กลุ่ม 10 มกรา
กลุ่ม 10 มกรา กลุ่มการเมืองที่ก่อตัวขึ้นภายใน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องประกาศยุบสภา
กลุ่ม 10 มกรา ก่อตั้งโดยเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ อดีตเลขาธิการพรรคช่วงปี พ.ศ. 2522 และวีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น โดยที่มาของชื่อกลุ่มมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2530 ณ โรงแรมเอเชีย ที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ซึ่งกลุ่มของวีระได้เสนอชื่อนายเฉลิมพันธ์ ส่วนกลุ่มของชวน หลีกภัย ได้เสนอชื่อพิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคในขณะนั้น ส่วนตัววีระได้ลงชิงตำแหน่งเลขาธิการพรรคแข่งกับ พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ปรากฏว่าทั้งเฉลิมพันธ์และวีระพ่ายแพ้ต่อพิชัยและพลตรี สนั่น
ทั้งนี้ กลุ่ม 10 มกรานี้มีความไม่พอใจในการบริหารงานของพิชัย หัวหน้าพรรคมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยต้นเหตุของความขัดแย้งในครั้งนั้น แบ่งได้ 5 ประเด็น กล่าวคือ
- ความขัดแย้งในการคัดเลือกตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งพิชัยเป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว
- พิชัยไม่ได้นำรายชื่อผู้ที่เหมาะสมโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทั้ง 25 คนตามมติในที่ประชุมของพรรค ไปมอบให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แต่กลับเสนอเพียง 15 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นกลุ่มของพิชัย พร้อมทั้งกำหนดตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงไว้ด้วย ทำให้สมาชิกในกลุ่ม 10 มกราที่อยู่ในรายชื่อที่ไม่ได้ถูกเสนอหลายคนไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
- ผู้บริหารระดับสูงของพรรคไม่สามารถแสดงบัญชีรายจ่ายให้เกิดความโปร่งใสในการจัดการเรื่องเงินให้สมาชิกพรรคทราบได้ ภายหลังได้รับเงินจากผู้สนับสนุนพรรคในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529
- ไม่พอใจในผลเจรจากับพรรคการเมืองอื่นในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำ ไม่ได้รับการจัดสรรกระทรวงที่มีความสำคัญในทางเศรษฐกิจและบริหาร
- พิชัยได้เสนอให้ พิจิตต รัตตกุล บุตรชายของตน ซึ่งได้รับเลือกตั้งซ่อมเป็น สส.กรุงเทพมหานคร แทน ดำรง ลัทธพิพัฒน์ ที่ถึงแก่กรรมไปด้วยการกระทำอัตวินิบาตกรรม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน (ชื่อกระทรวงในขณะนั้น) ทั้งที่อาวุโสทางการเมืองของพิจิตตมีน้อยกว่าคนอื่นในพรรค ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบ และนำเอาระบบสืบตำแหน่งในครอบครัวมาใช้ ซึ่งไม่ควรมีในพรรค
และจาก 5 สาเหตุดังกล่าว นำมาซึ่งการเผชิญหน้ากันระหว่าง 2 ขั้วภายในพรรค และจากความขัดแย้งครั้งนั้น ส่งผลให้การทำหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ในรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และการแสดงออกทางการเมืองต่อสาธารณชนไม่เป็นเอกภาพนับแต่นั้น มีการแสดงออกของสมาชิกพรรคในทางที่ขัดแย้งกับมติหรือนโยบายพรรค[1]
ต่อมากลุ่ม 10 มกรา ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับกลุ่มวาดะห์ ภายหลังจากการที่ทั้งสองกลุ่มไม่ยกมือสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรจนทำให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ต้องประกาศยุบสภา เมื่อปี พ.ศ. 2531 ซึ่งกลุ่ม 10 มกราบางส่วนและทางกลุ่มวาดะห์ได้ร่วมมือกันจัดตั้งพรรคการเมืองโดยใช้ชื่อว่า พรรคประชาชน ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2531 พรรคประชาชนได้ สส. ในสภาทั้งสิ้น 19 คน ซึ่งในเวลาต่อมาพรรคประชาชนได้ยุบรวมเข้ากับพรรคเอกภาพ ทำให้นายวีระได้แยกตัวไปสังกัดพรรคความหวังใหม่ พร้อมกับกลุ่มวาดะห์ และภายหลังสมาชิกพรรคเอกภาพบางส่วนซึ่งรวมถึงกลุ่ม 10 มกราได้ย้ายเข้าไปสังกัดพรรคสามัคคีธรรม ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่[2]
กลุ่ม 10 มกรา หมดบทบาทลงภายหลังการวางมือทางการเมืองของเฉลิมพันธ์หัวหน้ากลุ่ม หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ[3]
- กริช กงเพชร สส.มหาสารคาม
- ไกรสร ตันติพงศ์ สส.เชียงใหม่
- ไขแสง สุกใส สส.นครพนม
- จริญญา พึ่งแสง สส.ลำพูน
- จัตุรนต์ คชสีห์ สส.ชุมพร
- จาตุรนต์ ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา
- เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ สส.กรุงเทพมหานคร (หัวหน้ากลุ่ม)
- ว่าที่ร้อยตรี ณัฐ ศรีเฟื่องฟุ้ง สส.สมุทรปราการ
- ณรงค์ นุ่นทอง สส.นครศรีธรรมราช
- เดโช สวนานนท์ สส.กรุงเทพมหานคร
- ถวิล ไพรสณฑ์ สส.นครศรีธรรมราช[5]
- ทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤๅชัย สส.สกลนคร
- ธงชาติ รัตนวิชา สส.นครศรีธรรมราช
- ธวัชชัย อนามพงษ์ สส.จันทบุรี
- นฤชาติ บุญสุวรรณ สส.สงขลา
- บุญส่ง ชำนาญกิจ สส.นครศรีธรรมราช
- พันเอก บุลศักดิ์ โพธิเจริญ สส.สิงห์บุรี
- ประวัฒน์ อุตโมท สส.จันทบุรี
- พร้อม บุญฤทธิ์ สส.พัทลุง[3]
- พิชัย มงคลวิรกุล สส.กาฬสินธุ์
- พีรพันธุ์ พาลุสุข สส.ยโสธร
- มานะศักดิ์ อินทรโกมาลย์สุต สส.นครราชสีมา
- ยงยุทธ นพเกตุ สส.ระนอง
- ระวี กิ่งคำวงศ์ สส.มุกดาหาร
- วิชิต วิเศษสุวรรณภูมิ สส.กรุงเทพมหานคร
- วิเชียร สอนน้อย สส.เพชรบูรณ์
- วิทยา ขันอาสา สส.อุบลราชธานี
- วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง สส.กาฬสินธุ์
- วีระ มุสิกพงศ์ สส.พัทลุง
- สมบูรณ์ สิทธิมนต์ สส.กระบี่
- สวัสดิ์ สืบสายพรหม สส.ศรีสะเกษ
- สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ สส.กรุงเทพมหานคร
- สัมพันธ์ แป้นพัฒน์ สส.นครศรีธรรมราช
- พันเอกสาคร กิจวิริยะ สส.ตราด
- สุชาติ ตันเจริญ สส.ฉะเชิงเทรา
- สุรใจ ศิรินุพงศ์ สส.สงขลา
- เสริมศักดิ์ การุญ สส.ระยอง
- พลเอก หาญ ลีนานนท์ สส.กรุงเทพมหานคร
- เอี่ยม ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์
- โอภาส รองเงิน สส.พัทลุง[3]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ศักดิ์ดวง, ศุภเดช (2014-03-08). "ย้อนเส้นทางการเมืองตระกูล"ศรีวิกรม์" "พ่อ-พี่-ทยา" เมื่อเลือดข้นน้อยกว่าน้ำ!". สำนักข่าวอิสรา. สืบค้นเมื่อ 2017-06-15.
- ↑ บางปะกง, บางนา (2014-03-10). "4 ทศวรรษ'ศรีวิกรม์' ภาพสะท้อนธุรกิจการเมือง". กรุงเทพธุรกิจ. สืบค้นเมื่อ 2014-06-15.
- 1 2 3 วัฒน์ วรรลยางกูร. ชีวิตเพื่อประชาธิปไตย คน 4 คุก ไข่มุกดำ. กรุงเทพฯ : เค.เค.พับลิชชิ่ง, 5/2008. 382 หน้า. ISBN 9789740686996
- ↑ บทเรียนสอนไม่จำ 32ปี กลุ่ม "10 มกรา" คนประชาธิปัตย์ ซ้ำรอยเสี้ยมกันเอง
- ↑ นายหัวไทร (2007-09-08). "ถวิล ไพรสณฑ์ กบฏ 10 มกรา..คืนรังประชาธิปัตย์...???". โอเคเนชั่น. สืบค้นเมื่อ 2017-06-15.