ข้ามไปเนื้อหา

สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี
สมเด็จพระนางนาฏบรมอัครราชเทวี[1]
พระอัครมเหสี
ดำรงพระยศ
2 มกราคม พ.ศ. 2395 – 10 ตุลาคม พ.ศ. 2395
(282 วัน)
พระมหากษัตริย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ถัดไปพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ21 ธันวาคม พ.ศ. 2377
สวรรคต10 ตุลาคม พ.ศ. 2395 (17 ปี)
ประดิษฐาน
พระบรมศพ
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
พระราชทานเพลิงพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง
พระราชสวามีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชบุตรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าโสมนัส
ราชวงศ์จักรี
พระราชบิดาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ
พระราชมารดาเจ้าจอมมารดางิ้ว
ศาสนาพุทธเถรวาท

สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี (21 ธันวาคม พ.ศ. 2377 — 10 ตุลาคม พ.ศ. 2395) เป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับเจ้าจอมมารดางิ้ว[2] และเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงพระองค์เดียวที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า

พระองค์ได้รับการสถาปนาพระราชอิสริยยศขึ้นเป็นพระอัครมเหสีเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2395 และสวรรคตเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2395 หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดโสมนัสราชวรวิหาร เพื่อพระราชอุทิศให้แก่พระอัครมเหสี

พระราชประวัติ

สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ แรม 6 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเมีย ฉศก จ.ศ. 1196 ตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2377[3] เมื่อแรกพระราชสมภพมีพระยศที่ หม่อมเจ้าโสมนัส เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับหม่อมงิ้ว จากตระกูลสุวรรณทัต[2] โดยพระบิดาเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาบาง ส่วนหม่อมมารดาเป็นบุตรีของทองสุข กับทองจันทร์ ต่อมาพระชนนีได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอมมารดางิ้ว ด้วยเป็นขรัวยายของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพระองค์แรกในรัชกาลที่ 4[2]

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ สิ้นพระชนม์ด้วยด้วยพระโรคไข้ป่วง[4] เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2378 ขณะนั้นหม่อมเจ้าโสมนัสมีชันษาเพียงหกเดือน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระเมตตาพระราชนัดดากำพร้าองค์นี้ยิ่งนัก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญเสด็จจากวังพระบิดามาอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ในพระบรมมหาราชวัง อย่างพระราชธิดาของพระองค์เอง หม่อมเจ้าโสมนัสทรงเจริญชันษาโดยพระอาทรทะนุถนอมของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (พระโสทรเชษฐภคินีพระองค์เดียวของพระบิดา) ซึ่งต่อมาได้สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการตรีสัณทฆาฏ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2388 ขณะที่หม่อมเจ้าโสมนัสมีชันษาได้ 10 ปีเศษเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งทรงพระเมตตากรุณามากขึ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศให้หม่อมเจ้าหญิงโสมนัสเป็นผู้รับทรัพย์มรดกทั้งสิ้น ทั้งของพระบิดา และปิตุจฉาแต่เพียงองค์เดียว ทั้งทรงสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี นับเป็นพระราชนัดดาเพียงพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 3 ที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า

พระองค์ได้เข้าพิธีโสกันต์เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2389 ขณะพระชันษาได้ 11 ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีโสกันต์ แห่ใหญ่อย่างพระยศเจ้าฟ้า ทั้งทรงพระสิเนหา ยกย่อง เฉลิมพระเกียรติศักดิ์นานัปการให้ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น ทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการแห่และการละเล่นต่าง ๆ เหมือนอย่างงานโสกันต์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี เพียงแต่ไม่มีเขาไกรลาสและมยุรฉัตร[5]

เข้ารับราชการฝ่ายใน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติและประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 ขณะนั้นพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีมีพระชันษา 16 ปี ไม่มีผู้อุปถัมภ์บำรุง พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางต่างสงสารและเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระผนวชมา 27 พรรษา ยังไม่มีพระอัครมเหสีผู้เป็นพระขัตติยนารี ซึ่งจะได้มีพระราชโอรสสืบราชสันตติวงศ์ จึงพร้อมพระทัยและพร้อมใจกันให้มีความสัมพันธ์ระหว่างสองพระองค์ กระทั่งมีการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2394 (แบบสากลคือ พ.ศ. 2395) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในที่สมเด็จพระนางนาฏบรมอัครราชเทวี[1] ซึ่งถือเป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[6] ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษา 47 พรรษา ส่วนสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีพระชนมายุ 17 พรรษา ต่อมามีพระนามาภิไธยว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสี

ทรงพระครรภ์และทรงพระประชวร

ตั้งแต่ราชาภิเษกสมรส สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีเป็นพระอัครมเหสีร่วมพระราชหฤทัยของพระราชสวามีโดยสนิทสนมกลมเกลียว ทั้งในส่วนพระองค์และทางราชการแผ่นดิน พระองค์เสวยสุขสำราญพระหฤทัยมาตลอดเวลา 6 เดือน ซึ่งทรงพระครรภ์

ครั้นเดือนถัดมา พระองค์ทรงพระอาเจียนเนือง ๆ และทรงเบื่อพระกระยาหาร ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2395 พระอาการรุนแรงขึ้น ทรงปวดพระอุทร ทรงคลื่นเหียน ทรงพระอาเจียน และทรงปวดพระอุทรอยู่ 4-5 วัน ซึ่งแพทย์หลวงได้ถวายการรักษา

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พระองค์ทรงหายประชวร ทรงพระสำราญเป็นปกติได้ราว 40 วัน ครั้นพระครรภ์ล่วงเข้า 7 เดือน พระอาการปวดพระอุทรก็กลับมาเป็นอีก และทรงพระอาเจียนอยู่เรื่อย ๆ ในคืนวันที่ 9 สิงหาคม ครั้นรุ่งขึ้นก็มีพระอาการไข้ พระองค์ร้อนยิ่งขึ้น จนวันที่ 14 สิงหาคม พระอาการก็ทุเลาลงแต่ยังทรงอ่อนเพลียอยู่ เสวยพระกระยาหารไม่ค่อยได้ ครั้นคืนวันที่ 17 สิงหาคม พระองค์กลับล้มประชวรพระโรคอย่างเดิมอีกแต่ร้ายแรงกว่า ทรงคลื่นเหียนและทรงพระอาเจียนกำเริบตลอดทั้งวัน ซ้ำพระอุทรปั่นป่วนรวดร้าวจนคาดกันว่าน่าจะมีพระประสูติการแน่ ๆ แล้วก็เป็นจริงดังคาด

ประสูติการพระราชโอรส

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม เวลา 13.00 น. สมเด็จพระนางเธอประสูติพระราชกุมารโดยเรียบร้อยและมีพระชนม์แต่พระกำลังอ่อน แต่พระกุมารทรงพระกันแสงโดยปกติ ในไม่ช้าพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ก็เสด็จมาและมาชื่นชมพระบารมี ถวายพระพรพระรัชทายาท ชาวประโคมก็ประโคมดุริยดนตรี เป่าสังข์กระทั่งแตร ย่ำฆ้องชัยนฤนาถ เพื่อสำแดงโสมนัสประโมทย์ในมหามงคลฤกษ์ เชิญพระราชโอรสบรรทม ณ พระแท่นแว่นฟ้าทองหุ้มด้วยพระกระโจมเศวตวัตถาสองพระแสงราชาวุธ พระสุด ดินสอ ฯลฯ ไว้ล้อมรอบตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ระแวดระวังพิทักษ์พระราชกุมารอย่างกวดขัน แต่หลังจากประสูติได้เพียงสามชั่วโมงเท่านั้น พระอัสสาสะปัสสาสะของพระราชกุมารก็หยุดลงเสียเฉย ๆ ในเวลา 16.00 น.

เจ้าพนักงานเชิญพระสรีระพระราชกุมารลงกุมภ์ขนันไปเสียเป็นการลับ มิให้สมเด็จพระนางเธอทรงทราบ ประหนึ่งว่าเชิญไปพิทักษ์ไว้ในห้องอื่น ด้วยแม้ประสูติพระราชกุมารแล้ว พระอาการของพระองค์ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างเดิม ในคืนแรกพระอาการยิ่งกลับทรุดลง ในคืนถัดมาพระองค์ทรงพระอาเจียนจวนจะสวรรคต แพทย์หลวงได้ประชุมปรึกษากันเพื่อพยายามแก้ไขให้ทรงฟื้น แต่ไม่มีแพทย์ไหนสามารถแก้ไขให้ทรงหยุดพระอาเจียนได้แม้เพียงครึ่งชั่วโมง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงพยายามถวายยาฝรั่งเพียง 1 หรือ 2 หยด ฤทธิ์ยานั้นได้ระงับพระอาเจียนซึ่งสมเด็จพระนางเธอต้องทรงทรมานมาเกือบตลอดคืนนั้นและบรรทมหลับได้เมื่อราว 04.00 - 05.00 น. รุ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ พระญาติ และนางข้าหลวงได้ประชุมปรึกษากับแพทย์หลวงหลายคนเพื่อจะให้นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ แพทย์ชาวอเมริกันซึ่งอยู่ในกรุงสยามและทรงเชิญมาปรึกษาหารือด้วยนั้นเป็นผู้ถวายพระอภิบาล หมอบรัดเลย์ก็เริ่มถวายการรักษาตามวิธีหมอฝรั่งอย่างใหม่ ซึ่งหมอบรัดเลย์เพิ่งนำมาใช้ในกรุงสยาม ชาวสยามไม่ค่อยเชื่อนักแต่เห็นจำเป็นสมควรจะปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเธอเอง ตามคำแนะนำของหมอฝรั่งได้ให้นางข้าหลวงซึ่งรายล้อมพระองค์ขณะบรรทมเพลิงให้ออกเสีย เหลือไว้น้อยคนเฉพาะที่นิยมนับถือหมอฝรั่ง ตั้งแต่หมอฝรั่งถวายพระอภิบาลอย่างฝรั่งมา ดูเหมือนพระอาการไม่ทรงดีขึ้นเลย ยังคลื่นเหียน ทรงพระอาเจียน และทรงสะท้านไข้เป็นครั้งคราวอยู่ตลอด ไม่ระงับได้ขาดตลอดช่วงเวลา 7 - 8 วัน

กระทั่งวันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งครบ 7 วันที่พระราชกุมารสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระราชกุมาร พระองค์และพระราชสวามีจึงพร้อมกันทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายมหัคฆภัณฑ์แด่พระสงฆ์พุทธชิโนรสที่มาชุมนุมและทรงโปรยทานบรรจุเงินตราสยามในผลมะนาวพระราชทานแด่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในที่มาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในการบำเพ็ญทักษิณาทานุทิศนี้เป็นประเพณีการพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชกุมาร (ต่อมาออกพระนามว่าสมเด็จเจ้าฟ้าโสมนัส) แม้มีพระชนม์อยู่เพียงสามชั่วโมงก็ยังทรงได้รับพระเกียรติยศสมพระอิสริยศักดิ์

ตั้งแต่วันที่ 24 - 30 สิงหาคม พระอาการก็ทรุดลง ทรงพระอาเจียนเป็นสีดำ สีเขียว และสีเหลือง ซึ่งแพทย์หลวงระบุว่าเพราะพระปิตตะผสมกับสิ่งอื่นในพระอันตะอันพิการนั้นหลั่งไหล ไข้ซึ่งเคยทรงจับนั้นก็สะท้านรุนแรงมากขึ้นจนพระชีพจรเต้นถี่มาก หมอบรัดเลย์จึงกราบทูลอุทรณ์ต่อพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ขอให้เชิญเสด็จพระองค์ออกจากการบรรทมเพลิงอย่างธรรมเนียมไทย ให้หมอได้ถวายพระอภิบาลอย่างฝรั่งเต็มที่ตามพอใจทุกประการ ก็ได้พระราชทานพระราชานุญาตตามปรารถนา เมื่อถวายพระอภิบาลอย่างฝรั่งเต็มที่ ในชั้นแรกพระอาการดูเหมือนจะค่อยทุเลาลง หยุดคลื่นเหียน ไม่ทรงพระอาเจียน และไข้ก็ไม่ทรงจับ แต่ยังเสวยมิไม่ค่อยได้ ยังทรงอ่อนเพลียเป็นกำลัง ต่อมาพระอาการดีขึ้นเป็นลำดับ จนถึงวันที่ 11 กันยายน มีพระโศผะขึ้นที่พระบาท มีพระอติสารอาการปรากฏแก่แพทย์หลวง พระญาติ พระสหาย ข้าหลวงพากันตระหนกตกใจ ต่างปรึกษากันให้แพทย์หลวงลองถวายพระอภิบาลอย่างไทยอีก ความจริงพระองค์เองก็ไม่พอพระทัยที่เป็นหมอฝรั่ง ทรงเห็นว่าเป็นแขกบ้านค้านเมือง ทั้งวิธีถวายพระอภิบาลอย่างฝรั่ง ซึ่งถวายพระโอสถ มีหยดสุราลงในน้ำใสราว 1 - 2 ฉลองพระหัตถ์ช้อนให้เสวยบ่อย ๆ ทั้งถ้อยคำของหมอฝรั่งหรือคนไทยที่นับถือหมอก็ไม่น่าเชื่อถือ ด้วยหมอยอมรับว่ายังไม่เคยมีตัวอย่างคนไข้ที่เคยรักษามีอาการเหมือนพระองค์เลยสักคนเดียว เมื่อให้แพทย์ไทยถวายพระอภิบาลอย่างไทยได้สามวัน พระอาการได้ทรุดหนักลง ไม่มีแพทย์หลวงผู้ใดกล้ากราบบังคมทูลรับแก้ไขให้ทรงพระสำราญขึ้นได้ จึงรับสั่งให้หาหมอบรัดเลย์กลับมาถวายพระอภิบาลอีกดังเดิม พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้วิธีรักษาสุดแต่ใจ เมื่อเวลาแพทย์สยามถวายพระอภิบาลนั้น พระอาเจียนเป็นสีดำ สีเหลือง และสีเขียวก็ยังมีอยู่เรื่อยไป ทั้งยอกเสียดในพระอุระประเทศก็ซ้ำแทรกมา วันหนึ่ง ๆ เป็นตั้ง 7 - 8 ครั้ง

ตั้งแต่ให้หมอบรัดเลย์กลับมาถวายอภิบาลอย่างลัทธิฝรั่งอย่างใหม่ ถึงวันที่ 16 กันยายน ดูเหมือนพระอาการทุเลาลงเล็กน้อย ด้วยไม่ค่อยทรงพระอาเจียนเป็นสีดำ สีเหลือง และสีเขียว ซึ่งคาดกันว่าพระปิตตะไหลลงในพระทรวงก็ห่างและน้อยกว่าวันก่อน ๆ ไข้ก็สงบ ต่างจากตอนที่แพทย์หลวงรักษา แต่ยังทรงอ่อนเพลีย ทรงปฏิเสธเสวยพระกระยาหารเพราะยังทรงพระอาเจียนอยู่เหมือนทุก ๆ วัน ไม่มีวันไหนที่ไม่ทรงพระอาเจียน แม้จะถวายพระโอสถไทย ฝรั่งขนานไหน ๆ ก็ระงับขาดไม่ได้ทั้งนั้น เวลาผ่านไปหลายคืนหมอบรัดเลย์ก็ไม่สามารถบรรเทาพระอาเจียนให้น้อยลงได้ กลับทรงพระอาเจียนบ่อยขึ้น พระอาการโดยรวมน่าวิตกเพราะพระฉวีที่พระพักตร์และพระองค์ก็เหลืองเห็นได้ชัด จึงต้องปล่อยให้แพทย์หลวงฝ่ายไทยถวายพระอภิบาลต่อไปดังเดิม แต่แพทย์หลวงทั้งสิ้นไม่มีใครกล้ารับฉลองพระเดชพระคุณแก้ไขให้ทรงหายหรือแม้จะให้บรรเทาได้ไหว โดยหมดวิชาและสติปัญญาจะประกอบพระโอสถ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ป่าวประกาศจะพระราชทานบำเหน็จเงินตรา 2 หาบ หากผู้ใดสามารถรักษาให้พระอัครมเหสีที่ทรงพิศวาสให้ทรงพ้นจากพระอาการจวนสิ้นพระชนม์กลับทรงพระสบายปกติได้ดังเดิม

สวรรคต

ตั้งแต่พระอาการทรุดหนักลงในมือหมอบรัดเลย์ พระชีพจรก็เต้นเร็วมากขึ้น ถึงวันที่ 27 กันยายน จับเฟือนพระสติ มีหมอชาวบ้านชราผู้หนึ่งรับอาสาฉลองพระเดชพระคุณด้วยยาศักดิ์สิทธิ์จนสุดกำลังแต่ขอตรวจพระอาการก่อน ก็ได้พระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าและตรวจตรา แต่หมอชราเข้าใจพระโรคผิด อ้างว่าพระโรคอันบานปลายนั้นเป็นเพราะรักษาผิดคัมภีร์ครรภ์ทรักษา โดยพระองค์บรรทมเพลิงน้อยไป หมอชราสมัครจะรักษาด้วยยาศักดิ์สิทธิ์ให้ทรงหายเป็นปลิดทิ้ง หลังการยืนยันคำพูดอย่างมั่นคงของหมอชรานี้ สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีสวรรคตในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2395 ราว 18.00 น. สิริพระชนมายุ 17 พรรษา ยังความโศกเศร้าเสียใจแก่เหล่าข้าราชบริพารยิ่งนัก

มีการถวายน้ำสรงพระบรมศพและทรงเครื่องขัตติยวราภรณ์ศุกลัมตามพระราชประเพณี สมพระเกียรติยศพระอัครมเหสีอันสูงศักดิ์อย่างเต็มที่ ห่อด้วยกัปปาสิกะเศวตพัสตร์หลายชั้น แล้วเชิญลงพระลองทองและสวมพระชฎากษัตริย์เหนือพระศิโรเพฐน์ประกอบพระโกศทองแห่จากพระตำหนักพระอัครมเหสีในคืนนั้นสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ประดิษฐานไว้เหนือพระแท่นแว่นฟ้าตรงที่ตั้งพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานอยู่ไตรรัตน์มาส คือ ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2394 จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2395 พระบรมศพสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีก็ประดิษฐานไว้โดยมหศักดิ์สมพระเกียรติยศอย่างสูงประดับล้อมรอบไปด้วยสรรพสิ่งอลงกตทั้งปวงที่เฉลิมพระอิสริยยศ กระทั่งพระราชทานเพลิง ซึ่งกินเวลาราว 4 - 5 เดือน เนื่องจากมีการสร้างพระเมรุมาศและประกอบการพระราชพิธีสมพระอิสริยศักดิ์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2395 (แบบปัจจุบันคือ พ.ศ. 2396)

เมื่อสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีสวรรคตแล้ว บรรดาแพทย์ไทย จีน และอเมริกา ลงความเห็นกันว่ามูลเหตุพระโรคซึ่งยากที่จะบำบัดอย่างยิ่งและถึงทำลายพระชนม์ชีพในที่สุดนั้นได้ปรากฏขึ้นโดยลับ ๆ มาแต่ก่อนราชาภิเษกสมรส ด้วยทรงอวบพระองค์ผิดธรรมดาสตรีในวัยเดียวกัน และกลับซูบพระวรกายลงทันที ทั้งทรงพระกาสะตั้งแต่แรกเริ่มประชวร ภายหลังมาปรากฏขึ้น แต่วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2395 ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงกำพร้าพระบิดาและได้มาเป็นพระราชธิดาบุญธรรมของพระมหากษัตริย์โดยเดชะพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์จึงเป็นผู้รับพระมรดก ทั้งสวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นของพระชนกและพระปิตุจฉา พระองค์ไม่มีพระภาดาหรือพระภคินีร่วมหรือต่างพระชนนีแม้แต่พระองค์เดียว จึงไม่มีทายาทผู้รับพระมรดก พระมรดกจำต้องตกเข้าพระคลังหลวง เมื่อเสร็จพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ตกลงพระราชหฤทัยว่าพระราชสมบัติของพระอัครมเหสีส่วนหนึ่งเป็นเงินจำนวนมากจะจ่ายเพื่อเพิ่มพูนทักษิณกุศล บูรณะสังฆาวาสของพระชนก และพระปิตุจฉาของพระอัครมเหสี (วัดเทพธิดารามวรวิหาร) แต่อีกส่วนหนึ่งจะจ่ายสร้างพระอารามใหม่ที่เขตกำแพงเมืองใหม่ ในพระนามาภิไธยของพระอัครมเหสีว่า “วัดโสมนัสวิหาร” (วัดโสมนัสราชวรวิหาร) และที่เหลือนอกจากนั้นจะจ่ายบุรณะปฏิสังขรณ์พระอาราม อันจำเป็นต้องช่วยเหลือเพื่อสาธารณประโยชน์

หลังการสวรรคตของสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เจ้าจอมมารดางิ้ว พระชนนีได้ออกจากพระบรมมหาราชวังไปพำนักอยู่กับพระยาราชภักดีศรีรัตนสมบัติบวรพิริยพาหะ (ทองคำ) ผู้เป็นพี่ชาย[2]

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระบรมราชโองการให้ออกพระนามาภิไธยของพระองค์ว่า "สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี" ตามที่เป็นสมเด็จพระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 4 หากแต่มิได้เป็นพระราชชนนีในพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อ ๆ มา อนึ่งสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีศักดิ์เป็นญาติกับเจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่ 4[7] พระมารดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

พระราชกรณียกิจ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่แรกยังไม่มีละครหลวง สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีทรงฝึกหัดคณะละครส่วนพระองค์ และทรงฟื้นฟูละครหลวงขึ้น[8] เนื่องจากละครหลวงเลิกเสียเมื่อรัชกาลที่ 3 เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดละคร แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงรังเกียจการเล่นละคร สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีจึงทรงหัดละครเด็กผู้หญิง ในพระบรมมหาราชวังขึ้นชุดหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้ออกโรง พระองค์ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2395 ครั้นถึงปี พ.ศ. 2396 มีช้างเผือกแรกมาคู่พระบารมี คือพระวิมลรัตนกิริณี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงปรารภถึงการที่เคยมีละครหลวงสมโภชช้างเผือก เมื่อในสมัยรัชกาลที่ 2 จึงโปรดให้รวมละครของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ฝึกหัดเป็นละครหลวง จึงทันออกโรงเล่นสมโภชช้างเผือกที่ 2 คือพระวิสุทธรัตนกิริณี เมื่อปี พ.ศ. 2397[9] จึงได้มีละครหลวงขึ้นในรัชกาลที่ 4 แต่นั้นมา โดยคณะละครของพระองค์มีละครหญิงที่สำคัญเช่นเจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่ 4[10] ท้าววรจันทร์ (เจ้าจอมมารดาวาด ในรัชกาลที่ 4)[11] ซึ่งได้กลายมาเป็นครูละครที่สำคัญในเวลาต่อมา

พระราชอิสริยยศและพระเกียรติยศ

ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี
การทูลใต้ฝ่าละอองพระบาท
การแทนตนข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับพระพุทธเจ้าข้า/เพคะ

พระราชอิสริยยศ

  • หม่อมเจ้าโสมนัส ใน พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ (21 ธันวาคม พ.ศ. 2377 - พ.ศ. 2388[12])
  • พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี (พ.ศ. 2388 - 2 มกราคม พ.ศ. 2395)
  • สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี (2 มกราคม พ.ศ. 2395 - 10 ตุลาคม พ.ศ. 2395)
  • สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี (สมัยรัชกาลที่ 6)

พงศาวลี

อ้างอิง

  1. 1 2 คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ; สายไหม จบกลศึก; และคณะ, บ.ก. (2555). ราชาศัพท์ (4 ed.). กรุงเทพฯ: สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. p. 272. ISBN 978-616-235-142-6.
  2. 1 2 3 4 5 สมบัติ พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 76
  3. กรมศิลปากร. สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. สตรีสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, พ.ศ. 2547. 360 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-9527-87-9
  4. ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:บำรุงสาสน์. 2530, หน้า 41
  5. สมบัติ พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บำรุงสาสน์. 2530, หน้า 41
  6. วิบูล วิจิตรวาทการ. สตรีสยามในอดีต. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2542. 359 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-7377-29-2
  7. ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 313
  8. คนไกล วงนอก. วัดโสมนัสฯ “ทัชมาฮาล” เมืองไทย ที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้าง.ศิลปวัฒนธรรม. 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563. สืบค้นเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
  9. ตำนานละครอิเหนา ภาคที่-๓-ว่าด้วยตำนานละคร ตำนานละครครั้งรัชกาลที่-๔. หอสมุดวชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
  10. มณิศา วศินารมณ์. นาฏยประดิษฐ์ของเจ้าจอมมารดาเขียน. กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. หน้า 31
  11. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. สี่แผ่นดินกับเรื่องจริงในราชสำนักสยาม. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 5:2559. 254 หน้า. หน้า 108. ISBN 978-9-74-020436-7
  12. พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เก็บถาวร 2013-12-08 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์. สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556
  13. ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 274

ดูเพิ่ม

แหล่งข้อมูลอื่น