หน้านี้ถูกกึ่งล็อก
หน้าถูกกึ่งป้องกัน

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
Prabai Sucharitakul.jpg
พระวรราชชายา
ดำรงพระยศครั้งที่สอง15 กันยายน พ.ศ. 2468 — 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518
ถัดไปหม่อมเจ้ารำไพพรรณี
ดำรงพระยศครั้งแรก10 มิถุนายน พ.ศ. 2465 — 1 มกราคม พ.ศ. 2466
พระบรมราชินี
ดำรงพระยศ1 มกราคม พ.ศ. 2466 — 15 กันยายน พ.ศ. 2468
ถัดไปสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระราชสวามีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (2465–2468)
พระราชบุตรสมเด็จเจ้าฟ้าชาย
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล)
พระมารดากิมไล้ สุธรรมมนตรี
ประสูติ10 มิถุนายน พ.ศ. 2445
จังหวัดธนบุรี อาณาจักรสยาม
สิ้นพระชนม์30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 (73 ปี)
กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
ศาสนาพุทธ

พันโทหญิง สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา (พระนามเดิม: ประไพ สุจริตกุล; 10 มิถุนายน พ.ศ. 2445 — 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518) สมเด็จพระวรราชชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับท่านผู้หญิงกิมไล้ สุธรรมมนตรี (สุจริตกุล)

เข้ารับราชการฝ่ายในในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระอินทราณี ต่อมาพระอินทราณีตั้งครรภ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอินทราณี ขึ้นดำรงพระยศเจ้านายตำแหน่งพระมเหสีที่ พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ทรงได้รับการสถาปนาพระราชอิสริยยศสูงสุดที่ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ภายหลังด้วยเกิดเหตุหลายประการเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี อันมีเรื่องการตกพระครรภ์หลายครั้ง เป็นเหตุผลประการหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา แทน

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพ.ศ. 2468 สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงย้ายไปประทับยังพระตำหนักสวนนกไม้ ในพระราชวังดุสิต ต่อมาจึงทรงย้ายไปประทับที่วังริมคลองภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี พระนิวาสน์เดิมของพระองค์พระองค์ ซึ่งเป็นบ้านของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี พระบิดาของพระองค์เอง โดยทรงประทับที่นี่เป็นการถาวรตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 สิริพระชันษา 73 ปี

พระประวัติ

ต้นพระชนม์ชีพ

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี มีพระนามเดิมว่า ประไพ สุจริตกุล ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2445 ที่บ้านคลองด่าน อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี ซึ่งเป็นบ้านของปู่คือ พระยาราชภักดี (โค สุจริตกุล)[1] ซึ่งพระยาราชภักดีเป็นน้องชายของ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระอัยยิกาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้นพระยาราชภักดี รวมทั้งบุตรหลานจึงมีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรีในฐานะราชินิกุลที่ใกล้ชิด[2]

สมเด็จพระบรมราชินีแห่ง
ราชวงศ์จักรี
Emblem of the House of Chakri.svgสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
Emblem of the House of Chakri.svgสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
Queen Debsirindra.jpgสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
Queen Saovabha Phongsri.jpgสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
Prabai Sucharitakul.jpgสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
Queen Rambhai Barni2.jpgสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
Aankomst Koning Bhumibol en Koningin Sirikit te Den Haag, koningin Sirikit, Bestanddeelnr 911-6994.jpgสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
Queen Suthida, Royal ploughing ceremony 2019.jpgสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา

ประไพเกิดมาเป็นเด็กรูปร่างเล็กบอบบาง อุปนิสัยร่าเริง และมีผู้ทำนายไว้ว่าลักษณะมีบุญ จนพี่น้องรู้กันดีว่า หากจะขออนุญาตไปเที่ยวงาน หรือต้องการของกินของเล่นอย่างใด หากอ้างชื่อคุณประไพ ก็จะได้ดังประสงค์ทุกครั้งไป เมื่อคุณประไพอายุครบแปดขวบจึงได้เข้าไปเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนราชินีตั้งแต่พ.ศ. 2454—พ.ศ. 2463 ในรุ่นเดียวกับหม่อมเจ้าจันทรนิภา เทวกุล คุณสมบุญ ชินะโชติ และคุณเพียบ สุจริตกุล จนสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมบริบูรณ์ ระหว่างศึกษานั้น ซึ่งคุณประไพชอบวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ดนตรี การฝีมือ และกีฬา[3] คุณประไพชอบการกีฬามากกว่าวิชาการ แต่ก็สอบได้คะแนนดีทุกครั้ง ต่อมาพระยาราชภักดี (โค) ก็ถึงแก่อนิจกรรม บิดาของคุณประไพจึงย้ายไปปลูกบ้านใหม่ที่ประตูน้ำภาษีเจริญ ห่างจากบ้านคลองด่านไม่มากนัก

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีผู้เป็นบิดา ได้นำเข้าเฝ้าถวายตัวเพื่อเข้ารับราชการฝ่ายใน คุณประไพสนใจการขับร้องอย่างมาก[3] โดยเป็นต้นเสียงร่วมกับพระสุจริตสุดา พระสนมเอก ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการแสดงโขนสมัครเล่น เรื่อง "รามเกียรติ์" ตอนนางลอย[4] ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับหน้าที่บอกบทพากย์และเจรจาด้วยพระองค์ นอกจากนี้คุณประไพยังแสดงเป็น "อินทิรา ดุลยวัจน์"[5] นางเอกของพระราชนิพนธ์ละครพูด ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อง "เสือเถ้า"[6]

เข้ารับราชการฝ่ายใน

พระองค์ และพระราชสวามี

ในเวลาต่อมาเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ ในรัชกาลที่ 5) มีความประสงค์ที่จะถวายตัวหญิงนักเรียนนอกจากสกุลบุนนาคเป็นฝ่ายในเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศ แต่พระสุจริตสุดาหรือคุณเปรื่องพี่สาวของประไพ ได้กราบทูลว่าจะถวายน้อง ๆ ของตนเองแทน[7] ด้วยเหตุนี้พระสุจริตสุดาจึงให้ประไพ ซึ่งเป็นน้องสาวไปถวายการรับใช้บ่อย ๆ ครั้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2464 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส[8] และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้คุณประไพดำรงตำแหน่งพระสนมเอก มีราชทินนามว่า พระอินทราณี[9] พระราชพิธีอภิเษกสมรสมีขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2465 โปรดฯ ให้ท้าวภัณฑสารานุรักษ์ หัวหน้าคลังฝ่ายในนำเงินไปพระราชทานตามพระราชประเพณีเป็นเงิน 4,000 บาท โดยพระนาม อินทราณี เป็นพระนามหนึ่งของพระชายาของพระอินทร์ และต่อมาได้สถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณขึ้นเป็นพระนางเธอลักษมีลาวัณ และอาศัยร่วมกันในพระราชวังพญาไท หากมีพระราชพิธี พระนางเธอลักษมีลาวัณจะเป็นผู้นำและประทับคู่กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระสุจริตสุดาและพระอินทรานีเดินตามอย่างธรรมเนียมโบราณ[10]

ต่อมาพระอินทราณีตั้งครรภ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอินทราณี ขึ้นดำรงพระยศเจ้านายตำแหน่งพระมเหสีพระองค์หนึ่ง[11] ที่ พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2465[12]ซึ่งปรากฏอยู่ในคำประกาศสถาปนาว่า

"...อันพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็นเจ้าตามราชประเพณีที่ได้มีมาในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระรูปศิริโสภาคมหานาคนารีนั้นด้วยแล้ว สมควรที่จะสถาปนาพระอินทราณี ให้มียศเหมือนเจ้าได้ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอินทราณี ขึ้นเป็นพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิ์ศจี..."

พร้อมกับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้าอันเป็นตราชั้นสูงสุดสำหรับฝ่ายในแก่พระวรราชชายาเธอในโอกาสนี้ด้วย[13]

ตำแหน่งพระบรมราชินี

ในเวลาต่อมา พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2466[14]

ต่อมาในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ นายพันโท ผู้บังคับการพิเศษกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์และกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์แก่สมเด็จพระบรมราชินี[15] ในการนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ได้เสด็จทอดพระเนตรละครพระราชนิพนธ์เรื่องผิดวินัย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2465 ซึ่งเป็นการแสดงถวายของนายทหารกรมมหาดเล็กรักษาพระองค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่สมเด็จพระบรมราชินี ทรงรับตำแหน่งผู้บังคับการพิเศษกองพันที่ 2 กรมทหารบกราบที่ 1 และกรมทหารบกราบที่ 11[16] และเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 21 พรรษาของสมเด็จพระบรมราชินีในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2466 ได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลงอำนวยพรพระราชทานแด่สมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องลิลิต นารายณ์สิบปาง[17]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินแปดสิบเก้าไร่ ด้านหน้าติดถนนเพชรเกษม ตรงข้ามวัดพระประโทน จังหวัดนครปฐม แก่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระราชทานนามที่ดินแห่งนี้ว่า สวนราชฤดี[18] พร้อมกันนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักเรือนไม้สองชั้นไว้พร้อมกับมีเครื่องตกแต่งที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัยทรงควบคุมดูแล เครื่องเรือนชุดนี้ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีทรงใช้เป็นประจำตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์[19] ต่อมาในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงประกอบพระราชพิธีเสด็จขึ้นพระตำหนัก ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์หนังสือเล่มเล็กปกสีชมพู มีคำโคลงสามสิบบท เรียกว่า โคลงนิราศประลองยุทธ พระราชทานแก่ผู้ร่วมงานเป็นที่ระลึก[20]

ตกพระโลหิต

พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี (พระยศในขณะนั้น)

ในการทรงครรภ์ พระองค์ตกเสียสามครั้ง เนื่องจากพระองค์ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดไม่ได้หยุด จึงทำให้ตก และมีครั้งหนึ่งที่มีพระประสูติกาลก่อนกำหนดประมาณ 6 เดือน เป็นพระราชโอรส พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรแล้วถึงกับน้ำพระเนตรไหล[21] กระนั้นก็ยังทรงมีพระเมตตาต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนี ทรงอ่านหนังสือพระราชทาน ทรงประคองและดูแลเป็นอย่างดี เจรียง ลัดพลี ข้าหลวงของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีเคยเขียนเล่าไว้ว่า[22]

"...วันหนึ่งตอนสายๆ ขึ้นไปเฝ้าบนพระที่นั่งพิมานจักรี ดิฉันยังเด็กไม่ทราบเรื่องอะไรดี พบมีคนอยู่หลายคนแล้วที่ห้องเสวยกลางวัน และมีพระแท่นของสมเด็จตั้งอยู่ เห็นมีผู้ชายเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว. ปุ้ม มาลากุล) เจ้าคุณแพทย์พงศา (สุ่น สุนทรเวช) หรือหลวงไวทย์จำไม่ได้แน่แต่มีหมอปัวซ์เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทล้นเกล้าล้นกระหม่อมอยู่พร้อมกัน ในมือเจ้าพระยาธรรมฯ เชิญพานทององค์ใหญ่มาก มีผ้าขาวปูอยู่ในพานนั้น เห็นล้นเกล้าฯ ท่านทรงพระกรรแสงซับพระเนตรด้วยผ้าเช้ดพระพักตร์ เราหน้าตื่นถามพี่ๆ ผู้ใหญ่ก็ได้ความว่า สมเด็จฯ ท่านทรงแท้งพระโอรสพระชัณษาได้ ๗ เดือนเสียแล้ว..."

และในครั้งนั้นสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในขณะยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ได้ทรงมีพระราชหัตเลขามาปลอบสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี มิให้ทรงโศกเศร้าในการตกพระโลหิตครั้งนี้ เพราะอย่างไรเสียในวันหน้า ก็ยังทรงมีโอกาสที่จะทรงพระครรภ์อีก[23] หลังจากนั้นก็ปรากฏว่าทรงพระครรภ์อีก เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีได้ทรงพระครรภ์ขึ้นอีก และก็ตกพระโลหิตอีกครั้ง ณ พระที่นั่งสมุทรพิมาน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน[24]

ลดพระอิสริยยศ

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี มิได้ทรงพระครรภ์จนครบกำหนดประสูติ แต่ได้ทรงตกเสียก่อนที่จะประสูติถึง 3 ครั้ง ต่อมาในปลายรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการว่าด้วยการออกพระนาม โดยโปรดให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาแทน เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2468[25] และโปรดฯ ให้เสด็จไปประทับยังพระที่นั่งวิมานเมฆ ภายในพระราชวังดุสิต

สาเหตุที่ทรงลดพระอิสริยยศมีหลายประการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายพระราชทานแก่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีฯ อย่างละเอียด ปรากฏอยู่ในพระราชบันทึกส่วนพระองค์ ซึ่งบัดนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในที่เฉพาะและไม่อาจเผยแพร่ได้ด้วยเหตุผลนานาประการ แต่มีปรากฏในพระราชพินัยกรรม เรื่อง การสืบพระราชสันตติวงศ์แลตั้งพระบรมอัษฐิ ซึ่งได้รับการเผยแพร่ เป็นพระราชพินัยกรรมสั่งถึงเมื่อถวายพระเพลิงพระศพแล้วจะจัดการอย่างไรกับพระบรมอัฐิ โดยได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือศิลปวัฒนธรรม ในพ.ศ. 2528 เป็นพระราชพินัยกรรม ฉบับบันทึกประจำวัน ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2468 ก่อนวันประกาศลดพระอิสริยยศประมาณ 1 สัปดาห์ ในพระราชพินัยกรรมปรากฏข้อความเป็นพระบรมราชโองการความว่า[26]

"...ข้อ ๔ ต่อไปภายหน้าก็คงจะมีเหตุเรื่องตั้งพระบรมอัษฐิ คือ จะเอาองค์ใดขึ้นมาตั้งคู่กับฃ้าพเจ้า. ฃ้าพเจ้าขอสั่งเด็ดขาดไว้เสียแต่บัดนี้ , ห้ามมิให้เอาพระอัษฐิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีขึ้นมาตั้งเคียงฃ้าพเจ้าเป็นอันขาด; เพราะตั้งแต่ได้มาเป็นเมียฃ้าพเจ้า ก็ได้บำรุงบำเรอน้ำใจฃ้าพเจ้าเพียง ๑ เดือนเท่านั้น, ต่อแต่นั้นมาเอาแต่ความร้อนใจหรือรำคาญมาสู่ฃ้าพเจ้าอยู่เป็นเนืองนิตย์..."

เรื่องที่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงตกพระโลหิตพระกุมารนั้นเป็นเพียงเหตุผลหนึ่ง เพราะมีบันทึกปรากฏชัดเจนว่าแม้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินีทรงแท้งแล้วพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ทะนุถนอมอย่างดี ถึงกับเสด็จไปรับ และทรงเข็นพระเก้าอี้เข็นที่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ประทับมาร่วมเสวยกับพระองค์ทุกวัน[27]

เหตุการณ์ที่เป็นเหตุสำคัญในการลดพระอิสริยยศเห็นจะเป็นเมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซ้อมละครเรื่องพระร่วง ที่พระที่นั่งสโมสรเสวกมาตย์ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี[28] ครั้งนั้น ในบทบาทการแสดงต้องมีการแตะเนื้อต้องตัว เจรจาตอบโต้ และผลักไสกันระหว่างนายมั่นแสดงโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสาวใช้ของนางจันทร์แสดงโดยคุณเครือแก้ว อภัยวงศ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ผู้ร่วมแสดงทุกคนแสดงอย่างสมจริง ภาพนั้นคงไม่สบพระทัยของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ผู้ประทับทอดพระเนตรการซ้อมอยู่ชั้นบน จึงเกิดเหตุการณ์ฮาป่าขึ้น คือสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีทรงกระทืบพระบาท และโปรดให้ข้าหลวงของพระองค์ โห่ฮาและใช้เท้าตบพื้นพระที่นั่ง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่เบื้องล่าง แสดงให้เห็นว่าพระองค์ ไม่ทรงพอพระทัย เป็นอันตะลึงงันกันไปทั้งโรงละคร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหยุดการซ้อม และเสด็จขึ้นทันที[29]

ขณะนั้น สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีมีพระชันษาเพียง 21 ปี เป็นเป็นธรรมดาที่จะมีพระอาการหึงหวงต่างๆ และหลายครั้งก็ไม่ทรงสามารถเก็บกลั้นพระอารมณ์ได้ เช่น ทรงขอพระบรมราชานุญาตกลับพระนครก่อน ไม่ทรงร่วมขบวนเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับพร้อมกัน ทำให้ต้องตระเตรียมเรือพระที่นั่งอย่างฉุกละหุก ทั้งยังต้องต่อสะพานยาวลงไปให้ถึงเรือเพื่อไม่ต้องให้พระบาทสัมผัสน้ำ ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงขุ่นพระราชหฤทัยอยู่ไม่น้อย และอีกครั้งหนึ่ง ที่ท่าราชวรดิฐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงจากเรือพระที่นั่ง มีพระราชกระแสรับสั่งให้คุณสุวัทนาซึ่งตามเสด็จมาในขบวน ลงกราบพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินมารับเสด็จตามราชประเพณี พระองค์ก็ทรงชักพระบาทหลบและเบือนพระพักตร์ ก็เป็นเหตุให้พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงพอพระทัย เพราะทรงถือว่าเป็นการหักหน้าพระองค์[29]

พระชนม์ชีพหลังรัชกาลที่ 6

พระสุจริตสุดา (ซ้าย), สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี (กลาง) และท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร (ขวา) ในพ.ศ. 2517

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพ.ศ. 2468 สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงย้ายไปประทับยังพระตำหนักสวนนกไม้ ในพระราชวังดุสิต[30] ต่อมาจึงทรงย้ายไปประทับที่วังริมคลองภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี[31] ซึ่งเป็นบ้านของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี พระบิดานั่นเอง เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีเสด็จมาประทับเป็นการถาวรแล้ว พระบิดาจึงกั้นบริเวณที่ดินว่างเปล่าด้านหลังของบ้านซึ่งเป็นที่กว้างขวาง ให้เป็นที่ประทับกับให้สร้างพระตำหนักสไตล์ยุโรปงดงาม เป็นพระตำหนักที่ประทับ โดยมีทางเชื่อมต่อกับตึกใหญ่ของท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีและท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรีอีกด้วย สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีได้ประทับอยู่ ณ วังภาษีเจริญนี้มาโดยตลอดท่ามกลางพระประยูรญาติอย่างอบอุ่นต่อมาอีกกว่า 40 ปี[22]

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาตลอดพระชนมชีพ[32] เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2505 พระชันษาครบ 5 รอบ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์และทรงเจิม เมื่อพระชันษาครบ 6 รอบ ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ในการบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชันษา ณ พระอุโบสถวัดราชาธิวาส และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์และทรงเจิม เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต[32]

ประชวร

ครั้นวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ประชวรปวดพระนาภีมาก จึงได้เสด็จเข้ารับการถวายการรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช ครั้งนั้นแพทย์ได้ถวายพระโอสถแก้ปวดพระนาภีทางหลอดพระโลหิต พระอาการทุเลาลง[33] ระหว่างเวลาที่ทรงรับการถวายการรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น พระอาการประชวรมีแต่ทรงและทรุดลงเรื่อยมา มีพระอาการปวดพระนาภีมากขึ้น คณะแพทย์ต้องถวายพระโอสถแก้ปวดทางหลอดพระโลหิตถี่ขึ้น จนเมื่อมีพระอาการมาก ก็ต้องถวายพระโอสถทุก 3 ชั่วโมง[34]

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ดร. กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง และท่านผู้หญิงอนุรักษ์ราชมณเฑียร (พัว วัชโรทัย) เชิญแจกันดอกไม้พระราชทาน ไปเยี่ยมพระอาการประชวรสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีฯ นอกนั้นก็มีพระราชวงศ์ เสด็จไปทรงเยี่ยมและทรงลงพระนามในสมุดเยี่ยม ตลอดจนพระญาติ ข้าราชการ และข้าราชบริพารได้ผลัดเปลี่ยนกันไปเฝ้าและเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา[32] ระหว่างที่ทรงประชวรอยู่นั้น เมื่อทรงทุเลาจากการประชวรก็ทรงมีปฏิสันถารกับผู้ที่มาเยี่ยมเยียนเป็นปกติ ยังทรงพระอนุสรณ์ถึงเรื่องตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์หรือธุรกิจส่วนพระองค์ได้เป็นอย่างดี เวลาประชวรมากก็รับสั่งให้ไปตามพระสุจริตสุดา และนายกวดหุ้มแพรมาเยี่ยมในวันอาทิตย์ 2 ครั้ง เมื่อมาถึงก็กรรแสงกับพระสุจริตสุดา ผู้เฝ้าและผู้ใกล้ชิดก็ต้องสะอื้นเพราะเห็นพระทัย[33] พระองค์เคยทรงพระปรารภว่ายังไม่อยากสิ้นพระชนม์ ด้วยทรงเป็นห่วงพี่น้องและหลานๆ ซึ่งยังไม่สำเร็จการศึกษา[33]

สิ้นพระชนม์

ครั้นถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2518 คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพยาบาลเห็นพระอาการหนักมากสิ้นหวังแล้ว เพราะเสวยไม่ใคร่ได้ ต้องถวายน้ำเกลือทางหลอดพระโลหิต เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 เวลา 7 โมงเช้า พระอาการประชวรน่าวิตก พยาบาลได้ตามคณะแพทย์มาถวายการรักษา แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่มีพระอาการพระหทัยวายจึงสิ้นพระชนม์ในเวลา 7.55 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร สิริพระชนมายุ 73 พรรษา 5 เดือน 20 วัน[35]

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระเกียรติยศสูงสุดเต็มตามโบราณราชประเพณีแก่พระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศทองน้อยทรงพระศพ ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง และทรงรับพระศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน และทรงวางพวงมาลาที่หน้าพระโกศพระศพ[36] ทั้งยังได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ในโอกาสครบ 50 วัน พระศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์[37] และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เสด็จแทนพระองค์ในการบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานเนื่องโอกาสครบ 100 วัน พระศพ[38] ตามลำดับ นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมหาราชวัง และเสด็จไปในการพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519[39] ในวันเช้าวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล เสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในการเก็บพระอัฐิ เสร็จแล้วเจ้าพนักงานเชิญพระอัฐิขึ้นรถยนต์หลวงกลับสู่พระบรมมหาราชวัง สำหรับพระอัฐิของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี เมื่อรับพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว เชิญไปประดิษฐานไว้ ณ หอพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนพระอังคาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญไปประดิษฐานไว้ ณ ศาลาสุจริตกุล วัดราชาธิวาส[40]

พระจริยวัตร

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงชุบเลี้ยงเด็กผู้ชายไว้หลายคน ส่วนใหญ่จะเป็นพระญาติในสกุลสุจริตกุล แต่มีคนหนึ่งที่เป็นเด็กกำพร้าทั้งบิดาและมารดา ได้ทรงชุบเลี้ยงมาแต่เด็กชายคนนั้นอายุ 3 ขวบ ตรัสเรียกว่า "ลูกบัว" มาจนตลอดพระชนม์ชีพ ต่อมาเด็กชายบัวได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว "ศจิเสวี"[41] คำว่า "ศจิ" นั้นมาจากสร้อยพระนาม อินทรศักดิศจี ส่วนคำว่า "เสวี" นั้นผันมาจากคำว่า เสวก คือบริวาร รวมความแล้วจึงมีความหมายว่า เป็นข้าราชบริพารของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี

เมื่อสิ้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ก็ประทับอยู่อย่างเงียบๆ กับพระญาติในสกุลสุจริตกุล ไม่ได้ทรงออกงานอย่างเป็นทางการมากนัก แต่ยังคงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่อๆ มาโดยตลอด เช่น เมื่อประชวรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการรักษาพยาบาล และพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ในโอกาสฉลองพระชันษา[32]

นอกจากนี้พระองค์ยังคงมีสายสัมพันธ์กับพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อฝ่ายในยังประทับอยู่ภายในสวนดุสิตและสวนสุนันทา พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ซึ่งแม้จะเคยมีเรื่องในพระทัยกันมาก่อน แต่ภายหลังก็พระราชทานอภัยทาน ยังโปรดให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ไปทรงเยี่ยมสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงออกพระนามสมเด็จอินทร์ว่า "แม่อินทร์"[42] ครั้นสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ และพระชนนี เสด็จไปประทับที่อังกฤษ ก็ไม่ได้ทรงติดต่อกันอีกจนกระทั่งนิวัตประเทศไทยแล้วในพ.ศ. 2502[43] สมเด็จเจ้าฟ้าฯ และพระนางเจ้าสุวัทนาฯ จะโปรดให้ผู้แทนพระองค์เชิญของขวัญมาพระราชทานแก่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีในวันคล้ายวันประสูติเป็นประจำทุกปี ซึ่งพระองค์ก็ทรงต้อนรับเป็นอย่างดี และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีก็ทรงปฏิบัติเช่นเดียวกันในวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ และเสด็จพระนางฯ คือให้ผู้แทนพระองค์ เชิญของทูลพระขวัญไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จเจ้าฟ้าฯ และเสด็จพระนางฯ ที่วังรื่นฤดี แต่ก็ไม่ได้เสด็จไปมาหาสู่กันด้วยพระองค์เอง[44]

ในแต่ละวัน สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีจะทรงติดตามข่าวสาร ทอดพระเนตรโทรทัศน์ ทรงจดบันทึกรายวัน ทรงปฏิบัติธรรม และทรงบาตรเป็นประจำ ในบางโอกาสจะเสด็จประพาสต่างจังหวัดกับพระญาติ เสด็จงานในหมู่ญาติ อย่างงานศพ งานทำบุญ และในบ้านภาษีเจริญสมัยนั้นก็มีผู้คนมากมาย[45] พระองค์ก็ไม่ทรงเงียบเหงานัก แล้วยังทรงมีพี่น้อง อย่างเช่นคุณพระสุจริตสุดา[46] ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร ที่ใกล้ชิดพูดคุยกันได้ เวลาเสด็จฯกับพระญาติ ก็ทรงประทับรวมกัน ไม่ได้แบ่งแยก อีกทั้งยังทรงไม่เคร่งครัดเรื่องราชาศัพท์กับพระญาติ[47] งานอดิเรกอื่นๆ ที่โปรด ก็คือปลูกต้นไม้ และทรงเลี้ยงสุนัข ซึ่งก็มีคนทูลถามพระองค์ว่าทำไมทรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์ทางแบบนี้ แล้วให้นอนบนตำหนักด้วย ความจริงก็คือ สุนัขพวกนี้แสนรู้ เฝ้าบ้านได้ดี[45]

พระกรณียกิจ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ดำรงตำแหน่งสภานายิกาของโรงพยาบาลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและพระราชทานนามว่า วชิรพยาบาล[48]

ทรงประทานทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในโรงเรียนราชินี โรงเรียนราชินีบูรณะ ทรงเริ่มพระราชทานเงินทุน 3,000 บาทแก่โรงเรียนราชินีเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2464 แล้วพระราชทานเนื่องในวันประสูติเรื่อยมา[49]จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2474 โรงเรียนราชินีเริ่มใช้เป็นทุนของ ปีการศึกษา 2474 นับแต่บัดนั้น[50] นอกจากนั้นยังทรงส่งเสริมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา บางครั้งทรงสนับสนุนให้ศึกษาต่อเนื่องยังต่างประเทศ ซึ่งมีบุคคลที่ได้รับการศึกษาเนื่องจากทุนที่ได้รับประทานดังกล่าวล้วนเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติทั้งสิ้น

นอกจากนี้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีก็ยังโปรดกีฬา พระองค์ทรงก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงทีมแรกของประเทศไทย และทรงฝึกนักกีฬาหญิงส่งไปแข่งขันต่างประเทศ เช่น นางสาวสงวน สุจริตกุล นักกีฬาแบดมินตันระดับชาติ[51] เรียกได้ว่าทรงบุกเบิกการกีฬาสำหรับสตรี สำหรับการฝึกนักกีฬาของพระองค์นั้น ทรงควบคุมด้วยพระองค์เอง เช่น นางสาวสงวนกลับจากโรงเรียน ก็จะต้องวิ่งให้ครบตามจำนวนรอบที่กำหนด โดยสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีจะประทับทอดพระเนตรด้วย นอกจากนี้ยังโปรดให้ข้าหลวงหัดกีฬาหลายประเภท เช่น ขี่ม้า จักรยาน และฟุตบอล

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้มีการตั้งนามสกุลเหมือนกับประเทศอื่น ๆ โดยให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455[52] และมีการพระราชทานนามสกุลให้แก่หลายครอบครัว สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีเมื่อครั้งดำรงพระยศ พระบรมราชินี ทรงได้พระราชทานนามสกุลไว้ถึง 9 นามสกุล[53][54][55] คือ สาลิผลิน, คุณสาระ, จุฑาภักติ, หิรัญยะวสิต, จินดาวระ, สีลาสิริ, นาถะภักติ, สุทธภักติ และเทวินทรภักติ

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีพระราชทานที่ดินที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชทานพระตำหนักที่หมู่บ้านท่ายาง ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน ให้แก่ราชการ มีพระเสาวนีย์ให้เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ โรงเรียน หรือสุขศาลาก็ได้ แต่ขณะนั้นทางการยังมิได้ดำเนินการ จนกระทั่งพ.ศ. 2482 ทางอำเภอกำแพงแสนจึงทำหนังสือกราบทูลขอพระราชทานที่ดิน 21 ไร่และพระตำหนักเพื่อเปิดเป็นโรงเรียนประชาบาล ซึ่งก็ทรงพระกรุณาพระราชทาน ปัจจุบันคือโรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย[56] พร้อมยังพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษา

พระอนุสรณ์

พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา
พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย ที่บ้านยาง ถนนมาลัยแมน ตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ชาวอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สร้างขึ้นในพ.ศ. 2541 โดยพสกนิกรชาวอำเภอกำแพงแสน เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ที่พระองค์ได้ประทานที่ดิน เพื่อสร้างเป็นโรงเรียน และสถานที่ราชการอื่น ๆ[57][58]

องค์พระอนุสาวรีย์เป็นพระรูปหล่อของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระอิริยาบถทรงยืน ทรงฉลองพระองค์เสือป่าราชนาวีแขนยาวและพระกระโปรง พระหัตถ์ซ้ายทรงดาบ พระบาทเหลื่อมกันเล็กน้อย

ในทุก ๆ ปี หน่วยงานราชการ และชาวอำเภอกำแพงแสนจะจัดพิธีรำลึกในวันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาซึ่งตรงกับวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยจะมีการวางพวงมาลาและกล่าวสดุดีพระเกียรติคุณ[59] ณ บริเวณลานหน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา[60]

วันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

วันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาตรงกับวันที่ 30 พฤศจิกายน ของทุกปี[61] เป็นวันที่สิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีขณะมีพระชันษา 73 ปี ตั้งขึ้นเพื่อเป็นวันที่ระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี โดยในวันก็จะจัดพิธีสักการะ และถวายพวงมาลา ณ พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

มูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จดทะเทียนจัดตั้งครั้งแรกเมื่อ 21 กันยายน พ.ศ. 2544[62] มีสำนักงานตั้งอยู่ ณ โรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย ตั้งอยู่ที่บ้านยาง ถนนมาลัยแมน ตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อช่วยเหลือ สงเคราะห์ และมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนผู้ด้อยโอกาสในอำเภอกำแพงแสน

โรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย

โรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย (บ้านยาง) ตั้งอยู่เลขที่ 220 หมู่ 1 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม[56] สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2481 โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ซึ่งพระราชทานที่ดินและพระตำหนักราชฤดีให้เป็นสถานศึกษาแก่บุตรธิดา ใช้เป็นสถานศึกษาตลอดมา[63]

เหรียญที่ระลึกสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

เป็นเหรียญที่ระลึกที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกและเพื่อเป็นเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ซึ่งรูปแบบเหรียญมีสองแบบคือ

แบบที่หนึ่ง ตัวเหรียญมีลักษณะขอบเหลี่ยมเป็นรูปเสมา ทำจากเงิน ด้านหน้าเป็นรูปตราประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีในรัชกาลที่ 6 รูปทรงเสมา ติดห่วง ตรงกลางรูปนกยูงบนพระอภิไธยย่อ "อ" ด้านหลังประดับพระรูปของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ใต้พระรูปมีอักษรลายพระอภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ล่างพระอภิไธยเป็นวันที่จัดสร้างคือวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2548[64]

แบบที่สอง เป็นเหรียญที่มีลักษณะคล้ายกัน ตัวเหรียญทำจากทองคำลงยาหลากหลายสี มีตราประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ 6 รูปทรงเสมาหน้าเดียว ติดห่วง ตรงกลางรูปนกยูงบน ปรมาภิไทย่อ "อ" มีสีสันสวยงาม เหรียญแบบที่สองมีด้านเดียว

พระเกียรติยศ

พระอิสริยยศ

ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
พระวรราชชายา
Coat of Arms of Indrasakdi Sachi-princess.png
ตราประจำพระองค์
การทูลใต้ฝ่าพระบาท
การแทนตนข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับพระพุทธเจ้าข้า/ เพคะ
  • ประไพ สุจริตกุล (10 มิถุนายน พ.ศ. 2445 - 12 มกราคม พ.ศ. 2465)
  • พระอินทราณี (12 มกราคม พ.ศ. 2465 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2465)[9]
  • พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี (10 มิถุนายน พ.ศ. 2465 - 1 มกราคม พ.ศ. 2466)[12]
  • สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี (1 มกราคม พ.ศ. 2466 - 15 กันยายน พ.ศ. 2468)[14]
  • สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา (15 กันยายน พ.ศ. 2468 - ปัจจุบัน)[25]

พระยศทางทหาร

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงฉลองพระองค์ชุดทหาร
  • 13 มกราคม พ.ศ. 2465 พันโทหญิง - ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการพิเศษกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และผู้บังคับการพิเศษกองพันที่ 2 กรมทหารบกราบที่ 11 รักษาพระองค์[15]

พระยศทางเสือป่า

  • 23 มกราคม พ.ศ. 2464 นายนาวาตรี - สังกัดกองพันหลวงราชนาวีเสือป่า[65]
  • 4 มกราคม พ.ศ. 2465 นายกองเอก - สังกัดกรมเสือป่าม้าหลวงรักษาพระองค์[66]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดังนี้

ลำดับพงศาวลี

อ้างอิง

  1. เล็ก พงษ์สมัครไทย. พระญาติ ราชสกุลกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง, พ.ศ. 2549. 160 หน้า. หน้า หน้าที่ 20. ISBN 974-9687-35-3
  2. ลำดับสกุล สุจริตกุล. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ:สุทธิสารการพิมพ์, 2522, หน้า 12
  3. 3.0 3.1 กรมศิลปากร. สตรีสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, พ.ศ. 2547. 360 หน้า. หน้า หน้าที่ 313. ISBN 974-952-787-9
  4. "โขน : มหรสพสมโภช" (PDF). นิตยสารศิลปากร. ปีที่ 56 (ฉบับที่ 6): หน้า 34. 17 ธันวาคม 2557. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2562.
  5. "ชื่อตัวละครพระราชนิพนธ์บทละคร: พระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่หัว" (PDF). ภาษาและวรรณกรรมการ : ภาษาและวรรณกรรม พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเข้า ุ อย่หัว ู ปราชญ์แห่งสยามประเทศ: หน้า 1. 27 มกราคม 2548. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2562. line feed character in |journal= at position 77 (help)
  6. ศรีอยุธยา (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว). บทละครพูดเรื่อง หนังเสือ เสือเถ้า. กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภา, พ.ศ. 2516 พิมพ์ครั้งที่ 1. 272 หน้า. หน้า หน้าที่ 85.
  7. พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น สมัยรัชกาลที่ 6), หน้า 108
  8. วรชาติ มีชูบท. เบื้องลึก เบื้องหลัง ในพระราชบันทึกเรื่อง"ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖". กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่2 : พฤศจิกายน 2559. 328 หน้า. หน้า 79. ISBN 978-974-02-1471-1
  9. 9.0 9.1 ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานบรรดาศักดิ์ฝ่ายใน, เล่ม ๓๘, ตอน ง, ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔, หน้า ๓๐๒๑
  10. พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น สมัยรัชกาลที่ 6), หน้า 110
  11. วรชาติ มีชูบท. เบื้องลึก เบื้องหลัง ในพระราชบันทึกเรื่อง"ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖". กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่2 : พฤศจิกายน 2559. 328 หน้า. หน้า 81. ISBN 978-974-02-1471-1
  12. 12.0 12.1 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี, เล่ม ๓๙, ตอน ๐ ก, ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๕๖
  13. 13.0 13.1 "พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายหน้า" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 39 (ตอน 0 ง): หน้า 2347. 26 พฤศจิกายน 2465. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  14. 14.0 14.1 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระอิสริยยศ พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี เป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี, เล่ม ๓๙, ตอน ๐ก, ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕, หน้า ๕๓๙
  15. 15.0 15.1 "แจ้งความกระทรงกลาโหม เรื่องตั้งผู้บังคับการพิเศษ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 39: หน้า 2953. 14 มกราคม พ.ศ. 2465.
  16. หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล. งานละคร ของ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม. กรุงเทพ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. 2552. 382 หน้า. หน้า หน้าที่ 322.
  17. พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หั. ลิลิตนารายณ์สิบปาง. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณาคาร, พ.ศ. 2514. 538 หน้า. หน้า หน้าที่ 13.
  18. พระตำหนักราชฤดี ศูนย์ข้อมูลภาคตะวันตก หอสมุดพระราชวังสนามจันทร์ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 สืบค้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2562.
  19. เจรียง ลัดพลี. รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ. หน้า 20.
  20. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. โคลงนิราศประลองยุทธ. หน้า 4.
  21. ชานันท์ ยอดหงษ์. "นายใน" สมัยรัชกาลที่ ๖. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้ง 7 พ.ศ. 2562. 328 หน้า. หน้า หน้าที่ 61. ISBN 978-974-02-1088-7
  22. 22.0 22.1 เจรียง ลัดพลี. รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ. หน้า 19-26.
  23. โสมนัส สุจริตกุล. สมเด็จอินทร์และพระสุจริตสุดา สองราชนารีข้างบัลลังก์ ร.6. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์อมรินทร์, พ.ศ. 2560. 362 หน้า. หน้า หน้าที่ 56.
  24. ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 189
  25. 25.0 25.1 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ว่าด้วยการที่จะออกพระนามสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ก, ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๑๕๙
  26. ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2549, หน้า 20
  27. สิริทัศนา. สมเด็จอินทร์. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ศรีสารา, พ.ศ. 2555. 200 หน้า. หน้า หน้าที่ 85. ISBN 978-616-715-330-8
  28. "พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า อินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พุทธศักราช ๒๔๖๗" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 41 (ตอน ง): หน้า 675. 15 มิถุนายน 2467. สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2562.
  29. 29.0 29.1 กัลยา เกื้อตระกูล. พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระชายานารี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๑-๗. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2552, หน้า 231
  30. พระราชวังดุสิต – BANGKOK's PALACES
  31. วังริมคลองภาษีเจริญ - พระราชวัง วัง และพระตำหนักในไทย
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 เล็ก พงษ์สมัครไทย. "พระราชชายานารีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว". ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 32. ฉบับที่ 3 (มกราคม 2554). หน้า 65.
  33. 33.0 33.1 33.2 สิริทัศนา. สมเด็จอินทร์. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ศรีสารา, พ.ศ. 2555. 200 หน้า. หน้า หน้าที่ 142. ISBN 978-616-715-330-8
  34. อานนท์ โพธิ์ดี (4 พฤศจิกายน 2560). "พระวรราชชายา ผู้ทรงอาภัพเรื่องทายาท ตกพระโลหิตถึงสองครั้ง สองครา". teenee. สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2562.
  35. กรมศิลปากร, สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. ราชสกุลวงศ์. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพฯ:สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. 2554, หน้า 184
  36. "หมายกำหนดการ ที่ ๒๐/๒๕๑๘ พระราชกุศลทักษิณานุปทาน ๗ วันพระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา ในรัชกาลที่ ๖ พุทธศักราช ๒๕๑๘" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๒ (ตอนที่ ๒๕๑): น่า ๓๑๒๓. ๙ ธันวาคม ๒๕๑๘. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  37. "หมายกำหนดการ พระราชกุศลทักษิณานุปทาน ๕๐ วันพระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในรัชกาลที่ ๖ พุทธศักราช ๒๕๑๙" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๓ (ตอนที่ ๙): ฉบับพิเศษ หน้า ๔๒. ๙ ธันวาคม ๒๕๑๘. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  38. "หมายกำหนดการ ที่ ๔/๒๕๑๙ พระราชกุศลทักษิณานุปทาน ๑๐๐ วัน พระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในรัชกาลที่ ๖ พุทธศักราช ๒๕๑๙" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๓ (ตอนที่ ๔๑ ง): ฉบับพิเศษ หน้า ๒๘. ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  39. ราชกิจจานุเบกษา, หมายกำหนดการ บำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุและพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ ๖ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส พุทธศักราช ๒๕๑๙, เล่ม ๙๓, ตอน ๑๒๗ ง ฉบับพิเศษ , ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙, หน้า ๗
  40. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 6 ฉบับที่ 8, มิถุนายน 2528, หน้า 41-42
  41. มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท. "นามสกุลพระราชทาน". phyathaipalace. สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2562.
  42. พระราชประวัติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
  43. กัลยา เกื้อตระกูล. พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระชายานารี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๑-๗. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2552, หน้า 234
  44. "คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ เจ้าแม่แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา". นิตยสารผู้จัดการ. ปีที่ 10 (ฉบับที่ 116): หน้า 37. 17 มีนาคม 2536. |access-date= requires |url= (help)
  45. 45.0 45.1 เจรียง ลัดพลี. รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ. หน้า 13.
  46. เล็ก พงษ์สมัครไทย (21 มกราคม 2562). "คุณเปรื่อง สุจริตกุล "เลดี้อินเวตติ้ง" ของร.6 สู่พระสนมเอกผู้ไม่เคยขัดพระราชหฤทัย". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 21 มกราคม 2562.
  47. โสมนัส สุจริตกุล. สมเด็จอินทร์และพระสุจริตสุดา สองราชนารีข้างบัลลังก์ ร.6. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์อมรินทร์, พ.ศ. 2560. 362 หน้า. หน้า หน้าที่ 90.
  48. มหาวิทยาลัยนวมินทราราธิราช. แผนยุทธศาสตร์คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ปี 2558-2561. หน้า 1. สืบค้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2562.
  49. "แจ้งความถวายอนุโมทนา เรื่องสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน 2,200 บาท แก่โรงเรียนราชินี" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 40: หน้า 953. 24 มิถุนายน 2466. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2562.
  50. "สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา". ศิลปไทย. 4 พฤศจิกายน 2558. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2562.
  51. โสมนัส สุจริตกุล. สมเด็จอินทร์และพระสุจริตสุดา สองราชนารีข้างบัลลังก์ ร.6. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์อมรินทร์, พ.ศ. 2560. 362 หน้า. หน้า หน้าที่ 96.
  52. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติขนามนามสกุล พุทธศักราช ๒๔๕๖, เล่ม ๒๙, ตอน ๐ ก, ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๕, หน้า ๒๘๓
  53. "ประกาศพระราชทานนามสกุล" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 40: หน้า 2180. 14 ตุลาคม 2466. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2562.
  54. "ประกาศพระราชทานนามสกุล" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 40: หน้า 3769. 27 มกราคม 2466. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2562.
  55. "ประกาศพระราชทานนามสกุล" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 40: หน้า 4316. 9 มีนาคม 2466. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2562.
  56. 56.0 56.1 ประวัติโรงเรียน จากเว็บไซต์โรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย
  57. อดิศักดิ์ เทพอาสน์ (30 พฤศจิกายน 2559). "จ.นครปฐมประกอบพิธีวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมประกาศเกียรติคุณแสดงความจงรักภักดี". nakhonpathom. สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2562.
  58. อานนท์ มุ่งลิ้ม (30 พฤศจิกายน 2560). "นครปฐมประกอบพิธีวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี". thainews. สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2562.
  59. เดลินิวส์, พิธีถวายพวงมาลา สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี, 30 พฤศจิกายน 2555
  60. อมรรัตน์ ศรีละออ. คณบดี ร่วมพิธีวางพวงมาลาวันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี จากเว็บไซต์คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน. เข้าถึงข้อมูลได้จาก[1]. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 29-09-56
  61. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 1. วันสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา. 30 พฤศจิกายน 2561.
  62. "ประกาศนายทะเบียนมูลนิธิจังหวัดนครปฐม เรื่อง จดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ (มูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 118 (ตอนที่ 98 ง): หน้า 51. 6 ธันวาคม พ.ศ. 2544. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  63. สมาชิกสมาคม - สมาคมผู้บริหารโรงเรียน จังหวัดนครปฐม
  64. เหรียญที่ระลึกสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี (พระบรมราชินี ใน รัชกาลที่ ๖)
  65. "พระราชทานยศนายเสือป่า" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 38: หน้า 3184. 29 มกราคม 2464.
  66. "พระราชทานยศเสือป่า" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 39 (ตอน ง): หน้า 2773. 7 มกราคม 2465. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  67. "พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักกรีบรมราชวงศ์" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 39 (ตอน ง): หน้า 2345. 26 พฤศจิกายน 2465. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  68. "พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ฝ่ายใน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 39: หน้า 2401. 25 กุมภาพันธ์ 2465. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  69. "พระราชทานตรารัตนวราภรณ์ฝ่ายใน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 39 (ตอน ง): หน้า 2292. 19 พฤศจิกายน 2465. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  70. "พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาตำแหน่งมหาสวามินีเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้าฝ่ายใน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 40 (ตอน 0 ก): หน้า 127. 28 ตุลาคม 2466. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  71. "พระบรมราชโองการ ประกาศ ถอนมหาสวามินีแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้าออกเสียจากตำแหน่ง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 42 (ตอน 0 ก): หน้า 187. 11 ตุลาคม 2468. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  72. "พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายใน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 40: หน้า 3475. 7 มกราคม 2466. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  73. "พระราชทานตราวัลลภาภรณ์ฝ่ายใน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 37 (ตอน ง): หน้า 719. 18 มิถุนายน 2465. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  74. "พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายใน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 37 (ตอน 0 ง): หน้า 2094. 29 ตุลาคม 2465. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.
  75. "พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 44: หน้า 2567. 20 พฤศจิกายน 2470. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2562.

หนังสือ

  • พิมาน แจ่มจรัส, รักในราชสำนัก, โอเดียนการพิมพ์, 2510 ISBN 974-341-064-3

แหล่งข้อมูลอื่น

ก่อนหน้า สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ถัดไป
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
2leftarrow.png Queen's Standard of Thailand.svg
พระบรมราชินีแห่งราชอาณาจักรสยาม
(1 มกราคม พ.ศ. 2465 - 15 กันยายน พ.ศ. 2468)
2rightarrow.png สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระบรมราชินี