เสือจากัวร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Jaguar sitting in exhibit.jpg
เสือจากัวร์
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ไพลสโตซีน, 0.5–0Ma
Standing jaguar.jpg
เสือจากัวร์สีปกติ
Black Jaguar (Panthera onca).JPG
เสือจากัวร์ดำ
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: สัตว์ (Animalia)
ไฟลัม: สัตว์มีแกนสันหลัง (Chordata)
ชั้น: สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammalia)
อันดับ: สัตว์กินเนื้อ (Carnivora)
วงศ์: วงศ์เสือและแมว (Felidae)
สกุล: Panthera
สปีชีส์: P.  onca
ชื่อทวินาม
Panthera onca
(Linnaeus, 1758)
Panthera onca distribution.svg
แหล่งที่พบเสือจากัวร์ (สีแดง: ปัจจุบัน; สีชมพู: ในอดีต)
ชื่อพ้อง[2]
  • Felis onca Linnaeus, 1758
  • Felis onca coxi Nelson & Goldman, 1933
  • Felis onca boliviensis Nelson & Goldman, 1933
  • Felis onca ucayalae Nelson & Goldman, 1933

เสือจากัวร์ จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อันดับสัตว์กินเนื้อ วงศ์เสือและแมว (Felidae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera onca เป็นเสือขนาดใหญ่รองลงมาจากเสือโคร่ง (P. tigris) และสิงโต (P. leo)

ลักษณะและพฤติกรรม[แก้]

มีขนคล้ายเสือดาว (P. pardus) มาก มีสีน้ำตาลอ่อนแกมเหลือง มีจุดดำทั้งตัว บริเวณกลางลำตัวมีจุดดำเป็นหมู่ ๆ หลังหูดำ มีจุดสีนวลที่หลังหู มีถิ่นอาศัยพบได้ตั้งแต่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาจนถึงภูมิภาคอเมริกากลางจรดทวีปอเมริกาใต้ และถือเป็นเสือขนาดใหญ่เพียงชนิดเดียวที่พบในภูมิภาคแถบนี้ พบในป่าทุกประเภท ทั้งป่าทึบ ป่าโปร่ง และป่าที่มีโขดหิน ทนร้อนได้ดี และชอบลงเล่นน้ำ ชอบอยู่โดดเดี่ยว จะอยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์ กินสัตว์ป่าทุกชนิดที่จับได้ เช่น กวาง, หมู, ลิง, นกยูง, สุนัข, และแมลง จากการศึกษาพบว่าล่าเหยื่อได้ถึง 85 ชนิด และล่าได้ทุกประเภททั้งบนบก, ในน้ำ หรือบนต้นไม้ รวมถึงดำน้ำหาปลาได้ด้วย และออกล่าปศุสัตว์ของมนุษย์ด้วย ใช้ระยะตั้งท้อง 90–105 วัน ให้ลูก 1–4 ตัว น้ำหนักแรกคลอด 700–900 กรัม วัยเจริญพันธุ์ 2–3 ปี อายุยืนประมาณ 22 ปี

เสือจากัวร์มองภายนอกคล้ายคลึงกับเสือดาวมาก แต่เสือจากัวร์มีหางที่สั้นกว่า ลำตัวบึกบึนมีกล้ามเนื้อมากกว่า จัดได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีพละกำลังมาก น้ำหนักตัวเต็มที่หนักได้ถึง 120 กิโลกรัม ขณะที่เสือดาวหนักเต็มที่ไม่เกิน 70 กิโลกรัม อีกทั้งพฤติกรรมในการฆ่าเหยื่อก็ต่างกัน เสือจากัวร์จะฆ่าเหยื่อด้วยการกัดที่กะโหลก ขณะที่เสือดาวจะกัดเข้าที่ส่วนลำคอ โดยเสือจากัสร์ถือว่าเป็นเสือที่มีแรงในการกัดสูงสุดในบรรดาสัตว์จำพวกเสือทั้งหมด โดยออกแรงได้ถึงร้อยละ 7 ของน้ำหนักตัว ทั้งนี้เนื่องจากเสือจากัวร์มีกะโหลกและกรามที่หนาและแน่น จึงทำให้มีกล้ามเนื้อกระหม่อมและขากรรไกรมากกว่า รวมถึงมีเขี้ยวที่สั้นกว่าด้วย จึงทำให้เหมือนใบมีดของกรรไกรตัดต้นไม้ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการตัดกีกว่ากรรไกรทั่วไป โดยเสือจากัวร์อาจฆ่าเหยื่อได้ด้วยการกัดหรืองับเพียงครั้งเดียวซึ่งฟันหรือเขี้ยวจะทะลุกะโหลกเหยื่อไปจนถึงสมอง และอาจงับทำลายสัตว์ที่มีเกราะหุ้มเช่น อาร์มาดิลโล หรือจระเข้เคแมน ได้ [3]

นอกจากนี้แล้ว เสือจากัวร์บางตัวอาจมีสีขนกลายไปเป็นสีดำล้วนเช่นเดียวกับเสือดำที่พบในเสือดาวด้วย

การจำแนก[แก้]

เสือจากัวร์เป็นสัตว์ที่มีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างขวางมาก และแบ่งออกเป็นชนิดย่อย ๆ ได้ดังนี้[2]

  • P. o. arizonensis (Goldman, 1932) – จากัวร์แอริโซนา
  • P. o. centralis (Mearns, 1901) – จากัวร์อเมริกากลาง
  • P. o. goldmani (Mearns, 1901) – จากัวร์คาบสมุทรยูกาตัง
  • P. o. hernandesii (Gray, 1857) – จากัวร์เม็กซิโกตะวันตก
  • P. o. onca (Linnaeus, 1758) – จากัวร์บราซิลตะวันออก
  • P. o. palustris (Ameghino, 1888) – จากัวร์ใต้แห่งแม่น้ำแอมะซอน
  • P. o. paraguensis (Hollister, 1914) – จากัวร์ปารากวัย
  • P. o. peruviana (de Blainville, 1843) – จากัวร์เปรู
  • P. o. veraecrucis (Nelson & Goldman, 1933) – จากัวร์ตะวันออกเฉียงเหนือ

ความเชื่อในศาสนา[แก้]

ชื่อ "จากัวร์" (Jaguar) นั้น มีที่มาจากภาษาของอินเดียแดงว่า “yaguara” มีความหมายว่า สัตว์ร้ายที่ฆ่าเหยื่อด้วยการกระโจนตะครุบครั้งเดียว ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกากลางและอเมริกาใต้หลายเผ่าใช้เสือจากัวร์เป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจของวัฒนธรรมของตน มีการประดับหรือสลักรูปเสือจากัวร์ตามสถานที่หรือข้าวของต่าง ๆ เช่น เทวสถาน, บัลลังก์, ภาชนะที่มีหูหิ้ว หรือ ช้อนที่ทำมาจากกระดูกของยามา ชาวโอลเม็ก, มายา, แอซเท็ก, อินคา นับถือเสือจากัวร์เหมือนเทพเจ้า บางชนเผ่าดื่มเลือดหรือกินเนื้อรวมถึงหัวใจของเสือจากัวร์ รวมถึงมีความเชื่อว่าเสือจากัวร์สามารถแปลงเป็นมนุษย์ได้ และมนุษย์ก็แปลงเป็นเสือจากัวร์ได้ ชาวเผ่าชารินที่มีวัฒนธรรมเจริญรุ่งเรืองเมื่อ 900 ปีก่อนคริสตกาล มีการถักทอผ้าคลุมผมและหน้าศพด้วยลายของเสือจากัวร์ ในเทศกาลตีกรานาที่มีการบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อขอฝน ในเม็กซิโก มีขบวนที่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมและหน้ากากของเสือจากัวร์แห่ไปตามท้องถนน รวมถึงมีความเชื่อในความเชื่อพื้นบ้านของบางพื้นที่ที่มีการเข้าทรงหรือเรียกดวงวิญญาณของเสือจากัวร์ ชาวมายาเชื่อว่าเสือจากัวร์เป็นสัตว์ที่ต่อสู้กับพลังชั่วร้ายของยมโลกในยามค่ำคืนเพื่อให้ดวงอาทิตย์ได้ขึ้นในวันรุ่งขึ้นและทุกสรรพสิ่งได้ดำเนินต่อไป[3]

สถานะ[แก้]

ปัจจุบัน เสือจากัวร์เป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากถูกล่าและป่าที่เป็นแหล่งอาศัยก็ถูกรุกรานและเพื่อการเกษตรและทำการเลี้ยงปศุสัตว์ รวมถึงมีการล่าเพื่อส่งขายในตลาดค้าสัตว์ป่าด้วย โดยที่โบลิเวียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการล่าสูงสุด เนื่องจากกฎหมายนั้นใช้บังคับได้ไม่เต็มที่ คาดว่ามีจำนวนเสือจากัวร์ในโบลิเวียประมาณ 4,000–7,000 ตัว นอกจากนี้แล้วยังมีการล่าเพื่อกระดูกหรือเขี้ยวอีกด้วย โดยเป็นความต้องการจากประเทศจีนตามความเชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของเสือ โดยเป็นความต้องการแทนที่เสือโคร่งในทวีปเอเชีย เขี้ยวของเสือจากัวร์ชิ้นหนึ่งอาจมีราคาถึง 100–200 ดอลลาร์สหรัฐ[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. Cat Specialist Group (2002). Panthera Tigris. 2006 IUCN Red List of Threatened Species. IUCN 2006. Retrieved on 10 May 2006. Database entry includes justification for why this species is endangered.
  2. 2.0 2.1 "Panthera onca (Linnaeus, 1758)". ระบบข้อมูลการจำแนกพันธุ์แบบบูรณาการ. 
  3. 3.0 3.1 หน้า 56-75, อาณาจักรที่กำลังหดหายของเสือจากัวร์ โดย ชิป บราวน์, NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับที่ 197: ธันวาคม 2560
  4. หน้า 78-81, แกะรอยทางพรานลักลอบล่าเสือจากัวร์ โดย ราเชล เบล, NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับที่ 197: ธันวาคม 2560

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]