พระธาตุจอมคีรี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก วัดพระธาตุจอมคีรี)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระธาตุจอมคีรี เป็นโบราณสถานตั้งอยู่บนยอดเขาเตี้ย ๆ ไม่มีพระสงฆ์อาศัยอยู่ มีแต่พระธาตุหรือเจดีย์องค์เดียวเท่านั้น องค์พระธาตุตั้งอยู่ในเขตตำบลป่าแดด โดยมีทางแยกจากถนนสายใหญ่เข้าไปประมาณ 3 กิโลเศษ และมีทางรถยนต์วิ่งเลียบไปข้าง ๆ โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม ตำบลป่าแดด อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย

ตำนานพระธาตุจอมคีรี[แก้]

จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา สรุปได้ความเดิมทีเดียวเป็นวัดเก่าร้าง มีเจดีย์เก่า ๆ อยู่ก่อนแล้ว และตามตำนานบอกว่าเดิมชื่อพระธาตุจอคีรี ในสมัยอาณาจักรพะเยาประมาณปี พ.ศ.1848 มีนามเดิมว่าเมืองภูกามยาว มีพ่อเมืองปกครองในฐานะกษัตริย์ ในครั้งนั้น พ่อเมืองของภูกามยาวพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พญาคำแดง (พระราชโอรสของพญางำเมือง) ซึ่งมีพระราชโอรสทรงพระนามว่าเจ้าหลวงคำลือต่อมาได้ขึ้นครองราชต่อพระราชบิดามีพระราชอิสริยายศเป็นพญาคำลือ(หรือที่ชาวเมืองเรียกขานพระนามว่าพญาห้าว) คราวหนึ่งเจ้าหลวงคำลือ พาอำมาตย์เสด็จประพาสป่าเป็นเวลานาน 9 วัน

วันหนึ่ง ขณะที่ พญาคำลือทรงม้า อยู่บนเขาแห่งหนึ่ง พระองค์ทอดพระเนตรเห็นกวางงามตัวหนึ่งสีนำตาลปนแดง ยามแสงสุริยาต้องกับเส้นขนทำให้ดูคล้ายดั่งทอง (เรียกกวางชนิดนี้ว่าฟานฅำหรือกวางฅำ) พระองค์จึงรับสั่งให้พวกเสนาอำมาตย์ที่เป็นพรานไพรทั้งหลายพยายามคล้องบ่วงเชือกจับกวางนั้นมาให้ได้แต่พวกพรานทั้งหลายก็จับไม่ได้แม้แต่คนเดียวแถมมิหนำซ้ำ กวางยังไล่ขวิดนายพรานหลายคนลอยขึ้นบนอากาศทำให้พระองค์แปลกใจมาก เพราะพรานไพรต่างเข็ดขยาดไม่กล้าเข้าไปคล้องบ่วงเชือกกวางอีก และพระองค์แม้จะชำนาญในการคล้องเชือกเอาสัตว์นานาชนิดได้อย่างแม่นยำ แต่คราวนี้กลับผิดพลาดไปหมด ทว่ากวางนั้นไม่กล้าขวิดพระองค์ เอาแต่วิ่งหนีอย่างเดียว พระองค์ทรงวิ่งไล่ตามกวางนั้นไปเป็นระทางไกลแสนไกล จากเมืองภูกามยาวผ่านเวี่ยงฮ่องจ้าง(ตำบลโรงช้าง) เวียงแซ่ลุน(ตำบลป่าแงะ)มาถึงเขาลูกหนึ่ง (ซึ่งใกล้อยู่กับเวียงลอ และทางพะเยาเรียกเมืองที่ตั้งของดอยลูกนี้ว่าเวียงปากบ่องอันหมายถึงเมืองที่มีแม่น้ำสองสายสบกันเป็นปากแม่น้ำ คือแม่น้ำภูงาม(พุง)แม่นำสายตา(อิง)ส่วนทางเชียงรายเรียกว่าเวียงปากน้ำ ("จากตำนานที่พญางำเมืองมอบ5หัวเวียงให้กับพญามังรายเพื่อขอหย่าศึก") จนกวางนั้นหายลับไปกับตา ในที่สุดพระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นผู้หญิงคนหนึ่งรูปโฉมชวนพิศวงยิ่งนัก มีดวงตาประดุจตากวาง ทำให้พระองค์พลั้งวาจาออกไปว่าพระองค์มีบุญมากที่ได้พบนางเทพธิดาเจ้าป่าอย่างนี้ นางจึงเอ่ยปากถามว่าพระองค์เป็นใครมาจากไหน เมื่อพระองค์ทรงเล่าเรื่องให้ฟังนางได้ทราบตลอด นางจึงบอกแก่พระองค์ว่านางมิได้เป็นเทพธิดา และไม่ทราบมาจากไหนเช่นกัน ทราบแต่เพียงว่ามีฤๅษีตนหนึ่งได้เก็บมาเลี้ยงไว้เท่านั้น พระองค์ขอติดตามนางเข้าไปหาฤๅษี แต่นางบอกว่าพระฤๅษีอยู่ในถ้ำไกลมากซึ่งอยู่ในทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระองค์ทรงทราบดีว่าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันปรากฏต่อพระบิดา คือพญาคำแดงมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งคราวนั้นพญาคำแดงได้ติดตามนางเข้าไปในถ้ำและหายตัวไปไม่กลับมาอีกเลยปัจจุบันถ้ำแห่งนั้นคือ"ถ้ำเชียงดาว" อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนถ้ำที่หญิงสาวดังกล่าวบอกพญาคำลือปัจจุบันคือ "ถ้ำผาไฟ" ในอำเภองาว จังหวัดลำปาง หลังจากทราบที่ไปที่มาของหญิงสาว พระองค์จึงถามนางต่อว่ามีประสงค์ใดถึงมาที่แห่งนี้ หรือพระฤๅษีมีธุระอันใดใช้ให้มา นางตอบว่าพระฤๅษีให้มาแสวงหาที่ปลอดสัตว์ (บริเวณที่สัตว์จะปลอดภัย) เพื่อปลดปล่อยสัตว์ที่มนุษย์ถูกรังแกหรือหมายจะเอาชีวิตของเขาทั้งหลาย เพราะพุทธองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาโปรดสัตว์ในบริเวณนี้ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล และตรัสกับโมคคัลลานะ และ พระสารีบุตรว่าในอนาคตการณ์ บริเวณแห่งนี้จักเป็นสถานที่คงไว้ซึ่งพระศาสนา บริเวณที่นางปรารภถึงคือบริเวณม่อนคีรีหรือดอยคีรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอป่าแดด ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองภูกามยาวไป 40 กว่ากิโลเมตร) และหลังจากนั้นนางได้กราบทูลลาพญาคำลือและเดินจากได้ประมาณ 7 ก้าว จึงกลายเป็นกวางทองวิ่งหายไปในป่า

เมื่อพญาคำลือเสด็จกลับถึเมืองภูกามยาว ก็ทรงเรียกเหล่าเสนาอามาตย์ปรึกษา ว่าจะกระทำประการใด พอดีขณะนั้นพระมหาอุอะเส่ง (พระสงฆ์จากพม่า) เดินทางจากเมืองม่าน (พม่า) เข้ามาในเมืองภูกามยาว ได้ถวายคำแนะนำแล้วอาสาจะไปแบ่งเอาพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าซึ่งมีคนนำมาจากลังกาทวีปมาไว้ที่เมืองม่าน พญาคำลือ จึงให้เหล่าไพร่พลจัดขบวนตามพระมหาอุอะเส่ง ไปอันเชิญพระเกศาธาตุมา โดยพญาฅำลือให้ช่างผู้มีฝีมือ (ตระกูลช่างพะเยา) ทำช่อฅำ 7 ช่อ ช่อเงิน 7 ช่อ ช่อแก้ว 7 ช่อ สั่งทำพระอุบแก้ว ทอง เงิน (พระอบ) พระอุบทองและเงินล้วนประดับด้วยอัญมณีมีค่าอย่างสวยงามเตรียมไว้ เมื่อขบวนอัญเชิญพระเกสาธาตุ กลับมาถึงเมืองภูกามยาวพญาคำลือก็ให้ไพร่พลและชาวเมืองตั้งขบวนรับพระเกศาธาตุเข้าประตูเมือง เสียงประโคมกลอง ปี่ พาทย์ ฆ้อง สะล้อ ซึง ดุริยะดนตรี ดังกรึกก้องไปทั่วเมือง ทั้งการฟ้อนร่ายรำ ของชาวเมือง ด้วยความปิติยินดี ท้องฟ้าที่มืดครึ้มฟ้าครึ้มฝนก็พลันสลายสว่างแจ้ง อย่างปฏิหาร ชาวเมืองภูกามยาวฉลองงานรื่นเริงถึง 7 วัน 7 คืน ก่อนที่จะอันเชิญพระเกศาธาตุ ไปยอดดอยคีรี ชาวเมืองปากบ่อง และเมืองใกล้เคียงเมื่อได้ทราบข่าวก็พากันเดินทางมาเพื่อที่จะนมัสการพระเกศาธาตุ และร่วมกันประโคมดนตรีร่ายรำฟ้อนรับขบวนที่ช้างอันเชิญพระเกศาธาตุมาถึงประตูเมืองไปสู่ยอดดอยคีรี พญาคำลือจึงได้ไปที่โขดหินใกล้ ๆ กับที่พบทางกวางทอง ได้วางพระอุบที่บรรจุพระเกศาธาตไว้บนโขดหินและหลังได้อธิฐานจิตรก็เกิดปฏิหารพระอุบที่บรรจุพระเกศาธาตุค่อย ๆ จมหายไปในพื้นดิน จึงมีคำสั่งให้สร้างพระธาตุองค์ใหญ่ครอบบริเวณที่นั้นไว้ ผู้คนต่างหลังไหลมาตั้งรกรากจนเป็นหมู่บ้านณบริเวณแห่ง(หมู่บ้านเวียงเดิม) ต่อมาเกิดยุคสงครามผู้คนสมัยนั้นก็พากันหลบหนีไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองทิ้งให้บ้านเมืองร้าง พระธาตุบนม่อนดอยคีรีก็ไม่มีผู้คนบูรณะดูแลก็ทรุดโทรม มีโจรเข้ามาขุดหาสมบัติที่ฝั่งไว้ในตัวองค์พระธาตุ ทำให้พระธาตุองค์เดิม ทลายลงเหลือเพียงเศษซากของอิฐ ต่อมาหลังหมดยุคสงครามหลายปีต่อก็มีผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เวียงเก่าแห่งนี้ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2489 พระครูบาศรีชัย นักบุญแห่งล้านนาได้รับร้ด้วยญานจึงเดินทางแสวงบุญมาที่หมู่บ้านป่าแดด อำเภอพาน(ปัจจุบันคืออำเภอป่าแดด) จังหวัดเชียงราย พบเศษซากอิฐโบราณ มากมายที่ถูกทับถม จึงได้ปรึกษาพระครูบาเจ้าศิริปัญญา เจ้าคณะตำบลป่าแดด ในสมัยนั้น และชักชวนชาวบ้านในสมัยนั้นให้ช่วยกันสร้างก่อพระเจดีย์ใหม่เข้าทับตรงเจดีย์เก่าอีกครั้ง โดยตั้งชื่อว่าพระธาตุจอมคีรี ตามชื่อเดิมของม่อนคีรีและเรียกสืบกันมาว่าพระธาตุจอมคีรี จอมคีรี อันหมายถึง ม่อนดอยอันยิ่งใหญ่ที่ธำรงค์ไว้แห่งศาสนา ตราบถึงทุกนี้

ประวัติ[แก้]

วัดพระธาตุจอมคีรีจะตั้งอยู่นานเท่าไรไม่ปรากฏ แต่กรมศิลปกรและกรมพระพุทธศาสนาสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุประมาณ 700 กว่าปี หรือประมาณ ปี 1848-1860 ซึ่งใกล้เคียงระหว่างการครองเมืองของพญาคำลือ

ประเพณีและความสำคัญ[แก้]

พระธาตุจอมคีรีจะมีประเพณี ในเดือน 6 คือวันวิสาขบูชา และทุกปีจะมีประชาชนเลื่อมใสไปเคารพกราบไหว้อยู่เสมอมิได้ขาด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย[แก้]

สมัยก่อนชาวเวียงปากน้ำหรืออำเภอป่าแดดในปัจจุบัน มีประเพณีที่สำคัญคือการทอผ้าห่มพระธาตุจอมคีรี ความสำคัญของงานนี้คือ การนำฝ้ายมายทอและย้อมเป็นผ้าเหลือง เพื่อแห่ขึ้นไปห่มตัวพระธาตุจอมคีรี โดย จากจากตำนานกล่าวไว้ว่ามีเหตุการณ์สำคัญของการทอผ้าครั้งหนึ่งในอดีต พญาคำลือหลังจากได้มีสร้างพระธาตุจอมคีรีขึ้นแล้วมีความประสงค์ที่จะนำผ้าเหลืองขึ้นห่มตัวพระธาตุจึงตรัสให้ทหารนำเมล็ดฝ้ายไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านครั้นเมื่อออกดอกจนกระทั่งเมล็ดฝ้ายแห้งจึงให้ชาวบ้านนำมาถวายจากนั้นก็ให้ช่างทอมีฝีมือช่วยกันฮีตฝ้ายยอมสีฝาดและนำมาทอให้ได้ 7 วา 7 ศอก ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน 7 คืน เมื่อผ้าที่ทอใกล้แล้วเสร็จเหลือเพียง 1 คีบ ก็ทอต่อไม่ได้หากแม้นช่างทอได้พุ่งกระสวยไหมฝ้ายเพื่อจะทอต่อไหมก็ขาดสิ้น ร้อนถึงพญาคำลือ เจ้าผู้ครองนครภูกามยาว ต้องลงมาทำพิธีบวงสรวงเทพไท้เทวา และพญาฅำลือได้ทำการพุ่งกระสวยฝ้ายด้วยพระองค์เองจึงทำให้การทอผ้าแล้วเสร็จ เมื่อพญาคำลือได้ถวายผ้าห่มพระธาตุแล้วเสร็จ คืนนั้นบังเอิญตรงกับวันเพ็งพุธคือ วันพุธ ขึ้น 4 ค่ำคือการตักบาตรพระอุปคุตนั้นเอง (พระอุปคุตคือพระอรหันต์รูปหนึ่ง ท่านเกิดหลัง พระพุทธเจ้า เสด็จปรินิพพานแล้ว ประมาณ พ.ศ. 218 ปีนัยว่าท่านเนรมิตเรือนแก้ว พระอุปคุตเถระองค์นี้ มีปกติสันโดษอยู่องค์เดียว เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุข อยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ภายในปราสาทแก้วที่เนรมิตขึ้น เหนือรัตนะบัลลังก์ จะออกจากสมาบัติ เหาะขึ้นมาบิณฑบาต ในโลกมนุษย์ ในยามเที่ยงคืนที่เป็นวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธเท่านั้นคนในอดีตเชื่อการได้ตักบาตรกับท่านถือเป็นสิริมงคลตอชีวิต) ซึ่งชาวบ้านจะลุกขึ้นมาตักบาตรตอนเที่ยงคืนพระองค์จึงตักบาตรบริเวณทางลงบันไดพระธาตุ (จอมคีรี) เมื่อตักบาตรเสร็จพระองค์จึงได้ปล่อยโคมลอยเพื่อเป็นการการบูชาพระพุทธบนสวรรค์คือการปล่อยโคมลอยเพื่อบูชาพระธาตุเกศแก้วมณีบนสวรรค์และนับจากนับชาวเมืองจึงถือเป็นประเพณีที่สำคัญและสืบทอดกันมาโดยตลอด เหตุที่ทำให้ประเพณีนี้สูญหายคาดว่ามีอยู่ 2 สาเหตุ คือ

  1. สาเหตุนี้น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือการร้างของของเมืองเนื่องมาจากสงครามทำให้ประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมสูญหายไปด้วยและเมื่อผู้คนที่อพยพเข้าอาศัยอยู่ใหม่ไม่รู้ประเพณีที่เคยมีอยู่จึงทำให้ประเพณีนี้สูญหายไปในที่สุด
  2. เนื่องจากกำหนดเวลาไม่แน่นอนเช่นการตักบาตรพระอุปคุตนั้น จะทำกันใน วันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เท่านั้น ซึ่งปีหนึ่งมีเพียงครั้งเดียว หรืออาจมี ถึงสองครั้ง และบางปี ก็ไม่มีวันใดตรงเลย และต้องกระทำการตักบาตตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนขึ้นไปเท่านั้นเมื่อ วัน เวลา กำหนดไม่ได้จึงได้ยกเลิกประเพณีนี้ไปเหลือเพียงงานทอผ้าห่มธาตุ บูชาองค์พระพุทธบนสวรรค์ แต่เนื่องด้วยการจัดงานมักใช้เวลาเตรียมงานค่อนข้างนานเสียเวลาสาเหตุเพราะการทอผ้านั้นยุ่งยากและเสียเวลา แล้วผ้าเหลืองก็หาซื้อง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อนและปัจจุบันคงเหลือเพียงงานขึ้นพระธาตุเพียงอย่างทีชาวป่าแดดยังคงอนุรักษ์ไว้

สาเหตุที่จังหวัดเชียงรายไม่ได้รวมพระธาตุจอมคีรีเข้าในหนึ่งพระธาตุ 9 จอม ทั้งที่พระธาตุจอมคีรีมีอายุเก่าแก่พอ ๆ กับพระธาตุจอมอื่น ๆ สันนิษฐานว่าคงเพราะพระธาตุจอมคีรีมีความสมบูรณ์น้อยค้นพบและบูรณะขึ้นมาใหม่ได้ไม่นานและถูกสร้างในเขตเมืองภูกามยาว และเจ้าเมืองภูกามยาว (จังหวัดพะเยา) มิใช่สร้างในเขตเมืองไชยนารายบุรีศรีเวียงช้างหายนคร (จังหวัดเชียงราย) แต่อย่างใด

อ้างอิง[แก้]

  1. สารนุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่มที่ 9 เรื่องพระธาตุจอมคีรี หน้า 4381-4382
  2. สงวน โชติสุขรัตน์ ประชุมลานนาไทย พ.ศ. 2515
  3. กรมศิลปากร การขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ พ.ศ. 2525

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 19°30′39″N 99°59′54″E / 19.510916°N 99.998302°E / 19.510916; 99.998302