ข้ามไปเนื้อหา

แผลเก่า (ภาพยนตร์ พ.ศ. 2520)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แผลเก่า
กำกับเชิด ทรงศรี
ผู้ช่วยผู้กำกับยุทธนา มุกดาสนิท
บทภาพยนตร์รพีพร (สุวัฒน์ วรดิลก)
ธม ธาตรี (เชิด ทรงศรี)
สร้างจากแผลเก่า
โดย ไม้ เมืองเดิม
อำนวยการสร้างธมจันท์ ธันยฉัตร
นักแสดงนำ
กำกับภาพ
  • กวี เกียรตินันท์
  • โสภณ เจนพานิช
  • สุทัศน์ บุรีภักดี
  • สมชัย ลีลานุรักษ์
ดนตรีประกอบเสรี หวังในธรรม
บริษัทผู้สร้าง
เชิดไชยภาพยนตร์
ผู้จัดจำหน่ายสหมงคลฟิล์ม
วันฉาย
  • 24 ธันวาคม พ.ศ. 2520
ความยาว130 นาที
ประเทศ ไทย
ภาษาไทย
ทำเงิน13 ล้านบาท

แผลเก่า เป็นภาพยนตร์ไทยแนวรักชีวิต ที่ออกฉายเมื่อปี พ.ศ. 2520 เป็นภาพยนตร์ฟิล์ม 70 มม.สีอีสต์แมน เสียงพากย์ในฟิล์ม กำกับโดยเชิด ทรงศรี สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ ไม้ เมืองเดิม หรือก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา นำแสดงโดยสรพงศ์ ชาตรี และนันทนา เงากระจ่าง รับบทชาวนา 2 คนในชนบทของประเทศไทย ในเรื่องราวความสัมพันธ์แสนโรแมนติกที่น่าเศร้า โปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกแบบโดยช่วง มูลพินิจ และใช้คำโฆษณาหนังว่า "เราจักสำแดงความเป็นไทยต่อโลก" ในช่วงแรกเนื่องจากเป็นภาพยนตร์แนวย้อนยุค ในขณะที่ผู้สร้างส่วนใหญ่นิยมสร้างภาพยนตร์ร่วมสมัย จึงไม่มีตัวแทนจำหน่ายหรือสายหนังรายใดสนใจเลย แต่เมื่อออกฉายปรากฏว่าเป็นที่นิยม

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น 1 ในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในบ็อกซ์ออฟฟิศในช่วงเวลาที่ออกฉาย โดยทำรายได้ 13 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติในขณะนั้น[1][2] และภาพยนตร์ได้รับรางวัลพระสุรัสวดี สาขาบทประพันธ์ยอดเยี่ยมและรางวัลเครื่องแต่งกายและแต่งหน้ายอดเยี่ยม รวมทั้งโล่เกียรติยศภาพยนตร์ที่เชิดชูเอกลักษณ์ไทยยอดเยี่ยมจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการแปลงเป็นดิจิทัลและบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และออกฉายอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2561[1]

เนื้อเรื่อง

[แก้]

ในปี พ.ศ. 2479 เรื่องราวเกิดขึ้นที่ทุ่งบางกะปิ ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่นาข้าวและหมู่บ้านเกษตรกรรมขนาดเล็ก ขวัญ (สรพงศ์ ชาตรี) และ เรียม (นันทนา เงากระจ่าง) เป็นบุตรของ ผู้ใหญ่เขียน (ส.อาสนจินดา) และ กำนันเรือง ซึ่งเป็นคู่อริกัน ทั้งสองครอบครัวประกอบอาชีพทำนา โดยขวัญและเรียมช่วยกันปลูกข้าวและเลี้ยงควายในท้องนา

แม้เรียมจะไม่ชอบการเกี้ยวพาราสีของขวัญ แต่ขวัญซึ่งเป็นชายหนุ่มอารมณ์ดี ชื่นชอบการร้องเพลงและการเป่าขลุ่ยไม้ไผ่ ยังคงแสดงความรักต่อเธออย่างไม่ย่อท้อ ในที่สุด ขวัญได้สาบานต่อหน้าศาลเจ้าพ่อไทรริมฝั่งแม่น้ำ ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อเรียมตลอดไป

กำนันเรือง (สุวิน สว่างรัตน์) บิดาของเรียมไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ระหว่างขวัญและเรียม โดยต้องการให้เรียมแต่งงานกับ จ้อย (เศรษฐา ศิระฉายา) บุตรชายของเศรษฐีในท้องถิ่น ต่อมา กำนันเรือง พร้อมด้วย เริญ (กิตติ ดัสกร) พี่ชายของเรียม รวมถึงจ้อยและพรรคพวก ได้ออกติดตามหาขวัญและเรียม จนเกิดการเผชิญหน้าและการต่อสู้ด้วยดาบขึ้นช่วงสั้น ๆ

ในการต่อสู้ครั้งนั้น ขวัญถูกเริญฟันจนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณด้านข้างศีรษะ ซึ่งบาดแผลดังกล่าวได้กลายเป็นรอยแผลเป็นที่เห็นได้ชัดในเวลาต่อมา โดยขวัญถือว่าแผลเป็นนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เขามีต่อเรียม

ที่บ้าน เรียมถูกล่ามโซ่ไว้ในห้องเก็บของตามคำสั่งของกำนันเรือง ต่อมา กำนันเรืองตัดสินใจส่งเรียมไปยังกรุงเทพมหานคร ซึ่งเธอถูกขายไปเป็นคนใช้ให้กับ คุณนายทองคำ (สุพรรณ บูรณะพิมพ์) เจ้าหนี้ผู้ถือโฉนดที่ดินของครอบครัวกำนันเรือง

เมื่อคุณนายทองคำได้พบเรียม ก็เกิดความประทับใจจากความคล้ายคลึงกับ โฉมยง บุตรสาวที่เสียชีวิตไปแล้ว ส่งผลให้แทนที่เรียมจะต้องทำงานเป็นคนรับใช้ เธอกลับได้รับการอุปการะเป็นบุตรสาวบุญธรรม คุณนายทองคำมอบเสื้อผ้าแบบตะวันตกให้แก่เรียม และแนะนำให้เธอเข้าสู่สังคมชั้นสูงในกรุงเทพฯ รวมถึงได้รู้จักกับ สมชาย (ชลิต เฟื่องอารมย์) บุตรชายของเศรษฐีผู้มั่งคั่ง

ขวัญเริ่มสิ้นหวังในชีวิต ผู้ใหญ่เขียนผู้เป็นพ่อจึงชักชวนให้ขวัญอุปสมบทเพื่อชะล้างเคราะห์ร้าย ระหว่างนั้น ขวัญดื่มน้ำและพบว่ามีเลือดปะปนอยู่ในหม้อน้ำ ทำให้เขาทรุดตัวลง พร้อมกล่าวขอโทษพ่อที่ตนประพฤติตัวเนรคุณ และให้คำมั่นว่าจะอุปสมบทในวันรุ่งขึ้น หากตน "ยังมีชีวิตอยู่"

หลังจากทราบข่าวว่า เริ่ม (ศรินทิพย์ ศิริวรรณ) มารดาของตนใกล้จะตาย เรียม จึงเดินทางกลับบ้านโดยเรือของสมชาย เมื่อมาถึง เรียมพบว่าเริ่มตายแล้ว และได้จัดพิธีฌาปนกิจศพขึ้น ต่อมาขวัญเดินทางมาร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เรียมจะตกลงนัดพบกับขวัญในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณเที่ยงที่ศาลเจ้าพ่อไทร

วันรุ่งขึ้น ขวัญจุดไฟเผาเรือของสมชายเพื่อป้องกันไม่ให้เรียมจากไปโดยไม่ได้พบเขา ขวัญถูกสมชาย กำนันเรือง และเริญตามล่า สมชายพบขวัญและใช้ปืนพกยิงเข้าที่หน้าอก ขวัญที่บาดเจ็บสาหัสว่ายน้ำไปยังศาลเจ้าพ่อไทรก่อนที่จะฝากให้เจ้าพ่อไทรช่วยดูแลคุ้มครองพ่อและแทงตัวเองตาย เรียมจึงกระโดดลงน้ำและว่ายตามไปคว้ามีดจากมือขวัญแทงตัวเองตายพร้อมกับรักแท้ของเธอที่หน้าศาลเจ้าพ่อไทร

นักแสดง

[แก้]

เพลงประกอบ

[แก้]
รายชื่อเพลง
ลำดับชื่อเพลงเนื้อเพลงขับร้องโดยยาว
1."ขวัญเรียม"พรานบูรพ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา)ผ่องศรี วรนุช 
2."สั่งเรียม"พรานบูรพ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา)ไพรวัลย์ ลูกเพชร, ผ่องศรี วรนุช 
3."เคียงเรียม"พรานบูรพ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา)ไพรวัลย์ ลูกเพชร 
4."แสนแสบ"ชาลี อินทรวิจิตรไพรวัลย์ ลูกเพชร 
5."ลำนำแผลเก่า"ธม ธาตรี (เชิด ทรงศรี)ไพรวัลย์ ลูกเพชร 
6."เพลงเหย่อง" ร้องหมู่ 
7."ลำนำแผลเก่า"ธม ธาตรี (เชิด ทรงศรี)ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา 
8."เคียงเรียม"พรานบูรพ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา)ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา 
9."วอลท์ซปลื้มจิต"พรานบูรพ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา)ประทุม ประทีปะเสน 
10."กุหลาบเขียว" สวลี ผกาพันธุ์ 

รางวัลและเกียรติคุณ

[แก้]
  • พ.ศ. 2520 - ได้รับรางวัลพระสุรัสวดี สาขาบทประพันธ์ยอดเยี่ยมและรางวัลเครื่องแต่งกายและแต่งหน้ายอดเยี่ยมจากการประกวดในประเทศ รวมทั้งโล่เกียรติยศภาพยนตร์ที่เชิดชูเอกลักษณ์ไทยยอดเยี่ยมจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
  • พ.ศ. 2524 - ได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์จากการประกวดภาพยนตร์ในงาน Festival des 3 Continents เมืองน็องต์ ประเทศฝรั่งเศส
  • พ.ศ. 2541 - ได้รับเลือกจากหอภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งชาติของประเทศอังกฤษ (National Film and Television Archive) ร่วมกับนิตยสาร Sight and Sound ของสถาบันภาพยนตร์อังกฤษ (British Film Institute) และผู้กำกับภาพยนตร์และนักวิจารณ์ภาพยนตร์จากทั่วโลก ให้เป็น 1 ใน 360 ภาพยนตร์คลาสสิคของโลก โดยมีการประกาศผลเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2544
  • พ.ศ. 2550 - มูลนิธิหนังไทยร่วมกับหอภาพยนตร์แห่งชาติ นำผลงานภาพยนตร์ของเชิด ทรงศรี จำนวน 5 เรื่อง รวมทั้งแผลเก่า มาจัดฉายอีกครั้งในระหว่างวันที่ 21 – 30 กันยายน พ.ศ. 2550 เพื่อนำรายได้ไปจัดสร้างประติมากรรมขนาดเท่าตัวจริงของเชิด ทรงศรี เพื่อจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย หอภาพยนตร์แห่งชาติ ศาลายา[4]
  • พ.ศ. 2554 - ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็นภาพยนตร์ไทย 1 ในจำนวน 25 เรื่องที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์ของชาติ โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) [5][6]
  • พ.ศ. 2561 - หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาฉายอีกครั้งในโครงการ "ทึ่ง....หนังโลก" ฉายในวันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561 เวลา 20.00 น. ที่โรงภาพยนตร์สกาล่า ฉายด้วยระบบดิจิตอล DCP โดยหอภาพยนตร์ฯทำการบูรณะร่วมกับแลปฟิล์มที่ประเทศอิตาลี โดยต้นฉบับหนังดังกล่าว มาจากฟิล์มเนกาทีฟของคุณเชิดทรงศรี ซึ่งเคยมอบให้กับหอภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 2531 [1]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Rithdee, Kong (19 September 2018). "The pastoral romance returns". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 19 September 2018.
  2. Director profile เก็บถาวร 2006-06-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, MovieSeer, retrieved 2007-01-12.
  3. "100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู ฉายตลอดปี". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-06. สืบค้นเมื่อ 2016-03-06.
  4. "สัปดาห์ภาพยนตร์ เชิด ทรงศรี "ผู้สำแดงความเป็นไทยต่อโลก"". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-04. สืบค้นเมื่อ 2016-03-04.
  5. วธ.ตีทะเบียนหนังไทยชื่อดัง 25 เรื่อง เป็นมรดกชาติปี 54 ข่าวไทยรัฐออนไลน์.
  6. มรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ 1

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]