โรงเรียนอัสสัมชัญ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนอัสสัมชัญ
Logo-AC-big.png
LABOR OMNIA VINCIT
วิริยะ อุตสาหะ นำมาซึ่งความสำเร็จ
26 ซอยเจริญกรุง 40 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ ไทย ประเทศไทย 10500
ข้อมูล
ชื่ออังกฤษ Assumption College
อักษรย่อ อ ส ช, AC
ประเภท โรงเรียนเอกชน
สถาปนา 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428
ผู้ก่อตั้ง บาทหลวงเอมิล กอลมเบต์
ผู้อำนวยการ ภราดา ดร.เดชาชัย ศรีพิจารณ์
สี ███ แดง ███ ขาว
เพลง สดุดีอัสสัมชัญ
เว็บไซต์
บาทหลวง เอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ บาทหลวงชาวฝรั่งเศสผู้ก่อตั้ง โรงเรียนอัสสัมชัญ

โรงเรียนอัสสัมชัญ ( หรือบางครั้งเรียก ว่า :"อัสสัมชัญบางรัก" หรือ "อัสสัมชัญกรุงเทพ" ) (อังกฤษ: Assumption College,ฝรั่งเศส: Le Collège de l'Assomption; อักษรย่อ: อสช, AC) เป็นโรงเรียนเอกชนชายล้วนขนาดใหญ่ในเครือจตุรมิตร ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จะร่วมกัน แปรอักษรทุก ๆ 2 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ แผนกประถม ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเซนต์หลุยส์ 3 ถนนสาทรใต้ และ แผนกมัธยม ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเจริญกรุง 40 (ซอยบูรพา) ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก

โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นโรงเรียนแห่งแรกในเครือคณะภราดาเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย โรงเรียนเซนต์หลุยส์ และโรงเรียนที่ใช้คำนำหน้าว่า อัสสัมชัญ ด้วยกัน 11 แห่ง และมหาวิทยาลัย 1 แห่ง ซึ่งได้แก่ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง โรงเรียนอัสสัมชัญอุบลราชธานี โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ โรงเรียนอัสสัมชัญเทคนิคนครพนม และ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ [1]

โรงเรียนอัสสัมชัญ ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยบาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 ปัจจุบันโรงเรียน มีอายุ 129 ปี เป็นโรงเรียนชายที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเป็นโรงเรียนคาทอลิกแห่งแรกของประเทศ มีศิษย์เก่าหลายท่าน ที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมไทยมากมาย รวมถึง อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย 4 ท่าน และ องคมนตรี 11 ท่าน

ประวัติ[แก้]

ช่วงเริ่มแรก[แก้]

ผู้ให้กำเนิดโรงเรียนอัสสัมชัญ คือ บาทหลวงเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ (คุณพ่อกอลมเบต์) เจ้าอาวาสวัดอัสสัมชัญ เมื่อ พ.ศ. 2420 โดยริเริ่มที่จะให้การศึกษาแก่เด็กคาทอลิก (คริสตัง) ในชุมชนละแวกวัดสวนท่าน (ชื่อเดิมของวัดอัสสัมชัญ) ด้วยการสอนวิชาความรู้และศาสนาควบคู่กันไป จากหนังสือประวัติกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2435 - พ.ศ. 2507 กล่าวถึงการจัดการศึกษาฝ่ายโรงเรียนราษฎร ว่า "...ในพ.ศ. 2420 มีโรงเรียนไทย-ฝรั่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่าโรงเรียนอัสสัมชัญ..." (ประวัติกระทรวง น. 99) อันที่จริง โรงเรียนไทย-ฝรั่งที่ว่านี้ ที่ถูกแล้วคือ โรงเรียนไทย-ฝรั่งเศส วัดสวนท่าน ซึ่งตั้งขึ้น โดยบาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ (Pere Emile Colombet) นั่นเอง โรงเรียนไทย-ฝรั่งเศสแห่งนี้ กล่าวได้ว่าคือรากฐานที่พัฒนามาสู่โรงเรียนอัสสัมชัญในอีก 8 ปีต่อมา โดยแรกเริ่มมีนักเรียน 12 คน

ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 ได้มีพิธีเปิดเรือนไม้ซึ่งเดิมเป็นบ้านเณรวัดอัสสัมชัญเป็นโรงเรียน ตั้งชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนอาซมซานกอเล็ศ (Le Collège de l'Assomption) ซึ่งมีความหมายว่า สถานที่สำหรับระงับบาปและหาวิชาความรู้ มีนักเรียน 33 คน ในปีแรกคุณพ่อกอลมเบต์ต้องขอร้องผู้ปกครองให้นำบุตรหลานมาเรียนหนังสือ พอถึงสิ้นปีมีนักเรียนรวม 75 คน นักเรียนคนแรก คือ นายยวงบัปติส เซียวเม่งเต็ก (อสช 1) ปีต่อมามีนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 130 คน การเรียนการสอนในยุคแรก นั้น เปิดสอนภาษาไทยควบคู่กับภาษาฝรั่งเศส และสองปีต่อมาได้เปิดสอนภาษาอังกฤษเพิ่มอีก บาทหลวงกอลมเบต์เห็นว่าจะต้องขยายอาคารเรียน จึงได้ถวายฎีกาไปถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และบอกบุญเรี่ยไรบรรดาพ่อค้า วาณิช ทั้งชาวไทยและต่างประเทศในกรุงเทพฯ กลายมาเป็นโรงเรียนที่เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญก็คือในการสร้างอาคารเรียน หลังใหม่ของโรงเรียนในเวลา 2 ปีหลังจากที่เปิดสอนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานและประทานทรัพย์อุดหนุนการนี้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2430 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ และเหรียญต่างๆที่ฝั่งพร้อมศิลาฤกษ์ของอาคารใหม่ เมื่อพระองค์ทรงจับค้อนเคาะศิลาฤกษ์ได้ตรัสว่า

ให้ที่นี้ถาวรมั่นคงสืบไป

อาคารใหม่ (ตึกเก่า) หลังนี้ได้สร้างสำเร็จบริบูรณ์ใน พ.ศ. 2433

ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนเก่า (พ.ศ. 2420 - พ.ศ. 2427) กับ โรงเรียนใหม่ (พ.ศ. 2428 เป็นต้นมา) ของคุณพ่อกอลมเบต์ก็คือ โรงเรียนใหม่แห่งนี้มิได้เป็นโรงเรียนวัดที่มุ่งสอนเฉพาะเด็กคาทอลิกอีกต่อไป หากแต่เป็นโรงเรียนที่เปิดกว้างสำหรับนักเรียนทุกเชื้อชาติ ศาสนา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านหลักการที่สำคัญยิ่งอันมีผล เปลี่ยนแปลงทางปฏิบัติคือ ทำให้โรงเรียนของคุณพ่อกอลมเบต์มิได้เป็นโรงเรียนที่ให้การศึกษาแก่บุคคลเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป เมื่อพิจารณาช่วงเวลาที่โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนคือ พ.ศ. 2428 จะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่รัฐกำลังจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎร ขึ้นตามวัดโดยมีวัตถุประสงค์ให้ราษฎรทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนตามแบบหลวงที่ได้จัดให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์และบุตรหลานข้าราชการมาก่อนแล้ว นโยบายดังกล่าวของรัฐส่งผลให้การจัดการศึกษาของรัฐเปิดกว้างออกสู่คนทุกกลุ่มในสังคม อนึ่งการจัดการ ศึกษาแก่ราษฎรนี้เป็นการใหม่ที่ริเริ่มขึ้นจึงน่าที่จะขาดความพร้อมหลายประการ อาทิ ครูผู้สอน งบประมาณ และสถานที่ โรงเรียนหลวงที่เปิดตามวัดต่างๆจึงทยอยเปิดทีละโรง ทั้งนี้ยังไม่คำนึงถึงความยากลำบากในการชักชวนโน้มน้าวให้คนเห็นประโยชน์ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน เมื่อโรงเรียนอัสสัมชัญ หรือ อาซมซาน กอเล็ศ เปิดขึ้นจึงเป็นการสอดรับกับนโยบายการจัดการศึกษาของรัฐพอดี ทั้งยังเป็นการช่วยขยายการศึกษาออกสู่ราษฎรอย่างสำคัญอีกแรงหนึ่งดังนั้นจึงสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใด โรงเรียน อาซมซาน กอเล็ศ จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ดังนั้น พัฒนาการของโรงเรียนในระยะต่อมา โรงเรียนอัสสัมชัญถือกำเนิดขึ้นจากอุดมการณ์และความเสียสละของบาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ (Pere Emile Colombet) เจ้าอาวาสวัด คาทอลิกเล็กๆ แห่งหนึ่งแถบบางรักผู้มีศรัทธาอันแรงกล้าในอันที่จะพัฒนาคริสต์ศาสนิกชนในละแวกวัดของท่านโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน คาทอลิกที่ยากจนและกำพร้าให้เจริญด้วยการศึกษาเล่าเรียนเมื่อแรกเริ่มเป็นสมัยที่คนทั่วไปยังมิได้เล็งเห็นผลประโยชน์และความจำเป็นของ การศึกษาเล่าเรียน ภารกิจของท่านจึงมิได้ตกหนักที่การอบรมสั่งสอนเด็กๆเพียงประการเดียวหากยังต้องหว่านล้อมพ่อแม่ผู้ปกครองให้เห็น ความสำคัญของการศึกษาและส่งลูกเข้ามาเรียนกับท่านด้วยเป็นที่น่ายินดีที่อุดมการณ์และความเมตตาของบาทหลวงกอลมเบต์มิได้จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่คริสต์ศาสนิกชนหากยังแผ่กว้างออกสู่บุคคล ทั่วไปในสังคมโดยไม่เลือกชาติ วรรณะหรือศาสนา ในปี พ.ศ. 2428 "โรงเรียนไทย-ฝรั่งเศส วัดสวนท่าน" ของท่านจึงได้ปรับเปลี่ยนตัวเองจากโรงเรียน ของวัดที่เน้นการสอนศาสนาควบคู่กับวิชาความรู้มาเป็น "โรงเรียน อาซมซาน กอเล็ศ" (Le Collège de l'Assomption) ที่เปิดรับนักเรียนทั่วไปไม่ว่าจะชาติหรือศาสนาใด ความพยายามของท่านเริ่มสัมฤทธิผล เมื่อจำนวนนักเรียนของโรงเรียนทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดเพียงในปีที่สองและยังคงทวี ขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อขึ้นปีที่สิบห้าของโรงเรียน (พ.ศ. 2443) ภารกิจในการดูแลโรงเรียนซึ่งขณะนั้นมีนักเรียนถึง 400 คนแล้วก็เป็นอุปสรรคต่องานด้านศาสนกิจ อันเป็นงานหลักที่แท้จริงของท่าน

ช่วงแห่งการพัฒนา[แก้]

ภราดาฟ. ฮีแลร์ หรือ บราเดอร์ ฟ.ฮีแลร์ ผู้ซึ่งเป็นปราชญ์แห่งอัสสัมชัญ

ในปี พ.ศ. 2443 บาทหลวงกอลมเบต์ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือด้านบุคลากรมาจากคณะภราดาเซนต์คาเบรียลประเทศฝรั่งเศส และในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2444 ภราดา 5 ท่าน โดยการนำของภราดามาร์ติน เดอ ตูรส์ (ภายหลังเป็นอธิการคนที่ 2) ภราดาอาแบล ภราดาออกุสต์ ภราดาคาเบรียล เฟอร์เร็ตตี และภราดา ฮีแลร์ ได้เดินทางถึงกรุงเทพฯ และเข้ารับช่วงงานและสานต่องานด้านการศึกษาจากบาทหลวงกอลมเบต์ และทำให้โรงเรียนอัสสัมชัญกลายเป็นโรงเรียนแห่งแรกในมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย

เนื่องจากชื่อ โรงเรียนอาซมซานกอเล็ศ นั้นอ่านออกเสียงยากและประกอบกับทาง กระทรวงธรรมการ กรมศึกษา มีนโยบายให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็นภาษาไทย ดังนั้น ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2453 ภราดาฮีแลร์ จึงได้แจ้งไปทางกรมการศึกษาเพื่อขอเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนอาศรมชัญ แต่อธิบดีกรมศึกษา พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ แนะนำว่าควรเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนอัสสัมชัญ ไม่เพียงแต่การออกเสียงยังคล้ายกับชื่อเดิม ความหมายก็คงไว้ตามเดิมของคำว่า "อาศรมชัญ" ด้วย ดังนั้นในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2453 โรงเรียนอาซมซานกอเล็ศ จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น โรงเรียนอัสสัมชัญ นับแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ คำว่า "อัสสัมชัญ" ก็ออกเสียงคล้ายกับภาษาอังกฤษว่า "Assumption" ซึ่งก็มีความหมายเหมาะกับการตั้งเป็นชื่อโรงเรียน และคำว่า "อัสสัมชัญ" ก็ยังมีคำในภาษาบาลีว่า "อัสสโม" แผลงเป็นไทยว่า "อาศรม" ซึ่งหมายความถึง "กุฏิที่ถือศีลกินพรต" ส่วนคำว่า "ชัญ" ก็ จะแยกตาม ชาติศัพท์เดิม ก็ได้แก่ ธาตุศัพท์ว่า "ช" ซึ่งแปลว่า เกิด และ "ญ" ซึ่งแปลว่าญาณ ความรู้ รวมความได้ว่า "ชัญ" คือที่สำหรับเกิด ญาณความรู้ เมื่อรวมสองศัพท์ มาเป็นศัพท์เดียวกันแล้ว ได้ว่า "อัสสัมชัญ" คือ "ที่สำหรับระงับบาปและหาวิชาความรู้" นั่นเอง

วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จเยี่ยมชมกิจการของโรงเรียน พระองค์ได้ประทาน พระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า

...ที่จริงโรงเรียนนี้ข้าได้คิดมานานแล้วว่าอยากจะมาดูสักทีหนึ่ง เพราะว่าในการที่พวกคณะโรมันคาทอลิกอุตสาหะสร้างโรงเรียนนี้ขึ้น ก็นับว่าเป็นกุศลเจตนาบุญกิริยา ซึ่งน่าชมเชยและน่าอนุโมทนาเป็นที่สุด ด้วยเหตุนี้เอง สมเด็จพระบรมชนกนาถของข้าจึงได้ทรง อุดหนุนมาเป็นอันมากและก็การที่โรงเรียนนี้ได้รับความอุดหนุน รับพระมหากรุณาของพระเจ้าอยู่หัว มาทุกรัชกาลนั้นก็ไม่เป็นการเปล่าประโยชน์และผิดคาดหมาย เพราะโรงเรียนนี้ได้ตั้งมั่นคงและได้ทำการสั่งสอนนักเรียนได้ผลดีเป็นอันมากสมกับที่ได้รับพระมหา กรุณาธิคุณใน พระเจ้าแผ่นดินเป็นลำดับมาโรงเรียนนี้ได้เพาะข้าราชการและพลเมืองที่ดีขึ้นเป็นอันมาก นักเรียนเก่าของโรงเรียนนี้ได้รับราชการในตำแหน่งสูงๆอยู่เป็นอันมาก...

วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2486 โรงเรียนได้รับการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่า โรงเรียนรัฐบาล

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จเยี่ยมโรงเรียนอย่างไม่เป็นทางการ โรงเรียนอยู่ในระหว่างปิดภาคปลาย

ในปี พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ต ณ หอประชุมสุวรรณสมโภช

วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินเปิดงานวชิรสมโภช ในวโรกาสที่โรงเรียนเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี

วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2507 ประเดิมการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ ระหว่างโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงเรียนอัสสัมชัญ

วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2508 เริ่มการก่อสร้างอาคารเรียนหลังแรกของแผนกประถมศึกษา บนสนามส่วนหนึ่งของโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ ด้านติดเซนต์หลุยส์ซอย 3 ถนนสาทรใต้

ในปี พ.ศ. 2509 นักเรียนชั้นประถม 1-4 ได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถมม ที่ซอยเซนต์หลุยส์ 3 ถนนสาธรใต้ เพื่อลดจำนวนนักเรียนลงให้พอกับปริมาณห้องเรียนที่มีอยู่ในขณะนั้น

เสาธงชาติและเสาธงอัสสัมชัญใหม่ ซึ่งเดิมตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคาร ฟ. ฮีแลร์

ในปี พ.ศ. 2513 ตึกเก่าอายุ 80 ปี ได้ถูกรื้อถอนเพื่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ชื่อ ตึก ฟ.ฮีแลร์ ทำให้ห้องเรียนไม่เพียงพอสำหรับใช้ในการเรียนการสอน ทำให้นักเรียนต้องผลัดกันเรียนเป็นผลัดเช้าและผลัดบ่ายที่ตึกกอลมเบต์ จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น สองผลัด ของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2515 และนักเรียนรุ่นสองผลัด (พ.ศ. 2505 - พ.ศ. 2517) ก็เป็นนักเรียนรุ่นสุดท้ายที่ได้เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ (บางรัก) ตลอดตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 จนจบการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเปิดตึก ฟ.ฮีแลร์

วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2515 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีในรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินมายังหอประชุมสุวรรณสมโภชของโรงเรียน เพื่อทอดพระเนตรละครเรื่อง "อานุภาพแห่งความเสียสละ"

วันที่ 10-11 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จเยือนประเทศไทย นับเป็นมหามงคลสมัยประจวบรอบ 100 ปี แห่งโรงเรียนอัสสัมชัญ , คณะนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้ร่วมแปรอักษร ที่สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ , สมเด็จพระสันตปาปา จึงได้ทรงพระกรุณาเสกศิลาฤกษ์ตึกอัสสัมชัญ 100 ปี เพื่อความสวัสดีวัฒนาถาวรแห่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้ตราบชั่วกาลนาน

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2528 งานสมโภชอัสสัมชัญ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์พร้อมด้วยพระสวามี ทรงประกอบพิธีเปิดตึกอัสสัมชัญ 100 ปี และ งานสมโภชอัสสัมชัญ 100 ปี

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2529 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงโขนชุด "สมโภชพระราม" ในงานสมโภชอัสสัมชัญ 100 ปี ณ หอประชุมสุวรรณสมโภช ภายในโรงเรียน

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2530 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การแสดงนาฏดุริยางค์ไทย ในรายการ "โขนอัสสัมชัญเพื่อตึกสยามินทร์" ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2530 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานงานเฉลิมฉลองวโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียนครบรอบ 100 ปี (15 สิงหาคม 2430)

อนุสาวรีย์คุณพ่อกอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ และอาคารอัสสัมชัญ 2003

วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2535 เวลา 15.00 น. สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เสด็จทรงประกอบพิธีเททองหล่อ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นผู้จัดสร้างเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 80 ปีของกิจการลูกเสือไทย

วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์คอมพิวเตอร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2536 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในศุภวาระหิรัญสมโภชอัสสัมชัญแผนกประถม

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในศุภวาระสมโภช "ครบรอบ 108 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ"

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 คณะครูและนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ไปแสดงศิลปะและวัฒนธรรมไทย เทิดพระเกียรติ ณ Opera Hall กรุงออตตาวา เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ตามคำเชิญจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2541 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานเปิดค่ายลูกเสือโรงเรียนอัสสัมชัญ ณ ค่ายลูกเสืออัสสัมชัญ อ.สามพราน จังหวัดนครปฐม

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2541 โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นเจ้าภาพเปิดงานประชุมสมัชชาภราดาภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก ในเครือนักบุญหลุยส์-มารี กรีญอง เดอ มงฟอร์ต

วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2542 คณะนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ร่วมแปรอักษรกับ 4 สถาบันจตุรมิตรในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 7 ณ สนามศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานเปิด อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์

นอกจากนี้ ในทุกๆ 2 ปี ของวันที่ 1 กรกฎาคม คณะนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ร่วมแปรอักษรกับ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ (ยกเว้น พ.ศ. 2554 โรงเรียนกลุ่ม จตุรมิตรสามัคคี ร่วมแปรอักษรในวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ครบ 100 ปี)

ตลอดระยะเวลาที่โรงเรียนได้เปิดทำการสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2428 ถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนาน ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมแล้วว่า นักเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้ออกไปสู่โลกภายนอกอย่างมั่นใจ มีความรู้ดี มีความสามารถใช้ความรู้ด้วยสติปัญญาและมีคุณธรรมประจำใจ จนประสบความสำเร็จในชีวิต และหน้าที่การงาน ได้รับใช้ประเทศชาติในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 ท่าน คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (อสช. 961) นายกรัฐมนตรีคนแรก, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (อสช. 3567) , นายควง อภัยวงศ์ (อสช. 2990) และ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ (อสช. 3570) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ มากมาย โรงเรียนจึงเชื่อว่าการให้การศึกษาอบรมด้วยเนื้อหาสาระและค่านิยมที่โรงเรียนยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอดนั้น มีความสำคัญเป็นอันมากต่อการพัฒนาบุคคลที่จะเติบโตขึ้นมา มีคุณภาพที่เหมาะสมแก่ยุคสมัย โรงเรียนจึงถือเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ และสำคัญ ที่จะจรรโลงเอกลักษณ์นี้ ในอันที่จะผลิตผู้ผ่านการศึกษาในโรงเรียน ให้มีคุณภาพและมีพื้นฐานที่ดีพอ สำหรับพัฒนาตนเองให้สอดคล้องเหมาะสมแก่ความต้องการของสังคม เพื่อสร้างสังคมให้ดีพร้อม มีสันติ มีความรัก มีความยุติธรรม และมีความจริงตลอดไป

ช่วงเวลานับจากนี้ เราไม่อาจคาดเดาสิ่งที่จะบังเกิดในสังคมไทยในศตวรรษหน้า หลายสิ่งหลายอย่างที่โรงเรียนอัสสัมชัญได้สร้างไว้ในวันนี้ น่าจะได้รับการสืบทอดพัฒนาต่อไปอีกยาวนานเพราะ ณ ที่นี้มีประวัติการกำเนิดซึ่งนับได้ว่าเป็นรากแก้วที่แข็งแรง มีพลังแห่งอุดมการณ์ซึ่งเปรียบ เสมือนแสงแดดและอากาศที่จะหล่อเลี้ยงต้นไม้ใหญ่ให้เติบโตต่อไป มีพลังความเสียสละจากบุคลากรในโรงเรียนและศิษย์เก่าจำนวนมหาศาลเปรียบ เสมือนอาหารและน้ำเพิ่มเติมให้ต้นไม้ออกดอกออกผลอุดมสมบูรณ์ ชื่อเสียง เกียรติคุณ และวัฒนธรรมนานัปการที่โรงเรียนอัสสัมชัญได้สร้างไว้จึงมิควรจะเป็นเพียงความทรงจำหรือเรื่องราวที่ต้องอนุรักษ์ ไว้เล่าต่อกันฟัง หากแต่คงเป็นเพียงบทแรกเริ่มแห่งความภาคภูมิใจของชาวอัสสัมชัญ อีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้าคงเป็นเพียงก้าวเดินต่อไปที่ยังมั่นคงและ ทรงคุณค่าขึ้นตามวันเวลา บันทึกเรื่องราวอัสสัมชัญประวัติจึงยังไม่มีบทสุดท้ายหรือบทสรุป เพราะอัสสัมชัญยังคงจะต้องสืบทอดคติธรรม เจตนารมณ์ และอุดมการณ์ของโรงเรียนแห่งนี้ต่อไปอีกนานเท่านานและจะเป็นประจักษ์พยานของประวัติศาสตร์สังคมไทยที่ต้องบันทึกไว้อย่างไม่รู้จบ

เหตุการณ์ แบล็คไฟรเดย์[แก้]

เหตุการณ์แบล็ค ไฟรเดย์ (Black Friday) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมัยภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556 ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ[2] ได้มีการรวมตัวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มกู้อัสสัมชัญ" โดยได้มีการนัดกันของศิษย์เก่าและอาจารย์ให้ร่วมแต่งชุดดำ ผ่านหลายช่องทางเช่น เฟสบุ๊คของกลุ่ม "กู้อัสสัมชัญ" เมื่อเวลาประมาณ 5 นาฬิกาของวันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2556 ได้มีคำสั่งหยุดโรงเรียนอย่างกะทันหันจากผู้มีอำนาจสั่งการตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.-1 ก.พ. 2556 โดยในขณะนั้นภราดา อานันท์ ปรีชาวุฒิ ก็ไม่ได้ปรากฏตัวอีกเลยนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา จนในที่สุดภราดา อานันท์ ปรีชาวุฒิ ได้ถูกคำสั่งให้พักการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม และในตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนอัสสัมชัญประถม

โดยเหตุผลที่ ภราดา อานันท์ ได้ถูกขับไล่ออกก็เนื่องด้วย ความขัดแย้งระหว่างครูกับผู้อำนวยการ และโดยเฉพาะการใช้เงินฟุ้มเฟือยเกินตัว ที่นำเงินของนักเรียนและผู้ปกครองไปสร้างโรงเรียนอัสสัมชัญ แคมปัส พระราม 2 การเรียกเงินบริจาค (แป๊ะเจี๊ย)ในราคาสูง เป็นต้น และการบริหารโรงเรียนจนตกต่ำ จำนวนนักเรียนป.6 ที่เลือกลาออกไม่ต่อม.1 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญเพิ่มสูงขึ้นกว่า 5 เท่า จนทำให้หลายฝ่าย ทั้งคณะครูโรงเรียนอัสสัมชัญ ศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์เก่า รวมตัวกันขับไล่ ภราดา อานันท์ เพื่อให้ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ

ความหมายของตราโรงเรียนอัสสัมชัญ[แก้]

เครื่องหมายโรงเรียนอัสสัมชัญมีลักษณะ เป็นตราโล่สีแดงคาดสีขาว กึ่งกลางมีตัวอักษร AC สีน้ำเงินไขว้กันอยู่ และปีคริสต์ศักราช 1885 สีนำเงินอยู่ใต้ตัวอักษร ซึ่งเป็นปีก่อตั้งโรงเรียน นอกจากนี้ สีที่ปรากฏบนโล่ยังเตือนใจให้รำลึกถึงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ความหมาย
ตราโล่ เครื่องป้องกันศาสตราวุธทั้งปวง
สีขาว ความบริสุทธิ์
สีแดง ความกล้าหาญในการต่อสู้อุปสรรคต่างๆ
AC ย่อมาจาก ASSUMPTION COLLEGE

สถานที่สำคัญ[แก้]

ตึกเก่า (พ.ศ. 2433 - พ.ศ. 2513) สร้างขึ้นเพื่อทดแทนอาคารไม้หลังแรก โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ ในปี พ.ศ. 2430 ลักษณะอาคารเป็นแบบตะวันตก โดยมีอาคารคู่แฝดอีกหลังตั้งอยู่ไม่ห่างกันมาก (ปัจจุบันเป็นอาคารของสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก และได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร) 80 ปีต่อมา ได้มีการรื้อถอนเพื่อสร้าง ตึก ฟ.ฮีแลร์ ซึ่งสามารถรองรับนักเรียนได้มากขึ้น หากแต่สัญลักษณ์ของตึกเก่าที่ยังคงหลงเหลือคือ ศิลาฤกษ์ที่ตั้งอยู่ข้างตึก ฟ.ฮีแลร์ ในปัจจุบัน

หอประชุมสุวรรณสมโภช (พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2544) เป็นหอประชุมแห่งแรกของโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้ก่อสร้างเมื่อโรงเรียนมีอายุครบ 80 ปี ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแสดงคอลเสิร์ต ภายหลังได้มีการสร้างทางเดินจากอาคารหอประชุมฯ กับอาคารข้างเคียงคือ ตึก ฟ.ฮีแลร์ และตึกกอลมเบต์ โดยทางเชื่อมฝั่งตึกกอลมเบต์เดิม ชั้นล่างเป็นที่ตั้งห้องน้ำเดิมของโรงเรียน และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ม.ต้น ถัดขึ้นมาเป็นห้องเรียนและห้องพักครูภาษาอังกฤษ ม.ต้น สำหรับทางเชื่อมฝั่ง ตึก ฟ.ฮีแลร์ เดิม ชั้นล่างเป็น ฝ่ายวิชาการ ถัดขึ้นมาเป็นห้องพักครู และห้องปฏิบัติการชีววิทยา สำหรับใต้หอประชุมเดิมเป็นห้องเก็บของ และเป็นห้องเรียนวิชาไฟฟ้าและเขียนแบบ ต่อมามีการพัฒนาเป็นห้องเรียนในระดับมัธยมต้นเพิ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2540 เนื่องจากปริมาณนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้นและห้องเรียนในตึกกอลมเบต์ไม่สามารถรองรับจำนวนนักเรียนได้หมด อาคารแห่งนี้ได้ถูกรื้อถอนเมื่อปี พ.ศ. 2544 เพื่อที่จะสร้างอาคารคู่ประกอบ 2 อาคาร คือ อาคารอัสสัมชัญ 2003 และ อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์ และเมื่อปี พ.ศ. 2545 จะเป็นปีที่หอประชุมนี้จะมีอายุครบ 50 ปี

ภาพการแปรอักษรครั้งแรกของประเทศไทยโดยโรงเรียนอัสสัมชัญ

ตึกอัสสัมชัญ 100 ปี (พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2547) ตึกอัสสัมชัญ 100 ปี สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการก่อตั้งโรงเรียนครบ 100 ปี เป็นอาคารอเนกประสงค์โดยชั้นล่างเป็นโรงอาหาร ชั้นสองเป็นห้องสมุด และชั้นสามเป็นโรงพลศึกษา ใช้สำหรับเล่นกีฬาในร่ม เช่น บาสเก็ตบอล วอลเลย์บอล แฮนด์บอล ฟุตซอล ฯลฯ และ สำหรับซ้อมเชียร์และแปรอักษร อาคารมีทางเดินเชื่อมต่อไปยัง ตึกฟ.ฮีแลร์ และ ตึกกอลมเบต์ โดยทางเชื่อมไปยัง ตึก ฟ.ฮีเลร์ ชั้นบนสุดเป็นลานเอนกประสงค์ พื้นทาด้วยสีเขียว เรียกโดยทั่วไปว่า "ลานเขียว" ภายหลัง ตึกได้ถูกรื้อถอนในปี พ.ศ. 2547 เพื่อสร้างอาคารคู่ประกอบ 2 อาคาร

ตึกกอลมเบต์ (พ.ศ. 2479 - ปัจจุบัน) เป็นตึกที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาตึกที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีอายุเกือบ 100 ปี และได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเพื่อการอนุรักษ์ไว้ โดยห้ามทุบ ทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หากแต่ให้บูรณะให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตามความเหมาะสม เดิมใช้เป็นห้องเรียนในระดับมัธยมต้น ปัจจุบันใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนในแผนก English Program และเป็นสถานที่ตั้งของงานอภิบาล ตึกนี้เคยถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดนหอนาฬิกาของตึกซึ่งมุมนั้นเคยเป็นห้องพักของภราดา ฟ.ฮีแลร์ อดีตอาจารย์ฝ่ายปกครองและผู้แต่งหนังสือดรุณศึกษา ตึกหลังนี้ถูกออกแบบในสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่คุณพ่อกอลมเบต์ ผู้สถาปนาและผู้ดำรงตำแหน่งอธิการคนแรกของโรงเรียนอัสสัมชัญ

ตึกฟ.ฮีแลร์ (พ.ศ. 2515 - ปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นองค์ประธานในการทำพิธีเปิดอาคาร ตึกฟ.ฮีแลร์ เดิมเป็นตึกเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยในแต่ละชั้นมี 6 ห้อง ชั้นล่างเป็นโถงกว้างตลอดความยาวของตัวอาคาร ใช้สำหรับทำกิจกรรมทั่วไป โดยที่บริเวณด้านหน้าอาคารเป็น ลานแดง สถานที่ซึ่งใช้เข้าแถวตอนเช้า ประกอบด้วยเสาธงชาติ และเสาธงโรงเรียน รูปปั้น ภราดา ฟ.ฮีแลร์ ส่วนด้านหลังอาคารเป็นสนามฟุตซอลขนาดเล็ก ชั้นบนสุดเป็นห้องพักของคณะภราดา ภายหลังใช้เป็นห้องเรียนสำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 รวมถึงใช้เป็นห้องกิจกรรมต่างๆ เช่น ห้องเอซีแบน ห้องดนตรีไทย ห้องกีต้า ห้องไวโอลีน ศูนย์คอมพิวเตอร์1 และ ร้านถ่ายเอกสาร เป็นต้น

ภาพแปรอักษรโลโก้ของโรงเรียนอัสสัมชัญในงานจตุรมิตรครั้งที่24

อาคารอัสสัมชัญ 2003 (พ.ศ. 2546 - ปัจจุบัน) ถือได้ว่าเป็นอาคารเรียนที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นอาคาร 13 ชั้น (เมื่อนับรวมชั้น M เข้าด้วย) โดยมีความสูงเทียบเท่าอาคารสูง 14 ชั้น ออกแบบตกแต่ในสไตล์โมเดิน มีลิฟต์จำนวน 7 ตัว โดย 6 ตัวสำหรับนักเรียน และ 1 ตัวสำหรับครู ตัวอาคารประกอบด้วยห้องใต้ดินไว้สำหรับเก็บเพลทสำหรับงานแปรอักษร ห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ห้องปฏิบัติการทางเคมี ห้องครุภัณฑ์ ห้องบริหารฝ่ายต่างๆ สำนักอธิการ หอประชุมออดิทอเรี่ยม ห้องประชุมย่อย 4 ห้อง ห้องแยกเรียน ที่พักภราดา พิพิธภัณฑ์อัสสัมชัญ และมีทางเดินเชื่อมสู่ อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์ ซึ่งได้แก่ ชั้น 2,3,4,5 และ 6

อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์ (พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน) เป็นอาคารที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานเปิดอาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์อาคารประกอบอาคารอัสสัมชัญ 2003 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นอาคารสูง 6 ชั้น โดยมีความสูงเทียบเท่าอาคารสูง 9 ชั้น ที่พร้อมไปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ลงทุนไปกว่า 5 ร้อยล้านบาท ประกอบด้วย ลิฟท์จำนวน 2 ตัว ชั้นโดยชั้น 1 เป็นห้องอาหาร สำหรับนักเรียนและครู โดยมีการใช้บัตรนักเรียนที่เรียกว่า[3] Student Smart Card เข้ามาใช้ในการซื้ออาหารรวมถึงเป็นบัตรเดบิตการ์ดของธนาคารกรุงเทพ ถือเป็นแห่งแรกของประเทศ ชั้นที่ 2 เป็นห้องมัลมีเดีย หรือสื่อการเรียนทางคอมพิวเตอร์ เป็นห้องถ่ายภาพ ห้องผลิตสื่อ ห้องคาราโอเกะ ภายในมีบันไดเชื่อมต่อไปยังชั้น 3 และชั้น 4 ซึ่งควบกัน เป็นชั้นของ ห้องสมุดมาร์ติน เดอ ตูรส์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นห้องสมุดที่ทันสมัย แห่งหนึ่งของประเทศ ออกแบบโดยให้บรรยากาศโล่งๆ ด้วยการรับแสงจากภายนอกเข้ามาในอาคารแทนการเปิดไฟ ส่วนชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นลอยของชั้น 3 เป็นห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และห้อง Robot โดยภายในพื้นที่ทั้งหมดรองรับด้วย WiFi ชั้น 5 เป็นหอประชุมขนาดใหญ่ โดยการออกแบบความสูงเท่าอาคาร 3 ชั้น ภายในออกแบบมาเพื่อ กีฬาในร่มอย่างเช่น แบดมินตัน รวมถึงใช้จัดกิจกรรมต่างๆภายในด้วย

แผนการเรียน[แก้]

โรงเรียนอัสสัมชัญมีแผนการเรียนให้นักเรียนเลือกตามความถนัดและความชอบ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
  1. แผนการเรียนเน้นภาษาอังกฤษ(Bell) จำนวน 3 ห้อง รับ 144 คน
  2. แผนการเรียนเน้นคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 ห้อง รับ 250 คน
  3. แผนการเรียนเน้นวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์พิเศษ(Gifted) จำนวน 2 ห้อง รับ 70 คน (ห้องละ 20-35 คน)
  4. แผนการเรียน English program (นักเรียน Ep m.1)
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
    • ม.4 -ม.5
      1. แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (อสช.) จำนวน 1 ห้อง
      2. แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จำนวน 4 ห้อง
      3. แผนการเรียนศิลป์คำนวณ จำนวน 4 ห้อง
      4. แผนการเรียนศิลป์ออกแบบ จำนวน 1 ห้อง
      5. แผนการเรียนศิลป์ภาษา ภาษาจีน-ภาษาอังกฤษฯ หรือ ภาษาฝรั่งเศส-ภาษาอังกฤษฯ จำนวน 1 ห้อง และ English Program
    • ม.6
      1. แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (อสช.) จำนวน 1 ห้อง
      2. แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จำนวน 5 ห้อง
      3. แผนการเรียนศิลป์คำนวณ จำนวน 3 ห้อง
      4. แผนการเรียนศิลป์ออกแบบ จำนวน 1 ห้อง
      5. แผนการเรียนศิลป์ภาษา จำนวน 1 ห้อง และ English program

หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน[แก้]

หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544[แก้]

หลักสูตรแกนกลางนี้ได้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2552 โดยกำหนดไว้ว่า

  • ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นตัดสินผลการเรียนเป็นรายปี
  • มัธยมศึกษาตอนปลายตัดสินผลการเรียนเป็นรายภาคเรียน

หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551[แก้]

หลักสูตรแกนกลางนี้ได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 - ปัจจุบัน โดยกำหนดไว้ว่า

  • ประถมศึกษาตัดสินผลการเรียนเป็นรายปี
  • มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายตัดสินผลการเรียนเป็นรายภาคเรียน

ซึ่งหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้เริ่มใช้ตามรายระดับดังนี้[แก้]

  • ในปี พ.ศ. 2553 เริ่มใช้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4
  • ในปี พ.ศ. 2554 ให้ใช้ในในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1และ 2 , มัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5
  • ในปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นไปให้ใช้ทุกระดับชั้นปี

เกร็ดที่น่าสนใจจากอัสสัมชัญ[แก้]

  • เป็นโรงเรียนชายที่เก่าแก่ที่สุดอันดับ 3 ของประเทศ
  • เป็นโรงเรียนคาทอลิกแห่งแรกของประเทศ
  • เป็นโรงเรียนแห่งแรกในเครือมูลนิธิเซนต์คาเบรียล
  • เป็นโรงเรียนแห่งเดียวในเครือมูลนิธิเซนต์คาเบรียล ที่ไม่ใช้ตราประจำสถาบันเดียวกับ มูลนิธิเซนต์คาเบรียล โดยใช้โลโก้อักษรภาพ AC แทน
  • โรงเรียนอัสสัมชัญในหน้านี้ หมายถึง โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกมัธยม ซึ่งอยู่เขตบางรัก ส่วนแผนกประถมใช้ชื่อว่า แผนกประถมตั้งอยู่ ณ ซอยสาทร 11 หรือซอยเซนต์หลุยส์ 3 เดิม
  • เป็นโรงเรียนแห่งแรกของประเทศที่ใช้คำว่า อัสสัมชัญ นำหน้า
  • โรงเรียนที่มีขื่อว่า อัสสัมชัญ ไม่ได้มีเพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่มีหลายประเทศ ทั่วโลก ดังนั้นเวลาค้นหาในภาษาอังกฤษจึงอาจต้องเพิ่ม คำว่า Thailand ปิดท้ายด้วย จึงจะหมายถึง โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพ
  • โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา กับ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วน ไม่ได้อยู่ในเครือเดียวกับโรงเรียนแต่ ที่ตั้งอยู่ติดกับโรงเรียนอัสสัมชัญ
  • คำย่อ "อสช" เป็นหนึ่งในสองอักษรย่อโรงเรียนที่ไม่มีจุดเว้นระหว่างคำย่อ (อีกแห่งใช้คำย่อว่า อสล)
  • คำย่อ "อสช" นั้น ใช้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ วิทยาเขตอื่นด้วย ยกเว้นโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ที่ใช้ อ.ส.ธ.
  • เป็นโรงเรียนแรกที่ริเริ่มการแต่งกายชุดนักเรียน โดยสวมกางเกงสีน้ำเงิน
  • เป็นโรงเรียนแรกที่ริเริ่มการใช้รองเท้าหนัง
  • เป็นโรงเรียนแรกที่ริเริ่มรูปแบบการเชียร์โดยใช้ การแปรอักษร
  • เป็นโรงเรียนแรกที่ริเริ่มการทำบัตรนักเรียนที่เรียกว่า Student Smart Card ซึ่งใช้ซื้ออาหารในโรงเรียน รวมถึงเป็นบัตรเดบิดการ์ดของธนาคารกรุงเทพ
  • สมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญ เป็นสมาคมศิษย์เก่าที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย (แห่งแรกในประเทศไทย) ในปัจจุบันมีอายุ 110 ปี
  • ศิษย์เก่าที่จบไป จะเรียกว่า อัสสัมชนิกหรือในภาษาอังกฤษเขียนว่า Assumptionist
  • ชื่อเรียกกลุ่มบุคคลที่เป็นศิษย์เก่าอัสสัมชัญ จะเรียกว่า "โอแม็ก (OMAC)" ซึ่งย่อมาจาก Old Man's Assumption College
  • โรงเรียนอัสสัมชัญ มีศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่า รวมแล้วมากกว่า 5 หมื่นคน อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีลูกศิษย์มากที่สุดในประเทศไทย[4]
  • มีศิษย์เก่าที่เป็นนายกรัฐมนตรีไทย ถึง 4 ท่าน
  • อธิการโรงเรียนอัสสัมชัญ คนปัจจุบัน คือ ภราดาวิริยะ ฉันทวโรดม
  • ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน คือ ภราดา ดร.เดชาชัย ศรีพิจารณ์
  • นายกสมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญคนปัจจุบัน คือ ดร.ปิยะบุตร ชลวิจารณ์
  • นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอัสสัมชัญคนปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน

อธิการโรงเรียน[แก้]

อันดับ รายนาม วาระดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.)
1 บาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ 2428 - 2445
2 ภราดามาร์ติน เดอตูรส์ 2445 - 2463
3 ภราดาไมเกิล 2472 - 2475
2481 - 2484
4 ภราดาเฟรเดอริค ยัง 2475 - 2481
5 ภราดามงฟอร์ต 2484 - 2490
6 ภราดาฮูเบอร์ด คูแซง 2490 - 2495
2497 - 2498
7 ภราดาอูร์แบง กลอริโอ 2495 - 2497
8 ภราดาโดนาเชียง 2498 - 2503
9 ภราดายอห์น แมรี่ 2503 - 2504
10 ภราดาโรเบิร์ต ริชาร์ด 2504 - 2508
11 ภราดาหลุยส์ ชาแนลวิริยะ ฉันทวโรดม 2508 - 2516
2529 - 2535
12 ภราดาวิจารณ์ ทรงเสี่ยงชัย 2516 - 2522
13 ภราดาชุมพล ดีสุดจิต 2522 - 2529
14 ภราดา ดร.เลอชัย ลวสุต 2535 - 2541
15 ภราดาสุรสิทธิ์ สุขชัย 2541 - 2547
29 มกราคม 2556 - 30 เมษายน 2556
16 ภราดา ดร.อานันท์ ปรีชาวุฒิ 2547 - 29 มกราคม 2556 (หมายเหตุ: ถูกคำสั่งพักงานระหว่างปฏิบัติหน้าที่)
17 ภราดาหลุยส์ ชาแนลวิริยะ ฉันทวโรดม (อธิการ)

ภราดา ดร.เดชาชัย ศรีพิจารณ์ (ผู้อำนวยการ แผนกมัธยม)

1 พฤษภาคม 2556 - ปัจจุบัน

รายนามศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

รายนามศิษย์เก่าอัสสัมชัญที่มีชื่อเสียง

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • สมาคมอัสสัมชัญ, อุโฆษสาร 2000, กรุงเทพฯ : อุดมศึกษา, 2546.
  • อัสสัมชัญ 111 ปี, สาส์นบราเดอร์หลุยส์ ชาแนล ถึงอัสสัมชนิกในโอกาส "งานคืนสู่เหย้า เอ.ซี.111 ปี"
  • คู่มือนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ, 2539.
  • แผ่นพับงานฉลองอัสสัมชัญ 100 ปี, 2528.
  • อัสสัมชัญสาส์น.
  • เอกสารแนะนำโครงการอัสสัมชัญ แคมปัส พระราม 2

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°43′24″N 100°30′52″E / 13.723310°N 100.514358°E / 13.723310; 100.514358