พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระสัมพันธวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าพรรณราย
พระองค์เจ้าชั้นตรี
Princess Pannarai.jpg
พระสวามีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบุตรพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนขัตติยกัลยา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ราชวงศ์ราชวงศ์จักรี
พระบิดาสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์
พระมารดาหม่อมกิ่ม ศิริวงศ์ ณ อยุธยา
ประสูติ9 พฤษภาคม พ.ศ. 2381
สิ้นพระชนม์22 มิถุนายน พ.ศ. 2457 (76 ปี)

พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย (9 พฤษภาคม พ.ศ. 2381 — 22 มิถุนายน พ.ศ. 2457) มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าแฉ่ เป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ประสูติแต่หม่อมกิ่ม ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามใหม่ว่า พรรณราย และเข้ารับราชการฝ่ายในเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา หม่อมเจ้าพรรณราย ขึ้นเป็น พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ด้วยเป็นพระราชมาตุจฉาที่ทรงสนิทสนมมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณรายสิ้นพระชนม์ ณ ตำหนักที่ประทับในวังท่าพระ ซึ่งเป็นวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระโอรส ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2457 สิริพระชันษา 76 ปี 44 วัน

พระประวัติ

พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 6 แรม 1 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2381 มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าแฉ่ เป็นพระธิดาองค์ที่หกในสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ต้นราชสกุลศิริวงศ์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาทรัพย์) ประสูติแต่หม่อมกิ่ม (สกุลเดิม แซ่จิ๋ว) มีพระภราดาพระภคินีร่วมพระบิดา รวม 8 พระองค์[1][2][3] หนึ่งในนั้นคือสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้นพระองค์จึงเป็นพระมาตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระชนนีคือหม่อมกิ่ม เป็นธิดาของจีนก๊วง แซ่จิ๋ว กับแตง แซ่ลี้ ทั้งสองมีเชื้อสายจีน น้องสาวคนหนึ่งของหม่อมกิ่มชื่อเอี่ยม สมรสกับจีนอู่ แซ่เล้า น้องพระยาพิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์ (ยิ้ม พิศลยบุตร) บิดาเจ้าจอมมารดาอ่วม ในรัชกาลที่ 5[4]

เมื่อพระชันษาได้เพียงขวบปี พระบิดาก็สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระอัยกา จึงรับไปอำรุงเลี้ยงในพระบรมมหาราชวัง พร้อมพระราชทานพระนามใหม่ว่า "พรรณราย"[5] และให้สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร รับไปเลี้ยงจนทรงพระเจริญตามลำดับ[5]

พระประยูรญาติรวมทั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มักเรียกพระองค์ว่า "หญิงแฉ่" หรือ "แฉ่พรรณราย"[6] แม้กระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงเรียกว่า "น้าแฉ่"[7] สาเหตุที่ทรงได้รับพระนามเล่นว่า "แฉ่" นั้น เป็นเพราะทรงพระกันแสงหนักเมื่อแรกเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง[5] และเหล่าพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสเรียกพระองค์ว่า "ท่านแม่พรรณราย"[ต้องการอ้างอิง]

เข้ารับราชการฝ่ายใน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ชุบเลี้ยงพระองค์เข้ารับราชการฝ่ายใน[5] และหลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ พระเชษฐภคินีของพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระองค์จึงเป็นพระมเหสีเพียงพระองค์เดียวจนตลอดรัชกาล และได้ทรงปกครองฝ่ายในสืบมา สังเกตได้จากการเสด็จออกรับแขกเมืองในฐานะ "เจ้าฝ่ายใน" หรือ "ควีน" ออกปรากฏพระองค์แทนพระเชษฐภคินีผู้ล่วงลับ[6] แต่อย่างไรก็ตามไม่มีการเฉลิมพระอิสริยยศให้สูงขึ้นแต่อย่างใด และมีประสูติการพระราชบุตรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสองพระองค์ คือ

  1. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ากรรณิกาแก้ว (พ.ศ. 2398-2425) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศสูงสุดที่ เจ้าฟ้ากรมขุนขัตติยกัลยา[8]
  2. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิตรเจริญ (พ.ศ. 2406-2490) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศสูงสุดที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์[9] เป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443 ปีชวด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการให้สถาปนาหม่อมเจ้าพรรณรายขึ้นเป็นพระองค์เจ้าฝ่ายใน มีพระนามว่า พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ทรงศักดินา 3,000[10]และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องยศในเวลาพระราชทานพระสุพรรณบัฏ อันประกอบด้วย หีบหมากเสวยไม้แดงหุ้มทองคำลงยาตราปราสาท 1 หีบ หีบหมากทองคำใหญ่ลายจำหลักเครื่องพร้อม 1 หีบ กระโถนทองคำ 1 กระโถน กาน้ำเสวยทองคำทรงมัณฑ์ทองคำ 1 กา

สิ้นพระชนม์

ตำหนักพรรณราย วังท่าพระ

พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ประทับในพระบรมมหาราชวังมาโดยตลอด จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงษ์ ได้รับพระราชทานวังท่าพระแล้ว พระองค์จึงได้ออกจากพระราชวังมาประทับร่วมวังพระโอรสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2428[11]

พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ประชวรพระโรคบิด และสิ้นพระชนม์เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน ปีขาล พ.ศ. 2457 เวลา 20:30 น. สิริพระชันษา 76 ปี 44 วัน วันต่อมา เวลาบ่าย 5 โมงเศษ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานน้ำสรงพระศพ เมื่อสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ สรงพระศพตามลำดับ เจ้าพนักงานประจุกรรมเสร็จแล้วเชิญพระศพลงพระลอง ตั้งบนแว่นฟ้า 2 ชั้น ประกอบพระโกศไม้สิบสอง ตั้งเครื่องราชอิสริยยศและเครื่องสูง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชทรงทอดผ้าไตร 20 ผ้าขาว 40 พับ พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม มีกำหนด 1 เดือน[12]

พระเกียรติยศ

พระอิสริยยศ

  • 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2381 — 29 เมษายน พ.ศ. 2382 : หม่อมเจ้าแฉ่
  • 29 เมษายน พ.ศ. 2382 — 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443 : หม่อมเจ้าพรรณราย
  • 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443 — 22 มิถุนายน พ.ศ. 2457 : พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

พงศาวลี

อ้างอิง

  1. จุลลดา ภักดีภูมินทร์, 'พระสัมพันธวงศ์เธอ' Archived 2011-07-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, สกุลไทย, ฉบับที่ 2421, ปีที่ 47, ประจำวันอังคารที่ 13 มีนาคม 2544
  2. จุลลดา ภักดีภูมินทร์, สถาปนาคำนำพระนาม Archived 2011-07-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, สกุลไทย, ฉบับที่ 2448, ปีที่ 47, ประจำวันอังคารที่ 18 กันยายน 2544
  3. จุลลดา ภักดีภูมินทร์, เล่าเรื่องมอญ Archived 2011-07-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, สกุลไทย, ฉบับที่ 2486, ปีที่ 48, ประจำวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2545
  4. ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ. ราชสกุลจักรีวงศ์และราชสกุลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ภาคต้น). ธนบุรี : สำนักพิมพ์อโยธยา, ม.ม.ป., หน้า 220
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 สมบัติ พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5 กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554, หน้า 303
  6. 6.0 6.1 ""หม่อมเจ้าพรรณราย" พระมเหสีผู้ทรง "ออกรับแขกเมือง" สมัยรัชกาลที่ 4". ศิลปวัฒนธรรม. 2 มกราคม 2563. สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  7. ธงทอง จันทรางศุ. ในกำแพงแก้ว. กรุงเทพฯ : เอส.ซี.พริ้นท์แอนด์แพค, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2550, หน้า 140
  8. ราชกิจจานุเบกษา, คำประกาศตั้งเจ้าฟ้ากรมขุน (พระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนขัติยกัลยา และพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงษ), เล่ม 4, ตอน 37, 30 ธันวาคม พ.ศ. 2430, หน้า 293
  9. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยา, เล่ม ๖๓, ตอนที่ ๑ ก, ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙, หน้า ๕-๘
  10. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนกรมแลตั้งกรมพระองค์เจ้า เจ้าพระยา, เล่ม ๑๗, ตอน ๓๕, ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๓, หน้า ๔๘๑
  11. ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5 กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554, หน้า 305
  12. "ข่าวสิ้นพระชนม์" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 31 (0 ง): 747–8. 28 มิถุนายน 2457. สืบค้นเมื่อ 27 มกราคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  13. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จุลจอมเกล้า ฝ่ายน่า แลฝ่านใน, เล่ม ๑๗, ตอน ๓๕, ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๓, หน้า ๕๐๐
  14. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ฝ่ายใน, เล่ม ๒๑, ตอน ๓๒, ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗, หน้า ๕๗๐
  15. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบันฝ่ายใน, เล่ม ๒๕, ตอน ๓๙, ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๑, หน้า ๑๑๕๓

หนังสือ

  • กิตติพงษ์ วิโรจน์ธรรมากูร. ย้อนรอยราชสกุลวงศ์ "วังหลวง". กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2549. 304 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-941-205-2