แล็กทูโลส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แล็กทูโลส
Lactulose structure.svg
ข้อมูลทางคลินิก
การอ่านออกเสียง/ˈlæktjʊlz/ (แล็กทูโลส)
ชื่อทางการค้าCholac, Generlac, Consulose, Duphalac, อื่น ๆ
ชื่ออื่น4-O-?-D-Galactosyl-D-fructose
AHFS/Drugs.comMonograph
MedlinePlusa682338
ระดับความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  • US: B (ไม่มีความเสี่ยงในสัตว์)
ช่องทางการรับยาทาน (ยาน้ำ)
รหัส ATC
กฏหมาย
สถานะตามกฏหมาย
ข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์
ชีวประสิทธิผลดูดซึมได้ไม่ดี
การเปลี่ยนแปลงยา100% ในลำไส้ใหญ่โดยแบคทีเรียลำไส้
ระยะเริ่มออกฤทธิ์8 to 48 ชม.[1][2]
ครึ่งชีวิตทางชีวภาพ1.7-2 ชม.
การขับออกอุจจาระ
ตัวบ่งชี้
เลขทะเบียน CAS
PubChem CID
DrugBank
ChemSpider
UNII
KEGG
ChEBI
ChEMBL
ECHA InfoCard100.022.752
ข้อมูลทางกายภาพและเคมี
สูตรC12H22O11
มวลต่อโมล342.30 g·mol−1
แบบจำลอง 3D (JSmol)
  (verify)
Pharmaklog.png สารานุกรมเภสัชกรรม

แล็กทูโลส (อังกฤษ: Lactulose) เป็นน้ำตาลที่ดูดซึมไม่ได้และใช้รักษาอาการท้องผูกและโรคสมองเหตุตับ (hepatic encephalopathy)[3][4] โดยใช้ทานสำหรับท้องผูก และใช้ทานหรือใส่ในไส้ตรงสำหรับโรคสมอง[3] ปกติจะออกฤทธิ์ภายใน 8-12 ชม. แต่อาจใช้เวลาถึง 2 วันก่อนที่ท้องผูกจะดีขึ้น[1][2]

ผลข้างเคียงรวมทั้งลมในท้องและปวดท้อง[3] และมีโอกาสสร้างความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์เนื่องจากเป็นเหตุของอาการท้องร่วง[3] ไม่มีหลักฐานว่าเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์[3] ทั่วไปพิจารณาว่าปลอดภัยเมื่อเลี้ยงลูกด้วยนม[5] มันจัดว่าเป็นยาระบายแบบออสโมซิส (osmotic laxative)[6]

ยาทำขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1929 และได้ใช้เป็นยาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1950[7][8] อยู่ในรายการยาจำเป็นขององค์การอนามัยโลก ซึ่งหมายเอายาที่มีประสิทธิผลและปลอดภัยที่สุดและจำเป็นในระบบสาธารณสุข[9] โดยมีขายเป็นทั้งยาสามัญและยามีชื่อทางการค้า[4] ในประเทศต่าง ๆ ปี 2015 มันอาจซื้อได้ที่ราคา US$0.16 (ประมาณ 5.30 บาท) ต่อ 15 มล. สำหรับยาน้ำ (โดยมียา 10 กรัม)[10][11] ยาทำมาจากน้ำตาลของนมคือแล็กโทส ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลไม่ซับซ้อนสองชนิดคือ กาแล็กโทสและกลูโคส[12][3]

การแพทย์[แก้]

ท้องผูก[แก้]

แล็กทูโลสใช้เพื่อรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังในคนไข้ทุกอายุโดยเป็นการรักษาระยะยาว[13] ใช้รักษาอาการท้องผูกที่ไม่ทราบสาเหตุและเรื้อรัง (chronic idiopathic constipation) อาจใช้เพื่อแก้ท้องผูกซึ่งเป็นผลของยาโอปิออยด์ และใช้รักษาอาการของโรคริดสีดวงทวารโดยทำอุจจาระให้อ่อน

ขนาดของยาเพื่อรักษาอาการท้องผูกที่ไม่ทราบสาเหตุและเรื้อรัง จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูกและผลที่ต้องการ ตั้งแต่เป็นตัวทำอุจจาระให้อ่อนจนกระทั่งถึงทำให้ท้องร่วง ยาจะลดขนาดเพื่อคนไข้ภาวะมีกาแล็กโทสในเลือด (galactosemia) เนื่องจากการสังเคราะห์ยาโดยมากจะเหลือกาแล็กโทสที่เป็นมอโนแซ็กคาไรด์

ภาวะแอมโมเนียเกินในเลือด (hyperammonemia)[แก้]

ยามีประโยชน์ในการรักษาภาวะแอมโมเนียเกินในเลือด (hyperammonemia) ซึ่งสามารถให้ผลเป็นโรคสมองเหตุตับ (hepatic encephalopathy) คือ ยาจะช่วงดักจับแอมโมเนีย (NH3) ในลำไส้ใหญ่[14] โดยอาศัยแบคทีเรียลำไส้ที่ทำลำไส้ใหญ่ให้เป็นกรด แล้วเปลี่ยนแอมโมเนียซึ่งสามารถแพร่อย่างเป็นอิสระให้เป็นแอมโมเนียม (NH+
4
) ซึ่งไม่สามารถแพร่กลับเข้าในเลือด[15]

ยามีประโยชน์ป้องกันภาวะแอมโมเนียเกินในเลือดที่เป็นผลข้างเคียงของการใช้ยา valproic acid เพื่อรักษาโรคลมชัก โรคอารมณ์สองขั้ว และโรคไมเกรน[16]

การรักษาโรคสมองเหตุตับโดยทั่วไปจำเป็นต้องทานยาค่อนข้างมาก 3-4 ครั้งต่อวัน โดยมีอาการท้องร่วงเป็นคราว ๆ และท้องอืดเรื่อย ๆ เป็นผลข้างเคียงเกือบแน่นอน คนไข้ที่ทานยาในระดับนี้โดยทั่วไปจะใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่และกางเกงในพลาสติกสำหรับกิจกรรมนอกบ้านหรือเมื่อนอน (โดยอาจใช้เบาะป้องกันเตียงด้วย) เพราะอาการท้องร่วงอาจเกิดได้อย่างรวดเร็วโดยไร้สัญญาณเตือน

การเกิดแบคเทีเรียในลำไส้เล็กเกิน[แก้]

ยาก็ใช้สำหรับทดสอบว่ามีการเกิดแบคเทีเรียในลำไส้เล็กเกิน (small intestine bacterial overgrowth ตัวย่อ SIBO) หรือไม่ แต่งานวิจัยเร็ว ๆ นี้หลายงานได้ตั้งข้อสงสัยอย่างหนักว่า การวินิจฉัย SIBO โดยวิธีนี้เชื่อถือได้หรือไม่[17][18][19][20]

การทดสอบจะทำโดยให้ผู้รับการทดสอบทานยาเป็นจำนวนมาก แล้วต่อมาตรวจสอบว่ามีแก๊สไฮโดรเจนในลมหายใจหรือไม่ การทดสอบมีผลเป็นบวกถ้ามีไฮโดรเจนเพิ่มขึ้นในลมหายใจ ก่อนถึงเวลาที่คาดว่าแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะย่อยสลายน้ำตาลได้ การทดสอบนี้เนื่องกับผลงานวิจัยเบื้องต้นที่ได้เสนอสมมติฐานว่า การย่อยสลายที่เกิดก่อนมาจากลำไส้เล็ก อย่างไรก็ดี ภายหลังก็มีการเสนอคำอธิบายอีกอย่างว่า เป็นค่าแปรปรวนของเวลาที่อาหารผ่านลำไส้เล็กในบุคคลต่าง ๆ[20]

กลุ่มพิเศษ[แก้]

ไม่มีหลักฐานว่ายาสำหรับมารดามีอันตรายต่อทารกในครรภ์[3] และทั่วไปพิจารณาว่าปลอดภัยในระหว่างเลี้ยงลูกด้วยนม[5]

ผลข้างเคียง[แก้]

ผลข้างเคียงที่สามัญของยารวมทั้งปวดท้อง ท้องร้อง (borborygmus) และมีลมในท้อง (flatulence) ในบุคคลปกติ การทานยาเกินจะทำให้รู้สึกไม่สบาย แต่ก็ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต[21] ผลข้างเคียงที่ไม่สามัญรวมทั้งคลื่นไส้และอาเจียน ในบุคคลที่ไว เช่นคนชราหรือผู้ที่ไตทำงานได้ไม่เต็มที่ ยาเกินขนาดอาจมีผลเป็นภาวะขาดน้ำและความปั่นป่วนของอิเล็กโทรไลต์ เช่น ระดับแมกนีเซียมต่ำเกิน การทานยาไม่ได้ทำให้น้ำหนักเพิ่มเพราะมันย่อยไม่ได้และไม่มีคุณค่าทางอาหาร แม้มีโอกาสทำให้ฟันผุน้อยกว่าซูโครส แต่น้ำตาลทุกอย่างก็อาจทำให้ฟันผุ นี่ควรพิจารณาสำหรับบุคคลที่ไวหรือเสี่ยงต่อสถานการณ์นี้

กลไกการทำงาน[แก้]

ยาเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ของมอโนแซ็กคาไรด์สองโมเลกุลประกอบกันคือ ฟรักโทสและกาแล็กโทส ปกติจะไม่พบในนมสดแต่จะเป็นผลของการทำให้ร้อน[22] ความร้อนยิ่งสูงเท่าไร ปริมาณก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น (จาก 3.5 mg/L ในนมพาสเจอร์ไรซ์ที่ผ่านความร้อนต่ำ เป็น 744 mg/L ในนมปลอดเชื้อ)[23] เป็นยาที่ผลิตเพื่อการค้าโดยกระบวนการเปลี่ยนไอโซมเมอร์ (isomerization) ของแล็กโทส

แล็กทูโลสไม่ได้ดูดซึมเข้าลำไส้เล็กและก็ไม่ได้ย่อยสลายโดยเอนไซม์ของมนุษย์ ดังนั้น มันจึงดำรงอยู่ในอาหารที่เคี้ยวแล้วตลอดทางเดินอาหาร โดยเป็นตัวกักน้ำไว้ผ่านกระบวนการออสโมซิสซึ่งทำอุจจาระให้นิ่มและง่ายในการถ่ายออกมากกว่า มันยังมีฤทธิ์ทุติยภูมิในลำไส้ใหญ่ เพราะแบคทีเรียลำไส้จะกินมันแล้วทำการหมักดองและสร้างเมแทบอไลต์เช่น แอซิเตต ซึ่งมีทั้งฤทธิ์ดูดน้ำ (ออสโมซิส) และกระตุ้นการบีบรูดของลำไส้ แต่ก็ทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ด้วยเช่น มีเทน ที่ทำให้ผายลม

แบคทีเรียในลำไส้จะย่อยสลายแล็กทูโลสให้กลายเป็นกรดไขมันมีห่วงโซ่สั้นรวมทั้งกรดแล็กติกและกรดน้ำส้ม ซึ่งส่วนหนึ่งจะแยกตัวออกแล้วทำสิ่งที่อยู่ในลำไส้ให้เป็นกรด คือเพิ่มความหนาแน่นของ H+ ในลำไส้[15] นี่จะเสริมเปลี่ยน NH3 ให้เป็น NH4 ซึ่งดูดซึมไม่ได้และเท่ากับดัก NH3 ไว้ในลำไส้ และลดความเข้มข้นของ NH3 ในเลือด ดังนั้น ยาจึงมีประสิทธิผลรักษาโรคสมองเหตุตับ[24] โดยเฉพาะก็คือ มันเป็นยาป้องกันระดับทุติยภูมิของโรคสมองเหตุตับสำหรับคนไข้ที่มีตับแข็ง[25] นอกจากนั้น งานศึกษาปี 2007 ยังพบการทำงานทางประชานที่ดีกว่า สำหรับบุคคลที่มีตับแข็งพร้อมกับโรคสมองเหตุตับในระดับน้อยซึ่งรักษาด้วยแล็กทูโลส[26]

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

ชื่อ[แก้]

แล็กทูโลสเป็นชื่อระหว่างประเทศที่ไม่มีเจ้าของ (INN)[27] เป็นยาที่ขายภายใต้ชื่อการค้าต่าง ๆ

ราคา[แก้]

แล็กทูโลสเป็นยาสามัญ[4] ราคาขายส่งอยู่ที่ประมาณ US$0.18 (ประมาณ 5.96 บาท) ต่อขนาดยากินคือ 15 มล.[28] ในสหรัฐอเมริกา ยาน้ำที่ทานได้ 30 ครั้งมีราคา US$20 (ประมาณ 663 บาท)[29]

การจ่ายยา[แก้]

แล็กทูโลสสามารถหาได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในประเทศโดยมาก แต่ต้องมีในสหรัฐอเมริกา ไนจีเรีย และออสเตรีย

สารเติมแต่งอาหาร[แก้]

แล็กทูโลสมักใช้เป็นสารเติมแต่งอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติและทำให้ถ่ายง่าย

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Goldman, edited by Ann; Hain, Richard; Liben, Stephen (2006). Oxford textbook of palliative care for children (2 ed.). Oxford: Oxford University Press. p. 352. ISBN 9780198526537. Archived from the original on 2017-09-08.
  2. 2.0 2.1 Helms, Richard A. (2006). Textbook of therapeutics : drug and disease management (8 ed.). Philadelphia, Pa. [u.a.]: Lippincott Williams & Wilkins. p. 1310. ISBN 9780781757348. Archived from the original on 2017-09-08.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 "Lactulose". The American Society of Health-System Pharmacists. Archived from the original on 2017-09-08. สืบค้นเมื่อ 2015-08-11.
  4. 4.0 4.1 4.2 Hamilton, Richard J. (2013). Tarascon pocket pharmacopoeia : 2013 classic shirt-pocket edition (27 ed.). Burlington, Ma.: Jones & Bartlett Learning. p. 111. ISBN 9781449665869. Archived from the original on 2017-09-08.
  5. 5.0 5.1 Jones, Wendy (2013). Breastfeeding and Medication. Routledge. p. 127. ISBN 9781136178153. Archived from the original on 2017-09-08.
  6. Whitlow, Charles (2009). Improved Outcomes in Colon and Rectal Surgery. New York: Informa Healthcare. p. 366. ISBN 9781420071535. Archived from the original on 2017-09-08.
  7. McSweeney, P.L.H.; Fox, P.F. (2009). Advanced dairy chemistry (3rd ed.). New York: Springer-Verlag. p. 236. ISBN 9780387848655. Archived from the original on 2017-09-08.
  8. Schumann, C (2002-11). "Medical, nutritional and technological properties of lactulose. An update". European journal of nutrition. 41 Suppl 1: I17–25. doi:10.1007/s00394-002-1103-6. PMID 12420112. Check date values in: |date= (help)
  9. "WHO Model List of Essential Medicines (19th List)" (PDF). World Health Organization. 2015-04. Archived (PDF) from the original on 2016-12-013. สืบค้นเมื่อ 2016-12-08. Check date values in: |date=, |archivedate= (help)
  10. "Lactulose". mshpriceguide.org. Archived from the original on 2017-03-26. สืบค้นเมื่อ 2017-03-26.
  11. "Lactulose Solution 500ml". Weldricks Pharmacy (UK). Archived from the original on 2017-03-31. สืบค้นเมื่อ 2017-03-31. ในสหราชอาณาจักร ราคาจะอยู่ที่ประมาณ £2.95 สำหรับ 500 มล. (($0.11/15ml)
  12. Kuntz, Hans-Dieter (2008). Hepatology textbook and atlas : history, morphology, biochemistry, diagnostics, clinic, therapy (3 ed.). Heidelberg: Springer. p. 887. ISBN 9783540768395. Archived from the original on 2017-09-08.
  13. "Lactulose". nih.gov. Archived from the original on 2015-09-05. สืบค้นเมื่อ 2015-08-25.
  14. Shukla, S; Shukla, A; Mehboob, S; Guha, S (2011-03). "Meta-analysis: the effects of gut flora modulation using prebiotics, probiotics and synbiotics on minimal hepatic encephalopathy". Alimentary pharmacology & therapeutics. 33 (6): 662–71. doi:10.1111/j.1365-2036.2010.04574.x. PMID 21251030. Check date values in: |date= (help)
  15. 15.0 15.1 Patil, DH; Westaby, D; Mahida, YR; Palmer, KR; Rees, R; Clark, ML; Dawson, AM; Silk, DB (1987-03). "Comparative modes of action of lactitol and lactulose in the treatment of hepatic encephalopathy". Gut. 28 (3): 255–9. doi:10.1136/gut.28.3.255. PMC 1432706. PMID 3570029. Check date values in: |date= (help)
  16. Gerstner, Thorsten; Buesing, Deike; Longin, Elke; Bendl, Claudia; Wenzel, Dieter; Scheid, Brigitte; Goetze, Gisela; Macke, Alfons; Lippert, Gerhard; Klostermann, Wolfgang; Mayer, Geert; Augspach-Hofmann, Regine; Fitzek, Sabine; Haensch, Carl-Albrecht; Reuland, Markus; Koenig, Stephan A. (2006). "Valproic acid induced encephalopathy - 19 new cases in Germany from 1994 to 2003 - A side effect associated to VPA-therapy not only in young children". Seizure. 15 (6): 443–448. doi:10.1016/j.seizure.2006.05.007. ISSN 1059-1311. PMID 16787750.
  17. Vanner, S (2008-04). "The lactulose breath test for diagnosing SIBO in IBS patients: another nail in the coffin". Am. J. Gastroenterol. 103 (4): 964–5. doi:10.1111/j.1572-0241.2008.01798.x. PMID 18371132. Check date values in: |date= (help)
  18. Barrett, JS; Irving, PM; Shepherd, SJ; Muir, JG; Gibson, PR (2009-07). "Comparison of the prevalence of fructose and lactose malabsorption across chronic intestinal disorders". Aliment. Pharmacol. Ther. 30 (2): 165–74. doi:10.1111/j.1365-2036.2009.04018.x. PMID 19392860. Check date values in: |date= (help)
  19. Grover, M; Kanazawa, M; Palsson, OS; Chitkara, DK; Gangarosa, LM; Drossman, DA; Whitehead, WE (2008-09). "Small intestinal bacterial overgrowth in irritable bowel syndrome: association with colon motility, bowel symptoms, and psychological distress". Neurogastroenterol. Motil. 20 (9): 998–1008. doi:10.1111/j.1365-2982.2008.01142.x. PMID 18482250. Check date values in: |date= (help)
  20. 20.0 20.1 Yu, D; Cheeseman, F; Vanner, S (2011-03). "Combined oro-caecal scintigraphy and lactulose hydrogen breath testing demonstrate that breath testing detects oro-caecal transit, not small intestinal bacterial overgrowth in patients with IBS". Gut. 60 (3): 334–40. doi:10.1136/gut.2009.205476. PMID 21112950. Check date values in: |date= (help)
  21. "Safety Data Sheet Lactulose" (PDF). 2015. สืบค้นเมื่อ 2016-12-03.
  22. Luzzana, M; Agnellini, D; Cremonesi, P; Caramenti, G; De Vita, S (September–October 2003). "Milk lactose and lactulose determination by the differential pH technique" (PDF). Le Lait. 83 (5): 409–16. doi:10.1051/lait:2003022. Archived (PDF) from the original on 2014-05-12.
  23. Marconi, E; Messia, MC; Amine, A; Moscone, D; Vernazza, F; Stocchi, F; Palleschi, G (2004). "Heat-treated milk di?erentiation by a sensitive lactulose assay" (PDF). Food Chemistry. 84: 447–50. doi:10.1016/S0308-8146(03)00268-1. Archived from the original (PDF) on 2013-06-16.
  24. Gluud, Lise Lotte; Vilstrup, Hendrik; Morgan, Marsha Y. (2016-04-18). "Non-absorbable disaccharides versus placebo/no intervention and lactulose versus lactitol for the prevention and treatment of hepatic encephalopathy in people with cirrhosis". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 4: CD003044. doi:10.1002/14651858.CD003044.pub3. ISSN 1469-493X. PMID 27089005. Archived from the original on 2017-09-08.
  25. Sharma, BC; Sharma, P; Agrawal, A; Sarin, SK (2009-09). "Secondary prophylaxis of hepatic encephalopathy: an open-label randomized controlled trial of lactulose versus placebo". Gastroenterology. 137 (3): 885–91, 891.e1. doi:10.1053/j.gastro.2009.05.056. PMID 19501587. Check date values in: |date= (help)
  26. Prasad, S; Dhiman, RK; Duseja, A; Chawla, YK; Sharma, A; Agarwal, R (2007-03). "Lactulose improves cognitive functions and health-related quality of life in patients with cirrhosis who have minimal hepatic encephalopathy". Hepatology. 45 (3): 549–59. doi:10.1002/hep.21533. PMID 17326150. Check date values in: |date= (help)
  27. "International Nonproprietary Names for Pharmaceutical Preparations. Recommended International Non-Proprietary Names (Rec. I.N.N.) : List 7" (PDF). World Health Organization. 1967. p. 8. Archived (PDF) from the original on 2016-05-18. สืบค้นเมื่อ 2016-11-09.
  28. "Lactulose". International Drug Price Indicator Guide. Archived from the original on 2018-01-22. สืบค้นเมื่อ 2015-08-11.
  29. "Lactulose Prices, Coupons & Patient Assistance Programs". Drugs.com. Archived from the original on 2017-03-26. สืบค้นเมื่อ 2017-03-25. Source gives cost for 473 ml as about $20.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]