สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
พระวรราชชายา
HM Queen Indrasakdi Sachi.jpg

พระนาม สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา
พระอิสริยยศ พระวรราชชายา
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี (อภิเษกสมรส)
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2445
บ้านปากคลองด่าน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
สิ้นพระชนม์ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 (73 ปี)
โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
พระบิดา เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล)
พระมารดา ท่านผู้หญิงกิมไล้ สุธรรมมนตรี
พระราชสวามี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ. 2464-2468)

พันโทหญิง สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา (พระนามเดิม: ประไพ สุจริตกุล; ประสูติ: 10 มิถุนายน พ.ศ. 2445 — สิ้นพระชนม์: 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518) พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล)

เข้ารับราชการฝ่ายในในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการสถาปนาพระราชอิสริยยศสูงสุดที่ "สมเด็จพระพระบรมราชินี" ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้ออกการออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาแทน พระองค์สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 สิริพระชนมายุ 73 พรรษา

พระประวัติ[แก้]

ต้นพระชนม์ชีพ[แก้]

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา มีพระนามเดิมว่า ประไพ สุจริตกุล ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2445 ที่บ้านคลองด่าน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบ้านของปู่คือ พระยาราชภักดี (โค สุจริตกุล)[1] ซึ่งพระยาราชภักดีเป็นน้องชายของ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระอัยยิกาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้นพระยาราชภักดี รวมทั้งบุตรหลานจึงมีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรีในฐานะราชินิกุลที่ใกล้ชิด[2]

สมเด็จพระบรมราชินีแห่ง
ราชวงศ์จักรี
Emblem of the House of Chakri.svg สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
Emblem of the House of Chakri.svg สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
Queen Debsirindra.jpg สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
Queen Saovabha Phongsri.jpg สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
Prabai Sucharitakul.jpg สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
Queen Rambhai Barni2.jpg สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
Anefo 911-6994 Aankomst Koning.jpg สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
    

ประไพเกิดมาเป็นเด็กรูปร่างเล็กบอบบาง อุปนิสัยร่าเริง และมีผู้ทำนายไว้ว่าลักษณะมีบุญ จนพี่น้องรู้กันดีว่า หากจะขออนุญาตไปเที่ยวงาน หรือต้องการของกินของเล่นอย่างใด หากอ้างชื่อคุณประไพ ก็จะได้ดังประสงค์ทุกครั้งไป เมื่อคุณประไพอายุครบแปดขวบจึงได้เข้าไปเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนราชินี[3] ในรุ่นเดียวกับหม่อมเจ้าจันทรนิภา เทวกุล คุณสมบุญ ชินะโชติ และคุณเพียบ สุจริตกุล คุณประไพชอบการกีฬามากกว่าวิชาการ แต่ก็สอบได้คะแนนดีทุกครั้ง ต่อมาพระยาราชภักดี (โค) ก็ถึงแก่อนิจกรรม บิดาของคุณประไพจึงย้ายไปปลูกบ้านใหม่ที่ประตูน้ำภาษีเจริญ ห่างจากบ้านคลองด่านไม่มากนัก ต่อมาบิดาของท่านเข้าเฝ้าถวายตัวต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว[4]

เข้ารับราชการฝ่ายใน[แก้]

พระองค์ และพระราชสวามี

คุณประไพ ได้รับราชการฝ่ายในในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้คุณประไพดำรงตำแหน่งพระสนมเอก มีราชทินนามว่า พระอินทราณี[5] พระราชพิธีอภิเษกสมรสมีขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2464 โปรดฯ ให้ท้าวภัณฑสารานุรักษ์ หัวหน้าคลังฝ่ายในนำเงินไปพระราชทานตามพระราชประเพณีเป็นเงิน 4,000 บาท โดยพระนาม อินทราณี เป็นพระนามหนึ่งของพระชายาของพระอินทร์

จากนั้นในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2465 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอินทราณี ขึ้นดำรงพระยศเจ้านายตำแหน่งพระมเหสีพระองค์หนึ่ง ที่ พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี[6]ซึ่งปรากฏอยู่ในคำประกาศสถาปนาว่า

"...ทรงพระราชดำริว่า พระอินทราณีได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณ โดยความซื่อสัตย์กตเวที มีความจงรักภักดีในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยอีกนัยหนึ่ง พระอินทราณีก็เป็นราชินีกูลและภาตาป์ปุตติในพระอัยยิกา อันพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็นเจ้าตามราชประเพณีที่ได้มีมาในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระรูปศิริโสภาคมหานาคนารีนั้นด้วยแล้ว สมควรที่จะสถาปนาพระอินทราณี ให้มียศเหมือนเจ้าได้ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอินทราณี ขึ้นเป็นพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิ์ศจี ..."

พร้อมกับพระราชทานตราปฐมจุลจอมเกล้าอันเป็นตราชั้นสูงสุดสำหรับฝ่ายในแก่พระวรราชชายาเธอในโอกาสนี้ด้วย[7] โดยพระนามอินทรศักดิศจี มีความหมายว่า "พระนางศจีผู้เป็นพระชายาของพระอินทร์"

ตำแหน่งพระบรมราชินี[แก้]

ในเวลาต่อมา พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ทรงพระครรภ์ จึงเป็นสาเหตุให้ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2465 มีพระบรมราชโองการว่า[8]

"พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิ์ศจี ได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณมาโดยซื่อสัตย์กตเวที มีความจงรักภักดีในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่า จะทรงสถาปนายกย่องขึ้นให้มีพระอิสริยยศสูงในตำแหน่งพระราชินีก็ควรแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี"

ต่อมาในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2465 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานยศ นายพันโท ผู้บังคับการพิเศษกรมทหารราบที่ 3 มหาดเล็กรักษาพระองค์แก่พระบรมราชินี และเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 21 พรรษาของพระบรมราชินีในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2466 ได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลงอำนวยพรพระราชทานแด่พระบรมราชินี ซึ่งปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องลิลิต นารายณ์สิบปาง และโปรดฯ ให้มีการแสดงละครเรื่อง พระร่วง ซึ่งทรงร่วมเล่นกับผู้มีบรรดาศักดิ์และข้าราชการที่ทรงคัดเลือกด้วยพระองค์เอง โดยทรงรับบทเป็นนายมั่น ปืนยาว[9] พรานป่า เพื่อนำเงินขายบัตรไปซื้อเรือรบหลวง เป็นเรือที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น ปัจจุบันได้ปลดประจำการแล้วชื่อเรือรบหลวงพระร่วง และในการแสดงครั้งนั้นทำให้สตรีอีกผู้หนึ่งเข้ามาสู่พระชนม์ชีพของพระองค์ คือ นางสาวติ๋ว อภัยวงศ์ ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า เจ้าจอมสุวัทนา[10] (ภายหลังคือพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี) พระครรภ์ของพระบรมราชินีก็ไม่สามารถมีพระราชโอรสได้เนื่องจากตกเสียไม่เป็นพระองค์ ในระหว่างแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระที่นั่งสมุทรพิมาน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก แม้กระนั้นก็ยังทรงดูแลพระบรมราชินีด้วยทรงเป็นห่วงเป็นที่ยิ่ง เล่ากันว่า สะพานที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งเป็นสะพานไม้สักทอดยาวจากตัวพระตำหนักลงสู่ทะเล โดยมีหลังคาคลุมทางเดินตลอดนั้น รัชกาลที่หกทรงสร้างสำหรับสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีเสด็จฯ ลงทะเล เรียกได้ว่าพระบาทไม่ต้องพื้นดินเลย

ตกพระโลหิต[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี (พระยศในขณะนั้น)

ส่วนเรื่องการทรงครรภ์ พระองค์ตกเสียสองครั้ง เนื่องจากพระองค์ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดไม่ได้หยุด จึงทำให้ตก และมีครั้งหนึ่งที่มีพระประสูติกาลก่อนกำหนด (ประมาณ 6 เดือน) เป็นพระราชโอรส พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรแล้วถึงกับน้ำพระเนตรไหล กระนั้นก็ยังทรงมีพระเมตตาต่อสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงอ่านหนังสือพระราชทาน ทรงประคองและดูแลเป็นอย่างดี แต่ด้วยเหตุที่ไม่อาจฉลองพระเดชพระคุณในฐานะพระบรมราชินีได้อย่างสมบูรณ์ จึงมีพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนพระอิสริยยศลง[11]

มีคุณข้าหลวงของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาเคยเขียนเล่าไว้ว่า

"...วันหนึ่งตอนสายๆ ขึ้นไปเฝ้าบนพระที่นั่งพิมานจักรี ดิฉันยังเด็กไม่ทราบเรื่องอะไรดี พบมีคนอยู่หลายคนแล้วที่ห้องเสวยกลางวัน และมีพระแท่นของสมเด็จตั้งอยู่ เห็นมีผู้ชายเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว. ปุ้ม มาลากุล) เจ้าคุณแพทย์พงศา (สุ่น สุนทรเวช) หรือหลวงไวทย์จำไม่ได้แน่แต่มีหมอปัวซ์เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทล้นเกล้าล้นกระหม่อมอยู่พร้อมกัน ในมือเจ้าพระยาธรรมฯ เชิญพานทององค์ใหญ่มาก มีผ้าขาวปูอยู่ในพานนั้น เห็นล้นเกล้าฯ ท่านทรงพระกรรแสงซับพระเนตรด้วยผ้าเช้ดพระพักตร์ เราหน้าตื่นถามพี่ๆ ผู้ใหญ่ก็ได้ความว่า สมเด็จฯ ท่านทรงแท้งพระโอรสพระชัณษาได้ ๗ เดือนเสียแล้ว..."

และในครั้งนั้นสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้า (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) ได้ทรงมีพระราชหัตเลขามาปลอบสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี มิไห้ทรงโศกเศร้าในการตกพระโลหิตครั้งนี้ เพราะอย่างไรเสียในวันหน้า ก็ยังทรงมีโอกาสที่จะทรงพระครรภ์อีกหลังจากนั้นก็ปรากฏว่า "วันหน้า" ของสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าก็เป็นจริงขึ้นมา เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีได้ทรงพระครรภ์ขึ้นอีก และก็ตกพระโลหิตอีกครั้ง ณ พระที่นั่งสมุทรพิมาน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินแปดสิบเก้าไร่ ด้านหน้าติดถนนเพชรเกษม ตรงข้ามวัดพระประโทน จังหวัดนครปฐม แก่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี และพระราชทานนามที่ดินแห่งนี้ว่า สวนราชฤดี พร้อมกันนั้น ได้โปรดฯ ให้สร้างพระตำหนักเรือนไม้สองชั้นไว้พร้อมกับมีเครื่องตกแต่งที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัยทรงควบคุมดูแล เครื่องตกแต่งนี้ เสด็จในกรมทรงสั่งให้ทางโรงเรียนเพาะช่างสร้างเป็นเครื่องเรือนสีขาวลายทองแบบหลุยส์เข้าชุดกันทั้งพระตำหนัก โดยทรงกำกับด้วยพระองค์เอง เพื่อจะทรงฝึกอบรมช่างไม้ไทยให้สามารถผลิตเครื่องเรือนหลุยส์ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เครื่องเรือนชุดนี้ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีทรงใช้เป็นประจำตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์

ต่อมาในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีทรงประกอบพระราชพิธีเสด็จขึ้นพระตำหนัก ในการนี้ โปรดฯให้พิมพ์หนังสือเล่มเล็กปกสีชมพู มีคำโคลงสามสิบบท เรียกว่า โคลงนิราศประลองยุทธ แจกเป็นที่ระลึก เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477 สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีพระราชทานที่ดินหมู่บ้านท่ายาง ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน ให้เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ พร้อมทั้งพระราชทานพระตำหนักให้รื้อย้ายไปก่อสร้าง จะเป็นโรงเรียน หรือสุขศาลาก็ได้ แต่ขณะนั้นทางการยังมิได้ดำเนินการ จนกระทั่งปีพ.ศ. 2482 ทางอำเภอกำแพงแสนจึงทำหนังสือขอพระราชทานที่ดิน 21 ไร่และพระตำหนักราชฤดี เพื่อเปิดเป็นโรงเรียนประชาบาล ซึ่งก็พระราชทานให้ (แต่ว่าโครงสร้างของตำหนักเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว) ปัจจุบันคือโรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย ตลอดพระชนม์ชีพท่านเก็บมงกุฎเพชร เครื่องเพชร ทับทิมเครื่องทองห่อผ้าไว้ในกล่องกระดาษ หลังจากท่านสิ้นพระชนม์แล้วมีมือดีขโมยไป ข้าหลวงหาของกันไม่เจอ

ลดพระอิสริยยศ[แก้]

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี มิได้ทรงพระครรภ์จนครบกำหนดประสูติ แต่ได้ทรงตก(แท้ง)เสียก่อนที่จะประสูติถึง 2 ครั้ง ต่อมาในปลายรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการว่าด้วยการออกพระนาม โดยโปรดให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาแทน เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2468[12] และโปรดฯ ให้เสด็จไปประทับยังพระที่นั่งวิมานเมฆ ภายในพระราชวังดุสิต

สาเหตุที่ทรงลดพระอิสริยยศมีหลายประการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายพระราชทานแก่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีฯ อย่างละเอียด ปรากฏอยู่ในพระราชบันทึกส่วนพระองค์ ซึ่งบัดนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในที่เฉพาะและไม่อาจเผยแพร่ได้ด้วยเหตุผลนานาประการ แต่มีปรากฏในพระราชพินัยกรรม เรื่อง การสืบพระราชสันตติวงศ์แลตั้งพระบรมอัษฐิ ซึ่งได้รับการเผยแพร่ เป็นพระราชพินัยกรรมสั่งถึงเมื่อถวายพระเพลิงพระศพแล้วจะจัดการอย่างไรกับพระบรมอัฐิ โดยได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือศิลปวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. 2528 เป็นพระราชพินัยกรรม ฉบับบันทึกประจำวัน ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2468 ก่อนวันประกาศลดพระอิสริยยศประมาณ 1 สัปดาห์ ในพระราชพินัยกรรมปรากฏข้อความเป็นพระบรมราชโองการความว่า

"...ข้อ ๔ ต่อไปภายหน้าก็คงจะมีเหตุเรื่องตั้งพระบรมอัษฐิ คือ จะเอาองค์ใดขึ้นมาตั้งคู่กับฃ้าพเจ้า. ฃ้าพเจ้าขอสั่งเด็ดขาดไว้เสียแต่บัดนี้ , ห้ามมิให้เอาพระอัษฐิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีขึ้นมาตั้งเคียงฃ้าพเจ้าเป็นอันขาด; เพราะตั้งแต่ได้มาเป็นเมียฃ้าพเจ้า ก็ได้บำรุงบำเรอน้ำใจฃ้าพเจ้าเพียง ๑ เดือนเท่านั้น, ต่อแต่นั้นมาเอาแต่ความร้อนใจหรือรำคาญมาสู่ฃ้าพเจ้าอยู่เป็นเนืองนิตย์..."

เรื่องที่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงตกพระโลหิตพระกุมารนั้นเป็นเพียงเหตุผลหนึ่ง เพราะมีบันทึกปรากฏชัดเจนว่าแม้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีทรงแท้งแล้วพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ทะนุถนอมอย่างดี ถึงกับเสด็จไปรับ และทรงเข็นพระเก้าอี้เข็นที่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีประทับมาร่วมเสวยกับพระองค์ทุกวัน

เหตุการณ์ที่เป็นเหตุสำคัญในการลดพระอิสริยยศเห็นจะเป็นเมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซ้อมละครเรื่องพระร่วง ที่พระที่นั่งสโมสรเสวกมาตย์ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ครั้งนั้น ในบทบาทการแสดงต้องมีการแตะเนื้อต้องตัว เจรจาตอบโต้ และผลักไสกันระหว่างนายมั่น (แสดงโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับสาวใช้ของนางจันทร์ (แสดงโดยคุณเครือแก้ว อภัยวงศ์ (พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี)) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ผู้ร่วมแสดงทุกคนแสดงอย่างสมจริง ภาพนั้นคงไม่สบพระทัยของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ผู้ประทับทอดพระเนตรการซ้อมอยู่ชั้นบน จึงเกิดเหตุการณ์ฮาป่าขึ้น คือสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีทรงกระทืบพระบาท และโปรดให้ข้าหลวงของพระองค์ โห่ฮาและใช้เท้าตบพื้นพระที่นั่ง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่เบื้องล่าง แสดงให้เห็นว่าพระองค์ ไม่ทรงพอพระทัย เป็นอันตะลึงงันกันไปทั้งโรงละคร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหยุดการซ้อม และเสด็จขึ้นทันที

วันรุ่งขึ้นก็มีพระราชหัตถเลขาปลอบใจไปยังคุณเครือแก้ว อภัยวงศ์ ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด จากนั้นก็พระราชทานนามใหม่ว่า "สุวัทนา" ขณะนั้น สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีมีพระชนมายุก็เพียง 21 พรรษา เป็นเป็นธรรมดาที่จะมีพระอาการหึงหวงต่างๆ และหลายครั้งก็ไม่ทรงสามารถเก็บกลั้นพระอารมณ์ได้ เช่น ทรงขอพระบรมราชานุญาตกลับพระนครก่อน ไม่ทรงร่วมขบวนเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับพร้อมกัน ทำให้ต้องตระเตรียมเรือพระที่นั่งอย่างฉุกละหุก ทั้งยังต้องต่อสะพานยาวลงไปให้ถึงเรือเพื่อไม่ต้องให้พระบาทสัมผัสน้ำ ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงขุ่นพระราชหฤทัยอยู่ไม่น้อย และอีกครั้งหนึ่ง ที่ท่าราชวรดิฐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงจากเรือพระที่นั่ง มีพระราชกระแสรับสั่งให้คุณสุวัทนาซึ่งตามเสด็จมาในขบวน ลงกราบพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินมารับเสด็จตามราชประเพณี พระองค์ก็ทรงชักพระบาทหลบและเบือนพระพักตร์ ก็เป็นเหตุให้พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงพอพระทัย เพราะทรงถือว่าเป็นการ "หักหน้า" พระองค์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ดำรงตำแหน่งสภานายิกา ของโรงพยาบาลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและพระราชทานนามว่า วชิรพยาบาล

พระชนม์ชีพหลังรัชกาลที่ 6[แก้]

พระสุจริตสุดา (ซ้าย), สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา (กลาง) และท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร (ขวา) ในปี พ.ศ. 2517

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ. 2468 สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงย้ายไปประทับยังพระตำหนักสวนนกไม้ ในพระราชวังดุสิต ต่อมาจึงทรงย้ายไปประทับที่วังริมคลองภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรีซึ่งเป็นบ้านของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี พระบิดานั่นเอง เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาเสด็จมาประทับเป็นการถาวรแล้ว พระบิดาจึงกั้นบริเวณที่ดินว่างเปล่าด้านหลังของบ้านซึ่งเป็นที่กว้างขวาง ให้เป็นที่ประทับกับให้สร้างพระตำหนักสไตล์ยุโรปงดงาม เป็นพระตำหนักที่ประทับ โดยมีทางเชื่อมต่อกับตึกใหญ่ของท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีและท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรีอีกด้วย สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาได้ประทับอยู่ ณ วังภาษีเจริญนี้มาโดยตลอดท่ามกลางพระประยูรญาติอย่างอบอุ่นต่อมาอีกกว่า 40 ปี

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาตลอดพระชนมชีพ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2505 พระชนมายุครบ 5 รอบ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เฝ้าพระราชทานน้ำพระมหาสังข์และทรงเจิม เมื่อพระชนมายุครบ 6 รอบ ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ในการบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุ ณ อุโบสถวัดราชาธิวาส และโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ ทรงเจิมและรับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

สิ้นพระชนม์[แก้]

ครั้นวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ประชวรปวดพระนาภีมาก จึงได้เสด็จเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยศาสตราจารย์นายแพทย์วีกิจ วีรานุวัตติ์ คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล และนายแพทย์บุญ วนาสิน เป็นคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา ครั้งนั้นได้ถวายพระโอสถแก้ปวดพระนาภีทางหลอดพระโลหิต พระอาการทุเลาลง และวันที่ 10 มิถุนายน อันเป็นวันคล้ายวันประสูติ ทรงพระกรุณาโปรดให้จัดพิธีบำเพ็ญพระกุศลที่โรงพยาบาลศิริราช และถวายภัตตาหารพระสงฆ์ที่วังประตูน้ำภาษีเจริญ ระหว่างเวลาที่ทรงรับการรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น พระอาการประชวรมีแต่ทรงและทรุดลงเรื่อยมา มีพระอาการปวดพระนาภีมากขึ้น คณะแพทย์ต้องถวายพระโอสถแก้ปวดทางหลอดพระโลหิตถี่ขึ้น จนเมื่อมีพระอาการมาก ก็ต้องถวายพระโอสถทุก 3 ชั่วโมง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ดร. กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง และท่านผู้หญิงอนุรักษ์ราชมณเฑียร เชิญแจกันดอกไม้พระราชทาน ไปเยี่ยมพระอาการประชวรสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีฯ นอกนั้นก็มีพระราชวงศ์ เสด็จไปทรงเยี่ยมและทรงลงพระนามในสมุดเยี่ยม ตลอดจนพระญาติ ข้าราชการ และข้าราชบริพารได้ผลัดเปลี่ยนกันไปเฝ้าและเยี่ยมเยียนอยู่ตลอดเวลา

ระหว่างที่ทรงประชวรอยู่นั้น เมื่อทรงทุเลาจากการประชวรก็ทรงปฏิสันถารกับผู้ที่มาเยี่ยมเยียนเป็นปกติ ยังมีความทรงจำเรื่องตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์หรือธุรกิจส่วนพระองค์ได้เป็นอย่างดี เวลาประชวรมากก็รับสั่งให้ไปตามพระสุจริตสุดา และนายกวดหุ้มแพรมาเยี่ยมในวันอาทิตย์ 2 ครั้ง เมื่อมาถึงก็กรรแสงกับพระสุจริตสุดา ผู้เฝ้าและผู้ใกล้ชิดก็ต้องสะอื้นเพราะเห็นพระทัย พระองค์เคยทรงพระปรารภว่ายังไม่อยากสิ้นพระชนม์ ด้วยทรงเป็นห่วงพี่น้องและหลานๆ ซึ่งยังไม่สำเร็จการศึกษา ได้ประทานทุนเล่าเรียนแก่โรงเรียนนวลนรดิศไว้สำหรับหลานๆ สุจริตกุล แล้วสมเด็จฯทรงห่วงใยเรื่องการศึกษาของหลานๆ ทุกคน ได้ทรงพระกรุณาส่งหลานซึ่งเป็นลูกของพี่ชายและน้องชายแต่ละคนให้ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ และหลานๆ คนใดที่มีชื่อเสียงในทางกีฬาหรือทางราชการก็ตรัสเล่าประทานคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาและบรรดาผู้ที่มาเฝ้าเยี่ยมพระอาการประชวรฟังเสมอมา

ครั้นถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2518 คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพยาบาลเห็นพระอาการหนักมากสิ้นหวังแล้ว เพราะเสวยไม่ใคร่ได้ ต้องถวายน้ำเกลือทางหลอดพระโลหิต คณะแพทย์แจ้งให้พระญาติทราบว่าพระอาการหมดหวังแล้วถึงสามครั้ง แต่พระอาการก็กลับทุเลาขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้คณะแพทย์ได้ลงความเห็นว่าเพราะพระทัยแข็ง ถ้าเป็นผู้อื่นก็สิ้นไปเสียนานแล้ว แต่ในที่สุด เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 เช้า 7 นาฬิกา พระอาการประชวรน่าวิตก นางพยาบาลได้ตามคณะแพทย์มาถวายการรักษา แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่มีอาการพระหทัยวาย จึงสิ้นพระชนม์ในเวลา 7.55 นาฬิกา ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร สิริพระชนมายุได้ 73 พรรษา 5 เดือน 20 วัน ยังความเศร้าสลดพระราชฤทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระญาติ ข้าราชบริพารในพระองค์ และผู้ที่เคยได้พึ่งพระบารมี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระเกียรติยศแก่พระศพสูงสุด ทรงรับพระศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเวลา 18.00 น พระราชทานน้ำสรงพระศพแล้ว เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่พระลองขึ้นประดิษฐานเหนือชั้นแว่นฟ้าลายสลักประกอบพระโกศทองน้อย กางกั้นฉัตรตาดทอง ๕ ชั้น แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบพระเกียรติยศ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ 20 รูปสดับปกรณ์ เสด็จพระราชดำเนินกลับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีพระราชพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทั้งกลางวัน กลางคืน รับพระราชทานฉันเช้าวันละ 8 รูป ฉันเพลวันละ 4 รูป และไว้ทุกข์ในพระราชสำนักกำหนด 15 วัน[13]

พระโกศทองน้อยทรงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระวรราชชายา ประดิษฐานเหนือชั้นแว่นฟ้าลายสลัก กางกั้นฉัตรตาดทอง ๕ ชั้น ประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เวลา 16.30 น. ทรงวางพวงมาลาที่หน้าพระโกศพระศพ ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร กลองชนะ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ 20 รูปสวดพระพุทธมนต์ จบแล้วทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์สดัปกรณ์แล้วถวายอดิเรก สมเด็จพระราชาคณะถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนาจบ พระ 4 รูปสวดธรรมคาถา แล้วทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์และทรงทอดผ้า พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรกแล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนที่เตียงพระสวดพระอภิธรรม เสด็จพระราชดำเนินกลับ ทั้งยังได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานกุศลทักษิณานุปทาน ในโอกาสครบ 50 วัน พระศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เสด็จแทนพระองค์ในการบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานเนื่องโอกาสครบ 100 วัน พระศพ ตามลำดับ นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519[14] สำหรับพระอัฐิของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา เมื่อรับพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว เชิญไปประดิษฐานไว้ ณ หอพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามพระอังคาร บรรจุไว้ ณ ศาลาสุจริตกุล วัดราชาธิวาส โดยเป็นไปตามพระบรมราชพินัยกรรมข้อที่ว่า "...ฃ้าพเจ้าขอสั่งเด็ดขาดไว้เสียแต่บัดนี้, ห้ามมิให้เอาพระอัษฐิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีขึ้นมาตั้งเคียงฃ้าพเจ้าเป็นอันขาด..." ซึ่งในปัจจุบันไม่เคยมีงานใดเลยที่เชิญพระบรมอัฐิและพระอัฐิออกประดิษฐานพร้อมกัน

พระจริยวัตร[แก้]

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

เมื่อสิ้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ก็ประทับอยู่อย่างเงียบๆ กับพระญาติในสกุลสุจริตกุล ไม่ได้ทรงออกงานอย่างเป็นทางการมากนัก ส่วนสายสัมพันธ์กับพระบรมวงศานุวงศ์ต่างๆ ก็ยังดำเนินไปด้วยดี เมื่อประชวร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการรักษาพยาบาล และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เฝ้าฯ รับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 6 รอบ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อฝ่ายในยังประทับอยู่ภายในสวนดุสิตและสวนสุนันทา พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี โปรดให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ไปทรงเยี่ยมสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงออกพระนามสมเด็จอินทร์ว่า "แม่อินทร์"

ครั้นสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ และพระชนนี เสด็จไปประทับที่อังกฤษ ก็ไม่ได้ทรงติดต่อกันอีกจนกระทั่งนิวัตประเทศไทยแล้วในปี 2502 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ และพระนางเจ้าสุวัทนาฯ จะโปรดให้ผู้แทนพระองค์เชิญของขวัญมาพระราชทานแก่สมเด็จอินทร์ในวันคล้ายวันประสูติเป็นประจำทุกปี ซึ่งส่วนใหญ่คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ ซึ่งสมเด็จอินทร์ก็ทรงต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีก็ทรงปฏิบัติเช่นเดียวกันในวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ และเสด็จพระนางฯ คือให้ข้าหลวง ส่วนใหญ่เป็นคุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ เชิญของขวัญไปถวายสมเด็จเจ้าฟ้าฯ และเสด็จพระนางฯ ที่วังรื่นฤดี แต่ก็ไม่ได้เสด็จไปมาหาสู่กันด้วยพระองค์เอง

ในแต่ละวัน สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีจะทรงติดตามข่าวสาร ทอดพระเนตรโทรทัศน์ ทรงจดบันทึกรายวัน ปฏิบัติธรรม แล้วก็มีเสด็จประพาสต่างจังหวัดกับพระญาติ เสด็จงานในหมู่ญาติ อย่างงานศพ งานทำบุญ และในบ้านภาษีเจริญสมัยนั้นก็มีผู้คนมากมาย พระองค์ก็ไม่ทรงเงียบเหงานัก แล้วยังทรงมีพี่น้อง อย่างเช่นคุณพระสุจริตสุดา ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร ที่ใกล้ชิดพูดคุยกันได้ เวลาเสด็จฯกับพระญาติ ท่านก็ประทับรวมกัน ไม่ได้แบ่งแยก คือวางพระองค์สบายๆ สำหรับเรื่องราชาศัพท์ คนทั่วไปก็ยังใช้ราชาศัพท์กับพระองค์ แต่ไม่ได้เต็มพิธีการนัก และเมื่อกล่าวถึงพระญาติ ก็ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์ อย่างเช่น พระนัดดา ก็ใช้ว่า หลานสมเด็จ เป็นต้น

งานอดิเรกอื่นๆ ที่โปรด ก็คือปลูกต้นไม้ และทรงเลี้ยงสุนัข ซึ่งก็มีคนถามพระองค์ว่าทำไมทรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์ทางแบบนี้ แล้วให้นอนบนตำหนักด้วย ความจริงก็คือ สุนัขพวกนี้แสนรู้ เฝ้าบ้านได้ดี

พระกรณียกิจ[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ดำรงตำแหน่งสภานายิกา ของโรงพยาบาลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและพระราชทานนามว่า วชิรพยาบาล

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ทรงได้รับพระราชทานพระราชมรดกบางส่วนจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บ้านยาง ตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงพระราชทานพระตำหนักและที่ดินส่วนพระองค์สร้างเป็นโรงเรียนเพื่อให้กุลบุตร กุลธิดาชาวกำแพงแสนและประชาชนที่ต้องการให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียน พร้อมยังพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษา และที่ดินบางส่วนสร้างหน่วยงานราชการต่างๆในบริเวณใกล้เคียง

พระกรณียกิจที่ยังทรงกระทำสม่ำเสมอ ก็คือการทำบุญ แจกทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในโรงเรียนราชินี นอกจากนี้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีก็ยังโปรดกีฬา พระองค์ก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงทีมแรกของประเทศไทย และฝึกนักกีฬาหญิง ส่งไปแข่งขันต่างประเทศ เช่น นางสาวสงวน สุจริตกุล เป็นแชมป์แบดมินตันของประเทศไทย และได้แชมป์ที่มาเลเซีย เรียกได้ว่าทรงบุกเบิกการกีฬาสำหรับสตรี สำหรับการฝึกนักกีฬาของท่านนั้น ท่านควบคุมเอง เช่น นางสาวสงวนกลับจากโรงเรียน ก็จะต้องวิ่งให้ครบตามจำนวนรอบที่กำหนด โดยสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาจะประทับทอดพระเนตรด้วย

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี นั้นทรงชุบเลี้ยงเด็กผู้ชายไว้หลายคน ส่วนใหญ่จะเป็นพระญาติในสกุลสุจริตกุล แต่มีคนหนึ่งที่เป็นเด็กกำพร้าทั้งบิดาและมารดา ได้ทรงชุบเลี้ยงมาแต่เด็กชายคนนั้นอายุ 3 ขวบ ตรัสเรียกว่า "ลูกบัว" มาจนตลอดพระชนม์ชีพ ต่อมาเด็กชายบัวได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว "ศจิเสวี" คำว่า "ศจิ" นั้นมาจากสร้อยพระนาม อินทรศักดิศจี ส่วนคำว่า "เสวี" นั้นผันมาจากคำว่า เสวก คือบริวาร รวมความแล้วจึงมีความหมายว่า เป็นข้าราชบริพารของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชนี (พระยศในขณะนั้น)

พระอนุสรณ์[แก้]

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา
พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย ที่บ้านยาง ถนนมาลัยแมน ตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ชาวอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2541 โดยพสกนิกรชาวอำเภอกำแพงแสน เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ที่พระองค์ได้ประทานที่ดิน เพื่อสร้างเป็นโรงเรียน และสถานที่ราชการอื่น ๆ

องค์พระราชานุสาวรีย์เป็นพระรูปหล่อของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา พระอิริยาบททรงยืน ทรงฉลองพระองค์เสือป่าราชนาวีแขนยาวและเป็นพระกระโปรง พระหัตถ์ซ้ายทรงดาบ พระบาทเหลื่อมกันเล็กน้อย

ในทุก ๆ ปีชาวอำเภอกำแพงแสนจะจัดพิธีรำลึกในวันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาซึ่งตรงกับวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยจะมีการวางพวงมาลาและกล่าวสดุดีพระเกียรติคุณ[15] ณ บริเวณลานหน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา[16]

วันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

วันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาตรงกับวันที่ 30 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันที่สิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาขณะมีพระชนมายุ 73 พรรษา ตั้งขึ้นเพื่อเป็นวันที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี โดยในวันก็จะจัดพิธีสักการะ และถวายพวงมาลา ณ พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

มูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ที่บ้านยาง ถนนมาลัยแมน ตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อช่วยเหลือ สงเคราะห์ และมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนผู้ด้อยโอกาสในอำเภอกำแพงแสน ประธานมูลนิธิคนปัจจุบันคืออาจารย์ปัทมาวดี สุทัศน์ ณ อยุธยา[17]

โรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย

โรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย (บ้านยาง) ตั้งอยู่เลขที่ 220 หมู่ 1 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม[18] สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2481 โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ซึ่งพระราชทานที่ดินและพระตำหนักราชฤดีให้เป็นสถานศึกษาแก่กุลบุตร กุลธิดา ใช้เป็นสถานศึกษาตลอดมา โรงเรียนประกอบไปด้วยอาคารเรียนจำนวน 2 หลัง อาคารประกอบจำนวน 3 หลัง ห้องน้ำ 2 แห่งหลังสนาม โรงอาหาร 1 หลัง และลานเอนกประสงค์ ผู้อำนวยการของโรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัยคนปัจจุบันคือ วัลลภ จันทร์ภิวัฒน์[19]

เหรียญที่ระลึกสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

เป็นเหรียญที่ระลึกที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกและเพื่อเป็นเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ซึ่งรูปแบบเหรียญมีสองแบบคือ

แบบที่หนึ่ง ตัวเหรียญมีลักษณะขอบเหลี่ยมเป็นรูปเสมา ทำจากเงิน ด้านหน้าเป็นรูปตราประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ 6 รูปทรงเสมา ติดห่วง ตรงกลางรูปนกยูงบนพระอภิไธยย่อ "อ" ด้านหลังประดับพระรูปของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ใต้พระรูปมีอักษรลายพระอภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ล่างพระอภิไธยเป็นวันที่จัดสร้างคือวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2548[20]

แบบที่สอง เป็นเหรียญที่มีลักษณะคล้ายกัน ตัวเหรียญทำจากทองคำลงยาหลากหลายสี มีตราประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ 6 รูปทรงเสมาหน้าเดียว ติดห่วง ตรงกลางรูปนกยูงบน ปรมาภิไทย่อ "อ" มีสีสันสวยงาม เหรียญแบบที่สองมีด้านเดียว

พระเกียรติยศ[แก้]

พระอิสริยยศ[แก้]

ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
พระวรราชชายา
Coat of Arms of Indrasakdi Sachi.jpg
ตราประจำพระองค์
การทูล ใต้ฝ่าพระบาท
การแทนตน ข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับ พระพุทธเจ้าข้า/พะยะค่ะ
  • ประไพ สุจริตกุล (10 มิถุนายน พ.ศ. 2445 — 12 มกราคม พ.ศ. 2464)
  • พระอินทราณี (12 มกราคม พ.ศ. 2464— 10 มิถุนายน พ.ศ. 2464)
  • พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี (10 มิถุนายน พ.ศ. 2464 — 1 มกราคม พ.ศ. 2465)
  • สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี (1 มกราคม พ.ศ. 2465 — 15 กันยายน พ.ศ. 2468)
  • สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา (15 กันยายน พ.ศ. 2468 — 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518)

พระยศทางทหาร[แก้]

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ทรงฉลองพระองค์ชุดทหาร
  • สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาทรงได้รับพระราชทานยศพันโท (พ.ศ. 2465)
  • ผู้บังคับการพิเศษกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมทหารบกราบที่ 11 รักษาพระองค์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดังนี้

ลำดับพงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. เล็ก พงษ์สมัครไทย. พระญาติ ราชสกุลกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง, พ.ศ. 2549. 160 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-9687-35-3
  2. ลำดับสกุล สุจริตกุล. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ:สุทธิสารการพิมพ์, 2522, หน้า 12
  3. หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ 6. พิมพ์ครั้งที่ 19. 2519, หน้า 4
  4. หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ 6. พิมพ์ครั้งที่ 19. 2519, หน้า 5
  5. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานบรรดาศักดิ์ฝ่ายใน, เล่ม ๓๘, ตอน ง, ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔, หน้า ๓๐๒๑
  6. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี, เล่ม ๓๙, ตอน ๐ ก, ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๕๖
  7. 7.0 7.1 ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายหน้า, เล่ม ๓๙, ตอน ๐ ง, ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๒๓๔๗
  8. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระอิสริยยศ พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี เป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี, เล่ม ๓๙, ตอน ๐ก, ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๕๓๙
  9. ณัฐพงศ์ ตานพิพัฒน์. พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
  10. ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 205
  11. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ว่าด้วยการที่จะออกพระนามสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ก, ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๑๕๙
  12. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ว่าด้วยการที่จะออกพระนามสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ก, ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๑๕๙
  13. หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ 6. พิมพ์ครั้งที่ 19. 2519, หน้า 60
  14. ราชกิจจานุเบกษา, หมายกำหนดการ บำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุและพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ ๖ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส พุทธศักราช ๒๕๑๙, เล่ม ๙๓, ตอน ๑๒๗ ง ฉบับพิเศษ , ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙, หน้า ๗
  15. เดลินิวส์, พิธีถวายพวงมาลา สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี, 30 พฤศจิกายน 2555
  16. อมรรัตน์ ศรีละออ. คณบดี ร่วมพิธีวางพวงมาลาวันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี จากเว็บไซต์คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน. เข้าถึงข้อมูลได้จาก[1]. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 29-09-56
  17. สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์, นครปฐมจัดพิธีถวายพวงมาลา สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีพระวรราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, 30 พฤศจิกายน 2555
  18. ประวัติโรงเรียน จากเว็บไซต์โรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย
  19. สมาชิกสมาคม - สมาคมผู้บริหารโรงเรียน จังหวัดนครปฐม
  20. เหรียญที่ระลึกสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี (พระบรมราชินี ใน รัชกาลที่ ๖)
  21. ราชกิจจานุเบกษา,พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักกรีบรมราชวงศ์, เล่ม ๓๙, ตอน ง, ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๒๓๔๕
  22. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๓๙, ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๓๔๐๑
  23. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานตรารัตนวราภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๓๙, ตอน ง, ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๒๒๙๒
  24. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาตำแหน่งมหาสวามินีเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้าฝ่ายใน, เล่ม ๔๐, ตอน ๐ ก, ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๖, หน้า ๑๒๗
  25. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ถอนมหาสวามินีแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้าออกเสียจากตำแหน่ง, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ก, ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๑๘๗
  26. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานตราวัลลภาภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๓๙, ตอน ง, ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๗๑๙
  27. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๓๙, ตอน ๐ ง, ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๒๐๙๔
  28. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญเล่ม 44 หน้า 2567 วันที่ 20 พฤศจิกายน 2470

หนังสือ[แก้]

  • พิมาน แจ่มจรัส, รักในราชสำนัก, โอเดียนการพิมพ์, 2510 ISBN 974-341-064-3

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ถัดไป
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
2leftarrow.png Queen's Standard of Thailand.svg
พระบรมราชินีแห่งราชอาณาจักรสยาม
(1 มกราคม พ.ศ. 2465 - 15 กันยายน พ.ศ. 2468)
2rightarrow.png สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระบรมราชินี