ไพรวัลย์ ลูกเพชร
ไพรวัลย์ ลูกเพชร | |
|---|---|
| เกิด | 14 ธันวาคม พ.ศ. 2484 สมนึก นิลเขียว |
| เสียชีวิต | 17 ตุลาคม พ.ศ. 2545 (60 ปี) โรงพยาบาลชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี |
| คู่สมรส | วิภารัตน์ เปรื่องสุวรรณ (หย่า) พรรณี ลูกเพชร |
| บุตร | 3 คน |
| อาชีพ | นักร้อง นักแสดง |
| ปีที่แสดง | พ.ศ. 2504 - 2545 |
ไพรวัลย์ ลูกเพชร (14 ธันวาคม พ.ศ. 2484 – 17 ตุลาคม พ.ศ. 2545) นักร้องเพลงลุกทุ่งชาวตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
ประวัติ
[แก้]ชีวิตวัยเด็ก
[แก้]ไพรวัลย์ ลูกเพชร มีชื่อจริงว่า สมนึก นิลเขียว เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ที่บ้านดอนผิงแดด ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี บิดาชื่อสงวน มารดาชื่อแจ่ม นิลเขียว อาชีพเกษตรกร มีพี่น้อง 6 คน ชาย 4 คน และหญิง 2 คน ดังนี้
- นางสง่า นิลเขียว
- นายสมนึก นิลเขียว (ไพรวัลย์ ลูกเพชร)
- นายบัญชา นิลเขียว (เลิศชาย ลูกเพชร)
- นางองุ่น นิลเขียว
- นายทองเจือ นิลเขียว
- นายสุขโข นิลเขียว
สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทีโรงเรียนวัดดอนผิงแดดพิทยาคม ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา เนื่องจากบ้านอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดประมาณ 12 กิโลเมตร หนทางไปกลับลำบาก
สมนึกชอบการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก สมัยเรียนชั้นประถม มีเพื่อนร่วมชั้นอยู่คนหนึ่ง ชื่อ ด.ช.ประเสริฐ แย้มน้อย (พนมไพร ลูกเพชร) ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยคุณแม่ของ ด.ช.สมนึก เป็นพี่สาวของ ด.ช.ประเสริฐ ทั้ง 2 คน ออกเดินสายร้องเพลงประกวดตามงานวัดต่าง ๆ ไปทั่ว จ.เพชรบุรี และทุกครั้งต้องได้ที่ 1 และ ที่ 2 ไม่คนใดก็คนหนึ่ง จนนักร้องประกวดคนอื่น ๆ ขยาดไปตาม ๆ กัน ต่อมาครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปลี่ยนอาชีพจากทำมาเป็นทำไร่ โดยคุณพ่อสงวนไปซื้อที่ดินไว้ประมาณ 50 ไร่ ที่บ้านทุ่งประดู่ ตำบลหินเนิน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด.ช.สมนึกก็ไปช่วยคุณพ่อทำไร่อยู่ที่นั้นอยู่หลายปี จนฐานะทางครอบครัวดีขึ้น ในระหว่างนั้นก็ไม่ละทิ้งเรื่องการร้องเพลง ยังตระเวนไปร้องเพลงตามงานต่าง ๆ เช่นเดิม และยังมีโอกาสได้ไปฝึกร้องเพลงลิเกจนจำบทร้องลิเก (ราชนิเกลิง) บทหนึ่งได้ขึ้นใจ บทที่ร้องว่า…ช่างเหน็บแนมแกมประชด อรุณเอ๋ยแบบบท ของแม่ช่างหยดช่างย้อย……และจบลงว่า… เจ้าจงเอาแป้งมาลูบ อย่าให้ใครจูบซ้ำรอย…(ซึ่งกลายมาเป็นบทเพลง “คำเตือนของพี่” ในเวลาต่อมา)
เข้าสู่วงการ
[แก้]เมื่ออายุ 17 ปี ความใฝ่ผันที่จะเป็นนักร้อง ทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยอาศัยรถขนถ่านของนายจั๊ว ซึ่งเป็นคนรู้จักกัน เมื่อถึงกรุงเทพฯ ก็ไปหาญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง คือคุณสมจิตร์ เจริญลิพ (แม่ของคุณสมจิตร์ เป็นพี่สาวแม่ของสมนึก) ซึ่งรับราชการเป็นทหารเรืออยู่ที่กรมอู่ทหารเรือ ฝั่งธน คุณสมจิตร์ก็พาไปฝากให้อยู่กับ คุณผ่อง เมฆสุวรรณ ญาติข้างพ่อของคุณสมจิตร์ และเป็นคุณอาของ ยอดชาย เมฆสุวรรณ หลังจากนั้นไม่นาน คุณสมจิตร์ก็พาสมนึกไปสมัครเป็นนักร้องกับวงดนตรีบางกอก ชะชะช่า ของ สมพงษ์ วงศ์รักไทย และชุติมา สุวรรณรัตน์ ซึ่งมีสำนักงานอยู่โรงภาพยนตร์เฉลิมบุรี และก็ไม่ผิดหวัง เมื่อสมพงษ์พิจารณาแล้ว สุ้มเสียงหวานไพเราะ รูปร่างหน้าตาดี อนาคตเขาต้องเป็นนักร้องดังแน่นอน จึงรับเขาไว้เป็นนักร้องประจำวง และตั้งชื่อให้ว่า รุ่งเพชร ลูกเพชร ซึ่งในยุคนั้นนักร้องดัง ๆ ที่อยู่ร่วมวงดนตรีบางกอก ชะชะช่า มีอยู่มากมาย เช่น วิเชียร ภู่โชติ, เสน่ห์ โกมารชุน, ชลอ ไตรตรองศร ฯลฯ แต่อยู่ไม่นานวงดนตรีบางกอก ชะชะช่า ก็ยุบวง เนื่องจากทั้ง สมพงษ์ วงศ์รักไทย และชุติมา สุวรรณรัตน์ ต่างก็มีงานด้านภาพยนตร์ล้นมือ แต่สมพงษ์ก็นึกเสียดายอนาคตการเป็นนักร้องของสมนึก นิลเขียว จึงได้ฝากฝังไว้กับสุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งเป็นเพื่อนรักกัน โดยสมพงษ์ ได้เชิญสุรพล มาที่โรงภาพยนต์เฉลิมบุรี เพื่อให้ฟังเสียงสมนึกหน้าเวที เมื่อสมนึกร้องเพลงจบก็ไม่ลืมที่จะร้องเพลงลิเก (ช่างเหน็บแนมแกมประชด...) ให้ฟังด้วย เสียงร้องลิเกอันพลิ้วหวานของสมนึก ประทับใจสุรพลเป็นอย่างมาก จึงรับเขาเข้าไว้ในวง และให้ความรักใคร่เหมือนน้อง สุรพลให้สมนึกจดเนื้อเพลงลิเกบทนั้นมาให้ เมื่อสมนึกจดให้แล้ว สุรพลก็นำไปแต่งเพลง โดยแต่งท่อนที่หนึ่งและท่อนที่สอง แล้วใช้เนื้อเพลงลิเกของสมนึก (ช่างเหน็บแนมแกมประชด…) ไว้ท่อนแยก และแต่งปิดท้ายด้วยท่อนที่สี่ เพลงจบสมบูรณ์ แล้วสุรพลได้ตั้งชื่อเพลงนี้ว่า “คำเตือนของพี่” สมนึก นิลเขียว บันทึกเสียงครั้งแรกในชีวิต มี 2 เพลงด้วยกัน เพลงแรกชื่อ “ดาวบ้านนา” ผลงานการประพันธ์ของพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา และเพลงที่ 2 คือ “คำเตือนของพี่” ผลงานของ สุรพล สมบัติเจริญ ทั้ง 2 เพลง ออกอากาศพร้อมกัน โดยสุรพล สมบัติเจริญ ได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ไพรวัลย์ ลูกเพชร เมื่อ 2 เพลงนี้ออกอากาศ เพลง “คำเตือนของพี่” ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้ ไพรวัลย์ ลูกเพชร มีชื่อเสียงเกิดขึ้นในวงการทันที หลังจากนั้นสุรพลก็แต่งให้ร้องอีกมากมาย เช่น เสียงจากไพรวัลย์, แม่ผักบุ้งบ้านดอน, ดาวจำลอง, นางกลางใจ ระหว่างที่อยู่วงสุรพลไพรวัลย์เกิดรักใคร่ชอบพอกับเด็กสาวในวงคนหนึ่ง ชื่อ “วิภารัตน์ เปรื่องสุวรรณ” เมื่อสุรพลเห็นว่าทั้งสองรักกันจริง ก็เลยเป็นเจ้าภาพแต่งงานให้
ออกจากวงสุรพล
[แก้]ไพรวัลย์ ลูกเพชร อยู่กับสุรพล สมบัติเจริญได้ประมาณ 2 – 3 ปี วิถีชีวิตพลิกผันให้ออกจากวงไปอยู่กับวงดนตรี “รวมดาวกระจาย” ของ สำเนียง ม่วงทอง เพื่อนรักของ สุรพล โดยเขาอยู่กับสำเนียงเรื่อยมาจนลาออกไปตั้งวงเองเมื่อปี พ.ศ. 2510 ซึ่งในยุคตั้งวง ได้เพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน มาร้องบันทึกเสียงมากมาย เช่น มาลัยรักจากพิษณุโลก, กลิ่นธูปจากสุโขทัย, นิราศรักนครปฐม, มะนาวไม่มีน้ำ, ไม่รู้ไม่ชี้, กีฬารัก, มนต์รักลูกทุ่ง, เบ้าหลอมดวงใจ ทำให้การตั้งวงในช่วงแรกของเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
ต่อมาไพรวัลย์ ลูกเพชร มีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเรื่องแรก “สาวเจ้าสมิง” เมื่อปี 2512 ของ ดุ่ย ณ บางน้อย เรื่องต่อมา “ชาติลำชี” ของ รังสี ทัศนพยัคฆ์ ปี 2512 เช่นกัน แต่เรื่องที่เขาประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “มนต์รักลูกทุ่ง” ของรังสี ทัศนพยัคฆ์ เมื่อปี 2513 และเรื่องต่อมา “เพลงรักบ้านนา” ของท่านทิพย์ และเรื่อง “ไอ้ขุนเพลง” ของ ร.ต.เมตตา เต็มชำนาญ ซึ่งเรื่องนี้เขาได้แสดงเป็นพระเอกเต็มตั
มรสุมชีวิต
[แก้]หลังตั้งวงไม่นาน เขามีเรื่องระหองระแหงจนแยกทางเดินกับ วิภารัตน์ เปรื่องสุวรรณ การทำวงดนตรีของเขาจึงสะดุดไประยะหนึ่ง แต่หลังจากเพลง “แพแตก” จากผลงานการประพันธ์ของสมาน เมืองราช ออกสู่ท้องตลาด แฟนเพลงให้ความเมตตาต้อนรับเขาอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาเขาร้องเพลงที่เกี่ยวข้องกับ วิภารัตน์ อีกหนึ่งเพลง ชื่อเพลง เมียจ๋า หลังจากนั้นกราบลาแฟนเพลงไปบวช ที่วัดดอนผิงแดด จังหวัดเพชรบุรี 15 วัน เพื่อทดแทนพระคุณพ่อแม่ และทำจิตใจให้สงบเพื่อออกมาตั้งหลักชีวิตใหม่ หลังจากสึกหาลาเพศแล้ว เขาก็เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยการแต่งงานกับคู่ชีวิตที่เพียบพร้อมไปด้วยความงามทั้งกายและใจ เธอชื่อ พรรณี ลูกเพชร ทั้งสองร่วมกันสร้างชีวิตใหม่ ช่วยกันประคับประคองวงดนตรี เก็บหอมรอมริบสร้างเนื้อสร้างตัว เขาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ จาก ไพรวัลย์ ลูกเพชร เป็น ไพรวัลย์ ลูกคเนศร์ โดยหลวงพ่อที่เขาให้ความเคารพเป็นผู้ตั้งให้ เขานำวงดนตรีไพรวัลย์ ลูกเพชร รับใช้พี่น้องแฟนเพลงมาจนถึงต้นปี พ.ศ. 2518 จึงประกาศยุบวง เพื่อหันไปทำธุรกิจห้องอาหาร
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เขาได้เปิดภัตตาคาร “คนเห็น” ที่เขากับพรรณีได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา ซึ่งตั้งอยู่แถว ๆ แยกพระปิ่นเกล้า ก่อนขึ้นสะพานอรุณอัมมรินทร์ มีทั้งนักร้องและนักแสดงไปร่วมแสดงความยินดีกับเขามากมาย ภัตตาคารคนเห็นนอกจากขายอาหารแล้ว ยังเป็นแหล่งบันเทิงที่มีนักร้องทั้งลูกทุ่งและลูกกรุงหมุนเวียนกันไปขับกล่อมผู้ที่ไปรับประทานอาหาร ตั้งแต่เวลา 11.00 - 23.00 น. ทุกวัน ปี พ.ศ. 2520 ชีวิตการเป็นนักร้องของเขารุ่งโรจน์ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ “เอื้อ อารีย์” จัดทำเพลงขึ้นมาชุดหนึ่ง คือชุด ไอ้หนุ่มตังเก มอบให้เขาเป็นผู้ขับร้อง (เปลี่ยนนามสกุลจาก “ลูกคเนศร์” มาเป็น “ลูกเพชร” อีกครั้งหนึ่ง) ในชุดนี้มีทั้งหมด 12 เพลง เช่น หนาวใจชายแดน, สำรวยลืมคำ ฯลฯ ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของชลธี ธารทองทั้งหมด โดยมีประยงค์ ชื่นเย็น เรียบเรียงเสียงประสาน และในชุดนี้เพลงไอ้หนุ่งตังเกได้รับความนิยมสูงสุด เข้าอันดับเพลง “เสียงสามยอด” และได้รับรางวัล “เสาอากาศทองคำ” เมื่อปี พ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติประวัติครั้งที่ 2 ในชีวิตการร้องเพลง จากที่เคยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2514 ในเพลง “เบ้าหลอมดวงใจ” ของครูไพบูลย์ บุตรขัน และได้รับรางวัลพระราชทาน จากงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย จากเพลงมนต์รักลูกทุ่ง ของครูไพบูลย์ บุตรขัน และเพลงไอ้หนุ่มตังเกของครูชลธี ธารทอง หลังจากนั้น ชลธี ธารทองซึ่งเป็นเพื่อนรักได้แต่งเพลงให้ร้องอีกหลายชุด ทำให้เขายืนหยัดอยู่ในวงการเพลงลูกทุ่งอย่างองอาจ เขาเป็นนักร้องลูกทุ่งที่เกิดมาตังแต่ยุคเก่าตอนต้น โด่งดังมาถึงยุคเก่าตอนกลาง และมาถึงยุคเก่าตอนปลายก็ทำท่าว่าจะไม่โรยรา
ถูกลอบยิง
[แก้]ราวปี พ.ศ. 2528 ไพรวัลย์ ลูกเพชร มีข่าวพัวพันกับคดีฆาตกรรมนายอุทัย ถัดหลาย โดยมีชนวนเหตุมาจากการที่นางวรรณา ชูเปีย ผู้กว้างขวางในสถานีขนส่งหมอชิตและเป็นหญิงคนสนิทของไพรวัลย์ ได้ร่วมขบวนการปลอมตั๋ว บขส. แต่ถูกนายอุทัย ที่เป็นช่างเครื่องจับได้ จึงทำการขู่แบล็คเมล์นางวรรณา สร้างความไม่พอใจให้นางวรรณา อย่างมาก หลังจากนั้นนายอุทัย ถัดหลาย ถูกยิงเสียชีวิต โดยนายบุญส่ง สิทธิน้อย มือปืนที่ตกเป็นผู้ต้องหาให้การซัดทอดไพรวัลย์ ลูกเพชร (ในเวลาต่อมาศาลฎีกาตัดสินยกฟ้องนายบุญส่งในคดีฆาตกรรมนายอุทัย)
หลังเกิดเหตุที่นายอุทัย ถูกยิงเสียชีวิตไม่นาน ขณะที่ไพรวัลย์ ลูกเพชรกำลังขับรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่เพื่อไปทำธุระ โดยมีนางวรรณา ชูเปีย สาวคนสนิทโดยสารไปด้วยได้ถูกคนร้ายลอบยิง ในพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด ทำให้นางวรรณา จึงเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนไพรวัลย์ถูกยิงที่ต้นคอ และถูกนำส่งร.พ.ชลประทาน แม้แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ แต่เนื่องจากประสาทไขสันหลังขาด ทำให้ไพรวัลย์ ลูกเพชรเป็นอัมพาตครึ่งตัว แต่ยังนั่งรถเข็นบันทึกเสียงและตระเวนร้องเพลงบนเวทีต่อไป
ในขณะที่เจ็บป่วย เพื่อนฝูงในวงการไม่ทอดทิ้งต่างแวะเวียนไปให้กำลังใจอยู่เสมอ จนทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้น และในที่สุดก็กลับมาร้องเพลงบันทึกเสียงอีกครั้งในชุด “ผมไม่รู้” จากการประพันธ์ของชลธี ธารทอง และหลังจากเก็บตัวมา 3 ปี เขาตัดสินใจหวนกลับมาร้องเพลงหน้าเวทีอีกครั้งโดยการนั่งรถเข็น ประเดิมงานแรกที่ฟาร์มจระเข้ จ.สมุทรปราการ ซึ่งแฟน ๆ ต่างก็ให้กำลังใจอย่างอบอุ่น จนทำให้เขามีสภาพจิตใจที่เข็มแข็งกลับมาเป็นไพรวัลย์คนเดิม และร้องเพลงรับใช้พี่น้องแฟนเพลงต่อมาอีกหลายปี
เสียชีวิต
[แก้]เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2540 เวลาประมาณ 5 ทุ่มกว่า ๆ โชคร้ายกลับมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่เขานั่งอยู่บนรถเข็นข้างเวทีรอขึ้นร้องเพลง มีแฟนเพลงคนหนึ่งยื่นแก้วเหล้าให้ดื่ม เขาไม่กล้าขัดใจรับมาจิบไปนิดเดียวเพื่อเป็นมารยาท แต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เขาคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่ออยู่ ๆ เกิดอาการหน้ามืด ลิ้นชา คุณพรรณีรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์ระบุว่าเส้นโลหิตในสมองแตก ทำให้ชีวิตการร้องเพลงของ ไพรวัลย์ ลูกเพชร ต้องยุติลงตั้งแต่วันนั้น เขาอยู่พักรักษาตัวที่บ้านสลับกับเข้าโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง จนเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2540 ได้เข้ารักษาตัวและนอนโรงพยาบาลเนื่องจากแผลกดทับอักเสบ นานถึง 6 เดือน จึงกลับมาพักที่บ้านได้ และในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2545 เป็นวันที่เขาเข้าโรงพยาบาลเป็นครั้งสุดท้ายโดยไม่มีโอกาสได้กลับมาบ้านอีก เขาพักรักษาตัวอยู่ครั้งนี้เพียง 21 วัน พอถึงวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2545 เวลา 10.30 น. ไพรวัลย์ ลูกเพชร นักร้องขวัญใจของชาวไทยก็เสียชีวิตลงอย่างสงบ ด้วยโรคปอดบวม ที่โรงพยาบาลชลประทาน
ผลงานภาพยนตร์
[แก้]- ชาติลำชี (2512)
- มนต์รักลูกทุ่ง (2513)
- มนต์รักจากใจ (2514)
- แสนทนง (2515)
- ไอ้แดง (2516)
- เพลงรักบ้านนา (2520)
- ไอ้ขุนเพลง (2523)
- รักข้ามรั้ว (2525)
- หล่อลากดิน (2525)
- เสียงเพลงนักเลงโหด (2525)
- แผ่นดินเหล็ก (2526)
- อีแต๋น ไอเลิฟยู (2527)
ชีวิตส่วนตัว
[แก้]ไพรวัลย์ ลูกเพชร มีบุตรชายและบุตรสาวที่เกิดกับวิภารัตน์ เปรื่องสุวรรณภรรยาคนแรก 2 คน คือเลิศชาย ลูกเพชร (รับราชการทหารเรือ) และวิรัตน์ตา ลูกเพชร และมีบุตรชายที่เกิดกับนางพรรณี ภรรยาคนสุดท้าย 1 คน คือนายกฤติวุฒิ ลูกเพชร
รางวัลเกียรติยศ
[แก้]- วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในเพลง เบ้าหลอมดวงใจ ผลงานของ ไพบูลย์ บุตรขัน
- พ.ศ.2521 ได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำ ในเพลง ไอ้หนุ่มตังเก ผลงานของ ชลธี ธารทอง
- วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2532 ได้รับรางวัลพระราชทานเพลงดีเด่นจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงาน กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 1 จำนวน 2 เพลง คือเพลง มนต์รักลูกทุ่ง ผลงานของ ไพบูลย์ บุตรขัน และเพลง ไอ้หนุ่มตังเก ผลงานของ ชลธี ธารทอง
- วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 ได้รับรางวัลพระราชทานเพลงดีเด่นจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงาน กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 2 ในเพลง คำเตือนของพี่ ผลงานของ สุรพล สมบัติเจริญ
อ้างอิง
[แก้]- เจนภพ จบกระบวนวรรณ. เพลงลูกทุ่ง, TK Park Music Library ชุดดนตรีไทย. กรุงเทพ : สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, พ.ศ. 2550. 176 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 978-974-8218-83-0
- ฐานข้อมูลท้องถิ่น จ.เพชรบุรี[ลิงก์เสีย]