ข้ามไปเนื้อหา

แคราแคล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

แคราแคล
แคราแคลที่อุทยานข้ามพรมแดนฆาลาฆาดี
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ แก้ไขการจำแนกนี้
อาณาจักร: สัตว์
Animalia
ไฟลัม: สัตว์มีแกนสันหลัง
Chordata
ชั้น: สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
Mammalia
อันดับ: สัตว์กินเนื้อ
Carnivora
อันดับย่อย: เฟลิฟอเมีย
Feliformia
วงศ์: เสือและแมว
Felidae
วงศ์ย่อย: แมว
Felinae
สกุล: แคราแคล
Caracal
(Schreber, 1776)
สปีชีส์: Caracal caracal
ชื่อทวินาม
Caracal caracal
(Schreber, 1776)
ชนิดย่อย

ดูข้างล่าง

แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของแคราแคลใน ค.ศ. 2016[1]
ชื่อพ้อง[2]
  • C. bengalensis (J. B. Fischer, 1829)
  • C. melanotis Gray, 1843
  • C. melanotix Gray, 1843
  • C. berberorum Matschie, 1892
  • C. corylinus (Matschie, 1912)
  • C. medjerdae (Matschie, 1912)
  • C. aharonii (Matschie, 1912)
  • C. spatzi (Matschie, 1912)
  • C. roothi (Roberts, 1926)
  • C. coloniae Thomas, 1926
  • C. michaelis Heptner, 1945

แคราแคล หรือ ลิงซ์เปอร์เซีย หรือ ลิงซ์อียิปต์ หรือ ลิงซ์แอฟริกา หรือ ลิงซ์ทะเลทราย (อังกฤษ: caracal, Persian lynx, Egyptian lynx, African lynx, desert lynx) เป็นแมวขนาดกลาง มีการกระจายพันธุ์ในเอเชียตะวันตก, เอเชียใต้ และทวีปแอฟริกา

คำว่า "แคราแคล" มาจากคำในภาษาตุรกีว่า "karakulak" ซึ่งแปลว่า "หูสีดำ"[3] ในอินเดียเหนือและประเทศปากีสถาน แคราแคลเป็นที่รู้จักกันในชื่อ syahgosh (स्याहगोष/سیاه گوش) หรือ shyahgosh ซึ่งในคำในภาษาปากีสถานแปลว่า หูสีดำ เช่นกัน[4] ในภาษาอาฟรีกานส์เรียกแคราแคลว่า Rooikat ซึ่งแปลว่า "แมวแดง"

มีการนำแคราแคลมาเลี้ยงไว้ล่าสัตว์ในอินเดีย, เปอร์เซีย และอียิปต์[5][6]

ลักษณะ

[แก้]

แคราแคล มีน้ำหนักเต็มที่ในตัวผู้ 10 - 18 กิโลกรัม ความสูงจากอุ้งเท้าถึงหัวไหล่ประมาณ 40 - 50 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 55 - 90 เซนติเมตร ความยางหาง 25 - 40 เซนติเมตร อายุโดยเฉลี่ย 8 - 10 ปี

มีลักษณะของตัวผู้และตัวเมียคล้ายคลึงกัน ในตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และมีโขดหิน ล่าเหยื่อได้หลากหลายชนิดรวมถึงสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ในบางครั้ง เช่น อิมพาลาด้วย แต่โดยทั่วไปจะล่าไฮแรกซ์, กระต่ายป่า, หมูป่า, นกกระทา, ไก่ต๊อก, นกพิราบและนกเขา รวมถึงแอนทีโลปขนาดเล็กด้วย แคราแคล สามรถกระโดดได้สูง และล่าสัตว์ที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวเองได้ถึง 2 - 3 เท่า โดยก่อนกินจะใช้ฟันถอนขนของเหยื่อออกให้หมดก่อน ในกรณีที่อาหารมีขนปกคลุมหนาแน่น[7]

แต่ตัวของแคราแคลเองก็ถูกล่าเช่นกันจากเสือดาวหรือสิงโต แคราแคลที่ยังไม่โตเต็มวัยอาจถูกล่าได้จากอินทรีขนาดใหญ่ แคราแคลปีนต้นไม้ได้เก่งและจะหนีขึ้นต้นไม้เมื่อถูกล่าหรือถูกคุกคาม[8]

อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการชาติพันธุ์

[แก้]

Felis caracal เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่Johann Christian Daniel von Schreberใช้อธิบายหนังแคราแคลจากแหลมกู๊ดโฮปใน ค.ศ. 1776[9] ต่อมาใน ค.ศ. 1843 จอห์น เอ็ดเวิร์ด เกรย์จัดให้มันอยู่ในสกุล Caracal[10] ในวงศ์ Felidae และวงศ์ย่อย Felinae[2]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึง 20 มีการกล่าวถึงและเสนอตัวอย่างแคราแคลบางชนิดให้เป็นชนิดย่อย นับตั้งแต่ ค.ศ. 2017 มี 3 ชนิดย่อยเท่านั้นที่ยอมรับว่าถูกต้อง:[11]

ถิ่นที่อยู่อาศัย

[แก้]

แคราแคลอาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง อดทนต่อสภาพที่อยู่อาศัยหลายประเภท พบในป่าวูดแลนด์ ซะวันนา และป่าละเมาะอะคาเซียทั่วทวีปแอฟริกา พบได้บ่อยในป่าที่ชุ่มชื่นใกล้ชายฝั่งเหนือทะเลทรายซาฮารา และยังพบในทะเลทรายของอินเดียด้วย แต่ไม่พบในป่าฝนเขตร้อน อยู่ได้สูงถึง 3,000 เมตร ในแอฟริกาใต้ แคราแคลอยู่ในป่าดิบและป่าบนเขาสูงทางใต้ของจังหวัดเคป ในเอธิโอเปีย แคราแคลพบได้สูงถึง 2,500 เมตร ในเทือกเขาเบลีและไซเมียน

อุปนิสัย

[แก้]

แคราแคลอดน้ำได้เก่ง เพียงน้ำจากตัวเหยื่อก็ดำรงชีวิตได้แล้ว ตอนกลางวันอันร้อนระอุจะพักอยู่ตามหลืบหิน หากินเฉพาะตอนเช้าและตอนเย็นที่อากาศเย็น

การล่าของแคราแคลจะใช้วิธีย่องเข้าหาและพุ่งตะครุบเช่นเดียวกับแมวบ้าน ตัวผู้มีอาณาเขตหากินซ้อนทับพื้นที่ของตัวเมียหลายตัว หากินโดยลำพัง จะหากินด้วยกันก็ต่อเมื่อต้องการผสมพันธุ์เท่านั้น

ในประเทศแอฟริกาใต้แมวแคราแคลตัวผู้มีอาณาเขต 31 - 65 ตารางกิโลเมตร ส่วนตัวเมียใช้พื้นที่เพียง 4 - 31 ตารางกิโลเมตร แคราแคลตัวผู้เดินทางเฉลี่ยวันละ 10.4 + 5.2 กิโลเมตร ส่วนตัวเมียเดินทางเฉลี่ยวันละ 6.6 + 4.1 กิโลเมตร เคยมีการแกะรอยแคราแคลตัวหนึ่งในทะเลทรายคารากัมในเติร์กเมนิสถานพบว่ามันเดินทางในเวลากลางคืนเป็นระยะทางถึง 20 กิโลเมตร

แคราแคลกินสัตว์ฟันแทะเป็นอาหารหลัก เช่น เจอร์บัว หนูทราย กระรอกดิน นอกจากนี้ยังกิน นก ร็อกไฮแรก กระต่ายป่า สัตว์เลื้อยคลาน งูพิษ และแอนติโลปขนาดเล็กอย่างรีดบัก ดุยเกอร์ สปริงบอก กูดู

แคราแคลที่อยู่ในทะเลทรายของเติร์กเมนิสถาน กินกระต่ายป่าโทไลเป็นอาหารหลัก บางครั้งก็จับสัตว์ใหญ่ได้เหมือนกัน เช่นกาเซลล์กอยเตอร์ ในอาหรับก็เคยพบแคราแคลฆ่าตัวโอริกซ์ และยังเคยพบรอยแคราแคลติดตามตัวกาเซลล์ดอร์คัสในแอลจีเรีย โดยเฉพาะแคราแคลในตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบชาด ขึ้นชื่อในเรื่องการจับกาเซลล์กอยเตอร์ จึงมีชื่อเรียกในภาษาตูบูที่มีความหมายว่าแมวกาเซลล์ ในปากีสถานก็เคยมีคนเห็นแคราแคลย่องตามฝูงแกะป่ามูฟลอนตอนกลางวัน

บางครั้งแคราแคลก็กินซากด้วยแม้ไม่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติอิโตชาในนามิเบีย แคราแคลตัวเมียตัวหนึ่งรอให้เสือชีตาห์กินเหยื่อจนเสร็จจนจากไปแล้วค่อยไปกินซากที่เหลือ บางครั้งก็กินหญ้าและผลไม้ คาดว่าแคราแคลกินหญ้าและผลไม้เพื่อต้องการน้ำจากภายในเท่านั้น เมื่อจับเหยื่อได้จะลากไปในที่ลับตาเพื่อหลีกเลี่ยงสัตว์อื่นมารบกวน ถ้าเหยื่อตัวใหญ่กินคราวเดียวไม่หมด ก็จะคลุมเหยื่อด้วยหญ้าเพื่อกลับมากินคราวหลัง บางครั้งแคราแคลก็ลากเหยื่อขึ้นไปกินบนต้นไม้แบบเดียวกับเสือดาว ในการกินนก หากเป็นนกตัวใหญ่แคราแคลจะถอนขนก่อนกิน แต่ถ้าเป็นนกตัวเล็กจะกลืนเข้าไปทั้งตัว

ท่าเดินของแคราแคลคล้ายชีตาห์ แต่แมวชนิดนี้ไม่ใช่นักวิ่งเร็ว แม้จะวิ่งเร็วกว่าแมวชนิดอื่นที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน เมื่อถูกหมาวิ่งไล่จะวิ่งขึ้นต้นไม้

แคราแคลมีฝีมือเด่นด้านการกระโดด มันกระโดดได้สูงจากพื้นหลายฟุตขึ้นไปตบนก มันอาจจับนกพิราบได้คราวละราวสิบตัวในคราวเดียว ในอดีตในประเทศอินเดียและอิหร่าน เคยมีการฝึกแคราแคลให้ล่านกด้วย และนี่เป็นที่มาของสำนวนภาษาอังกฤษ ว่า 'to put a cat amongst the pigeons' แคราแคลจะถูกนำไปไว้ในเวทีที่เต็มไปด้วยฝูงนกพิราบเพื่อแข่งขันกันว่าแมวตัวไหนจะฆ่านกได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงไว้เพื่อล่าแอนติโลป กระต่าย และหมาจิ้งจอกอีกด้วย

แคราแคลหากินตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ แต่ละคืนอาจเดินหากินเป็นระยะทางถึง 20 กิโลเมตร หลับพักผ่อนในโพรง หลืบหิน หรือพุ่มไม้ทึบ หรือบางครั้งก็บนต้นไม้ แมวชนิดนี้มักไม่ค่อยส่งเสียงนัก ส่วนใหญ่มักเป็นการ ส่งเสียงครางต่ำ ๆ และทำเสียงฟุดฟิดเมื่อฉุนเฉียว เสียงร้องเรียกคู่คล้ายเสียงเห่าและดัง สายตาและหูดีมาก แต่ความไวจมูกปานกลาง

แคราแคลตัวผู้มีพื้นที่หากินเฉลี่ยประมาณ 221 ตารางกิโลเมตร ตัวเมียประมาณ 57 ตารางกิโลเมตร ยิ่งตัวใหญ่ก็ยิ่งมีพื้นที่หากินกว้าง อาณาเขตของตัวผู้จะซ้อนทับกันค่อนข้างมาก (ราว 50 เปอร์เซ็นต์) และซ้อนทับกับพื้นที่ของตัวเมียหลายตัว เคยพบแคราแคลตัวผู้ที่เดินทางไกลถึง 90 กิโลเมตรเพื่อแสวงหาอาณาเขต ส่วนตัวเมียจะใช้พื้นที่ไม่ไกลจากแหล่งกำเนิดเป็นอาณาเขตและพื้นที่ของตัวเมียซ้อนทับกับพื้นที่ของแม่ ส่วนแคราแคลในทะเลทรายเนเกฟในอิสราเอล ใช้พื้นที่หากินกว้างกว่าพวกที่อยู่ในแอฟริกาใต้ แม้จะมีเหยื่อให้กินมากอันเนื่องมาจากระชลประทานที่ดีก็ตาม

ชีววิทยา

[แก้]

คาดว่าแคราแคลผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ในแถบซาฮารามักผสมพันธุ์ในเดือนมกราคมซึ่งเป็นกลางฤดูหนาว มีช่วงเวลาเป็นสัดนาน 5 - 6 วัน และมีคาบการเป็นสัด 14 วัน ในช่วงเป็นสัดแมวตัวเมียอาจจับคู่กับตัวผู้ได้มากถึงสามตัว โดยจับคู่ตามลำดับบรรดาศักดิ์ของตัวผู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุและขนาด แม่แมวตั้งท้องนาน 71 - 81 วัน ออกลูกครอกละ 1 - 4 ตัว บางครั้งอาจมากถึง 6 ตัว ทำรังเลี้ยงลูกในโพรงหรือหลืบหินหรือพุ่มทึบ พื้นรังปูด้วยขน ลูกแมวแรกเกิดสีเข้มกว่าตัวผู้ใหญ่ ท้องมีจุดสีอมแดง จุดนี้จะจางหายไปเมื่อโตขึ้น ลืมตาได้ตั้งแต่วันแรก แต่จะเปิดเต็มที่ได้เมื่ออายุได้ 6 - 10 วัน ช่วงแรกลูกแมวจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นวันละ 21 กรัม เมื่ออายุได้สามสัปดาห์ แม่จะพาออกมาจากรังเพื่อย้ายรังเป็นครั้งแรก เมื่อลูกแมวอายุได้ 4 - 5 สัปดาห์ก็จะซุกซนมากและส่งเสียงร้องจิ๊บเหมือนนก เมื่ออายุได้ 10 สัปดาห์ก็หย่านม แต่จะยังคงอยู่กับแม่จนกระทั่งอายุครบขวบ แมวตัวผู้จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 12.5 - 15 เดือน ส่วนตัวเมียเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 14 - 16 เดือน และคาดว่ามีลูกได้ทุกปี ตั้งท้องครั้งสุดท้ายเมื่ออายุ 18 ปี ในแหล่งเพาะเลี้ยงมีอายุได้ถึง 19 ปี

แมวชนิดนี้เพาะพันธุ์ได้ง่าย มีการเลี้ยงในสวนสัตว์หลายแห่ง[ต้องการอ้างอิง]

ภัยคุกคาม

[แก้]

แคราแคลมักถูกล่าจากข้อหาว่าไปฆ่าสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กในฟาร์มของชาวบ้าน ข้อกล่าวหานี้มีส่วนจริง จากการวิเคราะห์กระเพาะและขี้ของแคราแคลนอกเขตคุ้มครอง พบว่าสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านเป็นเหยื่อประจำของแคราแคลจริงและมีอยู่ปริมาณพอสมควร (17 - 55%) อัตราสูญเสียสัตว์เลี้ยงมีมากถึง 5.3 ตัว ต่อ 10 ตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ตามปัญหานี้เกิดขึ้นเฉพาะในแอฟริกาใต้และนามิเบียเท่านั้น ในระหว่างปี 2474 - 2495 มีปฏิบัติการควบคุมจำนวนแคราแคลในพื้นที่คารู จากรายงานระบุว่ามีแคราแคลถูกฆ่าตายไปเฉลี่ย 2,219 ตัวต่อปี ในปี 2532 มีการสำรวจกลุ่มนักล่าที่คอยล่าสัตว์ที่ก่อปัญหาในจังหวัดเคป พบว่า จำนวนของแคราแคลที่ถูกกำจัดและจับมีราว 0.02 - 1.6 ต่อ 10 ตารางกิโลเมตรต่อปี ในปี 2524 มีการสำรวจพบว่าแคราแคลถูกชาวบ้านฆ่าตายรวม 2,800 ตัว อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะควบคุมจำนวนแคราแคลนี้ดูเหมือนจะมีผลต่อจำนวนประชากรไม่มากนัก เพราะมักพบว่าหลังจากที่แคราแคลถูกกำจัดไปจากพื้นที่หนึ่ง แคราแคลตัวอื่นก็เข้ามาครอบครองพื้นที่แทน

การล่าเพื่อเอาหนังและเพื่อการเปิบพิสดารก็มีรายงานในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลางเช่นกัน ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีประชากรแคราแคลไม่หนาแน่นมากนัก

ภัยคุกคามอีกอย่างอย่างหนึ่งคือการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย เพราะชุมชนมนุษย์เริ่มรุกล้ำพื้นที่หากินของแคราแคล และสัตว์เหยื่อของแคราแคลก็ถูกกำจัดออกไปด้วย

สถานภาพd

[แก้]

จำนวนประชากรของแคราแคลในธรรมชาติยังไม่ทราบแน่ชัด ในเอเชียและตอนเหนือของทวีปแอฟริกาเหลือน้อยและถูกคุกคาม พันธุ์แอฟริกาใต้ (C.c. caracal) ที่อยู่ในแอฟริกาตอนใต้ยังมีอยู่มาก พบมากที่สุดในประเทศแอฟริกาใต้และนามิเบีย และเขตกระจายพันธุ์ในส่วนนี้ยังคงขยายออกไป ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่หมาจิ้งจอกหลังดำถูกชาวไร่กำจัดออกไปจากพื้นที่ สถานภาพโดยรวมของแมวชนิดนี้ในทวีปแอฟริกาถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ตรงข้ามกับชนิดย่อยที่อยู่ในเอเชียถูกคุกคามอย่างหนัก ในปี 2536 พบว่าในเติร์กเมนิสถานเหลือแคราแคลอยู่เพียง 250 - 300 ตัว ส่วนในอินเดียก็ถือเป็นสัตว์หายาก

ไซเตสจัดแมวแคราแคลในแอฟริกาไว้ในบัญชีหมายเลข 2 ส่วนพันธุ์ที่อยู่ในเอเชียอยู่ในบัญชีหมายเลข 1

ประเทศที่ห้ามล่า

[แก้]

ประเทศที่ไม่มีการคุ้มครอง

[แก้]

ไม่มีข้อมูล

[แก้]

ประเทศที่ควบคุมการล่าและการค้า

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ประชากรทั้งหมดอยู่ใน Appendix II ยกเว้นประชากรในทวีปเอเชีย

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Avgan, B.; Henschel, P. & Ghoddousi, A. (2016) [errata version of 2016 assessment]. "Caracal caracal". IUCN Red List of Threatened Species. 2016: e.T3847A102424310. doi:10.2305/IUCN.UK.2016-2.RLTS.T3847A50650230.en. สืบค้นเมื่อ 15 January 2022.
  2. 1 2 Wozencraft, W. C. (2005). "Species Carcal caracal". ใน Wilson, D. E.; Reeder, D. M. (บ.ก.). Mammal Species of the World: A Taxonomic and Geographic Reference (3rd ed.). Johns Hopkins University Press. p. 533. ISBN 978-0-8018-8221-0. OCLC 62265494.
  3. "SCI recordbook -Caracal". Safari Club International. สืบค้นเมื่อ 2009-06-10.
  4. D.L. Drake-Brockman; Drake-Brockman, D.L (1909). Volume 1 of District Gazetteers of the United Provinces of Agra and Oudh. Government Press, United Provinces, India. p. 552. ... The caracal (felia caracal) or syahgosh is also found in the Dun ...
  5. Heptner, V. G. (1989). Mammals of the Soviet Union. Vol. 2 Part 2 Carnivora (Hyenas and Cats) (illustrated ed.). BRILL. p. 524. ISBN 978-90-04-08876-4.
  6. Budiansky, S. (2015). The Character of Cats (illustrated ed.). Hachette UK. p. 21. ISBN 978-1-4746-0321-8.
  7. Snow Leopards of Leafy London. สารคดีทางแอนนิมอลแพลนเน็ต ทางทรูวิชั่นส์: พุธที่ 25 ธันวาคม 2556
  8. แม้จะได้ชื่อว่าเป็นลิงซ์ แต่แคราแคลก็ไม่ได้จัดว่าเป็นลิงซ์แต่อย่างใด แต่เชื่อกันว่า แคราแคลเป็นญาติใกล้ชิดกับเสือไฟแอฟริกาและเซอร์วัล แคราแคลถูกจัดว่าเป็นแมวขนาดเล็ก แต่ก็เป็นแมวขนาดเล็กที่หนักที่สุด รวดเร็วที่สุด เร็วใกล้เคียงกับเซอร์วัล ปองพล อดิเรกสาร. สัตว์ป่าแอฟริกา. กรุงเทพฯ : เอเรียสบุ๊คส์, 2553. 272 หน้า. ISBN 978-616-90508-0-3
  9. Schreber, J. C. D. (1777). "Der Karakal". Die Säugethiere in Abbildungen nach der Natur mit Beschreibungen. Erlangen: Wolfgang Walther. pp. 413–414.
  10. Gray, J. E. (1843). "The Caracal". List of the specimens of Mammalia in the collection of the British Museum. London: The Trustees of the British Museum. p. 46.
  11. Kitchener, A. C.; Breitenmoser-Würsten, C.; Eizirik, E.; Gentry, A.; Werdelin, L.; Wilting, A.; Yamaguchi, N.; Abramov, A. V.; Christiansen, P.; Driscoll, C.; Duckworth, J. W.; Johnson, W.; Luo, S.-J.; Meijaard, E.; O’Donoghue, P.; Sanderson, J.; Seymour, K.; Bruford, M.; Groves, C.; Hoffmann, M.; Nowell, K.; Timmons, Z. & Tobe, S. (2017). "A revised taxonomy of the Felidae: The final report of the Cat Classification Task Force of the IUCN Cat Specialist Group" (PDF). Cat News (Special Issue 11): 62−63.
  12. Fischer, J. B. (1829). "F. caracal Schreb.". Synopsis Mammalium. Stuttgart: J. G. Cottae. p. 210.
  13. Matschie, P. (1912). "Über einige Rassen des Steppenluchses Felis (Caracal) caracal (St. Müll.)". Sitzungsberichte der Gesellschaft Naturforschender Freunde zu Berlin. 1912 (2a): 55–67.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]