Furia Roja" มาจากคำที่ชาวอิตาลีเป็นผู้คิดขึ้นและนำมาใช้เรียกทีมชาตินี้ในภาษาของตนว่า "Furia Rossa"[2] คำว่า "ฟูเรีย" (ความดุเดือด, ความโมโหร้าย) มาจากรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างรุนแรงของนักฟุตบอลสเปนในการแข่งขันนัดต่าง ๆ ที่ทีมชาติสเปนเข้าร่วมเป็นครั้งแรกที่เมืองแอนต์เวิร์ป (ประเทศเบลเยียม) และต่อมาก็ถูกนำมาใช้เรียกเหตุการณ์การปล้นเมืองแอนต์เวิร์ปของสเปนในสงครามแปดสิบปี (ค.ศ. 1576) ซึ่งเป็นตำนานมืดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหารของสเปนด้วย ส่วน "รอสซา" (สีแดง) มาจากสีของเสื้อทีม สำหรับในประเทศไทยนั้นทีมนี้มีฉายาว่า "กระทิงดุ"

สเปนได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 12 ครั้ง และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในฟุตบอลโลก ปี 1982 ผลงานที่ดีที่สุดที่ทีมชาติสเปนเคยทำได้นั้นคือชนะเลิศในปี2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

ทีมชาติสเปนยังได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ฟุตบอลยูโร) 8 ครั้ง ครั้งสำคัญคือฟุตบอลยูโร ปี 1964 ซึ่งถือเป็นแชมป์ในบ้านตัวเองหลังจากเอาชนะสหภาพโซเวียตไป 2-1 แต่ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร ปี 1984 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส สเปนทำได้เพียงรองแชมป์เพราะแพ้ให้กับเจ้าบ้านด้วยคะแนน 2-0 และไม่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศอีกเลยจนกระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลยูโร ปี 2008 สเปนก็ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จโดยพบกับเยอรมนีและคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด

ความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุดในกีฬาโอลิมปิกของฟุตบอลทีมชาติสเปนได้แก่ การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 1992 ที่เมืองบาร์เซโลนา สเปนคว้าเหรียญทองได้สำเร็จหลังจากเอาชนะโปแลนด์ 3-2 ในรอบชิงชนะเลิศที่สนามกัมนอว์ (Camp Nou) ส่วนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ค.ศ. 2000 สเปนได้เหรียญเงินโดยแพ้แคเมอรูนหลังจากการดวลจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ[3] นอกจากนี้ สเปนยังเคยได้เหรียญเงินในกีฬาโอลิมปิกที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ค.ศ. 1920 อีกด้วย

ประวัติการแข่งขัน[แก้]

การแข่งขันครั้งแรก[แก้]

ฟุตบอลทีมชาติสเปนได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1920 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นตัวแทนประเทศสเปนไปแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 7 ที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ทีมชาติสเปนลงสนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1920 โดยพบกับทีมชาติเดนมาร์กที่สนามกีฬาในกรุงบรัสเซลส์ และสามารถเอาชนะเดนมาร์ก 1-0 ด้วยการยิงประตูจากปาตรีเซียว ทีมชาติสเปนได้เหรียญเงินเป็นครั้งแรกจากการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนั้น

การแข่งขันใหญ่ระหว่างปี ค.ศ. 1950-2004[แก้]

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008[แก้]

แม้จะทำผลงานครั้งแรก ๆ ได้ไม่ดีนักเมื่อเริ่มต้นแข่งขันรอบคัดเลือกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 แต่สเปนก็สามารถผ่านเข้ามาในรอบแบ่งกลุ่มของการแข่งขันฟุตบอลยูโรที่ออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ได้สำเร็จ ในช่วงนี้เองเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้จัดการทีมลุยส์ อาราโกเนสกับสื่อมวลชนสเปน ครั้งแรกในเรื่องผลการแข่งขันที่ผ่านมาซึ่งย่ำแย่ และครั้งที่ 2 ในเรื่อง "ข่าว" ความขัดแย้งกับอดีตกัปตันทีมชาติราอุล กอนซาเลซ[5]

ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มสเปนอยู่ในกลุ่ม D ร่วมกับสวีเดน กรีซ และรัสเซีย ในนัดแรกที่พบกับรัสเซียนั้นผลออกมาคือสเปนชนะไป 4-1 โดยได้ 3 ประตูจากดาบิด บียา และอีก 1 ประตูจากเซสก์ ฟาเบรกัส ส่วนในนัดที่ 2 ที่พบกับสวีเดน สเปนก็ยังเอาชนะได้ด้วยคะแนน 2-1 จากการยิงของเฟร์นันโด ตอร์เรสและบียา และในนัดสุดท้ายที่พบกับแชมป์เก่ากรีซ สเปนสามารถเอาชนะได้เช่นกันด้วยคะแนน 1-2 โดยได้ประตูจากรูเบน เด ลา เรด และดานี กวีซา

ด้วยชัยชนะทั้งสามครั้งรวดทำให้สเปนอยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่ม และต้องไปพบกับอิตาลีในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งสเปนสามารถยิงจุดโทษเอาชนะไปได้ 4-2 หลังจากต่อเวลาพิเศษแล้วยังเสมอกัน 0-0 ในนัดนี้อีเกร์ กาซียัส ผู้รักษาประตูฝ่ายสเปนสามารถหยุดลูกยิงจากฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ 2 ลูก ส่วนผู้ทำประตูให้กับสเปนในนัดนี้ได้แก่ บียา, กาซอร์ลา, เซนนา และฟาเบรกัส

สเปนลงแข่งในรอบรองชนะเลิศกับรัสเซียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน และเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 3-0 ซึ่งเป็นประตูที่ยิงได้ในครึ่งหลังทั้งหมดจากชาบี เอร์นันเดซ, ดานี กวีซา และดาบิด ซิลบา ทำให้สเปนผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี อย่างไรก็ตาม สเปนก็ต้องขาดบียากองหน้าคนสำคัญไปเพราะได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาจากการเตะลูกฟรีคิกในนัดที่แข่งกับรัสเซีย

ในวันที่ 29 มิถุนายน สเปนพบกับเยอรมนีซึ่งชนะตุรกีมาได้ด้วยคะแนน 3-2 ในนัดนี้ เฟร์นันโด ตอร์เรสทำประตูให้สเปนขึ้นนำเยอรมนีได้ในนาทีที่ 33 โดยไม่มีฝ่ายใดทำประตูเพิ่มอีกในครึ่งหลัง เกมจึงสิ้นสุดลงด้วยคะแนน 1-0 ทำให้ทีมชาติสเปนได้ครองแชมป์การแข่งขันใหญ่อีกครั้งหลังจากว่างเว้นไปถึง 44 ปี

ฟุตบอลโลก 2010[แก้]

ในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ก่อนการแข่งขันสเปนถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์ได้ แต่เมื่อได้แข่งนัดแรกแล้ว สเปนกลับเป็นฝ่ายแพ้สวิตเซอร์แลนด์ ไป 0-1 แต่หลังจากนั้นสเปนก็ชนะขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ[6]

ในรอบชิงชนะเลิศ สเปนเป็นฝ่ายเอาชนะเนเธอร์แลนด์ ที่ชนะมาทุกรอบได้ ไป 1-0 ในช่วงทดเวลาเจ็บ หลังจากเสมอมาในเวลาปกติ 0-0 จากการยิงประตูของอันเดรส อีเนียสตา ในนาทีที่ 116 ทำให้สเปนได้ครองแชมป์โลกเป็นครั้งแรก และเป็นทีมจากทวีปยุโรปทีมแรกที่คว้าแชมป์โลกได้นอกทวีปของตนเอง และเป็นทีมแรกที่แพ้ก่อนในนัดแรกก่อนที่จะมาเป็นแชมป์ได้ในที่สุด[7][8]

ฟุตบอลโลก 2014[แก้]

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ สเปนในฐานะแชมป์เก่าอยู่กลุ่ม B ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นคู่ชิงชนะเลิศเมื่อคราวที่แล้ว, ชิลี และออสเตรเลีย ในนัดแรก สเปนเป็นฝ่ายแพ้เนเธอร์แลนด์ไปมากถึง 1-5 ซึ่งนับเป็นผลการแข่งขันที่สเปนแพ้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ทีมชาติอีกด้วย[9] และในนัดถัดมา สเปนก็เป็นฝ่ายแพ้ต่อ ชิลี 0-2 ทำให้ตกรอบแรกไปทันที โดยไม่ต้องรอผลการแข่งขันนัดที่ 3 กับออสเตรเลีย อีกทั้งถือว่า สเปนเป็นทีมแชมป์เก่าที่ตกรอบแรกฟุตบอลโลกเป็นทีมที่ 4 ต่อจาก อิตาลี ในฟุตบอลโลก 1950, บราซิล ในฟุตบอลโลก 1966 และ ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก 2002[10]

ผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

ข้อมูลเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2014

หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 GK อีเกร์ กาซียัส Captain sports.svg 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1981 (33 ปี) 154 0 สเปน เรอัลมาดริด
12 GK ดาบิด เด เคอา 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990 (24 ปี) 1 0 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
23 GK เปเป เรย์นา 31 สิงหาคม ค.ศ. 1982 (32 ปี) 32 0 อิตาลี นาโปลี
2 DF ราอุล อัลบีออล 4 กันยายน ค.ศ. 1985 (29 ปี) 46 0 อิตาลี นาโปลี
3 DF เชราร์ด ปีเก 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987 (27 ปี) 60 4 สเปน บาร์เซโลนา
5 DF ควนฟรัน 9 มกราคม ค.ศ. 1985 (29 ปี) 8 1 สเปน อัตเลตีโกมาดริด
15 DF เซร์คีโอ ราโมส 30 มีนาคม ค.ศ. 1986 (28 ปี) 117 9 สเปน เรอัลมาดริด
18 DF ชอร์ดี อัลบา 21 มีนาคม ค.ศ. 1989 (25 ปี) 26 5 สเปน บาร์เซโลนา
22 DF เซซาร์ อัซปีลีกูเอตา 28 สิงหาคม ค.ศ. 1989 (25 ปี) 6 0 อังกฤษ เชลซี
4 MF คาบี มาร์ตีเนซ 2 กันยายน ค.ศ. 1988 (26 ปี) 17 0 เยอรมนี บาเยิร์นมิวนิก
6 MF อันเดรส อีเนียสตา 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1984 (30 ปี) 97 11 สเปน บาร์เซโลนา
8 MF ชาบี เอร์นันเดซ 25 มกราคม ค.ศ. 1980 (34 ปี) 132 13 สเปน บาร์เซโลนา
10 MF เซสก์ ฟาเบรกัส 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1987 (27 ปี) 89 13 อังกฤษ เชลซี
13 MF ควน มาตา 28 เมษายน ค.ศ. 1988 (26 ปี) 33 9 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
14 MF ชาบี อาลอนโซ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1981 (33 ปี) 111 15 สเปน เรอัลมาดริด
16 MF เซร์คีโอ บุสเกตส์ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 (26 ปี) 65 0 สเปน บาร์เซโลนา
17 MF โกเก 8 มกราคม ค.ศ. 1992 (22 ปี) 8 0 สเปน อัตเลตีโกมาดริด
20 MF ซานตี กาซอร์ลา 13 ธันวาคม ค.ศ. 1984 (30 ปี) 64 11 อังกฤษ อาร์เซนอล
21 MF ดาบิด ซิลบา 8 มกราคม ค.ศ. 1986 (28 ปี) 80 20 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี
7 FW ดาบิด บียา 3 ธันวาคม ค.ศ. 1981 (33 ปี) 96 58 ออสเตรเลีย เมลเบิร์นซิตี
9 FW เฟร์นันโด ตอร์เรส 20 มีนาคม ค.ศ. 1984 (30 ปี) 107 37 อังกฤษ เชลซี
11 FW เปโดร โรดรีเกซ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1987 (27 ปี) 40 14 สเปน บาร์เซโลนา
19 FW เดียโก้ คอสต้า 7 ตุลาคม ค.ศ. 1988 (26 ปี) 2 0 อังกฤษ เชลซี

ผู้เล่นที่ลงเล่นมากที่สุด[แก้]

ข้อมูลเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2011

# ชื่อ ปี ลงเล่น ประตู
1 อีเกร์ กาซียัส 2000- 140 0
2 อันโดนี ซูบีซาร์เรตา 1985-1998 126 0
3 ชาบี เอร์นันเดซ 2000- 115 11
4 ราอุล 1996-2006 102 44
5 การ์เลส ปูยอล 2000- 94 3
6 เฟร์นันโด เอียร์โร 1989-2002 89 29
7 เฟร์นันโด ตอร์เรส 2003- 85 27
8 ชาบี อาลอนโซ 2003- 85 9
9 โคเซ อันโตเนียว กามาโช 1975-1988 81 0
10 เซร์คีโอ ราโมส 2005- 76 5

ผู้เล่นที่ทำประตูมากที่สุด[แก้]

ข้อมูลเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 2014

# ชื่อ ปี ประตู (ลงเล่น) เฉลี่ย/เกม
1 ดาบิด บียา 2005- 59 0(97) 0.621
2 ราอุล 1996-2006 44 (102) 0.431
3 เฟร์นันโด เอียร์โร 1989-2002 29 0(89) 0.326
4 เฟร์นันโด โมเรียนเตส 1998-2007 27 0(47) 0.574
เฟร์นันโด ตอร์เรส 2003- 27 0(85) 0.310
5 เอมีเลียว บูตราเกโญ 1984-1992 26 0(69) 0.377
7 อัลเฟรโด ดี สเตฟาโน 1957-1961 23 0(31) 0.742
คูเลียว ซาลีนัส 1986-1996 23 0(56) 0.411
9 มีเชล 1985-1992 21 0(66) 0.318
10 เตลโม ซาร์รา 1945-1951 20 0(20) 1.000

สถิติโลกใหม่ ชนะรวด 15 นัด ทำลายสถิติโลกมากที่สุด[แก้]

เป็นสถิติชนะมากกว่าสถิติเดิมที่บราซิล ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย ทำไว้ คือ ชนะติดต่อกัน 14 นัด ซึ่งเป็นสถิติที่ฟีฟ่า (FIFA) บันทึกไว้

  • นัดที่ 1 วันที่ 26 มิถุนายน 2551 สเปน ชนะ รัสเซีย 3-0 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 รอบรองชนะเลิศ
  • นัดที่ 2 วันที่ 29 มิถุนายน 2551 สเปน ชนะ เยอรมนี 1-0 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 รอบชิงชนะเลิศ
  • นัดที่ 3 วันที่ 20 สิงหาคม 2551 สเปน ชนะ เดนมาร์ก 3-0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 4 วันที่ 6 กันยายน 2551 สเปน ชนะ บอสเนีย 1-0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 5 วันที่ 10 กันยายน 2551 สเปน ชนะ อาร์มีเนีย 4-0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 6 วันที่ 11 ตุลาคม 2551 สเปน ชนะ เอสโตเนีย 3-0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 7 วันที่ 15 ตุลาคม 2551 สเปน ชนะ เบลเยียม 2-1 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 8 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 สเปน ชนะ ชิลี 3-0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 9 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 สเปน ชนะ อังกฤษ 2-0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 10 วันที่ 28 มีนาคม 2252 สเปน ชนะ ตุรกี 1-0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 11 วันที่ 1 เมษายน 2552 สเปน ชนะ ตุรกี 2-1 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 12 วันที่ 9 มิถุนายน 2552 สเปน ชนะ อาเซอร์ไบจาน 6-0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 13 วันที่ 14 มิถุนายน 2552 สเปน ชนะ นิวซีแลนด์ 5-0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้
  • นัดที่ 14 วันที่ 17 มิถุนายน 2552สเปน ชนะ อิรัก 1-0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้
  • นัดที่ 15 วันที่ 20 มิถุนายน 2552 สเปน ชนะ แอฟริกาใต้ 2-0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้

สถิติโลกใหม่ เทียบเท่าทีมชาติบราซิล ไม่แพ้ทีมใด 35 นัดติดต่อกัน[แก้]

  • นัดที่ 1 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 (2007) อังกฤษ แพ้ สเปน 0 - 1 กระชับมิตร
  • นัดที่ 2 วันที่ 24 มีนาคม 2550 (2007) สเปน ชนะ เดนมาร์ก 2-1 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 3 วันที่ 28 มีนาคม 2550 (2007) สเปน ชนะ ไอซ์แลนด์ 1 - 0 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 4 วันที่ 2 มิถุนายน 2550 (2007) ลิทัวเนีย แพ้ สเปน 0-2 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 5 วันที่ 6 มิถุนายน 2550 (2007) ลิกเตนสไตน์ แพ้ สเปน 0 - 2 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 6 วันที่ 22 สิงหาคม 2550 (2007) กรีซ แพ้ สเปน 2 - 3 กระชับมิตร
  • นัดที่ 7 วันที่ 8 กันยายน 2550 (2007) ไอซ์แลนด์ เสมอ สเปน 1 - 1 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 8 วันที่ 12 กันยายน 2550 (2007) สเปน ชนะ ลัตเวีย 2 - 0 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 9 วันที่ 13 ตุลาคม 2550 (2007) เดนมาร์ก แพ้ สเปน 1 - 3 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 10 วันที่ 17 ตุลาคม 2550 (2007) ฟินแลนด์ เสมอ สเปน 0 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 11 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2550 (2007) สเปน ชนะ สวีเดน 3 - 0 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 12 วันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 (2007) สเปน ชนะ ไอร์แลนด์เหนือ 1 - 0 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 13 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 (2008) สเปน ชนะ ฝรั่งเศส 1 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 14 วันที่ 26 มีนาคม 2551 (2008) สเปน ชนะ อิตาลี 1 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 15 วันที่ 31 พฤษภาคม 2551 (2008) สเปน ชนะ เปรู 2 - 1 กระชับมิตร
  • นัดที่ 16 วันที่ 4 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ สหรัฐอเมริกา 1 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 17 วันที่ 10 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ รัสเซีย 4 - 1 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 18 วันที่ 14 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ สวีเดน 2 - 1 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 19 วันที่ 18 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ กรีซ 2 - 1 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 20 วันที่ 22 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน เสมอ อิตาลี 0 - 0 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 21 วันที่ 26 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ รัสเซีย 3 - 0 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 22 วันที่ 29 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ เยอรมนี 1 - 0 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์ ชิงชนะเลิศ
  • นัดที่ 23 วันที่ 20 สิงหาคม 2551 (2008) เดนมาร์ก แพ้ สเปน 0 - 3 กระชับมิตร
  • นัดที่ 24 วันที่ 6 กันยายน 2551 (2008) สเปน ชนะ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 1 - 0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 25 วันที่ 10 กันยายน 2551 (2008) สเปน ชนะ อาร์มีเนีย 4 - 0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 26 วันที่ 11 ตุลาคม 2551 (2008) เอสโตเนีย แพ้ สเปน 3 - 0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 27 วันที่ 15 ตุลาคม 2551 (2008) เบลเยียม แพ้ สเปน 1 - 2 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 28 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 (2008) สเปน ชนะ ชิลี 3 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 29 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 (2009) สเปน ชนะ อังกฤษ 2 - 0 ฟุตบอลกระชับมิตร
  • นัดที่ 30 วันที่ 28 มีนาคม 2552 (2009) สเปน ชนะ ตุรกี 1 - 0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 31 วันที่ 1 เมษายน 2552 (2009) ตุรกี แพ้ สเปน 1 - 2 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 32 วันที่ 9 มิถุนายน 2552 (2009) สเปน ชนะ อาเซอร์ไบจาน 6 - 0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 33 วันที่ 14 มิถุนายน 2552 (2009) สเปน ชนะ นิวซีแลนด์ 5 - 0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้
  • นัดที่ 34 วันที่ 17 มิถุนายน 2552 (2009) สเปน ชนะ อิรัก 1 - 0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้
  • นัดที่ 35 วันที่ 20 มิถุนายน 2552 (2009) สเปน ชนะ แอฟริกาใต้ 2 - 0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้

อ้างอิง[แก้]

  1. El Mundo. "El inspirador de la "furia española" fue un vasco" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2008.. 
  2. "Nace la Furia Roja" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2008.. 
  3. Terra Networks. "2-2. España pierde el oro en los penaltis" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2008.. 
  4. Diario de Córdoba. "España jugará ante Inglaterra su partido número 500" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2008.. 
  5. El Mundo. "Aragonés pierde los nervios por Raúl" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2008.. 
  6. ล็อกถล่ม สเปนแพ้ สวิสฯ 0-1
  7. รายงานผล
  8. น ซิวแชมป์โลกสมัยแรก 'อิเนียสตา' ซัดประตูชัย 1-0 น.116จากไทยรัฐ
  9. "กระทิงจุก!แพ้ยับสุดในบอลโลกเป็นอันดับ2ของชาติ". สยามสปอร์ต. 14 June 2014. สืบค้นเมื่อ 19 June 2014. 
  10. "ย้อนรอย!4แชมป์เก่าจอดป้ายรอบแรก". สยามสปอร์ต. 19 June 2014. สืบค้นเมื่อ 19 June 2014. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]