ราชอาณาจักรแห่งชนลอมบาร์ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ระวังสับสนกับ ราชอาณาจักรลอมบาร์ดี
ราชอาณาจักรแห่งชนลอมบาร์ด
Regnum Langobardorum
ราชอาณาจักร

ค.ศ. 568ค.ศ. 774
 

 
30px
Lombard Kingdom at its greatest extent, under Aistulf (r. 749–756)
เมืองหลวง ปาเวีย (ต่อมา: มิลาน และ มอนซา)
ภาษา ลอมบาร์ด, ภาษาละติน, ภาษาอิตาลีวัลการ์
ศาสนา Chalcedonian Christianity, และ ลัทธิเอเรียน, ลัทธิเพกัน, การแตกแยก
รัฐบาล ราชาธิปไตย
ยุคประวัติศาสตร์ ยุคกลาง
 -  ราชอาณาจักรออสโตรกอธ พ่ายแพ้ใน
    ยุทธการ
    มอนส์ลัคทาเรียส
 
ค.ศ. 553
 -  การรุกรานของลอมบาร์ด ค.ศ. 568
 -  ชาร์เลอมาญ
    ยึดปาเวีย
ค.ศ. 774
สกุลเงิน Tremissis

ราชอาณาจักรแห่งชนลอมบาร์ด หรือ ราชอาณาจักรแห่งชนลอมบาร์ด (ละติน: Regnum Langobardorum, อังกฤษ: Kingdom of the Lombards หรือ Lombard Kingdom, ภาษาเยอรมันเก่า Langbardland) เป็นราชอาณาจักรในยุคกลางตอนต้นที่ก่อตั้งโดยชนลอมบาร์ดที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรอิตาลี ราชอาณาจักรแห่งชนลอมบาร์ดรุ่งเรืองระหว่างปี ค.ศ. 568 และสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 774 มีเมืองหลวงอยู่ที่ปาเวีย (ต่อมา: มิลาน และ มอนซา)

ยุคเริ่มต้น[แก้]

สามปีหลังการสวรรคตของจักรพรรดิจัสติเนียน อำนาจในการปกครองตอนเหนือของอิตาลีของจักรวรรดิไบแซนไทน์สิ้นสุดเมื่อถูกชาวลอมบาร์ดรุกราน

ชื่อเรียกชาวลอมบาร์ด หรือ ลองกอบาร์ดี มีที่มามาจากการไว้เครายาว (ลองเบียร์ด) ชาวลอมบาร์ดเชื่อว่าตนเองมีจุดกำเนิดอยู่ในสแกนดิเนเวีย ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชาวลอมบาร์ดอาศัยอยู่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำเอ็ลเบอ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถิ่นอาศัยของชาวลอมบาร์ด คือ บริเวณแม่น้ำดานูบ ในปี ค.ศ. 568 ชาวลอมบาร์ด 130,000 คน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ถูกชาวอาวาร์ผลักดันทั้งจากทางเหนือและทางตะวันออกจนต้องเดินทางข้ามเทือกเขาแอลป์มาอาศัยอยู่ใน “ล็อมบาร์เดีย

ในตอนนั้นจักรวรรดิไบแซนไทน์กำลังติดพันอยู่กับชาวอาวาร์และชาวเปอร์เซีย ส่วนอิตาลีก็บอบช้ำจากสงครามกอทิค ไม่มีทั้งอาหารและเงินทุนในการต่อสู้ ในปี ค.ศ. 573 ชาวลอมบาร์ดเข้ายึดนครเวโรนา, นครมิลาโน, นครฟิเรนเซ และเมืองปาวีอา โดยได้ตั้งเมืองปาวีอาเป็นเมืองหลวง จากนั้นเข้ายึดนครปาโดวาในปี ค.ศ. 601, นครเครโมนาและนครมันโตวาในปี ค.ศ. 603 ต่อด้วยนครเจโนวาในปี ค.ศ. 640

ยุครุ่งเรือง[แก้]

อาณาเขตของราชอาณาจักรลอมบาร์ดในปลายรัชสมัยของพระเจ้าลิวปรันด์ (ค.ศ. 744)

กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของความลอมบาร์ด คือ พระเจ้าลิวต์ปรันด์ (ค.ศ. 712-744) พระองค์ยึดนครราเวนนา, นครสโปเลโต และนครเบเนเวนโต ทางตะวันออก ตอนกลาง และตอนใต้ของอิตาลีตามลำดับ ทรงหมายมั่นที่จะรวมอิตาลีทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว แต่สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 3 ไม่ต้องการให้ตำแหน่งพระสันตะปาปากลายเป็นเพียงตำแหน่งบิชอปของชาวลอมบาร์ดจึงส่งสาส์นถึงชาวเวนิซ เพื่อให้มายึดนครราเวนนาคืนให้ราชอาณาจักรไบแซนไทน์ พระเจ้าลิวต์ปรันด์เป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดที่เคยปกครองตอนเหนือและตอนกลางของอิตาลีนับตั้งแต่พระเจ้าทีโอโดริกผู้เป็นชาวกอทสวรรคต แม้ว่าทั้งพระองค์และพระเจ้าทีโอโดริกต่างไม่รู้หนังสือทั้งคู่

ชาวลอมบาร์ดพัฒนาอารยธรรมของตนเอง กษัตริย์มาจากการคัดเลือกและมีสภาขุนนางคอยให้คำปรึกษา พระเจ้าราทารี (ค.ศ. 643) ออกประมวลกฎหมาย เพื่อปกป้องคนจนจากคนรวย, ดูหมิ่นความเชื่อเรื่องไสยเวทย์ และให้อิสรภาพในการประกอบพิธีกรรมแบบคาทอลิก, เอเรียส และเพแกน ชาวเจอร์แมนิกผู้รุกรานใช้การแต่งงานกลืนสายเลือดและภาษาละตินของชาวอิตาลี ชาวลอมบาร์ดมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว คือ ตาสีฟ้า, ผมสีทอง, พูดภาษาอิตาลีปนศัพท์ติวโตนิก ในช่วงปลายยุคลอมบาร์ด นครทางตอนเหนือของอิตาลีมั่งคั่งและแข็งแกร่ง รุ่งเรืองทั้งด้านศิลปะและการสงคราม งานวรรณกรรมชะลอตัว แต่ชาวลอมบาร์ดเก่งด้านสถาปัตยกรรมและการเงิน สถาปัตยกรรมลอมบาร์ดต่อมาจะพัฒนาเป็นสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์

ยุคสิ้นสุด[แก้]

ในปี ค.ศ. 751 พระเจ้าไอส์เทิล์ฟแย่งชิงนครราเวนนามาจากจักรวรรดิไบแซนไทน์และอ้างว่านครโรมาเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรของพระองค์ สมเด็จพระสันตะปาปาสตีเฟนที่ 2 จึงร้องขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดิคอนสแตนตินอช โคปรอนนิมอช แต่จักรพรรดิกรีกไม่ได้แสดงท่าทีตอบโต้ใดๆ พระสันตะปาปาสตีเฟนจึงส่งคำร้องใหม่ไปถึงพระเจ้าเปแป็งผู้เตี้ยสั้น กษัตริย์แห่งชาวแฟรงก์ พระเจ้าเปแป็งยกทัพข้ามเทือกเขาแอลป์และเอาชนะพระเจ้าไอส์เทิล์ฟได้อย่างท่วมท้น ลอมบาร์ดีกลายสภาพเป็นดินแดนศักดินาของชาวแฟรงก์ พระเจ้าเปแป็งได้ยกพื้นที่ตอนกลางของอิตาลีทั้งหมดให้สมเด็จพระสันตะปาปา แม้จะยังคงได้รับการรับรองจากพระสันตะปาปา แต่อำนาจของจักรวรรดิไบแซนไทน์ในตอนเหนือของอิตาลีได้สิ้นสุดลง ในปี ค.ศ. 774 พระเจ้าเดซิเดริอุสพยายามกอบกู้อิสรภาพและพิชิตลอมบาร์เดียกลับคืนมา สมเด็จพระสันตะปาปาเอเดรียนที่ 1 จึงเชิญจักรพรรดิชาร์เลอมาญมาปราบเมืองปาวีอา พระเจ้าเดซิเดริอุสถูกจับโกนหัวส่งเข้าอาราม ราชอาณาจักรลอมบาร์ดจึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่นั้น และกลายสภาพเป็นมณฑลหนึ่งของชาวแฟรงก์อย่างสมบูรณ์

อ้างอิง[แก้]

  • Durant, Will (1992). The Age of Faith: A History of Medieval Civilization. MJF Books.

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลหลัก[แก้]

วรรณกรรมทางประวัติศาสตร์[แก้]

  • Chris Wickham (1981). Early Medieval Italy: Central Power and Local Society, 400–1000. MacMillan Press.
  • Azzara, Claudio (2005). Le leggi dei Longobardi, storia, memoria e diritto di un popolo germanico (in Italian). Roma: Viella. ISBN ISBN 888334099X Check |isbn= value: invalid character (help). Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help); Check date values in: |year= (help)
  • Azzara, Claudio (2002). L'Italia dei barbari (in Italian). Bologna: Il Mulino. ISBN ISBN 8815088121 Check |isbn= value: invalid character (help). Check date values in: |year= (help)
  • Paolo Delogu. Longobardi e Bizantini in Storia d'Italia, Torino, UTET, 1980. ISBN 8802035105.
  • Bandera, Sandrina (2004). Declino ed eredità dai Longobardi ai Carolingi. Lettura e interpretazione dell'altare di S. Ambrogio (in Italian). Morimondo: Fondazione Abbatia Sancte Marie de Morimundo. Check date values in: |year= (help)
  • Bertelli, Carlo (2000). Il futuro dei Longobardi. L'Italia e la costruzione dell'Europa di Carlo Magno (in Italian) (Skira ed.). Milano. ISBN ISBN 8881187981 Check |isbn= value: invalid character (help). Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
  • Bertolini, Ottorino (1972). Roma e i Longobardi (in Italian). Roma: Istituto di studi romani. ISBN BNI 7214344 Check |isbn= value: invalid character (help).
  • Bognetti, Gian Piero (1957). L'Editto di Rotari come espediente politico di una monarchia barbarica (in Italian). Milano: Giuffre.
  • Cardini, Franco (2006). Storia medievale (in Italian). Firenze: Le Monnier. ISBN ISBN 8800204740 Check |isbn= value: invalid character (help). Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
  • Gasparri, Stefano (1978). I duchi longobardi (in Italian). Roma: La Sapienza.
  • Jarnut, Jörg (2002). Storia dei Longobardi (in Italian). Torino: Einaudi. ISBN ISBN 8846440854 Check |isbn= value: invalid character (help). Check date values in: |year= (help)
  • Montanelli, Indro (1965). L'Italia dei secoli bui (in Italian). Milano: Rizzoli. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help); Check date values in: |year= (help)
  • Mor, Carlo Guido (1930). "Contributi alla storia dei rapporti fra Stato e Chiesa al tempo dei Longobardi. La politica ecclesiastica di Autari e di Agigulfo". Rivista di storia del diritto italiano (estratto).
  • Neil, Christie. I Longobardi. Storia e archeologia di un popolo (in Italian). Genova: ECIG. ISBN ISBN 8875457352 Check |isbn= value: invalid character (help).
  • Possenti, Paolo (2001). Le radici degli italiani. Vol. II: Romania e Longobardia (in Italian). Milano: Effedieffe. ISBN ISBN 8885223273 Check |isbn= value: invalid character (help). Check date values in: |year= (help)
  • Rovagnati, Sergio (2003). I Longobardi (in Italian). Milano: Xenia. ISBN ISBN 8872734843 Check |isbn= value: invalid character (help). Check date values in: |year= (help)
  • Tagliaferri, Amelio (1965). I Longobardi nella civiltà e nell'economia italiana del primo Medioevo (in Italian). Milano: Giuffrè. ISBN BNI 6513907 Check |isbn= value: invalid character (help).
  • Tabacco, Giovanni (1974). Storia d'Italia. Vol. I: Dal tramonto dell'Impero fino alle prime formazioni di Stati regionali (in Italian). Torino: Einaudi. Check date values in: |year= (help)
  • Tabacco, Giovanni (1999). Egemonie sociali e strutture del potere nel medioevo italiano (in Italian). Torino: Einaudi. ISBN ISBN 8806494600 Check |isbn= value: invalid character (help).

ดูเพิ่ม[แก้]