สต็อกโฮล์ม
สต็อกโฮล์ม | |
|---|---|
| สมญา: เอเกน (Eken), เวนิสแห่งยุโรปเหนือ, เวนิสแห่งสแกนดิเนเวีย[1] | |
| พิกัด: 59°19′46″N 18°4′7″E / 59.32944°N 18.06861°E | |
| ประเทศ | สวีเดน |
| จังหวัด | เซอร์เดมันลันด์ และ อุปป์ลันด์ |
| มณฑล | มณฑลสต็อกโฮล์ม |
| เทศบาล | |
| ปรากฏหลักฐานชื่อเมืองครั้งแรก | 1252 |
| ชาร์เตอร์ | ศตวรรษที่ 13 |
| การปกครอง | |
| • นายกเทศบาล | อันนา เคนิก ยารัลมือร์ (M) |
| พื้นที่ | |
| 188 ตร.กม. (73 ตร.ไมล์) | |
| • เขตเมือง | 381.63 ตร.กม. (147.35 ตร.ไมล์) |
| • รวมปริมณฑล | 6,519 ตร.กม. (2,517 ตร.ไมล์) |
| ความสูง | 28 เมตร (92 ฟุต) |
| ประชากร | |
| 975,551 คน | |
| • ความหนาแน่น | 5,200 คน/ตร.กม. (13,000 คน/ตร.ไมล์) |
| • เขตเมือง | 1,605,030 คน |
| • ความหนาแน่นเขตเมือง | 4,200 คน/ตร.กม. (11,000 คน/ตร.ไมล์) |
| • ปริมณฑล | 2,391,990 คน |
| • ความหนาแน่นรวมปริมณฑล | 370 คน/ตร.กม. (950 คน/ตร.ไมล์) |
| เดมะนิม | Stockholmer |
| เขตเวลา | UTC+1 (CET) |
| • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) | UTC+2 (CEST) |
| รหัสไปรษณีย์ | 100 00-199 99 |
| รหัสพื้นที่ | +46-8 |
| GDP(Nominal)[7] | US$170 billion |
| GDP(Nominal) ต่อหัว | US$75,000 |
| เว็บไซต์ | www |
สต็อกโฮล์ม[8] หรือ สตอกโฮล์ม[9] (สวีเดน: Stockholm)[a][10] เป็นเมืองหลวงของประเทศสวีเดน และเป็นพื้นที่เขตนครที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศและในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย ด้วยประชากรหนึ่งล้านคนอาศัยในเขตเทศบาล[11], 1.6 ล้านคนในเขตเมือง,[5] และ 2.5 ล้านคนในเขตนคร[11] สต็อกโฮล์มมีพื้นที่กินเกาะจำนวนสิบสี่ที่ซึ่งมีทะเลสาบมะลาเรนไหลลงทะเลบอลติก และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสต็อกโฮล์ม พื้นที่ของสต็อกโฮล์มปรากฏหลักฐานว่ามีการตั้งรกรากมาตั้งแต่ยุคหิน ราวหกพันปีก่อนคริสตกาล และจัดตั้งขึ้นมาในฐานะเมืองเมื่อปี 1252 โดยบีรเยร์ ยาร์ล
สต็อกโฮล์มเป็นเมืองหลวงของมณฑลสต็อกโฮล์ม และเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม สื่อ การเมือง และเศรษฐกิจของสวีเดน สต็อกโฮล์มได้รับการจัดอันดับเป็นมหานครโลกระดับอัลฟา[12] รวมถึงเป็นนครที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย รวมถึงเป็นศูนย์กลางของสำนักงานใหญ่บริษัทใหญ่ ๆ ในภูมิภาคนอร์ดิก[13] สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยระดับต้น ๆ ของโลกที่ตั้งอยู่ในสต็อกโฮล์ม เช่น สถาบันเศรษฐศาสตร์สต็อกโฮล์ม, สถาบันคาโรลินสกา, ราชวิทยาลัยเทคโนโลยีเคทีเอช และ มหาวิทยาลัยลุนด์[14][15] นอกจากนี้สต็อกโฮล์มยังเป็นเมืองเจ้าภาพการจัดพิธีมอบรางวัลโนเบลที่โถงคอนเสิร์ตสต็อกโฮล์ม และ ศาลาว่าการเมืองสต็อกโฮล์ม หนึ่งในบรรดาพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของสต็อกโฮล์มคือพิพิธภัณฑ์วาซา ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ใช่หอศิลป์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย[16][17] รถไฟใต้ดินสต็อกโฮล์ม ซึ่งเปิดทำการในปี 1950 เป็นที่รู้จักทั่วโลกจากการตกแต่งภายในสถานีทุกสถานี จนได้รับการขนานนามให้เป็นหอศิลป์ที่ยาวที่สุดในโลก[18][19][20] เมืองนี้เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน 1912 และยังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอื่น ๆ อีกหลายครั้ง
สต็อกโฮล์มยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย และเป็นที่ตั้งของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งของสวีเดน นอกจากนี้ สำนักงานใหญ่ของธนาคารขนาดใหญ่จำนวนมากของสวีเดนก็อยู่ในสต็อกโฮล์ม เมืองนี้ยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญของยุโรป บางครั้งก็ถูกเรียกว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของยุโรป ภูมิภาคสต็อกโฮล์มมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (จีดีพี) 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ[21] และมีมูลค่าสูงกว่าหนึ่งในสามของจีดีพีของประเทศ[22] และเป็นหนึ่งในสิบภูมิภาคที่มีจีดีพีต่อหัวสูงสุดในทวีปยุโรป[23] และมีอัตราจีดีพีสูงที่สุดในบรรดาเขตปกครองทั้งหมดของสวีเดน
สต็อกโฮล์มเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของรัฐบาลสวีเดนและกระทรวงทบวงต่าง ๆ ของประเทศ[24] รวมถึงศาลสูงสุดในระบบยุติธรรม[25][26] และที่ประทับอย่างเป็นทางการของสถาบันพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรี ที่ทำการรัฐบาลสวีเดนตั้งอยู่ในอาคารโรเซินบาด ส่วนริคสดาก (สภา) ตั้งอยู่ในอาคารรัฐสภา และที่อยู่ทางการของนายกรัฐมนตรีตั้งอยู่ตรงข้ามกันที่บ้านซาเกร์[27][28][29] ที่ประทับทางการและสถานที่ทรงงานหลักของพระราชวงศ์สวีเดนคือพระราชวังสต็อกโฮล์ม ในขณะที่พระราชวังโดรตท์นิงโฮล์มซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกและตั้งอยู่ชานเมืองสต็อกโฮล์ม เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของพระบรมวงศานุวงศ์[30][31] สต็อกโฮล์มเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่สะอาดที่สุดในโลก ได้รับรางวัลเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรปประจำปี 2010 จากคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นเมืองแรกของยุโรป
ประวัติศาสตร์
[แก้]หลักฐานการปรากฏชื่อเมืองสต็อกโฮล์ม “Stockholm” ในเอกสารลายลักษณ์อักษรครั้งแรกมีขึ้นใน ค.ศ. 1252 ซึ่งเป็นช่วงที่เหมืองแร่ในเขตเบิร์กสลาเกน มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเหล็ก ชื่อ “Stockholm” ประกอบด้วยคำสองส่วน โดยคำว่า stock ในภาษาสวีเดนหมายถึง “ท่อนไม้” แต่อาจเชื่อมโยงกับคำในภาษาเยอรมันเก่าที่หมายถึง “ป้อมปราการ” ส่วนคำว่า holm หมายถึง “เกาะเล็ก” ซึ่งเชื่อกันว่าอ้างถึงเกาะเฮลเกอันด์สโฮลเมนใจกลางเมือง อีกหนึ่งสมมติฐานเสนอว่าชื่อนี้อาจเกี่ยวข้องกับแนวไม้ป้องกันตามบันทึกในพงศาวดารของเอริก เมืองนี้เชื่อกันว่าถูกก่อตั้งโดยบีรเยร์ ยาร์ล เพื่อป้องกันการรุกรานทางทะเลจากชนเผ่าคาเรเลียน ภายหลังการปล้นสะดมเมืองซิกทือนา บริเวณทะเลสาบ Mälaren ใน ค.ศ. 1187[32]
ศูนย์กลางดั้งเดิมของสต็อกโฮล์มซึ่งปัจจุบันคือย่านเมืองเก่า (กัมลา สตาน) ได้รับการพัฒนาบนเกาะหลักใกล้เฮลเกอันด์สโฮลเมนตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา เมืองแห่งนี้เริ่มมีบทบาทโดดเด่นจากการเป็นศูนย์กลางการค้าในทะเลบอลติกภายใต้เครือข่ายของสันนิบาตฮันเซอ ทำให้สต็อกโฮล์มมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิดกับเมืองสำคัญต่าง ๆ เช่น ลือเบ็ค, ฮัมบวร์ค, กดัญสก์, วีสบี, ทาลลินน์, รีกา ในช่วงเวลานั้น[33] เอกสารเก่าแก่ที่สุดของสตอกโฮล์มที่ยังคงหลงเหลืออยู่ คือ “หนังสือพระราชทานสิทธิพิเศษ” ซึ่งออกโดยสภาที่ปรึกษาแห่งราชอาณาจักรสวีเดน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1436 เพื่อเป็นการตอบแทนความจงรักภักดีและการรับใช้แผ่นดินของเมือง เอกสารฉบับนี้มอบสิทธิและเสรีภาพสำคัญแก่สตอกโฮล์ม พร้อมยืนยันสถานะของเมืองในฐานะศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจของสวีเดน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นเมืองหลวงโดยพฤตินัย[34]
ด้วยความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ สต็อกโฮล์มจึงมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองแห่งสหภาพคาลมาร์ และขบวนการต่อต้านสหภาพแห่งสวีเดนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงต้นศตวรรษที่ 16 ใน ค.ศ. 1520 พระเจ้าคริสเตียนที่ 2 แห่งเดนมาร์กสามารถเข้ายึดเมืองได้ และในวันที่ 8 พฤศจิกายนของปีเดียวกัน ได้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่รู้จักกันในชื่อ “Stockholm Bloodbath” หรือการนองเลือดที่สต็อกโฮล์ม ซึ่งกลายเป็นชนวนให้เกิดการลุกฮือและนำไปสู่การล่มสลายของสหภาพคาลมาร์ รวมถึงการฟื้นคืนเอกราชของสวีเดนในที่สุด ภายหลังการขึ้นครองอำนาจของพระเจ้ากุสตาฟที่ 1 แห่งสวีเดนในปี 1523 และการสถาปนาอำนาจกษัตริย์อย่างมั่นคง ประชากรของสต็อกโฮล์มเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีประชากรราว 10,000 คนภายในปี 1600[35]
ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 สวีเดนก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจของยุโรป ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านการพัฒนาของกรุงสต็อกโฮล์มระหว่าง ค.ศ. 1610 ถึง 1680 ประชากรของเมืองเพิ่มขึ้นถึงหกเท่า และในปี 1634 สต็อกโฮล์มได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการของจักรวรรดิสวีเดน ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีการกำหนดกฎระเบียบทางการค้าที่มอบสถานะผูกขาดสำคัญแก่สต็อกโฮล์มในการเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างพ่อค้าต่างชาติ กับดินแดนอื่น ๆ ของสวีเดน ทะเลบอลติก และสแกนดิเนเวีย ต่อมาในปี 1697 ปราสาทเทร โครนอร์ (Tre Kronor - แปลว่า สามมงกุฎ) ได้ถูกทำลายจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ และในภายหลังได้มีการสร้างพระราชวังสต็อกโฮล์มขึ้นแทน ยุคจักรวรรดินี้ยังเป็นช่วงเวลาที่เมืองได้รับการปรับปรุงทางสถาปัตยกรรมอย่างกว้างขวาง การก่อตัวของจักรวรรดิสวีเดนยังนำมาซึ่งความรุ่งเรืองด้านศิลปะและวิทยาการ โดยสมเด็จพระราชินีนาถคริสตีนาแห่งสวีเดน ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์สำคัญของวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม นักปรัชญาชื่อก้องยุโรปอย่าง เรอเน เดการ์ต ได้สิ้นชีวิตลงที่สต็อกโฮล์ม หลังจากพำนักอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระราชินีเป็นเวลาหลายปี ในยุคเดียวกัน นักประดิษฐ์อย่างคริสโตเฟอร์ โพลเฮม ได้ย้ายเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในเมือง ขณะที่นักวิชาการจำนวนมากรวมถึงโอเลาส์ รุดเบค อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยอุปซอลา ต่างใช้เวลาอยู่ในสต็อกโฮล์มอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางปัญญาที่สำคัญ
ตลอดประวัติศาสตร์ของสวีเดน ได้มีการสร้างกำแพงเมืองในสต็อกโฮล์มเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู โดยมีการปรับปรุงต่อเนื่องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 16 อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1625 ได้เกิดเหตุการณ์ “เพลิงไหม้ครั้งใหญ่” ซึ่งเผาผลาญพื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะสตาดส์ฮอล์เมนใจกลางเมืองอย่างรุนแรง ความเสียหายครั้งใหญ่ครั้งนี้นำไปสู่การเริ่มรื้อถอนกำแพงเมืองในเวลาต่อมา ปัจจุบันกำแพงเมืองรุ่นหลังส่วนใหญ่ไม่หลงเหลือให้เห็นเหนือพื้นดินแล้ว เหลือเพียงบางส่วนทางตอนเหนือที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ในพิพิธภัณฑ์สต็อกโฮล์มยุคกลาง ต่อมาในปี 1710 โรคระบาดได้คร่าชีวิตประชากรราว 20,000 คน หรือประมาณ 36%[36] ของประชากรทั้งหมดของเมือง หลังจากสิ้นสุดมหาสงครามเหนือ สต็อกโฮล์มเข้าสู่ช่วงชะงักงัน การเติบโตของประชากรหยุดลงและเศรษฐกิจชะลอตัว เมืองต้องเผชิญกับความสูญเสียสถานะของการเป็นศูนย์กลางของมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม สต็อกโฮล์มยังคงรักษาบทบาทในฐานะศูนย์กลางทางการเมืองของสวีเดน และยังคงพัฒนาในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศต่อไป

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของยุคเรืองปัญญา สต็อกโฮล์มกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ภายใต้การปกครองของ พระเจ้ากุสตาฟที่ 3 แห่งสวีเดน พระมหากษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถและเปี่ยมพลัง พระองค์ทรงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ช่วยฟื้นฟูประเทศ และแม้สงครามกับรัสเซียจะประสบความสำเร็จเพียงบางส่วน แต่ก็ช่วยกอบกู้ภาพลักษณ์ของสวีเดนในเวทีนานาชาติ พระองค์ยังทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะอย่างแรงกล้า ทำให้นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมหลั่งไหลเข้าสู่สตอกโฮล์มอย่างไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่สมัยของพระราชินีคริสตีนา
ในช่วงเวลาดังกล่าว บุคคลสำคัญอย่าง คอล ไมเคิล เบลแมน และ โจเซฟ มาร์ติน เคราส์ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาดนตรีของกรุงเมืองซึ่งกระบวนการนี้ยิ่งเร่งตัวขึ้นจากการก่อตั้ง Royal Swedish Opera ขณะเดียวกัน ศิลปินและนักเขียนจำนวนมากได้ก้าวขึ้นมามีชื่อเสียง โดยได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์และผู้อุปถัมภ์ทางวัฒนธรรม เช่น คอล กุสตาฟ เทสซิน บุคคลสำคัญเหล่านี้ได้วางรากฐานให้แก่ นัตควูนอลมือเซยึมของสวีเดนในเวลาต่อมา[37] ในด้านวิทยาศาสตร์ก็เจริญก้าวหน้าอย่างโดดเด่น บุคคลสำคัญระดับโลกอย่าง คอล ฟ็อน ลินเนีย และ อันเดิช เซ็ลซิอุส ต่างเคยใช้ชีวิตและทำงานในสตอกโฮล์ม อีกทั้งยังมีการก่อตั้งสถาบันวิจัยสำคัญ เช่น หอดูดาวสตอกโฮล์มซึ่งช่วยส่งเสริมบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางทางวิทยาการ

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งสต็อกโฮล์มและสวีเดนโดยรวมเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ เมืองได้ฟื้นคืนบทบาททางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้ง การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และเปลี่ยนสต็อกโฮล์มให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การบริการ และเป็นประตูสำคัญของประเทศประชากรของเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุหลักจากการอพยพของผู้คนจากชนบทที่ยากจนเข้าสู่เมือง ภายในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีประชากรน้อยกว่าร้อยละ 40 เท่านั้นที่เกิดในสต็อกโฮล์ม การขยายตัวของชุมชนจึงเริ่มลุกลามออกไปนอกเขตเมืองเก่าอย่างชัดเจน ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยังเป็นช่วงเวลาของการก่อตั้งสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง เช่น สถาบันกาโรลินสกา และ ราชวิทยาลัยเทคโนโลยีเคทีเอช (KTH) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และในปี 1897 ได้มีการจัดงาน นิทรรศการศิลปะและอุตสาหกรรมทั่วไปของสตอกโฮล์ม 1897 ซึ่งดึงดูดความสนใจจากนานาชาติและสะท้อนถึงความก้าวหน้าของเมืองอย่างเด่นชัด

นับตั้งแต่ปี 1887 ถึง 1953 หอคอยโทรศัพท์สต็อกโฮล์ม เคยเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง เดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อสายโทรศัพท์ ก่อนจะหมดความจำเป็นเมื่อระบบสายถูกฝังใต้ดิน และในเวลาต่อมาได้ถูกนำไปใช้เพื่อการโฆษณาก่อนจะถูกรื้อถอนในศตวรรษที่ 20 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดการก่อตั้งการมอบรางวัลโนเบล และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของสต็อกโฮล์มในเวทีนานาชาติ[38] สต็อกโฮล์มกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยและมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 อาคารเก่าแก่หลายแห่งถูกรื้อถอนในช่วงยุคสมัยใหม่ รวมถึงส่วนสำคัญของย่านประวัติศาสตร์คลารา (ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมาก) และถูกแทนที่ด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม ในหลายส่วนของสต็อกโฮล์ม (เช่น กัมลา สตาน, โซเดอร์มาล์ม, เอิสเตอร์มัลม์ คุงส์โฮล์ม และวาซา สตาน) อาคาร บล็อก และถนนเก่าแก่หลายแห่งที่สร้างขึ้นก่อนยุคสมัยใหม่และสถาปัตยกรรมฟังก์ชั่นนัลลิสม์ยังคงรอดพ้นจากยุคการรื้อถอนนี้ ตลอดศตวรรษ อุตสาหกรรมหลายแห่งได้เปลี่ยนจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทคและบริการมากขึ้นซึ่งยังคงมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจของเมืองจนปัจจุบัน[39]
ในปี 2020 เพียงปีเดียว ประชากรของสต็อกโฮล์มเพิ่มขึ้น 1,477 คนอันเป็นผลมาจากการเติบโตของประชากรจำนวนมหาศาลนี้ จึงมีข้อเสนอให้สร้างอาคารสูงระฟ้าที่หนาแน่นในใจกลางเมืองซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินยกระดับ แม้ว่าข้อเสนอนี้จะถูกคัดค้านจากหลายกลุ่มก็ตาม
ภูมิศาสตร์
[แก้]ที่ตั้ง
[แก้]สต็อกโฮล์มตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกของสวีเดนที่ละติจูด 59 องศาเหนือซึ่งเป็นจุดที่ทะเลสาบแมลาเริน ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสามของสวีเดนไหลลงสู่ทะเลบอลติก ส่วนกลางของเมืองประกอบด้วยเกาะ 14 เกาะที่ต่อเนื่องกับหมู่เกาะสต็อกโฮล์ม ศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของเมืองตั้งอยู่บนผืนน้ำในอ่าวริดดาร์ฟยาร์เดน พื้นที่กว่า 30% ของเมืองประกอบด้วยทางน้ำ และอีก 30% ประกอบด้วยสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว เมืองนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของที่ราบลุ่มตอนกลางของสวีเดนและอยู่ใกล้กับภูมิภาคเบิร์กสลาเกน ซึ่งที่ตั้งของเมืองสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการค้าของสวีเดนในยุคแรกเริ่มที่มุ่งไปยังภูมิภาคบอลติก[40]
สต็อกโฮล์มอยู่ในเขตชีวภาพป่าผลัดใบเขตอบอุ่น ซึ่งหมายความว่าสภาพภูมิอากาศคล้ายคลึงกับพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของสหรัฐอเมริกาและรัฐโนวาสโกเชียในแคนาดา อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 7.9 องศาเซลเซียส (46 องศาฟาเรนไฮต์) และปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยอยู่ที่ 531 มิลลิเมตร (21 นิ้ว) ต่อปี
สภาพอากาศ
[แก้]กรุงสต็อกโฮล์มมีลักษณะภูมิอากาศแบบชื้นภาคพื้นทวีป ตามเส้นอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส (Köppen: Dfb) และอยู่ในช่วงรอยต่อของภูมิอากาศแบบมหาสมุทร (Cfb) ตามเส้นอุณหภูมิ −3 องศาเซลเซียส แม้ฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวเย็น แต่โดยเฉลี่ยแล้ว อุณหภูมิยังคงอยู่เหนือจุดเยือกแข็งในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี ขณะที่ฤดูร้อนมีอากาศอบอุ่นน่าอยู่ และมีฝนตกกระจายตลอดทั้งปี ด้วยตำแหน่งที่ตั้งในละติจูดสูงทางตอนเหนือของโลก ความยาวของเวลากลางวันจึงแปรผันอย่างมาก ตั้งแต่ยาวนานกว่า 18 ชั่วโมงในช่วงกลางฤดูร้อนไปจนถึงเพียงราว 6 ชั่วโมงในปลายเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม ท้องฟ้ายามค่ำคืนจะไม่มืดสนิทแม้ในวันที่มีเมฆปกคลุม
แม้จะตั้งอยู่ในละติจูดสูง สต็อกโฮล์มกลับมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างอ่อนโยนเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในระดับละติจูดเดียวกันหรือแม้แต่พื้นที่ที่อยู่ทางใต้กว่า โดยมีชั่วโมงแสงแดดเฉลี่ยประมาณ 1,900 ชั่วโมงต่อปี นับเป็นหนึ่งในเมืองที่มีแสงแดดมากที่สุดในยุโรปเหนือ และยังได้รับแสงแดดมากกว่าเมืองสำคัญอย่างปารีสและลอนดอนอีกด้วย ปรากฏการณ์เกาะความร้อน ร่วมกับลมที่พัดผ่านพื้นดินมากกว่าทะเลในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้สต็อกโฮล์มมีอุณหภูมิในเดือนกรกฎาคมสูงที่สุดในบรรดาเมืองหลวงของกลุ่มประเทศนอร์ดิก โดยในแต่ละปี เมืองนี้จะมีหิมะปกคลุมเฉลี่ยประมาณ 75–100 วัน แม้จะมีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่นเมื่อเทียบกับละติจูดเดียวกัน แต่สตอกโฮล์มกลับตั้งอยู่ทางเหนือกว่าพื้นที่บางส่วนของประเทศแคนาดาที่อยู่เหนือเส้นเขตป่าไม้ของอาร์กติก
ในฤดูร้อน อุณหภูมิสูงสุดในเวลากลางวันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20–25 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดในเวลากลางคืนอยู่ราว 13 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ในบางวันอุณหภูมิอาจสูงถึง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งโดยเฉลี่ยจะเกิดขึ้นประมาณ 1–2 วันต่อปี อุณหภูมิระหว่าง 25–30 องศาเซลเซียสพบได้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ส่วนคืนฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียสนั้นพบได้ไม่บ่อยนัก โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 17–18 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวมักมีสภาพอากาศครึ้มฟ้า และมีปริมาณฝนหรือหิมะตกมากที่สุดในเดือนธันวาคมและมกราคม อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวอยู่ระหว่าง −3 ถึง −1 องศาเซลเซียส และบางครั้งอาจลดต่ำกว่า −20 องศาเซลเซียสในพื้นที่ชานเมือง ส่วนฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมีอากาศเย็นถึงอบอุ่นเล็กน้อย
ข้อมูลสภาพอากาศในช่วง ค.ศ. 1991–2020 แสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของสต็อกโฮล์มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปี 1961–1990 โดยมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 1 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี และมีการเพิ่มขึ้นชัดเจนที่สุดในฤดูหนาว โดยเฉพาะเดือนมกราคมที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกได้คือ 36 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1811 ขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ −32 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1814 และนับตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา อุณหภูมิไม่เคยลดต่ำกว่า −25.1 องศาเซลเซียสอีกเลย เดือนที่ร้อนที่สุดที่เคยบันทึกไว้คือเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2018 โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 22.5 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของทั้งประเทศ ในด้านปริมาณน้ำฝน สต็อกโฮล์มมีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 546 มิลลิเมตร โดยมีวันฝนตกประมาณ 170 วันต่อปี ฝนมักตกในระดับเบาถึงปานกลาง และมีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งปี โดยช่วงครึ่งหลังของปีจะมีปริมาณฝนมากกว่าครึ่งแรกถึงราว 50% หิมะมักตกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม และบางครั้งอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงเดือนเมษายน
การปกครอง
[แก้]สภาเทศบาลกรุงสต็อกโฮล์ม (ภาษาสวีเดน: Stockholms kommunfullmäktige) เป็นองค์กรนิติบัญญัติในระดับท้องถิ่น ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 101 คน ซึ่งได้รับการเลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป โดยจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาสวีเดน (Riksdag) และสภามณฑล สภาเทศบาลจะประชุมเดือนละสองครั้ง ณ อาคารศาลาว่าการเมืองสต็อกโฮล์ม โดยการประชุมเปิดให้สาธารณชนสามารถเข้ารับฟังได้ เรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาของสภามักผ่านการร่างและอภิปรายจากคณะกรรมการและคณะทำงานต่าง ๆ มาก่อนแล้ว เมื่อมีมติออกมา การดำเนินการในทางปฏิบัติจะถูกส่งต่อให้หน่วยงานบริหารของเมืองและบริษัทในสังกัดเป็นผู้รับผิดชอบ
โครงสร้างฝ่ายบริหาร
[แก้]ฝ่ายบริหารของเมืองประกอบด้วยนายกเทศมนตรี (Mayor) และรองนายกเทศมนตรีจำนวน 8 คนจากฝ่ายเสียงข้างมาก โดยนายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรีแต่ละคนจะรับผิดชอบดูแลหน่วยงานเฉพาะด้าน เช่น การวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านมีรองนายกเทศมนตรีจำนวน 4 คน แต่ไม่มีอำนาจในเชิงบริหารโดยตรง นายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรีทั้งหมดรวมกันเป็น “คณะนายกเทศมนตรี” (Council of Mayors) ซึ่งมีหน้าที่เตรียมวาระเพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริหารเมืองพิจารณา โดยนายกเทศมนตรีมีบทบาทสำคัญในฐานะประธานทั้งคณะนายกเทศมนตรีและคณะกรรมการบริหารเมือง
คณะกรรมการบริหารเมือง
คณะกรรมการบริหารเมือง (ภาษาสวีเดน: Kommunstyrelsen) ได้รับการเลือกตั้งจากสภาเทศบาล และมีบทบาทเสมือน “คณะรัฐมนตรี” ของเมือง มีหน้าที่ให้ความเห็นต่อทุกประเด็นที่สภาจะตัดสินใจ รวมถึงรับผิดชอบโดยรวมต่อการติดตามผล การประเมิน และการดำเนินนโยบายให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารเมืองยังดูแลด้านการบริหารการเงินและการวางแผนพัฒนาในระยะยาว โดยมีสมาชิกทั้งหมด 13 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากทั้งฝ่ายเสียงข้างมากและฝ่ายค้าน ทั้งนี้ การประชุมของคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าร่วม
รัฐบาลแห่งชาติ
รัฐบาลแห่งชาติซึ่งประกอบด้วยฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการระดับสูงล้วนมีฐานที่ตั้งอยู่ในกรุงสต็อกโฮล์ม รัฐสภาสวีเดน ตั้งอยู่ ณ อาคารรัฐสภาในขณะที่ที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์คือพระราชวังสต็อกโฮล์ม และที่ประทับส่วนพระองค์คือพระราชวังดร็อตนิงฮ็อล์มซึ่งตั้งอยู่ในเขต Ekerö ใกล้เคียง ส่วนที่พำนักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีคือ Sager House และหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ของสวีเดนก็ตั้งอยู่ในกรุงสต็อกโฮล์มหรือในเมืองใกล้เคียงอย่างซวลนา[41]
เศรษฐกิจ
[แก้]

ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ สต็อกโฮล์มนับเป็นศูนย์กลางที่ทรงอิทธิพลด้านการค้า การเงิน และเทคโนโลยีของยุโรปเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคสแกนดิเนเวีย ภูมิภาคสต็อกโฮล์มยังเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) และรายได้ต่อหัวสูงที่สุดของประเทศ และติดอันดับหนึ่งในสิบภูมิภาคที่มั่งคั่งที่สุดของสหภาพยุโรปเมื่อพิจารณาจากรายได้ต่อหัว
บริษัทชั้นนำของสวีเดนจำนวนมากตั้งสำนักงานใหญ่ในกรุงสต็อกโฮล์ม โดยได้รับแรงดึงดูดจากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ แรงงานที่มีทักษะสูง และระบบการเงินที่แข็งแกร่ง บริษัทเหล่านี้รวมถึงองค์กรชั้นนำของภูมิภาคนอร์ดิก เช่น อีริคสัน หนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของโลก และ แอตลาส คอปโก หนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในเมืองนี้ ได้แก่ อีเลคโทรลักซ์, เอชแอนด์เอ็ม และ Securitas AB ขณะที่บริษัทลงทุนขนาดใหญ่ของยุโรป เช่น Investor AB และ Nordstjernan ก็มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสตอกโฮล์ม เช่นเดียวกับ EQT AB
สต็อกโฮล์มยังถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของยุโรป โดยศูนย์กลางหลักตั้งอยู่ที่เขตชิสตาทางตอนเหนือของเมืองซึ่งเป็นคลัสเตอร์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เมืองแห่งนี้มีจำนวนบริษัท “ยูนิคอร์น” (สตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์) ต่อประชากรสูงเป็นอันดับสองของโลก รองจาก Silicon Valley อีกทั้งยังมีอัตราการก่อตั้งสตาร์ทอัพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป บริษัทเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงซึ่งก่อตั้งในสต็อกโฮล์ม ได้แก่ โมแจงสตูดิโอส์, สปอติฟาย และ คลาร์นาซึ่งล้วนเคยหรือยังคงเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก[42] ธนาคารชั้นนำของสวีเดนส่วนใหญ่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสตอกโฮล์ม เช่น SEB Group, Handelsbanken และ Swedbank ขณะที่ Nordea เคยมีสำนักงานใหญ่ในเมืองนี้ ก่อนจะย้ายไปยังเฮลซิงกิในปี 2018 ด้วยเหตุผลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสหภาพยุโรป
ตลาดหลักทรัพย์สต็อกโฮล์มซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1863 ถือเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มนอร์ดิกเมื่อวัดจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และเป็นแหล่งจดทะเบียนของบริษัทข้ามชาติสัญชาติสวีเดนจำนวนมาก การค้าถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสต็อกโฮล์ม เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเพื่อชดเชยขนาดตลาดภายในประเทศที่ค่อนข้างเล็ก เมืองนี้ยังเป็นหนึ่งในท่าเรือสำคัญของทะเลบอลติก โดยเฉพาะในด้านเรือสำราญและเรือยอชต์ เศรษฐกิจของสต็อกโฮล์มส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการที่มุ่งเน้นการส่งออก โดยมีตลาดหลักอยู่ในประเทศยุโรปขนาดใหญ่ใกล้เคียง เช่น โปแลนด์และเยอรมนี[43] ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง[44]
การศึกษา
[แก้]
การวิจัยและการศึกษาระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์เริ่มต้นในสต็อกโฮล์มในศตวรรษที่ 18 โดยเริ่มจากการศึกษาด้านการแพทย์และสถาบันวิจัยต่างๆ เช่น หอดูดาวสตอกโฮล์ม การศึกษาทางการแพทย์ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี 1811 ในชื่อ สถาบันคาโรลินสกา (Karolinska Institutet) ราชวิทยาลัยเทคโนโลยีเคทีเอช (KTH Royal Institute of Technology หรือ Kungliga Tekniska högskolan) ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1827 และเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย โดยมีนักศึกษา 13,000 คน เป็นสถาบันโพลิเทคนิคชั้นนำของสวีเดน และเป็นผู้นำโครงการวิจัยของรัฐบาลหลายโครงการในศตวรรษที่ 20
มหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์ม ก่อตั้งขึ้นในปี 1878 และได้รับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในปี 1960 ปัจจุบันมีนักศึกษา 52,000 คนใน ค.ศ. 2008 นอกจากนี้ยังรวมถึงสถาบันทางประวัติศาสตร์ เช่น หอดูดาว พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งสวีเดน และสวนพฤกษศาสตร์ Bergianska trädgården ด้วย ส่วนโรงเรียนเศรษฐศาสตร์แห่งสต็อกโฮล์มซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1909 เป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่กี่แห่งในสวีเดน และโดยทั่วไปถือว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
ในด้านศิลปะหรือวิจิตรศิลป์ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน เนื่องจากชาวสวีเดนให้ความสำคัญกับศิลปะเช่นเดียวกับประเทศนอร์ดิก สถาบันอย่าง วิทยาลัยดนตรีสต็อกโฮล์ม ซึ่งมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่โรงเรียนดนตรีที่ก่อตั้งขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของราชบัณฑิตยสถานดนตรีแห่งสวีเดนในปี 1771 วิทยาลัยวิจิตรศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยหลวง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาคล้ายคลึงกับราชบัณฑิตยสถานศิลปะแห่งสวีเดนและก่อตั้งขึ้นในปี 1735 และสถาบันการแสดงและละครใบ้แห่งชาติสวีเดน ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากโรงเรียนโรงละครหลวง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีนักแสดงชื่อดังอย่างเกรียตา การ์บูเคยศึกษาอยู่ โรงเรียนอื่น ๆ ได้แก่ โรงเรียนออกแบบ Konstfack ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1844 วิทยาลัยโอเปร่า (ก่อตั้งในปี 1968 แต่มีรากฐานที่เก่าแก่กว่า) วิทยาลัยนาฏศิลป์แห่งมหาวิทยาลัย และ วิทยาลัยการศึกษาดนตรีแห่งชาติ
ความท้าทายที่สำคัญสุดที่นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสต็อกโฮล์มร้องเรียนคือ การขาดแคลนที่พักสำหรับนักศึกษา รวมถึงความยากลำบากในการหาที่พักอื่น และค่าเช่าที่สูง[45]
สิ่งแวดล้อม
[แก้]
สต็อกโฮล์มเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่สะอาดที่สุดในโลก เมืองนี้ได้รับรางวัลเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรปประจำปี 2010 จากคณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งนับเป็น "เมืองหลวงสีเขียว" แห่งแรกของยุโรป[46] โดยเมืองที่ยื่นสมัครได้รับการประเมินในหลายด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขนส่งในท้องถิ่น พื้นที่สีเขียวสาธารณะ คุณภาพอากาศ เสียงรบกวน ขยะ การใช้น้ำ การบำบัดน้ำเสีย การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการสิ่งแวดล้อม[47] จากเมืองที่เข้าร่วมทั้งหมด 35 เมือง มีการคัดเลือกเมืองที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 8 เมือง ได้แก่ สต็อกโฮล์ม อัมสเตอร์ดัม, บริสตอล, โคเปนเฮเกน, ไฟรบวร์ค, ฮัมบวร์ค, มึนส์เทอร์ และออสโล[48]
เหตุผลบางประการที่ทำให้สต็อกโฮล์มได้รับรางวัลเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรปประจำปี 2010 ได้แก่ ระบบบริหารจัดการแบบบูรณาการ ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าด้านสิ่งแวดล้อมจะถูกนำมาพิจารณาในการจัดทำงบประมาณ, การวางแผนการดำเนินงาน, การรายงาน และการติดตามตรวจสอบ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 25% ภายในสิบปี และการตัดสินใจที่จะเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2050 สต็อกโฮล์มแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน โครงการด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองนี้เป็นโครงการที่ห้าแล้ว นับตั้งแต่มีการจัดตั้งโครงการแรกขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1970[49] ในปี 2011 สต็อกโฮล์มได้ส่งมอบตำแหน่งเมืองหลวงสีเขียวแห่งยุโรปให้แก่ฮัมบวร์ค ประเทศเยอรมนี
ในช่วงต้นปี 2010 สต็อกโฮล์มได้เปิดตัวโครงการ Professional Study Visits[50] เพื่อแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านสิ่งแวดล้อมของเมือง โครงการนี้เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้เรียนรู้วิธีการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เช่น การจัดการขยะ การวางผังเมือง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และระบบขนส่งที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
จากข้อมูลของ European Cities Monitor 2010 สต็อกโฮล์มเป็นเมืองที่ดีที่สุดในแง่ของการปลอดมลพิษ สต็อกโฮล์มล้อมรอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ 219 แห่ง และมีพื้นที่สีเขียวประมาณ 1,000 แห่ง ซึ่งคิดเป็น 30% ของพื้นที่เมือง[51] อุทยานแห่งชาติ Royal National City Park ก่อตั้งขึ้นในปี 1995 เป็น "อุทยานเมืองแห่งชาติ" แห่งแรกของโลกที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย[52] น้ำในสต็อกโฮล์มสะอาดมากจนผู้คนสามารถดำน้ำและตกปลาในใจกลางเมืองได้ และเป็นแหล่งวางไข่ของปลาหลายชนิดรวมถึงปลาเทราต์และปลาแซลมอน แม้ว่าจำเป็นต้องมีการแทรกแซงจากมนุษย์เพื่อรักษาระดับประชากร[53] ในส่วนของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป้าหมายของรัฐบาลคือจะปลอดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2050
ดูเพิ่ม
[แก้]- โฮลเมียม – ธาตุเคมีซึ่งตั้งชื่อตามสต็อกโฮล์ม
- รายชื่อบุคคลจากสต็อกโฮล์ม
- ภาพรวมสต็อกโฮล์ม
- ท่าเรือในทะเลบอลติก
- กลุ่มอาการสต็อกโฮล์ม
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "20 Famous Cities You Can Visit Without Breaking The Bank – TripAdvisor Vacation Rentals". TripAdvisor Vacation Rentals. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-02-05. สืบค้นเมื่อ 10 February 2016.
- ↑ "Localities 2010, area, population and density in localities 2005 and 2010 and change in area and population". Statistics Sweden. 29 พฤษภาคม 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 มกราคม 2013.
- ↑ "Folkmängd i riket, län och kommuner. Totalt". SCB. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 สิงหาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 2 กรกฎาคม 2016.
- ↑ "Stockholm". Nationalencyklopedin (ภาษาสวีเดน). สืบค้นเมื่อ 30 January 2014.
- 1 2 "Folkmängd per tätort och småort 2010, per kommun" (XLS) (ภาษาสวีเดน). Statistics Sweden. 20 June 2013. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014.
- ↑ "Folkmängd och landareal i tätorter, per tätort. Vart femte år 1960 - 2019". Statistikdatabasen.
- ↑ http://ec.europa.eu/eurostat/documents/2995521/8700651/1-28022018-BP-EN/15f5fd90-ce8b-4927-9a3b-07dc255dc42a
- ↑ ประกาศสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เรื่อง กำหนดชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครอง และเมืองหลวง. ลงวันที่ 14 มีนาคม 2561.
- ↑ "ประกาศสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เรื่อง กำหนดชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครอง และเมืองหลวง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 139 (พิเศษ 205 ง). 1 กันยายน 2565.
- ↑ Hedelin, Per (1997). Norstedts svenska uttalslexikon. Stockholm: Norstedts.
- 1 2 "Folkmängd i riket, län och kommuner 31 mars 2019 och befolkningsförändringar 1 januari–31 mars". SCB. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 สิงหาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 2 กรกฎาคม 2016.
- ↑ "The World According to GaWC 2020". GaWC - Research Network. Globalization and World Cities. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-10-06. สืบค้นเมื่อ 31 August 2020.
- ↑ Olshov, Anders (2010). The location of nordic and global headquarters 2010. Malmö: Øresundsinstituttet. p. 197. OCLC 706436140.
Stockholm is the main centre of headquarters in the Nordic region
- ↑ "Stockholm School of Economics". www.hhs.se. สืบค้นเมื่อ 11 December 2017.
- ↑ "World University Rankings 2011–12: Europe". TSL Education Ltd. สืบค้นเมื่อ 19 July 2014.
- ↑ "Top 5 non-art museums". Chicago Tribune. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-07-28. สืบค้นเมื่อ 19 July 2014.
- ↑ "Who visits Vasa". Vasamuseet. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 July 2014. สืบค้นเมื่อ 19 July 2014.
- ↑ "Stockholm's underground subway art". BBC. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-04-06. สืบค้นเมื่อ 19 July 2014.
- ↑ "Stockholm's Subway System is the World's Largest Underground Art Museum". Inhabitat. สืบค้นเมื่อ 19 July 2014.
- ↑ "Magic in the Metro". Businessweek. สืบค้นเมื่อ 19 July 2014.
- ↑ "Stockholm: GDP 2021". Statista (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "Finansiella sektorn bär frukt — Analys av den finansiella sektorn ur ett svenskt perspektiv" (PDF). Government of Sweden. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 28 July 2014. สืบค้นเมื่อ 19 July 2014.
- ↑ "Regional GDP per capita in the EU in 20 10 : eight capital regions in the ten first places" (PDF). Eurostat. 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 3 เมษายน 2013. สืบค้นเมื่อ 19 กรกฎาคม 2014.
- ↑ "Allt fler myndigheter hamnar i Stockholm" (ภาษาสวีเดน). Riksdag & Departement. 27 เมษายน 2012. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 พฤษภาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2014.
- ↑ "Kammarrättens hus" (ภาษาสวีเดน). National Property Board of Sweden. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 February 2014. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014.
- ↑ "Bondeska palatset" (ภาษาสวีเดน). National Property Board of Sweden. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-02-04. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014.
- ↑ "The Swedish Government Offices — a historical perspective". The Government Offices of Sweden. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 February 2014. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014.
- ↑ "How the Riksdag works". The Riksdag. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014.
- ↑ "Sagerska huset" (ภาษาสวีเดน). National Property Board of Sweden. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-03-19. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014.
- ↑ "The Royal Palace of Stockholm". The Royal Court of Sweden. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2014. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2014.
- ↑ "Drottningholm Palace". The Royal Court of Sweden. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2014. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2014.
- ↑ Carlquist, Erik; Hogg, Peter C.; Österberg, Eva (2011-12-01). The Chronicle of Duke Erik: A Verse Epic from Medieval Sweden (ภาษาอังกฤษ). Nordic Academic Press. ISBN 978-91-85509-57-7.
- ↑ "river//cities". www.river-cities.net. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-09-16. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ Storm, Anna (2008), "Industrisamhällets omvandling: Nya bilder av gamla platser", Centrum för Öresundsstudier: bokserie, Makadam, pp. 50–64, สืบค้นเมื่อ 2026-03-26
- ↑ "Kung Gustav Vasa". www.kungligaslotten.se (ภาษาสวีเดน). สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "Mindat.org". www.mindat.org. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "Our history │ Royal Swedish Opera". Kungliga Operan (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "The official website of the Nobel Prize". NobelPrize.org (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "Tech Start-ups Secure Sweden's Title as the European Silicon Valley". European Company Formation | Company Registration Europe (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2021-08-23. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ Hobbs, Joseph J. (2008-03-13). World Regional Geography (ภาษาอังกฤษ). Cengage Learning. ISBN 978-0-495-38950-7.
- ↑ "Allt fler myndigheter hamnar i Stockholm". Riksdag och Departement (ภาษาสวีเดน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-05-01. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "Talent hub: Stockholm". Sequoia Atlas (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ Si (2025-06-19). "The Swedish economy". sweden.se (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "Sweden Tourism Revenue: Stockholm | Economic Indicators | CEIC". www.ceicdata.com. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "Emerging housing crisis for students - Stockholm News". www.stockholmnews.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-04-29. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "2010 – Stockholm | European Green Capital". ec.europa.eu (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-05-11. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ Stenervall, Pia. "European Green Capital". international.stockholm.se (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-05-24. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ "European Green Capital". ec.europa.eu. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-08-27. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ Gyllner, Pernilla. "A sustainable city". international.stockholm.se (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-05-29. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ Stenervall, Pia. "Professional study visits". international.stockholm.se (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-02-27. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ Gyllner, Pernilla. "Environment". international.stockholm.se (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-03-13. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
- ↑ Meller, Helen (2007-03-08). "Peter Clark (ed.),The European City and Green Space: London, Stockholm, Helsinki and St Petersburg, 1850–2000. Aldershot: Ashgate, 2006. xxv + 318pp. Index. Footnotes. 1 colour + 37 B&W illus. £50.00". Urban History. 34 (1): 160–162. doi:10.1017/s0963926807284536. ISSN 0963-9268.
- ↑ "Tens of thousands of salmon and trout released into Stockholm waters | Sveriges Radio". www.sverigesradio.se (ภาษาสวีเดน). สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Stockholm—official website
- Stockholm Visitors Board เก็บถาวร 2017-06-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน—the official visitors' guide
- Selma Lagerlöf's account of the history of Stockholm, in Ch. VII of The Wonderful Adventures of Nils </ref>
- ↑ สวีเดน: [ˈstɔ̂kː(h)ɔlm]
<ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "lower-alpha" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="lower-alpha"/> ที่สอดคล้องกัน