ข้ามไปเนื้อหา

ริเยกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ริเยกา
นครริเยกา
ทิวทัศน์นครริเยกา ริมอ่าวควาร์เนอร์
ทิวทัศน์นครริเยกา ริมอ่าวควาร์เนอร์
ธงของริเยกา
ตราราชการของริเยกา
คำขวัญ: 
ท่าเรือแห่งความหลากหลาย[1]
แผนที่
แผนที่โต้ตอบของริเยกา
พิกัด: 45°19′38″N 14°26′28″E / 45.32722°N 14.44111°E / 45.32722; 14.44111
ประเทศ โครเอเชีย
เทศมณฑลเทศมณฑลปรีมอริเย-กอร์สกีกอตาร์
สถานะศูนย์กลางเทศมณฑล
พื้นที่
  นคร
43.4 ตร.กม. (16.8 ตร.ไมล์)
ความสูงจุดสูงสุด
499 เมตร (1,637 ฟุต)
ความสูงจุดต่ำสุด
0 เมตร (0 ฟุต)
ประชากร
 (ค.ศ. 2021)
  นคร
107,964 คน
  ปริมณฑล
219,325 คน
เขตเวลาUTC+1 (CET)
  ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
UTC+2 (CEST)
รหัสไปรษณีย์
51000
รหัสพื้นที่051
ป้ายทะเบียนรถยนต์RI
เว็บไซต์https://www.rijeka.hr/

ริเยกา (โครเอเชีย: Rijeka; อิตาลีและฮังการี: Fiume; เยอรมันเก่า: Sankt Veit am Flaum; ละติน: Tarsatica, Vitopolis หรือ Flumen) เป็นนครท่าในประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ในเทศมณฑลปรีมอริเย-กอร์สกีกอตาร์ บนชายฝั่งอ่าวควาร์เนอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเอเดรียติก ริเยกาเป็นเมืองใหญ่อันดับที่สามของประเทศ รองจากซาเกร็บและสปลิต และเป็นท่าเรือหลักของโครเอเชีย มีประชากร 107,964 คนตามสำมะโน ค.ศ. 2021 และเป็นศูนย์กลางของเขตเมืองริเยกาซึ่งมีประชากร 219,325 คน[2]

ตำแหน่งของริเยกาที่ปลายด้านเหนือของทะเลเอเดรียติก ทำให้เมืองนี้เป็นประตูทะเลตามธรรมชาติของยุโรปกลางและลุ่มแพนโนเนีย โดยเฉพาะฮังการี เมืองนี้มีท่าเรือน้ำลึกซึ่งพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้า อุตสาหกรรม และการคมนาคมสำคัญมาตั้งแต่สมัยฮับส์บูร์กและออสเตรีย-ฮังการี ในช่วง ค.ศ. 1776–1918 ริเยกาในชื่อฟิอูเมเป็นส่วนหนึ่งของ “ชายฝั่งทะเลฮังการี” (ฮังการี: Magyar tengermellék) และอยู่ในฐานะดินแดนที่เกี่ยวพันกับดินแดนแห่งมงกุฎนักบุญสตีเฟน จึงเป็นเมืองท่าทะเลที่สำคัญที่สุดของราชอาณาจักรฮังการี[3]

ประวัติศาสตร์ของริเยกามีความซับซ้อนเป็นพิเศษ เนื่องจากเมืองนี้ผ่านการปกครองของหลายอำนาจ เช่น จักรวรรดิโรมัน, รัฐศักดินาท้องถิ่น, ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก, จักรวรรดิออสเตรีย, ออสเตรีย-ฮังการี, รัฐเสรีฟิอูเม, ราชอาณาจักรอิตาลี, เขตปฏิบัติการชายฝั่งเอเดรียติกของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง, ยูโกสลาเวีย และโครเอเชียสมัยใหม่ ความหลากหลายทางการเมืองและชาติพันธุ์ดังกล่าวสะท้อนอยู่ในชื่อเมือง ภาษา สถาปัตยกรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่นของริเยกา ปัจจุบันเมืองนี้ยังเป็นที่รู้จักจากคอร์โซ ปราสาททรซัต โรงละครแห่งชาติโครเอเชียอีวาน ซายตส์ มหาวิหารนักบุญวิตุส ทำเนียบผู้ว่าการ และเทศกาลคาร์นิวัลริเยกา นครนี้ได้รับเลือกเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปประจำ ค.ศ. 2020 ร่วมกับกอลเวย์ของไอร์แลนด์[4]

ชื่อ

[แก้]

ชื่อภาษาโครเอเชีย Rijeka และชื่ออิตาลี–ฮังการี Fiume ต่างมีความหมายว่า “แม่น้ำ” สัมพันธ์กับแม่น้ำรเยชินา (โครเอเชีย: Rječina) ซึ่งไหลลงสู่อ่าวควาร์เนอร์ที่เมืองนี้ ในภาษาท้องถิ่นจักคาเวียนพบรูป Reka หรือ Rika ส่วนชื่อเยอรมันเก่า Sankt Veit am Flaum มีความหมายเกี่ยวกับนักบุญวิตุสและชื่อแม่น้ำที่สืบจากภาษาละติน flumen[5]

ในบริบทประวัติศาสตร์ฮังการีและอิตาลี เมืองนี้มักเรียกว่า ฟิอูเม (Fiume) โดยเฉพาะเมื่อต้องกล่าวถึงช่วงที่เมืองอยู่ภายใต้ฮับส์บูร์ก ออสเตรีย-ฮังการี รัฐเสรีฟิอูเม หรือราชอาณาจักรอิตาลี อย่างไรก็ดี ชื่อทางการสมัยใหม่ของเมืองในประเทศโครเอเชียคือ ริเยกา ชื่อฟิอูเมจึงควรใช้ในบทความภาษาไทยเมื่อกล่าวถึงช่วงประวัติศาสตร์หรือสถาบันที่ใช้ชื่อนั้นโดยตรง เช่น รัฐเสรีฟิอูเมหรือชายฝั่งทะเลฮังการี

ภูมิศาสตร์

[แก้]
อ่าวริเยกาและเมืองใกล้เคียงบนชายฝั่งควาร์เนอร์
มุมมองทางอากาศของใจกลางนครริเยกา

ริเยกาตั้งอยู่ทางตะวันตกของโครเอเชีย บนฝั่งเหนือของอ่าวริเยกาในระบบอ่าวควาร์เนอร์ ซึ่งเป็นอ่าวสำคัญทางตอนเหนือของทะเลเอเดรียติก เมืองอยู่ห่างจากซาเกร็บไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 130 กิโลเมตร อยู่ทางตะวันออกของคาบสมุทรอิสเตรีย ใกล้พรมแดนสโลวีเนีย และอยู่ไม่ไกลจากเมืองชายฝั่งสำคัญ เช่น ตรีเยสเต โอปาติยา และปูลา[6]

เมืองตั้งอยู่ตรงปากแม่น้ำรเยชินา บริเวณที่ชายฝั่งเอเดรียติกเชื่อมกับเส้นทางผ่านที่ราบและภูเขาเข้าสู่ตอนในของยุโรป พื้นที่นี้มีความสำคัญเพราะเทือกเขาดินาริกในบริเวณริเยกาค่อนข้างแคบ ทำให้สามารถเชื่อมชายฝั่งทะเลกับลุ่มแพนโนเนียได้สะดวก เส้นทางดังกล่าวทำให้ริเยกาเป็นท่าเรือตามธรรมชาติของฮังการีและยุโรปกลาง อีกเส้นทางหนึ่งเชื่อมเมืองไปทางตะวันตกเฉียงเหนือผ่านช่องโพสตอยนาไปยังสโลวีเนีย ออสเตรีย และดินแดนแถบแอลป์ ส่วนเส้นทางชายฝั่งเชื่อมริเยกากับตรีเยสเต อิตาลีตอนเหนือ และเมืองริมเอเดรียติกตอนใต้

อ่าวริเยกามีความลึกเพียงพอสำหรับเรือขนาดใหญ่ จึงเหมาะกับการพัฒนาท่าเรือและอุตสาหกรรมเดินเรือ พื้นที่เมืองมีลักษณะเป็นแนวชายฝั่งแคบและพื้นที่ลาดขึ้นสู่เนินเขา โดยมีเขตทรซัตตั้งอยู่บนที่สูงเหนือฝั่งแม่น้ำรเยชินา ทางเหนือและตะวันออกของเมืองมีภูมิประเทศภูเขาและพื้นที่เขียว ส่วนชายฝั่งตะวันตกต่อเนื่องไปยังโอปาติยาและชายฝั่งควาร์เนอร์

ภูมิอากาศ

[แก้]

ริเยกามีภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นตามแนวชายฝั่งเอเดรียติกตอนเหนือ ได้รับอิทธิพลจากทะเลและภูเขาโดยรอบ ฤดูร้อนอบอุ่นถึงร้อน ฤดูหนาวค่อนข้างชื้นและไม่หนาวจัดเท่าพื้นที่ตอนในของโครเอเชีย เมืองยังได้รับผลจากลมบูรา ซึ่งเป็นลมเย็นแห้งจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่พบได้ทั่วไปในแถบเอเดรียติกตอนเหนือ และอาจมีกำลังแรงในฤดูหนาว[7]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

สมัยโบราณและยุคกลาง

[แก้]
ปราสาททรซัตบนเนินเหนือเมือง

บริเวณริเยกามีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ชุมชนสำคัญในระยะแรกเกี่ยวข้องกับกลุ่มเคลต์และอิลลีเรียน โดยเฉพาะพื้นที่ทรซัตบนเนินและพื้นที่ท่าเรือธรรมชาติด้านล่าง ในสมัยโรมันเมืองนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Tarsatica มีบทบาทเป็นสถานีและจุดควบคุมทางทหารบนเส้นทางเชื่อมชายฝั่งกับพื้นที่ตอนในของจักรวรรดิ[8]

หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก พื้นที่นี้ผ่านการควบคุมของอำนาจต่าง ๆ เช่น ออสโตรกอท ไบแซนไทน์ ลอมบาร์ด และแฟรงก์ ตามแหล่งฮังการี ระบุว่าการทำลายทาร์ซาติกาใน ค.ศ. 799 เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ของแฟรงก์ และต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 ชาวสลาฟเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคนี้[9]

เอกสารยุคกลางกล่าวถึงนิคมในบริเวณนี้หลายชื่อ เช่น Flumen และต่อมา Rika แหล่งฮังการีระบุว่าชื่อริเยกาในรูปใกล้ปัจจุบันปรากฏครั้งแรกใน ค.ศ. 1260 ในกฎบัตรของพระเจ้าเบลาที่ 4 แห่งฮังการี ในรูป “fluvius et locus Rika” เมืองยุคกลางพัฒนาเป็นนิคมป้อมปราการและท่าเรือขนาดเล็ก ใกล้กับเมืองทรซัตซึ่งอยู่บนเนินเขาและมีบทบาททางศาสนาและทหารสำคัญ[9]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 13–15 เมืองตกอยู่ภายใต้ขุนนางและอำนาจท้องถิ่นหลายกลุ่ม รวมถึงขุนนางแห่งดูอิโน ขุนนางครก และราชวงศ์วาลเซ ต่อมาใน ค.ศ. 1466 เมืองเข้าสู่การปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ทำให้ริเยกาเริ่มเชื่อมโยงกับโครงสร้างรัฐของฮับส์บูร์กและยุโรปกลางอย่างลึกซึ้ง ใน ค.ศ. 1509 เมืองถูกทำลายในสงครามกับเวนิส แต่ได้รับการฟื้นฟูในเวลาไม่นาน และใน ค.ศ. 1530–1531 มีการกล่าวถึงกิจกรรมพิมพ์หนังสือภาษาโครเอเชียด้วยอักษรกลาโกลิติก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญด้านวัฒนธรรมสลาฟและคาทอลิกในพื้นที่[3]

สมัยฮับส์บูร์กและการก่อรูปเมืองท่า

[แก้]
ริเยกาใน ค.ศ. 1689

หลังสงครามออตโตมัน เมืองริเยกาเริ่มพัฒนาในฐานะท่าเรือของจักรวรรดิฮับส์บูร์ก ตำแหน่งของเมืองที่ปลายด้านเหนือของเอเดรียติก ทำให้ฮับส์บูร์กมองเห็นศักยภาพของเมืองในฐานะทางออกทะเลของดินแดนตอนใน ใน ค.ศ. 1719 จักรพรรดิชาร์ลที่ 6 ประกาศให้ริเยกาเป็นท่าเรือเสรี พร้อมกับตรีเยสเต การตัดสินใจนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตทางการค้าและอุตสาหกรรมของเมือง[10]

ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 18 ริเยกาได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางท่าเรือ การค้า และอุตสาหกรรม ภายใต้การจัดระเบียบของฮับส์บูร์ก เมืองมีความสัมพันธ์ทั้งกับโครเอเชีย ออสเตรีย ฮังการี และชายฝั่งเอเดรียติก เมืองเก่าและท่าเรือค่อย ๆ ขยายตัวออกจากกำแพงเมืองเดิม ขณะที่ตำแหน่งเหนือปากแม่น้ำรเยชินาทำให้เมืองมีทั้งย่านท่าเรือ เขตพาณิชย์ และเขตศาสนาบนทรซัต

ฟิอูเมและดินแดนแห่งมงกุฎนักบุญสตีเฟน

[แก้]
แผนผังฟิอูเมในสมัยออสเตรีย-ฮังการี

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของริเยกาต่อฮังการีเกิดจากสถานะของฟิอูเมในฐานะทางออกสู่ทะเลของราชอาณาจักรฮังการี ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมืองถูกผูกกับ “ชายฝั่งทะเลฮังการี” และหลังการประนีประนอมออสเตรีย-ฮังการี ค.ศ. 1867 กับการประนีประนอมฮังการี–โครเอเชีย ค.ศ. 1868 ฟิอูเมกลายเป็นประเด็นทางรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเฉพาะ เมืองถูกจัดเป็น corpus separatum หรือดินแดนแยกเฉพาะที่เกี่ยวพันกับมงกุฎฮังการี ทำให้ฮังการีมีท่าเรือทะเลโดยตรงในทะเลเอเดรียติก[11]

ยุคนี้มักถูกมองเป็นช่วงรุ่งเรืองของฟิอูเม เมืองได้รับการลงทุนด้านท่าเรือ ทางรถไฟ อุตสาหกรรม คลังสินค้า โรงงาน และสถาปัตยกรรมสาธารณะจำนวนมาก โครงข่ายรถไฟเชื่อมฟิอูเมกับบูดาเปสต์และตอนในของราชอาณาจักรฮังการี ทำให้เมืองกลายเป็นประตูการค้าทางทะเลของลุ่มแพนโนเนีย ท่าเรือได้รับการขยายเพื่อรองรับสินค้าส่งออกและนำเข้า รวมถึงธัญพืช ไม้ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสินค้าอาณานิคม

การพัฒนาในยุคฮังการีทำให้ฟิอูเมมีภูมิทัศน์เมืองแบบยุโรปกลางผสมเมดิเตอร์เรเนียน อาคารสำคัญ เช่น ทำเนียบผู้ว่าการฟิอูเม พระราชวังอาดรีอา โรงละครแห่งชาติอีวาน ซายตส์ อาคารธนาคาร โรงแรม และเขตท่าเรือ สะท้อนรสนิยมสถาปัตยกรรมปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมืองยังเป็นสังคมพหุภาษา มีชาวโครแอท อิตาลี ฮังการี เยอรมัน สโลวีเนีย และชุมชนยิวอาศัยอยู่ร่วมกัน

สถานะของฟิอูเมในราชอาณาจักรฮังการีมีความสำคัญทางการเมืองและสัญลักษณ์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเมืองใหญ่เพียงแห่งเดียวของดินแดนแห่งมงกุฎนักบุญสตีเฟนที่ติดทะเลโดยตรง และเป็นเมืองท่าซึ่งทำให้ฮังการีสามารถเชื่อมกับเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่งท่าเรือของออสเตรียที่ตรีเยสเต

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและคำถามฟิอูเม

[แก้]
การเฉลิมฉลองในฟิอูเมหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดใน ค.ศ. 1918 ออสเตรีย-ฮังการีล่มสลาย และฟิอูเมกลายเป็นประเด็นพิพาทระหว่างอิตาลีกับรัฐสลาฟใต้ใหม่ เมืองมีชุมชนอิตาลีที่เข้มแข็ง แต่พื้นที่โดยรอบและเมืองซูชักทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำรเยชินามีประชากรโครแอทจำนวนมาก ทำให้สถานะของเมืองกลายเป็น “คำถามฟิอูเม” ในการเมืองหลังสงคราม

ใน ค.ศ. 1919 กาบรีเอเล ดันนุนซีโอ กวีและนักชาตินิยมอิตาลี นำกองกำลังเข้ายึดฟิอูเมและประกาศรัฐผู้สำเร็จราชการอิตาลีแห่งคาร์นาโร เหตุการณ์นี้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อชาตินิยมอิตาลีและการเมืองยุโรปหลังสงคราม ต่อมาใน ค.ศ. 1920 สนธิสัญญาราปัลโลจัดตั้งรัฐเสรีฟิอูเม ซึ่งมีฟิอูเมเป็นรัฐอิสระขนาดเล็กระหว่างอิตาลีกับราชอาณาจักรเซิร์บ โครแอท และสโลวีน[12]

รัฐเสรีฟิอูเมดำรงอยู่ในช่วง ค.ศ. 1920–1924 และมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์เพราะเป็นรัฐเมืองท่าหลังจักรวรรดิที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างหลักการชาตินิยม การทูตหลังสงคราม และผลประโยชน์ทางทะเล ในบทความฮังการีระบุว่าช่วงรัฐเสรีฟิอูเมยังใช้ภาษาฮังการีเป็นหนึ่งในภาษาราชการ สะท้อนความทรงจำของเมืองในฐานะศูนย์กลางหลายภาษาและอดีตท่าเรือของฮังการี[3]

ราชอาณาจักรอิตาลี สงครามโลกครั้งที่สอง และยูโกสลาเวีย

[แก้]
เขตแดนระหว่างฟิอูเมกับซูชักใน ค.ศ. 1937

ใน ค.ศ. 1924 ฟิอูเมถูกผนวกเข้ากับราชอาณาจักรอิตาลี ส่วนซูชักทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำรเยชินาอยู่ในราชอาณาจักรเซิร์บ โครแอท และสโลวีน เมืองจึงถูกแบ่งด้วยพรมแดนระหว่างประเทศ แม่น้ำรเยชินาซึ่งเคยเป็นองค์ประกอบภูมิศาสตร์ของเมืองกลายเป็นเส้นแบ่งการเมืองระหว่างฟิอูเมกับซูชัก ช่วงอิตาลีทำให้เอกลักษณ์อิตาลีของเมืองเด่นขึ้น แต่ก็นำไปสู่ความตึงเครียดกับประชากรโครแอทและสลาฟใต้ในพื้นที่

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง หลังอิตาลียอมจำนนใน ค.ศ. 1943 ฟิอูเมอยู่ภายใต้เขตปฏิบัติการชายฝั่งเอเดรียติกของเยอรมนี เมืองถูกโจมตีทางอากาศและได้รับความเสียหายทางอุตสาหกรรมและท่าเรือ ใน ค.ศ. 1945 กองกำลังพรรคพวกยูโกสลาเวียเข้ายึดเมือง หลังสงคราม สนธิสัญญาสันติภาพปารีส ค.ศ. 1947 กำหนดให้ริเยกาอยู่ในยูโกสลาเวีย และชื่อทางการของเมืองกลายเป็น Rijeka[13]

หลังสงคราม เมืองฟิอูเมเดิมและซูชักถูกรวมเป็นนครเดียวในยูโกสลาเวีย ริเยกากลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม ท่าเรือ และการต่อเรือสำคัญของสาธารณรัฐสังคมนิยมโครเอเชียภายในยูโกสลาเวีย อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและประชากรหลัง ค.ศ. 1945 ทำให้ชุมชนอิตาลีจำนวนมากอพยพออกจากเมือง ขณะเดียวกันประชากรจากพื้นที่อื่นของยูโกสลาเวียเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำให้โครงสร้างประชากรและภาษาของริเยกาเปลี่ยนแปลงอย่างมาก[14]

ริเยกาในโครเอเชียสมัยใหม่

[แก้]
เมืองริเยกาสมัยใหม่และภูเขาอุชกา

หลังโครเอเชียประกาศเอกราชจากยูโกสลาเวียใน ค.ศ. 1991 ริเยกากลายเป็นนครท่าสำคัญของรัฐโครเอเชีย แม้เมืองไม่ได้รับความเสียหายหนักเท่าเมืองแนวหน้าในสงครามประกาศอิสรภาพของโครเอเชีย แต่การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจยูโกสลาเวีย การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตลาด และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทำให้เศรษฐกิจท่าเรือและการต่อเรือเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง

ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ริเยกาพยายามปรับบทบาทจากเมืองอุตสาหกรรมหนักไปสู่เมืองท่า เมืองมหาวิทยาลัย ศูนย์วัฒนธรรม และจุดหมายท่องเที่ยวเชิงเมือง การได้รับเลือกเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป ค.ศ. 2020 ทำให้เมืองนำมรดกอุตสาหกรรม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์พหุภาษา มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ร่วมสมัย[4]

ประชากรและภาษา

[แก้]
โรงเรียนภาษาอิตาลีในริเยกา

ริเยกามีประชากร 107,964 คนตามสำมะโน ค.ศ. 2021 ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวโครแอท แต่เมืองยังมีชุมชนชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเซิร์บ บอสเนียก อิตาลี สโลวีเนีย แอลเบเนีย ฮังการี และกลุ่มอื่น ๆ สถานะของชุมชนอิตาลีมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ เนื่องจากริเยกา/ฟิอูเมเคยเป็นเมืองพหุภาษาและมีชาวอิตาลีจำนวนมากก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง[2][14]

ประวัติศาสตร์ของเมืองสะท้อนผ่านภาษาและชื่อสถานที่ ในอดีตมีการใช้ภาษาโครเอเชีย อิตาลี ฮังการี เยอรมัน และภาษาถิ่นฟิอูเม ชื่อ Fiume และ Rijeka ต่างหมายถึงแม่น้ำ ส่วนภาษาถิ่นฟิอูเมซึ่งมีรากจากเวนิสและได้รับอิทธิพลจากจักคาเวียน เยอรมัน และภาษาอื่น ๆ เป็นส่วนหนึ่งของมรดกเมืองท่าหลายภาษา แม้ปัจจุบันภาษาโครเอเชียเป็นภาษาหลักของเมือง แต่ความทรงจำทางภาษาเหล่านี้ยังคงปรากฏในวัฒนธรรมท้องถิ่น ชื่ออาคาร เอกสารประวัติศาสตร์ และชุมชนชนกลุ่มน้อย

เศรษฐกิจ

[แก้]
ท่าเรือริเยกาเป็นท่าเรือสำคัญที่สุดของโครเอเชีย

เศรษฐกิจของริเยกาเติบโตจากบทบาทท่าเรือ การต่อเรือ อุตสาหกรรม เครื่องจักร น้ำมัน และการคมนาคมทางทะเล ตั้งแต่ยุคฮับส์บูร์กและออสเตรีย-ฮังการี ฟิอูเมได้รับการพัฒนาให้เป็นประตูทะเลของฮังการีและลุ่มแพนโนเนีย ท่าเรือ โรงงาน และทางรถไฟทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของเอเดรียติกตอนเหนือ

ในสมัยยูโกสลาเวีย ริเยกาเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ มีอู่ต่อเรือ โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานเครื่องจักร และท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมต่อเรือ เช่น 3. Maj และ Viktor Lenac มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจเมือง อย่างไรก็ดี หลัง ค.ศ. 1991 เมืองต้องปรับตัวต่อการแข่งขันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ และการลดบทบาทของอุตสาหกรรมหนักบางประเภท

ปัจจุบันเศรษฐกิจของเมืองยังเกี่ยวข้องกับท่าเรือ การเดินเรือ โลจิสติกส์ พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม การศึกษา การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม ท่าเรือริเยกาเป็นท่าเรือหลักของโครเอเชียและเชื่อมกับเส้นทางสู่ตอนในของยุโรปผ่านรถไฟ ถนน และทางหลวง เมืองยังใช้มรดกอุตสาหกรรม เช่น โรงงานริกการ์ด เบนชิช อาคารท่าเรือ และเขตโกดังเก่า เป็นฐานในการพัฒนาแหล่งวัฒนธรรมร่วมสมัยและพื้นที่เมืองใหม่

การคมนาคม

[แก้]
ท่าอากาศยานริเยกาบนเกาะครก

ริเยกาเป็นจุดตัดของการคมนาคมทางทะเล ถนน และรถไฟในโครเอเชียตะวันตก ท่าเรือริเยกาเชื่อมการขนส่งสินค้าจากทะเลเอเดรียติกไปยังฮังการี ออสเตรีย สโลวีเนีย และยุโรปกลาง เส้นทางนี้ทำให้เมืองมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจมาตั้งแต่สมัยฮับส์บูร์ก

ทางรถไฟเชื่อมริเยกากับซาเกร็บและพื้นที่ตอนในของโครเอเชีย แม้ภูมิประเทศภูเขาทำให้เส้นทางมีข้อจำกัด แต่ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ทางถนน เมืองเชื่อมกับทางหลวง A6 ไปซาเกร็บ และ A7 ตามแนวชายฝั่งควาร์เนอร์ ส่วนท่าอากาศยานริเยกาตั้งอยู่บนเกาะครก เชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยสะพานครก และมีบทบาทมากขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยว[10]

การคมนาคมในเมืองให้บริการโดยรถโดยสารประจำทาง โดยเชื่อมศูนย์กลางเมืองกับเขตชานเมือง ทรซัต ซูชัก คันทริดา และชุมชนใกล้เคียง เมืองยังมีเส้นทางเดินริมน้ำ คอร์โซ และพื้นที่เมืองเก่าที่เหมาะกับการเดินเท้า

สถาปัตยกรรมและสถานที่สำคัญ

[แก้]
คอร์โซ ถนนคนเดินหลักของริเยกา

คอร์โซและเมืองเก่า

[แก้]

คอร์โซ (Korzo) เป็นถนนคนเดินและแกนกลางทางสังคมของริเยกา รายล้อมด้วยอาคารพาณิชย์ คาเฟ่ หอนาฬิกาเมือง และอาคารสถาปัตยกรรมจากคริสต์ศตวรรษที่ 19–20 บริเวณเมืองเก่ามีร่องรอยผังเมืองยุคโรมันและยุคกลาง เช่น ซากประตูโรมัน โบสถ์เก่า และถนนแคบที่สะท้อนการเติบโตของเมืองจากนิคมป้อมปราการสู่ศูนย์กลางการค้า

ทรซัต

[แก้]
ปราสาททรซัตมองลงสู่อ่าวควาร์เนอร์

ทรซัตเป็นเขตบนเนินเหนือแม่น้ำรเยชินา มีทั้งปราสาททรซัต ศาสนสถานแม่พระแห่งทรซัต และบันไดเปตาร์ ครูชิช ซึ่งเชื่อมเมืองล่างกับเนินทรซัต ปราสาททรซัตมีต้นกำเนิดในยุคกลางและเป็นจุดชมทิวทัศน์เมือง ท่าเรือ และอ่าวควาร์เนอร์ ส่วนศาสนสถานแม่พระแห่งทรซัตเป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญของชาวคาทอลิกในภูมิภาค[15]

สถาปัตยกรรมยุคฮังการีและออสเตรีย-ฮังการี

[แก้]
พระราชวังอาดรีอา อาคารสำคัญในยุคออสเตรีย-ฮังการี

ยุคออสเตรีย-ฮังการีทิ้งร่องรอยสถาปัตยกรรมสำคัญไว้มากที่สุดช่วงหนึ่งของริเยกา อาคารราชการ ธนาคาร โรงแรม โรงละคร และพระราชวังพาณิชย์หลายแห่งสร้างขึ้นในช่วงที่ฟิอูเมเป็นท่าเรือของฮังการี อาคารเด่น ได้แก่ ทำเนียบผู้ว่าการฟิอูเม พระราชวังอาดรีอา พระราชวังโมเดลโล โรงละครแห่งชาติโครเอเชียอีวาน ซายตส์ และอาคารพาณิชย์ริมคอร์โซกับท่าเรือ สถาปัตยกรรมเหล่านี้สะท้อนทั้งบารอก นีโอเรอเนซองส์ นีโอคลาสสิก อาร์นูโว และความทันสมัยช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

มรดกอุตสาหกรรม

[แก้]

ริเยกามีมรดกอุตสาหกรรมที่โดดเด่น เช่น โรงงานตอร์ปิโด อู่ต่อเรือ โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานกระดาษ โรงงานยาสูบและโกดังท่าเรือ เมืองนี้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีเพราะฟิอูเมเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแรกของการพัฒนาตอร์ปิโดสมัยใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันอาคารอุตสาหกรรมบางแห่งถูกปรับใช้เป็นพื้นที่วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ หรือโครงการฟื้นฟูเมือง

สถานที่ท่องเที่ยวอื่น

[แก้]

สถานที่สำคัญอื่นของเมือง ได้แก่ ตลาดกลางริเยกา โบสถ์คาปูชินแม่พระแห่งลูร์ด อาคารลาซาเรตเก่า ชายหาดซาบลิเชโว ย่านบรัยดา ย่านเดลตา สุสานโคซาลา และเขตคันทริดาซึ่งมีสนามกีฬาและสระว่ายน้ำริมทะเล เมืองยังเป็นฐานสำหรับเดินทางไปโอปาติยา เกาะครก เกาะเครส อุทยานธรรมชาติอุชกา และพื้นที่กอร์สกีคอตาร์

วัฒนธรรม

[แก้]

ริเยกาเป็นเมืองท่าที่มีวัฒนธรรมผสมระหว่างโครเอเชีย อิตาลี ฮังการี ออสเตรีย และยูโกสลาเวีย สถาบันวัฒนธรรมสำคัญ ได้แก่ โรงละครแห่งชาติโครเอเชียอีวาน ซายตส์ พิพิธภัณฑ์เมืองริเยกา พิพิธภัณฑ์ทางทะเลและประวัติศาสตร์ของชายฝั่งโครเอเชีย พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย หอสมุดเมือง และศูนย์วัฒนธรรมในอาคารอุตสาหกรรมเก่า

เทศกาลคาร์นิวัลริเยกาเป็นหนึ่งในงานรื่นเริงที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองและของโครเอเชีย มีขบวนพาเหรด หน้ากาก ดนตรี และการมีส่วนร่วมของชุมชนจำนวนมาก เทศกาลนี้เชื่อมโยงประเพณีพื้นบ้านควาร์เนอร์กับวัฒนธรรมเมืองร่วมสมัย และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ริเยกาเป็นจุดหมายท่องเที่ยวในฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ

ใน ค.ศ. 2020 ริเยกาได้รับตำแหน่งเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปภายใต้แนวคิดที่เน้นเมืองท่า ความหลากหลาย แรงงาน น้ำ และการอพยพ แม้โครงการต้องเผชิญข้อจำกัดจากการระบาดของโควิด-19 แต่ตำแหน่งดังกล่าวช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์เมืองในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมร่วมสมัยของเอเดรียติกตอนเหนือ[4]

การศึกษาและกีฬา

[แก้]
วิทยาเขตมหาวิทยาลัยริเยกาบนทรซัต

ริเยกาเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยริเยกา ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาสำคัญของโครเอเชียตะวันตก รากฐานการศึกษาระดับสูงของเมืองมีความเกี่ยวข้องกับคณะเยซูอิตในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และต่อมามีสถาบันการศึกษาทางทะเลและอุตสาหกรรมในสมัยฮับส์บูร์กกับออสเตรีย-ฮังการี เมืองยังมีโรงเรียนภาษาอิตาลีและสถาบันการศึกษาที่สะท้อนมรดกพหุภาษาของเมือง[16]

ด้านกีฬา ริเยกาเป็นที่รู้จักจากสโมสรฟุตบอล HNK Rijeka สนามกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวกที่คันทริดา สระว่ายน้ำคันทริดา และการจัดกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติหลายประเภท เมืองยังมีความสัมพันธ์กับกีฬาเรือใบ ว่ายน้ำ แฮนด์บอล บาสเกตบอล และกิจกรรมกลางแจ้งบนภูเขาและชายฝั่ง

บุคคลสำคัญ

[แก้]

ริเยกาเป็นบ้านเกิดหรือเมืองสำคัญของบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งนักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน นักกีฬา และนักคิด เช่น ยาโนช คาดาร์ นักการเมืองฮังการี, มิไฮ ชิกเซนต์มิฮายี นักจิตวิทยาผู้เสนอแนวคิด “ภาวะลื่นไหล” และอีวาน ซายตส์ คีตกวีโครเอเชียผู้มีชื่อเป็นชื่อโรงละครแห่งชาติของเมือง ความหลากหลายของบุคคลเหล่านี้สะท้อนสถานะของริเยกาในฐานะเมืองที่เชื่อมโลกฮังการี อิตาลี โครเอเชีย และยุโรปกลางเข้าด้วยกัน[3]

ระเบียงภาพ

[แก้]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. <https://culture.ec.europa.eu/whats-new/news/rijeka-and-galway-capitals-of-culture-in-2020>
  2. 1 2 "Population by Age and Sex, by Settlements, 2021 Census: Rijeka". Croatian Bureau of Statistics. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  3. 1 2 3 4 "Fiume". Hungarian Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  4. 1 2 3 "Rijeka és Galway Európa kulturális fővárosai idén". Euronews Hungary. 1 กุมภาพันธ์ 2020. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  5. "Rijeka: Name". English Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  6. "Rijeka: Geography". English Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  7. "Rijeka: Klima". Croatian Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  8. "Rijeka: Neolithic through late antiquity". English Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  9. 1 2 "Fest Aladár: Fiume története". mek.oszk.hu (ภาษาฮังการี). สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  10. 1 2 "Rijeka: Transport and Port of Rijeka". English Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  11. "Borovszky Samu: Magyarország vármegyéi és városai – Fiume és a magyar-horvát tengerpart". Arcanum (ภาษาฮังการี). สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  12. "Rijeka: Free State of Fiume". English Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  13. "Rijeka: World War II and aftermath". English Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  14. 1 2 "Rijeka: Stanovništvo i manjine". Croatian Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  15. "Rijeka: Trsat". English Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.
  16. "Rijeka: Obrazovanje". Croatian Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2026.

บรรณานุกรมคัดเลือก

[แก้]
  • Kobler, Giovanni (1978). Memorie per la storia della liburnica città di Fiume. Rijeka.
  • Matejčić, Radmila (2007). Kako čitati grad: Rijeka jučer, danas. Rijeka. ISBN 9789532193480.
  • Klen, Danilo, บ.ก. (1988). Povijest Rijeke. Izdavački centar Rijeka. ISBN 8670710455.
  • Rotim Malvić, Jasna (1996). Moderna arhitektura Rijeke: arhitektura i urbanizam međuratne Rijeke 1918–1945. Moderna galerija. ISBN 9536501007.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Rijeka