ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศในอเมริกาเหนือ ติดกับแคนาดาทางเหนือ และเม็กซิโกทางใต้ เดิมมีชาวอินเดียนพื้นเมืองอาศัยอยู่นานแล้ว จนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกาในค.ศ. 1492 ทำให้ชาวยุโรปเริ่มจะแสวงหาผลประโยชน์จากดินแดนใหม่ เพื่อหาสินค้าที่มีค่ากลับไปขายในยุโรป จนนำไปสู่การตั้งรกรากของชาวยุโรป สหรัฐอเมริกานั้นพัฒนามากจากอาณานิคมสิบสามรัฐของบริเตน ซึ่งประกาศตนเป็นเอกราชในค.ศ. 1776 และแผ่ขยายดินแดนไปทางตะวันตกเรื่อยๆ โดยการซื้อดินแดนจากชาวพื้นเมืองและฝรั่งเศส รวมทั้งทำสงครามกับเม็กซิโก จนมีอาณาเขตจรดมหาสมุทรแปซิฟิคในค.ศ. 1848

เนื้อหา

สมัยก่อนโคลัมบัส[แก้]

นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานว่ามนุษย์มาถึงทวีปอเมริกาครั้งแรกเมื่อ 40,000 ถึง 14,000 ปีก่อนในยุคน้ำแข็ง เพราะระดับน้ำทะเลลดลงทำให้ช่องแคบแบริ่งตื้นเขิน ทำให้ชาวเอเชียอพยพเข้ามากลายเป็นชาวอินเดียนพื้นเมืองต่างๆทั้งทวีปอเมริกาในปัจจุบัน

ผิดกลับอเมริกากลาง ในอเมริกาเหนือชาวพื้นเมืองไม่ได้สร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นอัซเทคหรืออินคา แต่เป็นชนเผ่าเร่ร่อนล่าสัตว์ (Hunter-gatherers) หรือบางพวกก็ตั้งถิ่นฐานทำเกษตรกรรม อารยธรรมเกษตรกรรมในอเมริกาเหนือที่พัฒนามากที่สุดคือวัฒนธรรมมิสซิสซิปปี (Mississipian Culture) ในประมาณค.ศ. 1000 ถึง ค.ศ. 1400 มักจะสร้างมูลดินขึ้นมาเพื่ออยู่อาศัยและพิธีกรรมศาสนา จึงเรียกว่า พวกสร้างมูลดิน (Mound-builders) ชุมชนที่ใหญ่ที่สุดของวัฒนธรรมมิสซิสซิปปี คือคาโฮเกีย (Cahokia) ในรัฐอิลลินอยส์

อาณานิคมของยุโรป[แก้]

แม้โคลัมบัสจะพบทวีปอเมริกาในค.ศ. 1492 แต่ก็วนเวียนอยู่ในหมู่เกาะแคริบเบียนเท่านั้น ในค.ศ. 1513 ควน ปองเซ เด เลออง (Juan Ponce de Léon) นักสำรวจชาวสเปนมาฟลอริดาเพื่อค้นหาน้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) สเปนเป็นชาติแรกที่ตั้งอาณานิคมในอเมริกา แต่แค่ผิวชายฝั่ง ไม่เข้าไปลึกมาก ในค.ศ. 1540 เดอ โคโรนาโด (Francisco Vásquez de Coronado) ชาวสเปนสำรวจทะเลทรายทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ พบแกรนด์แคนยอน

ส่วนอังกฤษนั้นตั้งอาณานิคมแรกคือเจมส์ทาวน์ (Jamestown) ในค.ศ. 1607 ตั้งชื่อตามพระนามพระเจ้าเจมส์ที่ 1 โดยบริษัทลอนดอนเวอร์จิเนีย (London Virginia Company) ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นรัฐเวอร์จิเนีย ในปีแรกๆฤดูหนาวนั้นหนาวเหน็บผู้คนล้มตายเพราะขาดอาหาร แต่ด้วยความช่วยเหลือของชาวพื้นเมือง ทำให้อาณานิคมยังอยู่รอด และได้ยาสูบ (tobacco) เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ ปลูกเป็นไร่ขนาดใหญ่ (Plantation) มีการนำทาสผิวดำจากแอฟริกามาใช้

ในอังกฤษเกิดสงครามกลางเมืองอังกฤษและการกดขี่ศาสนา ทำให้พวกนิกายต่างๆหลบหนีมาอเมริกาเพื่อตั้งรกราก พวกพิลกริม (Pilgrim) นั่งเรือเมย์ฟลาวเวอร์ (Mayflower) มาตั้งอาณานิคมพลิมัธ ประกาศ Mayflower Compact เพื่อปกครองตนเอง พวกกลุ่มเพียวริตัน ได้รับการกดขี่ในอังกฤษหนีมาตั้งอาณานิคมอ่าวแมสซาชูเซตต์ (Massachusette Bay) เพื่อสร้างดินแดนในอุดมคติของนิกายพิวริตัน ในค.ศ. 1675 ชาวอาณานิคมทำสงครามกับชาวพื้นเมืองอย่างดุเดือดในสงครามพระเจ้าฟิลิป (King Philip's War) ทำให้ชาวพื้นเมืองและชาวอาณานิคมล้มตายมากมาย อาณานิคมพลีมัธและแมสซาชูเซตรวมกันในค.ศ. 1691 รวมเรียกว่า อังกฤษใหม่ (New England)

ชาติอื่นก็มาตั้งอาณานิคมเช่นกัน ในค.ศ. 1638 สวีเดนตั้งอาณานิคมเดลาแวร์ แต่ถูกฮอลันดายึด ฮอลันดาตั้งอาณานิคมเนเธอร์แลนด์ใหม่ (New Netherlands) ประกอบด้วยนิวอัมสเตอร์ดาม (New Amsterdam กลายเป็นนิวยอร์ก) นิวเจอร์ซีย์ เดลาแวร์ และเพนซิลเวเนีย การแข่งขันระหว่างอังกฤษและฮอลันดาทำให้เกิดสงครามอังกฤษ-ฮอลันดา ในค.ศ. 1652 ถึง ค.ศ. 1674 อังกฤษยึดนิวอัมสเตอร์ดามได้ในค.ศ. 1664 และสนธิสัญญาบรีดาในค.ศ. 1667 ยกนิวเนเธอร์แลนด์ให้อังกฤษ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ พระราชทานรางวัลแก่ผู้ที่ช่วยพระองค์ขึ้นกลับครองบัลลังก์ โดยทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าครองที่ดินในค.ศ. 1663 (Lord Proprietor) เพื่อไปตั้งอาณานิคมส่วนตัวในอเมริกาทางใต้ของเวอร์จิเนีย กลายเป็นแคโรไลนา (Carolina) ซึ่งเป็นสถานที่ปลูกพืชเขตร้อนมีค่า เช่น อ้อย และใช้ทาสผิวดำจำนวนมากเป็นแรงงาน แต่การกดขี่พวกอูเกอโนต์ในฝรั่งเศสและอาณานิคม ทำให้พวกอูเกอโนต์หลบหนีมาอยู่อาณานิคมอังกฤษ ทำให้สองชาติเกิดความขัดแย้งแย่งที่ทำมาหากิน

สงครามใหญ่สี่ครั้ง สงครามในยุโรปลุกลามมาถึงอาณานิคมด้วย ในค.ศ. 1689 สงครามมหาสัมพันธมิตร (War of the Grand Alliance) เมื่อชาติต่างๆรวมทั้งอังกฤษรวมตัวกันต่อต้านฝรั่งเศส กลายเป็นสงครามพระเจ้าวิลเลียม (King William's War) ในอาณานิคม อังกฤษยึดพอร์ต รอยัล (Port Royal) ในอคาเดีย (Acadia) ของฝรั่งเศส และบุกควิเบก เมืองหลวงของอาณานิคมฝรั่งเศส แต่ไม่สำเร็จและถูกยึดพอร์ตรอยัลคืน จนสงครามในยุโรปสิ้นสุดในค.ศ. 1697

ในค.ศ. 1702 สงครามสืบราชสมบัติสเปน (War of the Spanish Succession) กลายเป็นสงครามพระนางแอนน์ (Queen Anne's War) ในอาณานิคม ด้วยความช่วยเหลือของเผ่าอิโรคอยส์ ทำให้บริเตนได้อคาเดีย ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นสกอตแลนด์ใหม่ หรือโนวา สโกเทีย (Nova Scotia) และอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) อันเป็นแหล่งขนบีเวอร์สำคัญ

ในค.ศ. 1739 บริเตนทำสงครามกับสเปนในสงครามหูของเจงกินส์ (War of Jenkin's Ear) ในค.ศ. 1740 สงครามสืบราชสมบัติออสเตรีย (War of the Austrian Succession) กลายเป็นสงครามพระเจ้าจอร์จ (King George's War) ในอาณานิคมเมื่อฝรั่งเศสเข้าพวกสเปน อังกฤษยึดหลุยส์บอร์ก (Louisbourg) จากฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสบุกทำลายนิวยอร์ก จนค.ศ. 1748 สงครามสิ้นสุด กลับสู่สภาพเดิม แต่ไม่นานนัก สงครามฝรั่งเศสและอินเดียน (French and Indian Wars) คู่กับสงครามเจ็ดปี (Seven Years' War) ในยุโรป ในตอนแรกบริเตนพ่ายแพ้ยับเยิน แต่มองต์คาล์ม (Montcalm) นำทัพอาณานิคมชนะฝรั่งเศสและชาวพื้นเมืองได้ ในค.ศ. 1759 บริเตนขนะฝรั่งเศสในการรบที่ราบอับฮราฮัม (Plains of Abraham) ยึดเมืองควิเบกได้ ในค.ศ. 1763 สนธิสัญญาปารีส ยกแคนาดาทั้งหมดให้บริเตน อาณานิคมบริเตนจึงขยายกว้างใหญ่ไพศาล

การปฏิวัติอเมริกา[แก้]

แผนที่ช่วงก่อนปฏิวัติอเมริกา โดยสีชมพูแสดงรัฐแรกทั้ง 13 รัฐ

โคลัมบัส เดินเรือจากยุโรปไปทางทิศตะวันตกเพื่อหาเส้นทางเดินเรือใหม่ เขาไปเจอกับทวีปๆนึง เขาคิดว่าทวีปนั้นคืออินเดีย จนกระทั่งต่อมา ประเทศสเปนกับประเทศโปรตุเกสได้เดินทางลงใต้ ทำให้พบทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งพบทองคำเป็นจำนวนมาก ทำให้สหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสซึ่งเดินทางไปที่หลัง จำใจต้องขึ้นไปทางทิศเหนือ อังกฤษได้ขึ้นฝั่งที่บริเวณตะวันออก แถบนิวอิงแลนด์ นิวยอร์ก ฝรั่งเศสขึ้นฝั่งที่ตอนกลาง บริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทั้งสองได้ต่างกันขยายอาณานิคม ทำให้ทั้งสองได้มาประทะกันในที่สุด ทำให้เกิด สงคราม 7 ปี ในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้อังกฤษ ทำให้อังกฤษเข้ายึดดินแดนเดิมของฝรั่งเศส

สหรัฐอเมริกาช่วงแรก (ค.ศ. 1789 ถึง ค.ศ. 1824)[แก้]

สมัยของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน (ค.ศ. 1789 - 1797)[แก้]

"ภาพวาดแลนสดาวน์" (Lansdown Portrait) ของจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา โดย กิลเบิร์ต สจ๊วต (Gilbert Stuart)

จอร์จ วอชิงตัน ได้รับเลือกตั้งอย่างเป็นเอกฉันท์ให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาเมื่อค.ศ. 1789 ผลงานชิ้นแรกของวอชิงตันคือการยกคำประกาศสิทธิหรือรัฐบัญญัติสิทธิ (Bill of Rights) ขึ้นเป็นมาตราในรัฐธรรมนูญ (Amendments) สิบมาตราแรกเมื่อค.ศ. 1791 อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Secretary of Treasury) เป็นผู้วางรากฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในช่วงแรก โดยการจัดตั้งธนาคารแห่งชาติสหรัฐอเมริกา การกำหนดภาษีเงินได้และภาษีศุลกากร และการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยมุ่งเน้นการค้าขายกับสหราชอาณาจักรหรือบริเทนอดีตเจ้าอาณานิคมเป็นหลัก โดยการทำสนธิสัญญาสงบศึกและสนธิสัญญาการค้ากับบริเทน คือ สนธิสัญญาเจย์ (Jay Treaty) ในปีค.ศ. 1794 นอกจากนี้วอชิงตันยังวางระบบตุลาการของประเทศผ่านทางกฎหมายตุลาการ (Judiciary Act) ค.ศ. 1789 ให้ศาลฎีกาสูงสุดเป็นศาลสูงสุดของประเทศเหนือศาลของแต่ละรัฐ ประชาชนในรัฐเพนซิลวาเนียผู้ไม่พอใจการเก็บภาษีวิสกี้ของรัฐบาลกลางก่อการกบฎวิสกี้ (Whiskey Rebellion) ในค.ศ. 1794 ประธานาธิบดีวอชิงตันจึงเกณฑ์ไพร่พลจากรัฐต่างๆมาทำการปราบกบฎ นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลกลางใช้อำนาจทางทหารโดยใช้กำลังรวมจากหลายรัฐ และเป็นครั้งเดียวที่ประธานาธิบดีเป็นผู้นำทัพด้วยตนเอง

อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน ผู้วางรากฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

ในสมัยนี้เองที่เกิดความแตกแยกทางการเมืองขึ้นในหมู่ผู้นำของสหรัฐอเมริกา ฝ่ายเฟเดอรัลลิสต์ (Federalist) หรือฝ่ายสมาพันธรัฐนิยม นำโดยรัฐมนตรีการคลังอเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน มีนโยบายรวมอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเข้าสู่รัฐบาลกลาง ส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกา โดยมีบริเทนเป็นแบบอย่างในทางเศรษฐกิจและการเมือง และฝ่ายรีพับบลีกัน (Republican) มีแนวคิดสาธารณรัฐนิยม (Republicanism) แบบสุดโต่ง นำโดยโธมัส เจฟเฟอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศ (Secretary of State) และเจมส์ แมดิสัน (James Madison) ซึ่งมีความเห็นว่าการรวมอำนาจเข้าศูนย์กลางเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและแต่ละรัฐ การส่งเสริมอุตสาหกรรมจะเป็นการทำลายชีวิตเกษตรกรรมของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ในขณะนั้น และให้การสนับสนุนการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งการแตกแยกทางการเมืองออกเป็นสองฝ่ายนำไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมืองสองพรรคแรกของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ พรรคเฟเดอรัลลิสต์ (Federalist Party) และพรรครีพับบลีกัน (Republican Party) เกิดเป็นระบบพรรคการเมืองครั้งที่หนึ่ง (First Party System) ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ฝ่ายประธานาธิบดีวอชิงตันแม้ว่าจะสนับสนุนนโยบายของพรรคเฟเดอรัลลิสต์ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งพรรคการเมืองเพราะเป็นการสร้างความแตกแยกภายในรัฐบาล

ประธานาธิบดีวอชิงตันดำรงตำแหน่งอยู่เป็นเวลาสองสมัย และปฏิเสธที่จะดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สาม จนเกิดเป็นธรรมเนียมว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินสองสมัย

สมัยของประธานาธิบดีจอห์น แอดัมส์ (ค.ศ. 1797 - 1801)[แก้]

รองประธานาธิบดีจอห์น แอดัมส์ (John Adams) จากพรรคเฟเดอรัลลิสต์ สามารถเอาชนะโธมัส เจฟเฟอร์สันได้ในการเลือกตั้งเมื่อค.ศ. 1797 ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่สอง ในขณะเดียวกันนั้นเองรัฐบาลสาธารณรัฐที่หนึ่งของฝรั่งเศสหลังจากที่ทราบว่าสหรัฐอเมริกาได้มีสัมพันธ์ทางการค้ากับบริเทน ซึ่งในขณะนั้นบริเทนและฝรั่งเศสกำลังทำสงครามขับเคี่ยวกันอยู่ จึงส่งทูตชื่อว่า เอมองต์-ชาร์ลส์ เยเนต์ (Edmond-Charles Genêt) มาเพื่อทวงสัญญาพันธมิตรตั้งแต่ครั้งสงครามปฏิวัติอเมริกาและเรียกร้องให้รัฐบาลยุติความสัมพันธ์กับบริเทน แม้ว่าทูตฝรั่งเศสจะได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองและประชาชนฝ่ายรีพับบลีกันเป็นอย่างมาก แต่ประธานาธิบดีแอดัมส์และฝ่ายเฟเดอรัลลิสต์ได้ใช้การกระทำนี้ เรียกว่า เหตุการณ์เอ็กซ์วายซี (XYZ Affair) ในการตีความว่าฝรั่งเศสคุกคามอธิปไตยของสหรัฐอเมริกา เมื่อเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ ฝรั่งเศสจึงใช้นโยบายเข้าปล้นเรือสินค้าของสหรัฐอเมริก ทำให้สถานะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสอยู่ในฐานะกึ่งสงคราม (Quasi-War)

รัฐบาลเฟเดอรัลลิสต์ของนายแอดัมส์เห็นว่าการที่ฝ่ายรีพับบลีกันให้การสนับสนุนฝรั่งเศสนั้นเป็นภัยต่อประเทศชาติ จึงออกกฎหมายต่างด้าวและการจลาจล (Alien and Sedition Act) ในค.ศ. 1798 ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

ในค.ศ. 1800 ประธานาธิบดีแอดัมส์ส่งตัวแทนไปยังฝรั่งเศสเพื่อเจรจาขอสงบศึกได้เป็นผลสำเร็จ

สมัยของประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน (ค.ศ. 1801 - 1809)[แก้]

โธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐอเมริกา
แผนที่แสดงการซื้อหลุยเซียนาในค.ศ. 1803

การปกครองของรัฐบาลเฟเดอรัลลิสต์ที่กดขี่ทำให้พรรคเฟเดอรัลลิสต์มีความนิยมที่เสื่อมลง โธมัส เจฟเฟอร์สัน จากพรรครีพับบลีกัน ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนที่สามและสาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งในค.ศ. 1801 ประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สันได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งเสริมแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพอย่างมาก ตามหลักประชาธิปไตยแบบเจฟเฟอร์สัน (Jeffersonian Democracy) มีแนวความคิดในการตีความรัฐธรรมนูญแบบเคร่งครัดตามตัวอักษร มีนโยบายกระจายอำนาจสู่รัฐบาลของแต่ละรัฐ และส่งเสริมการเกษตรหลีกเลี่ยงลัทธิพาณิชยนิยม (Mercantilism) และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ในปีเดียวกันประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สันส่งนักการทูตเจมส์ มอนโร (James Monroe) ไปยังกรุงปารีสเพื่อเจรจาของซื้อนครนิวออร์ลีนส์จากฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับสมัยของพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 จักรพรรดินโปเลียนได้เสนอที่จะขายอาณานิคมลุยเซียนา (Louisiana) ทั้งหมด อันเป็นผืนแผ่นดินรกร้างกว้างใหญ่ประกอบด้วยชาวฝรั่งเศส ชาวสเปน และชาวอเมริกันพื้นเมือง เจฟเฟอร์สันเห็นว่าชาวอเมริกันควรจะมีที่ดินอย่างเพียงพอในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงตัดสินใจที่จะซื้ออาณานิคมลุยเซียนาจากฝรั่งเศสในค.ศ. 1803 ราคาสิบห้าล้านดอลลาร์ (เทียบเท่าจำนวนเงิน 230 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) เรียกว่า การซื้อลุยเซียนา (Louisiana Purchase) ทำให้อาณาเขตของประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายเฟอเดอรัลลิสต์อย่างมาก ว่าเป็นการผลาญเงินโดยไม่จำเป็น เจฟเฟอร์สันส่งนายเมอรีเวเทอร์ ลูอิส (Meriwether Lewis) และวิลเลียม คลาร์ก (William Clark) ไปทำการสำรวจดินแดนลุยเซียนาอันกว้างใหญ่ไพศาล ในการสำรวจของลูอิสและคลาร์ก (Lewis and Clark Expedition)

แต่เกษตรกรรมในความหมายนี้ คนผิวขาวมิได้ลงแรงในการประกอบเกษตรกรรมเองแต่อย่างใด แต่ใช้ทาสชาวแอฟริกันให้เป็นผู้ำทำการเพาะปลูก ภายใต้การกำกับของชาวอเมริกันผิวขาวในฐานะเจ้าของที่ดิน รัฐบาลสมัยประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สันแม้จะให้ความสำคัญแก่สิทธิเสรีภาพ แต่ก็จำต้องปล่อยให้ระบอบทาสคงอยู่เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเกษตรกรรมสามารถดำรงอยู่ได้

ในยุโรปกำลังเกิดสงครามนโปเลียน ประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สันพยายามที่จะธำรงความเป็นกลางของสหรัฐอเมริกาเอาไว้ แม้กระนั้นเรือสินค้าของสหรัฐอเมริกาก็ยังคงถูกตรวจค้นและปล้มสะดมโดยทางการบริเทน และกองทัพเรือบริเทนยังลักพาตัวชายชาวอเมริกาจำนวนมากเพื่อนำไปเข้าร่วมกองทัพเรือในการสู้รบกับฝรั่งเศส เรียกว่า Impressment ในปีค.ศ. 1807สภาองคมนตรีของบริเทนออกคำสั่งให้ทัพเรือบริเทนนำกำลังเข้าปิดล้อมมิให้สหรัฐอเมริกาสามารถทำการค้าขายกับฝรั่งเศสได้ เจฟเฟอร์สันจึงตอบโต้ออกกฎหมายคว่ำบาตรทางการค้า (Embargo Act) ในปีเดียวกัน ห้ามมิให้ชาวอเมริกาทำการค้าขายกับประเทศใดๆในยุโรปและอาณานิคมของประเทศเหล่านั้น นโยบายนี้ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาตกต่ำลงในขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสไม่ได้รับผลเสียใดๆจากนโยบายนี้ และกฎหมายคว่ำบาตรยังทำให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในตัวประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สันและพรรครีพับบลีกันอีกด้วย จนกระทั่งกฎหมายนี้ถูกยกเลิกไปในค.ศ. 1810

ในค.ศ. 1803 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ผนวกเอาดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest Territory) บริเวณลุ่มแม่น้ำโอไฮโอ (Ohio River) อันเป็นดินแดนอิสระของชาวอเมริกันพื้นเมือง เข้ามาเป็นดินแดนอินเดียนา (Indiana Territory) และรัฐโอไฮโอ (Ohio) ปกครองโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ผู้นำเผ่าอเมริกันพื้นเมืองชื่อว่า เทคัมเซ (Tecumseh) และ เทนสกวาตาวา (Tenskwatawa) นำกำลังเข้าโจมตีเมืองของสหรัฐอเมริกาต่างๆในบริเวณตะวันตกเฉียงเหนืออย่างหนักหน่วง เพื่อต่อต้านการแผ่ขยายอิทธิพลของคนผิวขาว โดยที่การกบฎของชาวพื้นเมืองในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริเทน

สงครามปีค.ศ. 1812[แก้]

รัฐมนตรีต่างประเทศเจมส์ แมดิสัน แห่งพรรครีพับบลีกัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีต่อจากเจฟเฟอร์สันในค.ศ. 1810 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเริ่มที่จะทนไม่ได้กับการกระทำของกองทัพเรืองบริเทนต่อเรือของสหรัฐฯ การขัดขวางการค้าของสหรัฐฯ และการที่บริเทนให้การสนับสนุนกบฎของอเมริกันพื้นเมือง นักการเมืองฝ่ายรีพับบลีกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้แทนจากรัฐทางตอนใต้และจากลุยเซียนา สนับสนุนให้ประกาศสงครามกับบริเทน ในขณะที่นักการเมืองฝ่ายเฟเดอรัลลิสต์จากเขตนิวอิงแลนด์ทางเหนือ ซึ่งได้รับผลประโยชน์จากการค้ากับยุโรปเป็นสำคัญ คัดค้านการทำสงคราม ในที่สุดสภาคองเกรสก็ได้ประกาศสงครามกับบริเทนด้วยเสียงข้างมากในค.ศ 1812 ฝ่ายบริเทนในขณะนั้นมีทัพเรือที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากการเอาชนะทัพเรือของนโปเลียนในยุทธการทราฟัลการ์ ฝ่ายอเมริกาและบริเทนปะทะกันในสองช่องทางได้แก่ ทางทะเลโดยที่ทัพเรือบริเทนเข้าโจมตีเมื่องชายฝั่งทะเลต่างๆของอเมริกา และทางบกทัพอเมริกายกเข้าบุกแคนาดาซึ่งในขณะนั้นเป็นอาณานิคมของบริเทน

การเผานครวอชิงตัน ดี.ซี. และทำเนียบขาว โดยทัพบริเทน ค.ศ. 1814

ในค.ศ. 1811 นายพลวิลเลียม เฮนรี แฮร์ริสัน (William Henry Harrison) บุกเข้าทำลายฐานที่มั่นของอินเดียนแดงได้ในยุทธการทิปเปอแคนู (Battle of Tippecanoe) ทัพอเมริกามีความพยายามในการรุกรานแคนาดาแต่ถูกขัดขวางจากการที่มลรัฐทางตอนเหนือไม่ให้ความร่วมมือ และในปีค.ศ. 1812 เสียเมืองดีทรอยต์ให้แก่บริเทน และทัพอเมริกาพ่ายแพ้แก่ทัพบริเทนในยุทธการควีนสตันไฮทส์ (Battle of Queenston Heights) ในปีเดียวกัน ทางทะเลบริเทนนำทัพเข้ามาปิดล้อมชายฝั่งทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ทั้งทางฝั่งมหาสุทรแอตแลนติกและฝั่งอ่าวเม็กซิโก ปีต่อมาค.ศ. 1813 ทัพอเมริกาสามารถบุกเข้ายึดและเผาเมืองโตรอนโตของแคนาดาได้ และพลจัตวาโอลิเวอร์ ฮาซาร์ด เพอร์รี่ (Oliver Hazard Perry) นำทัพเรือเมริกาเอาชนะทัพเรือบริเทนในยุทธการทะเลสาบอีรี (Battle of Lake Erie) สามารถขับบริเทนออกจากบริเวณดีทรอยต์ได้ นายพลแฮร์ริสันนำทัพเข้าปราบชาวอินเดียนแดงในยุทธการเธมส์ (Battle of the Thames) สังหารเทคัมเซผู้นำอินเดียนแดงเสียชีวิตในสนามรบ

ในปี 1814 บริเทนสามารถโค่นอำนาจของนโปเลียนได้ในยุโรป จึงหันความสนใจมายังสหรัฐอเมริกา ทัพเรือบริเทนเข้ายึดเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. และเผาทำลายทำเนียบขาว ทางตอนเหนือทัพเรืออเมริกาต้านทานการรุกรานของทัพบริเทนจากมอนทรีออลได้ในยุทธการทะเลสาบชองแปลง (Battle of Lake Champlain) ทั้งฝ่ายเริ่มการเจรจายุติสงครามที่เมืองเกนต์ ประเทศเบลเยี่ยม นำไปสู่สนธิสัญญาเกนต์ (Treaty of Ghent) ในค.ศ. 1814 สิ้นสุดสงครามโดยที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงของดินแดนในครอบครองทั้งสองฝ่าย กลับไปสู่สภาวะเดิมก่อนเกิดสงคราม

แม้ว่าจะเจรจายุติสงครามแล้ว แต่ข่าวการยุติสงครามยังมาไม่ถึงยังสหรัฐอเมริกา ในค.ศ. 1815 ทัพเรือบริเทนเข้าโจมตีเมืองท่านิวออร์ลีนส์ ทัพอเมริกานำโดยแอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson) สามารถต้านทานการรุกรานของบริเทนได้ ในยุทธการนิวออร์ลีนส์ (Battle of New Orleans)

วาทะมอนโรและสมัยแห่งความรู้สึกดี[แก้]

แผนที่เส้นแบ่งเขตแดน ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสเปน ตามสนธิสัญญาแอดัมส์-โอนิส (Adams-Onis Treaty)

ค.ศ. 1819 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรสเปนทำสนธิสัญญาแอดัมส์-โอนิส (Adams-Onis Treaty) โดยสหรัฐทำการซื้อฟลอริดามาจากสเปน และกำหนดเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างสองประเทศทางตะวันตก โดยสเปนถือครองดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

ประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร (James Monroe) เจ้าของวาทะมอนโร (Monroe Doctrine)

การที่สหรัฐอเมริกาสามารถรับมือกับการรุกรานของมหาอำนาจอย่างเช่นสหราชอาณาจักรได้ ทำให้ชาวอเมริกันเกิดความภาคภูมิใจและเกิดเป็นกระแสชาตินิยมขึ้นในที่สุด ผลทางการเมืองของสงครามปีค.ศ. 1812 คือทำให้อำนาจและความนิยมของพรรคเฟเดอรัลลิสต์ อันมีฐานอำนาจอยู่ในเขตนิวอิงแลนด์ทางเหนือนั้น ล่มสลายไปในที่สุดในฐานะเป็นฝ่ายที่คัดค้านสงคราม ทำให้พรรครีพับบลีกันซึ่งมีฐานเสียงอยู่มลรัฐทางใต้เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่คงอำนาจ ความภาคภูมิใจในชาติ และเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้เกิดสมัยแห่งความรู้สึกดี (Era of Good Feelings)

ในขณะเดียวกันนั้นอาณานิคมต่างๆของยุโรปในทวีปอเมริกา โดยเฉพาะในอเมริกาใต้กำลังทำสงครามเรียกร้องเอกราชจากประเทศแม่ในยุโรป ปีค.ศ. 1823 ประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร และรัฐมนตรีต่างประเทศจอห์น ควินซี แอดัมส์ (John Quincy Adams) ประกาศวาทะมอนโร (Monroe Doctrine) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯจะไม่ข้องแวะกับกิจการใดๆของชาติยุโรป และชาติต่างๆในยุโรปจะต้องไม่แทรกแซงกิจการใดๆของรัฐเอกราชในทวีปอเมริกา

แผนที่แสดงเส้นข้อตกลง (Compromise Line) ตามข้อตกลงมิสซูรี (Missouri Compromise)

ความขัดแย้งในเรื่องระบอบทาส เกิดขึ้นครั้งแรกในค.ศ. 1819 เมื่อมีการก่อตั้งมลรัฐมิสซูรี (Missouri) ขึ้นมาเป็นมลรัฐใหม่ โดยที่พลเมืองคนขาวในรัฐมิสซูรีส่วนใหญ่มีทาสชาวแอฟริกันไว้ในครอบครอง และประชาชนได้ร่างกฎหมายประจำมลรัฐและยื่นเรื่องขออนุมัติจัดตั้งรัฐใหม่ไปยังสภาคองเกรส แต่ทว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งชื่อว่า จอห์น ทัลมาดจ์ (John Tallmadge) จากมลรัฐนิวยอร์ก เสนอให้มีการแก้กฎหมายให้มลรัฐมิสซูรีห้ามการนำทาสเข้ามาในมลรัฐเพิ่มเติม ซึ่งวุฒิสภาสหรัฐฯคัดค้านการแก้ไขนี้ จนในที่สุดรัฐบาลกลางก็อนุญาตให้รัฐมิสซูรีมีทาสได้ในปีค.ศ. 1820 และในปีเดียวกันมีการจัดตั้งมลรัฐแอละแบมาเป็นรัฐมีทาส ทำให้จำนวนรัฐมีทาสและรัฐปลอดทาสเท่ากัน จึงมีการจัดตั้งรัฐเมนขึ้นเป็นรัฐปลอดทาส เพื่อถ่วงเสียงกับฝ่ายรัฐมีทาส และกำหนดว่าห้ามมีระบอบทาสเหนือเส้นขนานที่ 36 องศา 30 ลิปดาเหนือ เรียกว่า เส้นขนานข้อตกลง (Compromise Line) ยกเว้นมลรัฐมิสซูรีซึ่งอยู่เหนือต่อเส้นข้อตกลง เรียกว่า ข้อตกลงมิสซูรี (Missouri Compromise) ปีค.ศ. 1820 ซึ่งเป็นบรรทัดฐานในการจัดตั้งระบอบทาสและเขตปลอดทาสในสหรัฐอเมริกาต่อมาเป็นเวลาสามสิบปี

แผ่ขยายไปทางตะวันตก (ค.ศ. 1824 ถึง ค.ศ. 1861)[แก้]

การเลือกตั้งทั่วไปในปีค.ศ. 1824 เสียงของประชาชนชาวอเมริกันแตกออกระหว่างผู้สมัครจากพรรครีพับบลีกันสี่คน ได้แก่ โฆษกรัฐบาลนายเฮนรี เคลย์ (Henry Clay) จากมลรัฐเคนตักกี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจอห์น ควินซี แอดัมส์ จากมลรัฐแมสซาชูเซตต์ รัฐมนตรีการคลัง วิลเลียม ครอว์เฟิร์ด (William Crawfurd) และแอนดรูว์ แจ็กสัน นายพลผู้โด่งดังจากการนำทัพเรือสหรัฐฯเอาชนะทัพเรือบริเทนในยุทธการนิวออร์ลีนส์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาวมลรัฐเทนเนสซีและเพนซิลวาเนีย ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับเสียงข้างมากในคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ที่เพียงพอที่จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ จึงให้สภาผู้แทนราษฏรเป็นผู้ทำการเลือกประธานาธิบดีเป็นขั้นตอนถัดมา โฆษกรัฐบาลเฮนรี เคลย์ ได้ทำการล็อบบี้ให้ผู้สนับสนุนของตนในสภาผู้แทนราษฏรเลือกนายจอห์น ควินซี แอดัมส์ เป็นประธานาธิบดี โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือตัวนายเฮนรี เคลย์ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศ เป็นผลให้นายจอห์น ควินซี แอดัมส์ ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจให้แก่นายแอนดรูว์ แจ็กสันเป็นอย่างมาก ผู้ซึ่งได้ประนามข้อตกลงทางการเมืองนี้ว่าเป็น "ข้อแลกเปลี่ยนอันฉ้อฉล" (The Corrupt Bargain)

เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เกิดความแตกแยกในพรรครีพับบลีกัน คือนายแอนดรูว์ แจ็กสัน ร่วมกับนายมาร์ติน แวน บิวเรน (Martin van Buren) ได้นำผู้สนับสนุนของตนแยกตัวออกมาจากพรรครีพับบลีกันออกมาตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ คือ พรรคเดโมแครต (Democratic Party) ในขณะที่สมาชิกที่ยังคงอยู่ในพรรคเดิมนั้นเรียกว่า พรรครีพับบลีกัน (Republican Party) หรือต่อมาเรียกว่าพรรควิก (Whig Party) นำโดยเฮนรี เคลย์ เป็นจุดเริ่มต้นของระบบพรรคการเมืองที่สอง (Second Party System) รัฐบาลของนายแอดัมส์บริหารงานไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชนมากนัก ส่งผลให้แอนดรูว์ แจ็กสัน สามารถชนะการเลือกตั้งในค.ศ. 1828 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯได้ในที่สุด

สมัยของประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน (ค.ศ. 1828 - 1837)[แก้]

ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน

ประธานาธิบดีแจ็กสันและพรรคเดโมแครตมีแนวความคิดที่แตกต่างจากพรรครีพับบลีกัน เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบแจ็กสัน (Jacksonian democracy) คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนคนชั้นล่างคนยากคนจนเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองมากขึ้น โดยการส่งเสริมให้ชายผิวขาวชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิ์เลือกตั้ง (Universal suffrage of all white men) ซึ่งในสมัยก่อนหน้านั้นชายอเมริกันจะต้องมีที่ดินไว้ในครอบครองจำหนวนหนึ่งจึงจะมีสิทธิ์เลือกตั้งได้ (ตามแนวความคิดประชาธิปไตยแบบเจฟเฟอร์สันที่ว่า มนุษย์จะต้องมีที่ดินไว้ทำกินพึ่งพาตนเองได้ จึงจะถือว่ามีอิสรภาพจากตลาดและอุตสาหกรรม) อย่างไรก็ตามสตรีและทาสผิวดำชาวแอฟริกันยังคงไม่ได้รับสิทธิเลือกตั้ง ประธานาธิบดีแจ็กสันพยายามที่จะสร้างฐานความนิยมในชนชั้นล่างและผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมลรัฐทางใต้ และต่อต้านอิทธิพลทางเศรษฐกิจของชนชั้นกลางผู้มีฐานะจากการประกอบอุตสาหกรรมและธุรกิจการเงิน ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในมลรัฐทางตอนเหนือ

ประธานาธิบดีแจ็กสันเชื่อในอำนาจของฝ่าบบริหาร ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ในขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติอันประกอบด้วยสภาคองเกรสนั้นเป็นเพียงตัวแทนของแต่ละเขต ในคณะที่พรรคฝ่ายค้านกล่าวหาแจ็กสันว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่จนถึงขั้นจะตั้งตนเป็นกษัตริย์อย่างในยุโรป แจ็กสันพยายามลดทอนอำนาจของรัฐบาลกลางลง แต่ทว่าประธานาธิบดีแจ็กสันได้กระทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับแนวความคิดของตนที่ได้ประกาศไป ปีค.ศ. 1828 รัฐบาลกลางได้ออกรัฐบัญญัติภาษีศุลกากร (Tariff Act of 1828) หรือศุลกากรแห่งความเกลียดชัง (Tariff of Abominations) เป็นการเก็บภาษีศุลกากรจากการค้าขายระหว่างมลรัฐ ซึ่งทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์เช่นเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเหล็กมีราคาสูงขึ้น ซึ่งประชาชนชาวมลรัฐทางใต้ได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากจะต้องซื้อสินค้าเหล่านี้จากอุตสาหกรรมในมลรัฐทางเหนือ รัฐบาลรัฐเซาท์แคโรไลนาข่มขู่ว่าจะประกาศยกเลิกและไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ ต่อมาในปีค.ศ. 1832 รัฐบาลกลางได้ออกรัฐบัญญัติศุลกากรออกมาอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลรัฐเซาท์แคโรไลนาได้ประกาศไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ เรียกเหตุการณ์นี้ว่า วิกฤติการการยกเลิกกฎหมาย (Nullification Crisis) เป็นการที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่ยอมรับกฎหมายที่มาจากรัฐบาลกลาง ประธานาธิบดีแจ็กสันจึงตอบโต้โดยการออกรัฐบัญญัติว่าจะใช้กำลังทหารเข้าเก็บภาษี

เผ่าอินเดียนแดงผู้เจริญทั้งห้า (Five Civilized Tribes) ซึ่งถูกขับไล่ออกจากดินแดนของตนในสมัยรัฐบาลแจ็กสัน ประกอบด้วย 1)เชอโรกี (Cherokees) 2)ชกทอว์ (Choctaws) 3)มัสโคกี (Muscogees) 4)ชิกกาซอว์ (Chickasaw) 5)เซมิโนล (Seminole)

ประธานาธิบดีแจ็กสันมีนโยบายขยายอาณาเขตเพื่อให้ประชาชนมีที่ดินในการประกอบเกษตรกรรมมากขึ้น ประกอบกับความเกลียดชังส่วนตัวของแจ็กสันที่มีต่อชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง นำไปสู่นโยบายการขับชาวพื้นเมืองออกจากดินแดนดั้งเดิมของตนเพื่อให้คนขาวนำมาทำการเกษตร ในค.ศ. 1830 รัฐบาลแจ็กสันออกรัฐบัญญัติขับไล่อินเดียนแดง (Indian Removal Act) ให้ชาวอินเดียนแดงทั้งหมดห้าเผ่าในมลรัฐทางตอนใต้ออกจากถิ่นเดิมของตนแล้วไปตั้งรกรากใหม่ที่มลรัฐโอคลาโฮมา ชาวอินเดียนแดงได้ร้องเรียนต่อศาลฎีกาสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งศาลฎีกาตัดสินว่ารัฐบาลกลางไม่มีสิทธิอันชอบธรรมในการขับไล่ชาวอินเดียนแดง แม้กระนั้นประธานาธิบดีแจ็กสันก็ไม่สนใจคำตัดสินของศาลฎีกา ยังคงให้มีการขับชาวอินเดียนแดงออกจากพื้นที่ต่อไป จากความกดดันของรัฐบาลกลางและคนขาวชาวอินเดียนแดงทั้งห้าเผ่าออกเดินทางสู่โอกลาโฮมาในช่วงฤดูหนาวปีค.ศ. 1830-1835 ซึ่งชาวอินเดียนแดงส่วนใหญ่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางเนื่องด้วยสภาพอากาศอันเลวร้าย เรียกการอพยพของอินเดียนแดงในครั้งนี้ว่า "เส้นทางแห่งน้ำตา" (Trail of Tears)

นโยบายที่สำคัญอีกประการของประธานาธิบดีแจ็กสันคือ การไม่ต่ออายุธนาคารแห่งชาติสหรัฐอเมริกาที่สอง (Second Bank of the United States) ซึ่งจะหมดอายุในค.ศ. 1836 แจ็กสันมองว่าธนาคารกลางมีอำนาจความคุมการเงินของประเทศเป็นการลิดรอนเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน และเป็นสถาบันที่เอื้อประโยชน์แก่นายทุนชนชั้นกลางจำนวนเพียงหยิบมือ ซึ่งเมื่อไม่มีธนาคารกลางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจึงปราศจากสถาบันควบคุมนำไปสู่ความตื่นตระหนกปีค.ศ. 1837 (Panic of 1837) ในสมัยของประธานาธิบดีคนต่อมาคือนายมาร์ติน แวน บิวเรน เศรษฐกิจที่ตกต่ำทำให้พรรคเดโมแครตมีความนิยมที่เสื่อมลงและเปิดโอกาสให้พรรควิกหาเสียงไปในทางที่ว่าประธานาธิบดีแจ็กสันเป็นเหตุของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้พรรควิกชนะการเลือกตั้งและได้ขึ้นครองประเทศในที่สุด

การปฏิวัติเท็กซัสและสงครามกับเม็กซิโก[แก้]

เศษซากปรักหักพังของป้อมอะละโม สถานที่ซึ่งชาวอเมริกันเท็กซัสได้ต่อสู้ต้านทานการปิดล้อมของทัพเม็กซิกันอย่างกล้าหาญ

กล่าวถึงประเทศเม็กซิโกซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของสเปน ได้ทำสงครามประกาศเอกราชจากสเปนและจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐเม็กซิโก (Republic of Mexico) ในปีค.ศ. 1824 โดยมีลักษณะเป็นสมาพันธรัฐ (Federation) โดยแต่ละรัฐมีรัฐบาลเป็นของตนเองขึ้นแก่รัฐบาลกลาง รัฐเท็กซัสเป็นหนึ่งในนั้น โดยทางรัฐบาลรัฐเท็กซัสซึ่งขึ้นแก่เม็กซิโกได้ส่งเสริมเชื้อเชิญให้ชาวแองโกล-อเมริกัน (Anglo-American) หรือชาวอเมริกันทั่วไปจากมลรัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเท็กซัสเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภายในรัฐ โดยที่ชาวอเมริกันได้นำทาสผิวดำชาวแอฟริกันมาด้วย แต่ทว่าในปีต่อมาค.ศ. 1825 ประธานาธิบดีอันโตนิโอ โลเปซ เดอ ซันตา อันนา (Antonio Lopez de Santa Anna) แห่งเม็กซิโกเปลี่ยนนโยบายให้เม็กซิโกเป็นรัฐเดี่ยวรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางยกเลิกรัฐบาลของแต่ละรัฐ สร้างความไม่พอใจแก่ชาวอเมริกันในเท็กซิสที่คุ้นชินกับการปกครองรัฐบาลท้องถิ่นมาแต่เดิม ที่สำคัญเม็กซิโกมีนโยบายเลิกทาส ชาวอเมริกันจึงก่อการกบฎเพื่อแยกตนเองเป็นเอกราชจากเม็กซิโกเรียกว่า การปฏิวัติเท็กซัส (Texas Revolution) ในค.ศ. 1835 มีผู้นำคือนายพลแซม ฮิวสตัน (Sam Houston) ทัพฝ่ายเม็กซิโกเข้าทำลายล้างสังหารฝ่ายเท็กซัสในยุทธการอลาโม (Battle of the Alamo) แต่ฝ่ายเท็กซัสสามารถเอาชนะฝ่ายเม็กซิกันได้ในยุทธการซานฮาซินโต (Battle of San Jacinto) จนนำไปสู่การจัดตั้งสาธารณรัฐเท็กซัส (Republic of Texas) ขึ้นในค.ศ. 1836

ธงชาติของสาธารณรัฐเท็กซัส ตั้งอยู่ระหว่างค.ศ. 1835 - 1846 ก่อนที่จะเข้ารวมกับสหรัฐอเมริกา

แซม ฮิวสตัน เห็นว่าสาธารณรัฐเท็กซัสควรที่จะเข้ารวมกับสหรัฐอเมริกาแต่ทว่าถูกคัดค้านโดยรัฐบาลของประธานาธิบดีแวนบิวเรนด้วยเหตุผลที่ว่าการรับเท็กซัสเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะเข้ามาในฐานะรัฐมีทาส จะทำให้สมดุลของจำนวนระหว่างรัฐมีทาสและรัฐปลอดทาสเสียไป และอาจนำสหรัฐเข้าสู่สงครามกับเม็กซิโกได้ ฝ่ายเท็กซัสพยายามที่จะยื่นข้อเสนอที่จะเข้ารวมกับสหรัฐอเมริกาต่อมาอีกหลายครั้ง แต่ถูกละเลยโดยรัฐบาลพรรควิกในสมัยต่อมาเช่นเดิม ประชาชนชาวอเมริกันทางใต้นั้นต้องการที่จะให้เท็กซัสเข้ามาเป็นสมาชิกเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวอเมริกันเข้าไปแสวงหาที่ดินทำกินเพิ่มเติม นายเจมส์ เค. โพล์ก (James K. Polk) แห่งพรรคเดโมแครตได้ใช้จุดนี้ในการหาเสียงโดยประกาศสนับสนุนการรวมเท็กซัสเข้ากับอเมริกา จนกระทั่งนายโพล์กสามารถชนะนายเฮนรีเคลย์แห่งพรรควิกในการเลือกตั้งค.ศ. 1845 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนต่อมา สภาคองเกรสภายใต้ประธานาธิบดีโพล์กผ่านร่างเห็นชอบให้เท็กซัสเข้ามาเป็นมลรัฐใหม่ของสหรัฐอเมริกาในค.ศ. 1846 โดยเป็นมลรัฐที่มีทาส และให้ดินแดนโอเรกอน (Oregon Territory) อันเป็นดินแดนร่วมระหว่างสหรัฐอเมริกากับบริเทน เข้ามาเป็นมลรัฐโอเรกอนเป็นรัฐปลอดทาสเพื่อความสมดุล โดยทำสนธิสัญญาโอเรกอน (Oregon Treaty) แบ่งเขตแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดาของบริเทนที่เส้นขนาน 49 องศาเหนือ

สนธิสัญญากวาเดอลูป-ฮิดัลโก (Treaty of Guadelupe-Hidalgo) ค.ศ. 1848 ยกดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลให้แก่สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันคือภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา

แต่ทว่ามลรัฐเท็กซัสนั้นมีเขตแดนทับซ่อนกันกับสาธารณรัฐเม็กซิโก โดยที่ฝ่ายอเมริกานั้นอ้างดินแดนจนถึงแม่น้ำริโอแกรนด์ (Rio Grande) ในขณะที่ฝ่ายเม็กซิโกอ้างดินแดนเข้ามาจนถึงแม่น้ำนิวซ์ (Neuces River) ประธานาธิบดีโพล์กได้ส่งนายพลแซคารี เทย์เลอร์ (Zachary Taylor) เป็นผู้นำทัพอเมริกันเข้าไปในดินแดนพิพาท และส่งนายจอห์น ซี. เฟรมองต์ (John C. Frémont) ไปยังแคลิฟอร์เนียเพื่อปลุกปั่นให้ชาวแคลิฟอร์เนียก่อกบฎต่อต้านรัฐบาลเม็กซิโก ในค.ศ. 1846 ทัพเม็กซิโกได้เข้าโจมตีทัพของอเมริกาในดินแดนข้อพิพาท ทางฝ่ายสภาคองเกรสจึงประกาศสงครามกับเม็กซิโก โดยทัพอเมริกาเข้าบุกยึดดินแดนที่ปัจจุบันคือภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาซึ่งในขณะนั้นเป็นของเม็กซิโกอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันทัพเรือแปซิฟิก (Pacific Squadron) ได้เข้าปิดล้อมเมืองท่าต่างๆของเม็กซิโกในแคลิฟอร์เนีย และนายพลวินฟีลด์ สก็อต (Winfield Scott) ได้ยกทัพลงใต้เข้าบุกยึดเมืองเม็กซิโกซิตี้ อัรเป็นเมืองหลวงของเม็กซิโกได้สำเร็จในค.ศ. 1847 เป็นเหตุให้เม็กซิโกยอมจำนนและทำสนธิสัญญากวาเดอลูป-ฮิดัลโก (Treaty of Guadelupe-Hidalgo) ในค.ศ. 1848 ยอมรับสถานะของมลรัฐเท็กซัส และยอมยกแคลิฟอร์เนียรวมทั้งดินแดนที่เป็นภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันให้แก่สหรัฐอเมริกา

การตื่นทองแคลิฟอร์เนียและข้อตกลงค.ศ. 1850[แก้]

ภาพสัญลักษณ์ของ"โชคชะตาเด่นชัด" (Manifest Destiny) แสดงเทพธิดาโคลัมเบีย (Columbia) อันเป็นตัวแทนของสหรัฐอเมริกา นำความเจริญสู่ภาคตะวันตก โดยมีสายโทรเลขและหนังสือเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ

ชัยชนะในสงครามกับเม็กซิโกและสนธิสัญญากวาเดอลูป-ฮิดัลโก ทำให้ความใฝ่ฝันของสหรัฐอเมริกาที่จะแผ่ขยายดินแดนจากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจรดมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นความจริงขึ้นมา ชาวอเมริกันมีความเชื่อในเรื่อง "โชคชะตาเด่นชัด" (Manifest Destiny) ว่าคนผิวขาวมีหน้าที่ภารกิจในการนำความเจริญจากฝั่งตะวันออกไปสู่ฝั่งตะวันตกซึ่งก็คือฝั่งแปซิฟิกนั่นเอง โดยที่ความด้อยอารยธรรมของชนพื้นเมืองอินเดียนแดงจะต้องล่าถอยไป ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญในการแผ่ขยายดินแดนของสหรัฐอเมริกาในสมัยของรัฐบาลพรรคเดโมแครต ประกอบกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งชาวอเมริกันฝ่ายใต้มีโอกาสที่จะเข้าไปทำกินที่ดินใหม่ๆที่มีมากขึ้นไม่สิ้นสุด ในขณะที่ชาวอเมริกันฝ่ายเหนือและนักการเมืองจากพรรควิกต่างคัดค้านนโยบายนี้เนื่องจากการแผ่ขยายดินแดนหมายถึงการแผ่ขยายของระบอบทาสในการเกษตรกรรม รวมทั้งคัดค้านการทำสงครามใดๆที่นำไปสู่การขยายดินแดน

ปีค.ศ. 1848 มีการค้นพบเหมืองทองบริเวณแคลิฟอร์เนียและเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา โดยที่ประธานาธิบดีโพล์กได้ยืนยันการค้นพบทองนี้ต่อสภาคองเกรส ส่งผลให้ในปีต่อมาค.ศ. 1849 ชาวอเมริกันจำนวนมากจากฝั่งตะวันออกต่างพากันหลั่งไหลไปสู่ฝั่งตะวันตกด้วยความหวังว่าจะได้ทองมาไว้ในครอบครอง เรียกว่า การตื่นทองแคลิฟอร์เนีย (California Gold Rush) และเรียกชาวอเมริกันที่อพยพมาในปีนั้นว่า "ชาวสี่สิบเก้า" (Forty-Niners) นอกจากชาวอเมริกันแล้ว ชาวฮิสแปนิก ชาวอินเดียนพื้นเมือง หรือแม้แต่ผู้อพยพจากเอเชียแปซิฟิกได้แก่ชาวจีน ชาวญี่ปุ่น และชาวออสเตรเลีย ต่างเข้ามาแข่งขันในการทำเหมืองแร่ทอง ประชากรในแคลิฟอร์เนียเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมืองต่างๆได้แก่ ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส ซานดิเอโก กลายเป็นเมืองใหญ่

วิวัฒนาการของรัฐมีทาสและรัฐปลอดทาส

เมื่อประชาชนชาวแคลิฟอร์เนียยื่นร่างเสนอให้จัดตั้งแคลิฟอร์เนียเป็นมลรัฐ ปัญหาจึงเกิดขึ้น เมื่อชาวแคลิฟอร์เนียต้องการให้รัฐของตนเองเป็นรัฐปลอดทาส แต่เป็นเพราะแคลิฟอร์เนียมีอาณาเขตคาบเกี่ยวเส้นขนานข้อตกลง นักการเมืองพรรคเดโมแครตฝ่ายใต้ต้องการที่จะแบ่งแคลิฟอร์เนียเป็นสองส่วน ส่วนที่อยู่ใต้ต่อเส้นขนานนั้นเป็นรัฐมีทาส ในขณะเดียวกันนั้นมลรัฐเท็กซัสซึ่งเป็นรัฐมีทาสได้อ้างเขตแดนถึงแม่น้ำริโอแกรนด์ ซึ่งทับซ้อนกับดินแดนนิวเม็กซิโก (New Mexico Territory) ซึ่งชาวนิวเม็กซิโกปรารถนาจะเป็นเขตปลอดทาส จึงเกิดการประนีประนอมระหว่างฝ่ายนิยมทาสและฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทาส โดยวุฒิสมาชิกสตีเฟน ดักลาส (Stephen Douglas) แห่งพรรคเดโมแครต และวุฒิสมาชิกเฮนรี เคลย์ แห่งพรรควิก ได้สร้างข้อตกลงร่วมกัน โดยให้แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐใหม่ปลอดทาสโดยไม่มีการแบ่งแยก รัฐเท็กซัสสละการอ้างเขตแดน แต่นิวเม็กซิโกจะยังไม่มีสถานะเป็นมลรัฐ และได้ออกรัฐบัญญัติทาสหนี (Fugitive Slave Act) ให้ตำรวจสามารถเข้าจับกุมชาวแอฟริกันอเมริกันผิวดำได้ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นทาสหลบหนี ข้อตกลงทั้งหลายนี้รวมกันเรียกว่า ข้อตกลงปีค.ศ. 1850 (Compromise of 1850) ซึ่งเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างสองฝ่ายและยับยั้งความรุนแรงไปได้อีกสิบปี

สงครามกลางเมือง (ค.ศ. 1861 ถึง ค.ศ. 1865)[แก้]

การขยายดินแดนตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าทำให้สหรัฐอเมริกามีดินแดนเพิ่มขึ้นอย่างมากสำหรับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งทาสชาวแอฟริกันอเมริกันนั้นมีบทบาทอย่างมากในฐานะเป็นแรงงานหลักในการเกษตรภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้านายผิวขาว นโยบายของรัฐบาลพรรคเดโมเครตซึ่งกุมอำนาจอยู่ในช่วงเวลานั้นสนับสนุนการกสิกรรมและการขยายดินแดน ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนระบอบทาสซึ่งเป็นระบอบสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอยู่รอด อย่างไรก็๋ตามในขณะที่มลรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกามีเศรษฐกิจหลักเป็นการเกษตรซึ่งต้องใช้แรงงานทาสผิวดำเป็นสำคัญ แต่ในมลรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีเศรษฐกิจหลักเป็นอุตสาหกรรมไม่ต้องพึ่งพิงแรงงานทาส และรัฐเหล่านั้นก็มีนโยบายต่อต้านระบอบทาส จึงการความแตกแยกครั้งใหม่ขึ้นในหมู่คนอเมริกัน นั่นคือการแบ่งแยกระหว่างฝ่ายเหนือซึ่งคัดค้านระบอบทาส และฝ่ายใต้ซึ่งให้การสนับสนุนระบอบทาส

รัฐบาลกลางและประธานาธิบดีหลายสมัยได้พยายามที่จะประสานรอยร้าวระหว่างสองฝ่ายโดยการประนีประนอม ยกตัวอย่างเช่นข้อยุติค.ศ. 1850 ซึ่งให้แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐปลอดทาสแต่บังคับให้มลรัฐฝ่ายเหนือส่งตัวทาสที่หลบหนีกลับไปหาเจ้านายเดิมที่ฝ่ายใต้ตามกฎหมายทาสหนี (Fugitive Slave Act) ซึ่งข้อยุติและการประนีประนอมเหล่านี้ไม่สร้างความพึงพอใจแก่ฝ่ายใด ในค.ศ. 1854 รัฐบัญญัติแคสซัส-เนบรัสกา (Kansas-Nebraska Act) จัดสั้งสองมลรัฐใหม่ โดยให้ประชาชนในรัฐนั้นออกเสียงข้างมากเพื่อเลือกว่ารัฐนั้นจะมีทาสหรือไม่ ผลคือชาวอเมริกันจากทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้พากันแห่แหนเข้าไปตั้งรกรากในพื้นที่รัฐใหม่ เพื่อลงมติให้รัฐทั้งสองนั้นมีหรือไม่มีทาสตามแต่ฝ่ายตน จนกระทั่งเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างสองฝ่ายที่มลรัฐแคนซัสเรียกว่า การหลั่งเลือดที่แคนซัส (Bleeding Kansas)


วิวัฒนาการของสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate States of America)

ในขณะเดียวกันทางฝ่ายเหนือ แนวความคิดการเลิกทาส (Abolitionism) ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ มีวรรณกรรมเกี่ยวกับการเลิกทาสที่เป็นที่รูจักคือ กระท่อมน้อยของลุงทอม (Uncle Tom's Cabin) ในค.ศ. 1857 คดีความระหว่างเดรดสกอตและแซนด์ฟอร์ด (Dread Scott v. Sandford) ศาลฎีกาสูงสุดได้ตัดสินให้นายเดรตสกอตชาวแอฟริกันอเมริกันคงสภาพความเป็นทาสเนื่องจาก "ชาวแอฟริกันอเมริกันไม่จัดเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา จึงไม่มีสิทธิเสรีภาพตามที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ" สร้างความไม่พอใจแก่ชาวเหนือเป็นอย่างมาก ในค.ศ. 1854 สมาชิกพรรควิกที่มีแนวคิดเลิกทาสได้รวมตัวกันจัดตั้งพรรครีพับบลิกัน (Republican Party) ขึ้น และส่งตัวแทนคือ อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เข้ารับการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในค.ศ. 1860 ซึ่งลินคอล์นได้รับเสียงท้วมท้นจากรัฐทางเหนือและเนื่องจากรัฐทางเหนือมีประชากรมากกว่าลินคอล์นจึงมีคะแนนเสียงชนะคู่แข่งจากพรรคเดโมเครต แม้ว่าลินคอล์นจะไม่มีเสียงข้างมากในมลรัฐทางใต้เลยก็ตาม สร้างความไม่พอใจแต่มลรัฐทางตอนใต้เป็นอย่างยึ่ง รัฐใต้ทั้งเจ็ดได้แก่ เซาท์แคโรไลนา มิสซิสซิปปี ฟลอริดา แอละแบมา จอร์เจีย ลุยเซียนา และเท็กซัส ประกาศแยกตัวออกมาจากสหรัฐอเมริกาในค.ศ. 1861 และจัดตั้งสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate States of America) แม้ว่าประธานาธิบดีลินคอล์นจะประกาศว่าจะไม่ส่งทัพเข้าปราบฝ่ายสมาพันธรัฐฯ แต่ฝ่ายสมาพันธรัฐฯได้รวบรวมกำลังพลและเข้ายึดป้อมปราการต่างๆเพื่อเตรียมตัวรับมือกับทัพฝ่ายเหนือที่อาจรุกรานเข้ามา โดยเข้ายึดป้อมซัมเทอร์ (Fort Sumter) ในค.ศ. 1861 เป็นเหตุให้ลินคอล์นตัดสินใจประกาศสงครามกับสมาพันธรัฐฯและมีคำสั่งให้ทุกรัฐส่งทัพเข้าช่วยเหลือรัฐบาลกลางในการต่อสู้กับสมาพันธรัฐฯ ทำให้รัฐใต้อีกสี่รัฐได้แก่ เวอร์จิเนีย อาร์คันซอ เทนเนสซี และนอร์ทแคโรไลนา ประกาศถอนตัวจากรัฐบาลสหรัฐฯและเข้าร่วมกับสมาพันธรัฐอเมริกา จัดตั้งเมืองริชมอนด์ (Richmond) รัฐเวอร์จิเนียขึ้นเป็นนครหลวงของสมาพันธรัฐฯ โดยมีนายเจฟเฟอร์สัน เดวิส (Jefferson Davis) เป็นประธานาธิบดี

ยุทธการเกตตีสเบิร์ก (Battle of Gettysburg) โดย Thure de Thulstrup

ฝ่ายสหรัฐฯทางเหนือใช้ยุทธวิธีต่างๆเพื่อพิชิตสมาพันธรัฐฝ่ายใต้ได้แก่ นายพลวินฟิลด์ สก็อต ได้นำกองทัพเรือเข้าปิดล้อมเมืองต่างๆทั้งหมดของรัฐทางใต้ เรียกว่า การปิดล้อมของสหรัฐฯ (Union Blockade) ทำให้ฝ่ายใต้ไม่สามารถส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปยังยุโรปอันเป็นรายได้สำคัญของฝ่ายใต้ เศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมของฝ่ายใต้จึงถูกทำลายลง ประธานาธิบดีส่งนายพลยูลิสซิส เอส. แกรนท์ (Ulysees S. Grant) และวิลเลียม เทคัมเซ เชอร์แมน (William Tecumseh Sherman) ยกทัพเข้ารุกรานสมาพันธรัฐทางตะวันตกบริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี เข้ายึดเมืองต่างๆได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางตะวันออกนั้นฝ่ายสมาพันธรัฐนำโดยนายพลโรเบิร์ต อี. ลี (Robert E. Lee) สามารถป้องกันเมืองริชมอนด์นครหลวงและเอาชนะทัพฝ่ายเหนือได้ในยุทธการแอนตีแทม (Battle of Antietam) ค.ศ. 1861 ประธานาธิบดีลินคอล์นสรรหาขุนพลจำนวนมากมาเพื่อนำทัพตะวันออกเข้าโจมตียึดเมืองริชมอนด์แต่ล้วนพ่ายแพ้ต่อนายพลลี จนกระทั่งค.ศ. 1863 ในยุทธการเกตตีสเบิร์ก (Battle of Gettysburg) ทัพของฝ่ายเหนือสามารถเอาชนะทัพของนายพลลีฝ่ายใต้ได้ ซึ่งประธานาธิบดีลินคอล์นได้กล่าวสุนทรพจน์เกตตีสเบิร์ก (Gettysburg Address) ไว้ว่า "...การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่สูญสิ้นไปจากโลกนี้" ("...and that government of the people, by the people, for the people, shall not perish from the earth.") ในค.ศ. 1864 เมื่อฝั่งตะวันตกเรียบร้อยดีแล้ว ลินคอล์นจึงย้ายนายพลแกรนท์มาบังคับบัญชาทัพฝั่งตะวันออก นายพลแกรนท์และนายพลลี ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันในยุทธการโอลด์เชิร์ช (Battle of Old Church) ซึ่งนายพลแกรนท์สามารถเอาชนะนายพลลีและทัพฝ่ายใต้ได้ และในปีเดียวกันนั้นายพลเชอร์แมนยกทัพบุกเข้ายึดเมืองแอตแลนตาได้สำเร็จในยุทธการแอตแลนตา ซึ่งเป็นยุทธการที่ทำให้ลินคอล์นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยในปีค.ศ. 1864

นายพลลีประกาศยอมแพ้สงครามในที่สุดในเดือนเมษายน ค.ศ. 1865 ถัดมาจากนั้นอีกห้าวันประธานาธิบดีลินคอล์นถูกลอบสังหารที่วอชิงตัน ดี.ซี. รองประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสันจากพรรคเดโมเครตจึงขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ขุนพลฝ่ายใต้คนอื่นๆค่อยๆทยอยประกาศยอมจำนน จนกระทั่งประธานาธิบดีจอห์นสันประกาศยุติสงครามอย่างเป็นทางการในค.ศ. 1866

สมัยแห่งการฟื้นฟู สมัยแห่งความก้าวหน้า และการแผ่ขยายอาณานิคม (ค.ศ. 1865 ถึง ค.ศ. 1918)[แก้]

สมัยแห่งการฟื้นฟู (ค.ศ. 1865 - ค.ศ. 1877)[แก้]

ในสมัยแห่งการฟื้นฟู (Reconstruction) ชาวแอฟริกันอเมริกันผิวดำได้รับสิทธิ์เลือกตั้งเป็นครั้งแรกในค.ศ. 1867

หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง รัฐบาลสหรัฐฯมีความพยายามที่จะฟื้นฟูประเทศจากภาวะสงคราม และนำรัฐทางใต้กลับเข้ามารวมกันเป็นสหรัฐสามัคคีกลมเกลียวกันดังเดิม เรียกว่า สมัยแห่งการฟื้นฟู (Reconstruction Era) นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลในสมัยแห่งการฟื้นฟูคือ การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจของรัฐฝ่ายใต้ซึ่งได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในช่วงสงคราม การให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวแอฟริกันอเมริกันในฐานะพลเมืองอเมริกันที่เท่าเที่ยมกับคนผิวขาว และการกดขี่ปราบปรามพรรคเดโมแครตฝ่ายใต้และผู้ฝักใฝ่สมาพันธรัฐที่เหลืออยู่

ประธานาธิบดีจอห์นสันซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งหลังจากการลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นนั้นมาจากพรรคเดโมแครต มีแนวความคิดที่เป็นกลางนั่นคือ รัฐต่างๆทางใต้นั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะแยกตัวออกไปจัดตั้งสมาพันธรัฐฯ ดังนั้นสมาพันธรัฐฯจึงเป็นรัฐที่ไม่ถูกต้องและไม่ได้รับการรับรองแต่เริ่มแรก รัฐบาลของนายจอห์นสันมีคำสั่งให้รัฐใต้เริ่มจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่และกลับเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาให้เร็วที่สุด แต่ปรากฏว่ารัฐทางใต้ทั้งหลายยังคงระบุกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนผิวดำไว้ในธรรมนูญของรัฐตน เรียกว่า กฎหมายคนผิวดำ (Black Codes) ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่บรรดาสมาชิกพรรครีพับบลิกันหัวรุนแรง (Radical Republicans) ซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาคองเกรสขณะนั้น ปฏิเสธที่จะให้ผู้แทนจากรัฐใต้กลับเข้าร่วมสภาคองเกรส และในค.ศ. 1866 เมื่อสภาคองเกรสพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อมอบสิทธิเสรีภาพให้แก่ชาวแอฟริกันอเมริกันในฐานะพลเมืองอเมริกันทัดเทียมกับคนผิวขาว ประธานาธิบดีจอห์นสันซึ่งไม่เป็นด้วยกับการให้สิทธิพลเมืองแก่คนผิวดำได้ใช้สิทธิของฝ่ายบริหารยับยั้งร่างรัฐบัญญัตินี้ แต่ทว่าสภาคองเกรสที่ประกอบไปด้วยพรรครีพับบลีกันได้ทำการข้าม (override) การยับยั้งของประธานาธิบดีจอห์นสันและผ่านร่างกฎหมายออกมาเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูณข้อที่ 14 (Fourteenth Amendment) ในค.ศ. 1868 ให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวผิวดำเป็นพลเมืองอเมริกันอย่างเป็นทางการ และมีการบังคับให้รัฐทางใต้ยอมรับบทบัญญัติข้อนี้เข้าไปในธรรมนูญมิฉะนั้นจะไม่รับกลับเข้าร่วมสหรัฐฯ ค.ศ. 1867 สภาคองเกรสออกรัฐบัญญัติฟื้นฟู (Reconstruction Act) โดยแบ่งมลรัฐทางใต้ออกเป็นห้าเขตทหาร (Five Military Districts) โดยให้รัฐบาลส่งกองทัพเข้าประจำพื้นที่ทางใต้เพื่อควบคุมดูแลมิให้เกิดการต่อต้านนโยบายของรัฐบาลหรือความรุนแรงต่อคนผิวดำ และเพื่อกำจัดอำนาจของพรรคเดโมเครตในรัฐทางใต้

การเลือกตั้งในค.ศ. 1869 นายพลยูลิสซิส เอส. แกรนท์ วีรบุรุษสงครามกลางเมืองชนะการเลือกตั้งในนามของพรรครีพับบลิกันและเป็นตัวแทนของฝ่ายรีพับบลีกันหัวรุนแรง ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี ในปีเดียวกันนั้นประธานาธิบดีแกรนท์ส่งกองทัพไปทำการปราบปราม คูคลักซ์คลาน (Ku Klux Klan) อันเป็นองค์กรก่อการร้ายใต้ดินที่มีเป้าหมายก่อความรุนแรงและสังหารคนผิวดำและนักการเมืองรีพับบลีกัน ในสมัยของประธานาธิบดีแกรนท์ชาวผิวดำอเมริกันมีสิทธิเสรีภาพรุ่งเรืองอย่างมาก มีการส่งเสริมให้ชาวผิวดำเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองและมีคนผิวดำเป็นผู้ว่ามลรัฐและเป็นผู้แทนในสภาคองเกรสเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตามวิกฤตเศรษฐกิจในค.ศ. 1873 ทำให้รัฐบาลต้องหันความสนใจจากเรื่องคนผิวดำมาที่เรื่องเศรษฐกิจ การเลือกตั้งในค.ศ. 1877 มีผลการเลือกตั้งที่ไม่ชัดเจน จึงเกิดการเจรจาขึ้นระหว่างทั้งสองพรรคการเมืองคือ พรรครีพับบลิกันและพรรคเดโมแครต โดยฝ่ายเดโมแครตยินยอมให้ตัวแทนจากพรรครีพับบลิกันคือ รัทเทอร์ฟอร์ด บี. เฮส์ (Rutherford B. Hayes) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่มีข้อและเปลี่ยนว่ารัฐบาลกลางจะต้องถอนทหารทั้งหมดออกจากรัฐทางใต้ เมื่อปราศจากกำลังความคุมจากฝ่ายรีพับบลีกันทำให้พรรคเดโมแครตกลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งในทางตอนใต้ เป็นการสิ้นสุดสมัยแห่งการฟื้นฟู รัฐบาลระดับมลรัฐต่างๆทางตอนใต้ได้ออกกฎหมายริดรอนสิทธิของชาวแอฟริกันอีกครั้งหนึ่งเรียกว่า กฎหมายจิมโครว์ (Jim Crow Laws) โดยมีการแบ่งแยก (segregation) คนผิวขาวและคนผิวดำออกจากกันในด้านสาธารณูปโภคสาธารณะและหน้าที่การงาน ภายใต้นโยบาย"แบ่งแยกอย่างเท่าเทียม" ("Seperate but equal") ในทางปฏิบัติคนผิวดำในทางตอนใต้ตกเป็นพลเมืองชั้นสอง มีคุณภาพชีวิตที่ด้อยกว่าคนผิวขาวและถูกกีดกัดจากการปกครอง

สมัยแห่งความก้าวหน้า (ค.ศ. 1877 - ค.ศ. 1933)[แก้]

สมัยแห่งความก้าวหน้า (Progressive Era) เป็นสมัยที่สหรัฐอเมริกามีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่เป็นสมัยที่มีปัญหาทางสังคมสูง สมัยนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สมัยแห่งทองคำเปลว (Gilded Age) ตามวรรณกรรมของมาร์ค ทเวน (Mark Twain) เรื่อง The Gilded Age: A Tale of Today. ซึ่งเปรียบความเจริญก้าวหน้าของสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้นว่าเสมือนเป็นทองคำเปลวฉาบหน้าซ่อนเร้นปัญหาความเสื่อมโทรมไว้ภายใน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมและสหภาพแรงงาน[แก้]

การลงหมอนรถไฟชิ้นสุดท้าย ของเส้นทางรถไฟข้ามทวีปสายแรก (First Continental Railroad) ในค.ศ. 1869

ในสมัยแห่งความก้าวหน้าสหรัฐอเมริกาเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเกิดอุตสาหกรรมหนักต่างๆขึ้น เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างทางรถไฟ อุตสาหกรมถลุงแร่เหล็ก อุตสาหกรรมเหมือนถ่านหิน ฯลฯ มีการนำเครื่องจักรทันสมัยมาให้ในการผลิตทำให้ปริมาณการผลิตของอุตสาหกรรมของอเมริกาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลก เมืองอุตสาหกรรมต่างๆเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วได้แก่ ชิคาโก คลีฟแลนด์ และพิตต์สเบิร์ก โดยมีผู้อพยพจากยุโรปและคนผิวดำจากรัฐใต้เข้ามาเป็นแรงงานหลัก มีการสร้างเส้นทางรถไฟข้ามทวีปสายแรก (First Continental Railroad) เสร็จสิ้นเปิดให้บริการในค.ศ. 1869 จากมิสซูรีจนถึงซานฟรานซิสโก และรัฐบาลยังให้สัมปทานบริษัทอุตสาหกรรมต่างๆเพื่อสร้างทางรถไฟเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อขนส่งระหว่างสองฟากทวีปอเมริกา เกิดบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่มีมูลค่ามากซึ่งดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันได้แก่ บริษัทยูเอสสตีล (U.S. Steel) บริษัทเจอเนอรัลอิเล็กทริค (General Electric) ก่อตั้งโดย โธมัส เอดิสัน (Thomas Edison) บริษัทสแตนดาร์ดออยล์ (Standard Oil Company) ก่อตั้งโดยนายจอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าเกิดการค้นพบใหม่ๆ เช่น โธมัส เอดิสัน ประดิษฐ์หลอดไฟ ซามูเอล เอฟ. บี. มอร์ส (Samuel Morse) คิดค้นโทรเลข อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) ประดิษฐ์โทรศัพท์ พี่น้องไรต์ (Wright Brothers) ประดิษฐ์เครื่องบิน ฯลฯ

อย่างไรก็ตามความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมนำมาซึ่งปัญหาแรงงาน บรรดาแรงงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพต่างเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ปรับปรุงสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ โดยการเรียกร้องค่าแรงขึ้นต่ำและจำกัดเวลาในการทำงานต่อวันไม่เกิดแปดชั่วโมง ซึ่งแรงงานเหล่านั้นได้รวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน (Labor unions) ในสมัยแห่งความก้าวหน้าเกิดการประท้วงของแรงงานขึ้นหลายครั้ง ครั้งแรกในค.ศ. 1877 เกิดการประท้วงเส้นทางรถไฟครั้งใหญ่ (Great Railroad Strike) ต่อมาในค.ศ. 1886 เกิดการประท้วงเส้นทางรถไฟตะวันตกเฉียงใต้ครั้งใหญ่ (Great Southwest Railroad Strike) และเหตุการณ์จลาจลเฮย์มาร์เกตสแควร์ (Haymarket Square Riot) ที่เมืองชิคาโก และในค.ศ. 1894 เกิดการประท้วงรถโดยสาร (Pullman Strike) ปัญหาแรงงานยังทำให้เกิดกระแสแนวความคิดสังคมนิยม (Socialism) ขึ้นในสหรัฐอเมริกา มีการจัดตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งอเมริกามีผู้นำคนสำคัญคือ ยูจีน วี. เดบส์ (Eugene V. Debs) ซึ่งรัฐบาลทุกสมัยได้พยายามปราบปรามการประท้วงของแรงงานและพรรคสังคมนิยมอย่างหนัก

การเมืองในสมัยแห่งความก้าวหน้า[แก้]

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่สงครามกลางเมืองจนถึงสมัยแห่งการฟื้นฟู ทำให้เกิดระบบพรรคการเมืองที่สี่ (Fourth Party System) ขึ้น ประกอบด้วยพรรครีพับบลิกันซึ่งมีฐานเสียงส่วนใหญ่อยู่ในรัฐทางเหนือและตะวันตก และพรรคเดโมแครตซึ่งมีฐานเสียงอยู่ในมลรัฐทางใต้ โดยเฉพาะรัฐทางใต้ได้รวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลรีพับบลิกันซึ่งครองทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีและเสียงข้างมากในสภาคองเกรสเกือบจะตลอดสมัยแห่งความก้าวหน้า เรียกว่า "ใต้เข้มแข็ง" ("Solid South")

แทมมานีฮอล์ (Tammany Hall) ในเมืองนิวยอร์ก สถานที่ของการทุจริตซื้อสิทธิ์ขายเสียง

สมัยแห่งความก้าวหน้าได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่มีความทุจริตฉ้อฉลมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา บรรดาพรรคการเมืองต่างสร้างคะแนนเสียงของตนผ่านระบบซื้อสิทธิ์ขายเสียง (Clientelism) และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพลตามเมืองใหญ่เช่นนิวยอร์ก ชิคาโก ประชาชนชั้นล่างโดยเฉพาะผู้อพยพมักจะขอความช่วยเหลือจากผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นในด้านการหางานหรือชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งประชาชนเหล่านั้นจะตอบแทนผู้มีอิทธิพลด้วยการลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่พรรคที่ช่วยเหลือตน ระบบเช่นนี้เรียกว่า "เครื่องจักรทางการเมือง" (Political Machine) ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองในสมัยแห่งความก้าวหน้า เครื่องจักรทางการเมืองที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ แทมมานีฮอล์ (Tammany Hall) ในเมืองนิวยอร์ก ดำเนินการโดยนายวิลเลียม เอ็ม. ทวีด (William M. Tweed) ผู้ทรงอิทธิพลประจำเมือง นอกจากนี้นโยบายต่างๆของรัฐบาลกลางยังเอื้อต่อผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

การแผ่ขยายอาณานิคม[แก้]

ยุทธการอ่าวมะนิลา ค.ศ.1898

ในสมัยแห่งความก้าวหน้ารัฐบาลพรรครีพับบลิกันได้พยายามที่จะแผ่อิทธิพลเข้าไปในลาตินอเมริกาโดยเฉพาะหมู่เกาะแคริบเบียนซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาณานิคมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของจักรวรรดิสเปนซึ่งกำลังเสื่อมอำนาจลง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนคิวบาในการเคลื่อนไหวเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปน โดยสื่อมวลชนในสหรัฐฯเองนั้นได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ (yellow journalism) ให้ชาวอเมริกันเห็นการปกครองที่กดขี่ทารุณของสเปนในคิวบาซึ่งเป็นเรื่องราวที่ถูกปั้นแต่งขึ้น เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนในการทำสงครามเพื่อขยายอาณาเขต ในค.ศ. 1898 หลังจากที่คิวบาได้จัดตั้งรัฐบาลปกครองตนเอง ประธานาธิบดีวิลเลียม แมกคินลีย์ส่งเรือรบชื่อว่ายูเอสเอส เมน (USS Maine) ไปยังเมืองฮาวานาโดยอ้างว่าเพื่อปกป้องชาวอเมริกันในคิวบา ปรากฏว่าเรือยูเอสเอส เมนถูกระเบิดโจมตีและจมลง รัฐบาลสหรัฐเข้าใจว่าเป็นการประทำของสเปนและยื่นคำขาดให้สเปนให้เอกราชแก่คิวบา ทางการสเปนจึงประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาในที่สุดเกิดเป็น สงครามสเปน-อเมริกา (Spanish-American War)ซึ่งนอกจากคิวบาแล้วทัพเรือสหรัฐฯยังเข้าโจมตีอาณานิคมอื่นๆของสเปนได้แก่ เปอร์โตริโก ไปจนถึงเกาะกวมและฟิลิปปินส์ จอร์จ เดอเวย์ (George Dewey) นำทัพเรือสหรัฐฯเอาชนะทัพเรือสเปนในยุทธการอ่าวมะนิลา (Battle of Manila Bay) ในฟิลิปปินส์

สนธิสัญญาปารีสยุติสงครามสเปน-อเมริกา โดยสเปนสละคิวบาให้เป็นรัฐอารักขา (Protectorate) ของสหรัฐอเมริกา และสละเปอร์โตริโก เกาะกวม และฟิลิปปินส์ให้เป็นอาณานิคมของสหรัฐฯเช่นกัน แต่ทว่ารัฐบาลของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Philippine Republic) ต้องการเอกราชโดยสมบูรณ์ไม่ขึ้นแก่รัฐบาลอเมริกา จึงนำไปสู่สงครามฟิลิปปินส์-อเมริกา (Philippine-American War) ในค.ศ. 1899

สมัยของประธานาธิบดีธีโอดอร์ โรสเวลต์ วิลเลียม โฮวาร์ด ทาฟท์ และวูดโรว์ วิลสัน[แก้]

ประธานาธิบดีแมกคินลีย์ถูกลอบสังหารในค.ศ. 1901 รองประธานาธิบดีธีโอดอร์ โรสเวลต์ (Theodore Roosevelt) แห่งพรรครีพับบลิกันขึ้นดำรงตำแหน่งต่อมา ประธานาธิบดีโรสเวลต์ดำเนินนโยบายตามหลักลัทธิก้าวหน้า (Progressivism) ได้แก่การปราบปรามบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผูกขาดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ (Anti-trust หรือ trustbusting) ซึ่งประธานาธิบดีโรสเวลต์มองว่าเป็นสถาบันที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน และเพิ่มบทบาทของรัฐบาลในการเข้าควบคุมกลไกตลาด รวมถึงการปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งและลดอำนาจของเครื่องจักรการเมืองต่างๆ ซึ่งประธานาธิบดีโรสเวลต์เรียกนโยบายของตนเองว่า สแควร์ดีล (Square Deal) หมายถึงนโยบายที่ประชาชนทุกคนจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมโดยไม่เอื้อประโยชน์แก่บุคคลใดเฉพาะ ประธานาธิบดีโรสเวลต์ยังมีความใส่ใจต่อวิธีชีวิตของประชาชน ประธานาธิบดีโรสเวลต์จัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกและดำเนินนโยบายเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า นโยบายเหล่านี้ทำให้ประธานาธิบดีโรสเวลต์ได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวอเมริกัน และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองอย่างท่วมท้นในค.ศ. 1904

สำหรับนโยบายต่างประเทศประธานาธิบดีโรสเวลต์ส่งเสริมลัทธิจักรวรรดินิยมของสหรัฐอเมริกา โดยยึดถือหลักการที่ว่า "พูดจาไพเราะแต่ถือไม้หนัก" ("Speak softly and carry a big stick") หมายถึงว่าสหรัฐอเมริกาจะขยายอำนาจไปยังส่วนอื่นๆของโลกด้วยการเจรจาเพื่อสันติภาพในขณะเดียวกันกับการทำสงครามขยายอำนาจ

เสียงคำรามในศตวรรษที่ 20 และ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่[แก้]

บทความหลัก: ประวัติความเป็นมาของประเทศสหรัฐอเมริกา (1918-1945)

ข้อมูลเพิ่มเติม: Great Depression และ New Deal

การห้ามในสหรัฐ, เจ้าหน้าที่กำลังทำลายถังเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชิคาโก ปี 1921

ในปี 1920s สหรัฐได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปริมาณการเจริญเติบโตเพื่อเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารของโลก วุฒิสภาสหรัฐไม่ได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาแวร์ซายที่ถูกกำหนดโดยฝ่ายพันธมิตรในการพ่ายแพ้ของอำนาจกลาง โดยสหรัฐเลือกที่จะหาทางทำให้สำเร็จแต่ฝ่ายเดียวแทน.[1] แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติของรัสเซียเมื่อเดือนตุลาคมส่งผลให้เกิดความกลัวที่แท้จริงในลัทธิคอมมิวนิสต์ของสหรัฐ, ที่นำไปสู่'ความกลัวสีแดง'และการส่งตัวกลับของคนต่างด้าวที่มีพฤติกรรมของการล้มล้างบ่อนทำลาย

ในขณะที่ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วใน'ยุคก้าวหน้า' และโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์หลายแห่งถูกทำให้ทันสมัยขึ้น[2] ประเทศในปี 1918 สูญเสีย 675,000 ชีวิตไปในการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน.[3]

ใน ปี 1920 การผลิต, การขาย, การนำเข้าและส่งออกของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถูกห้ามโดย the Eighteenth Amendment, Prohibition. ผลก็คือ ในเมืองที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผิดกฎหมายได้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่, ถูกควบคุมโดยแกงค์ผิดกฎหมายทั้งหลาย กลุ่มที่สองของ Ku Klux Klan เติบโตอย่างรวดเร็วระหว่างปี 1922-1925 หลังจากนั้นก็หดตัวลง. กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองได้ถูกผ่านออกมาเพื่อจำกัดจำนวนของคนเข้าเมืองรายใหม่อย่างเคร่งครัด. ปี 1920s ถูกเรียกว่าเป็น 'เสียงคำรามในศตวรรษที่ 20' เนื่องจากความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงเวลานี้. เพลงแจ๊สกลายเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ และนี่ทำให้ ทศวรรษนี้ถูกเรียกว่า ยุคแจ๊ส

"แม่ต่างด้าว"ถ่ายภาพโดย โดโรธี แลนจ์ แสดงให้เห็นคนงานเก็บถั่วผู้ยากจนในแคลิฟอร์เนีย, ตรงกลางของภาพ ฟลอเรนซ์ โอเวนส์ ธอมป์สัน, มารดาลูกเจ็ด, อายุ 32, ใน Nipomo แคลิฟอร์เนีย มีนาคม 1936

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ (1929-1939) และข้อตกลงใหม่ (1933-1936) เป็นช่วงเวลาที่ชี้ขาดใน ประวัติศาสตร์การเมือง, เศรษฐกิจ และสังคมอเมริกัน ที่เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศ.[4] [ 122 ]

ในช่วงปี ค.ศ. 1920s ประเทศมีความสุขกับความเจริญรุ่งเรืองที่ขยายกง้างขวาง, แม้จะมี จุดอ่อนในภาคการเกษตร. ฟองสบู่ทางการเงินได้รับการผลักดันจากตลาดหุ้นที่เป่าให้พองออกมาซึ่งต่อมานำไปสู่การพังทลายของ​​ตลาดหุ้นในวันที่ 29 ตุลาคม 1929.[5] เหตุการนี้, พร้อมกับปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆ อีกมากมาย, ได้จุดชนวนให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเป็นที่รู้จักกันว่า ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่. ช่วงเวลานี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาประสบภาวะเงินฝืดเมื่อราคาตกลง, การว่างงานเพิ่มสูงขึ้นจาก 3% ในปี 1929 เป็น 25% ในปี 1933, ราคาสินค้าเกษตรลดลงครึ่งหนึ่ง และ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงหนึ่งในสาม

ใน ปี 1932 ประธานาธิบดีตัวแทนพรรคเดโมแครต แฟรงคลิน ดี โรสเวลต์ สัญญาใน "ข้อตกลงใหม่สำหรับประชาชนอเมริกัน", เป็นการสร้างป้ายความอดทนสำหรับนโยบายในประเทศของเขา. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่หมดหวัง, พร้อมกับชัยชนะของพรรคเดโมแครตอย่างมากใน การเลือกตั้งปี 1932 เปิดโอกาสให้โรสเวลต์ มีอิทธิพลต่อสภาคองเกรสที่ผิดปกติในช่วง"ร้อยวันแรก" ของการบริหารของเขา. เขาใช้อำนาจของเขาเอาชนะในการผ่านอย่างรวดเร็วของชุดของมาตรการในการสร้างโปรแกรมสวัสดิการและกำกับดูแลระบบการธนาคาร, ตลาดหุ้น, อุตสาหกรรม, และการเกษตร พร้อมกับหลายความพยายามอื่นๆของรัฐบาลที่จะยุติภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ และการปฏิรูปเศรษฐกิจอเมริกัน. ข้อตกลงใหม่กำกับดูแลจำนวนมากของเศรษฐกิจ, โดยเฉพาะภาคการเงิน. มันได้บรรเทาการว่างงานผ่านโปรแกรมจำนวนมาก เช่นการบริหารความก้าวหน้าของงาน (WPA ) และ (สำหรับคนหนุ่ม) องค์กรอนุรักษ์พลเรือน Administration (WPA) and (for young men) the Civilian Conservation Corps. โครงการการใช้จ่ายขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อจัดหางานที่จ่ายเงินสูง และสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นใหม่ อยู่ภายใต้ขอบเขตของการบริหารงานโยธาธิการ. โรสเวลต์เลี้ยวซ้ายใน 1935-1936, การสร้างสหภาพแรงงานผ่านพระราชบัญญัติ แว็กเนอร์. สหภาพแรงงานกลายเป็นองค์ประกอบที่มีประสิทธิภาพของการรวมเข้าด้วยกันของข้อตกลงใหม่, ซึ่งชนะการเลือกตั้งอีกสามสมัยสำหรับ โรสเวลต์ ในปี 1936, ปี 1940 และ 1944 โดยการระดมสมาชิกสหภาพ, คนงานระดับกลาง, ผู้รับการบรรเทาทุกข์, เครื่องจักรเมืองใหญ่, ชาติพันธุ์ และ กลุ่มศาสนา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวคาทอลิกและชาวยิว) และชาวผิวขาวทางใต้, พร้อมกับคนผิวดำทางเหนือ ( ที่พวกเขาสามารถลงคะแนน). บางโปรแกรมถูกยกเลิกในปี 1940s เมื่อพวกอนุรักษ์นิยมได้อำนาจคืนในสภาคองเกรสผ่านทางแนวร่วมอนุรักษ์นิยม. ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษคือโปรแกรม ประกันสังคมที่เริ่มในปี 1935.[6]

สงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

เรือรบหลวง USS Arizona (BB-39) กำลังถูกไฟใหม้หลังจากถูกกองทัพญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือ เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ของสหรัฐ, ญี่ปุ่นทำให้กองทัพเรืออเมริกันพิการโดยทำลายเรือรบในฐานทัพเรือทั้งหมด

ข้อมูลเพิ่มเติม: สงครามโลกครั้งที่สอง, ประวัติศาสตน์ทางทหารของสหรัฐอเมริกาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง, และ หน้าบ้านของสหรัฐในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

ในช่วงหลายปีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ, สหรัฐอเมริกายังคงมุ่งเน้นไปที่ความกังวลในประเทศ ในขณะที่ ประชาธิปไตยลดลงทั่วโลกและหลายประเทศตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเผด็จการ. จักรวรรดิญี่ปุ่นยืนยันการครอบครองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและในแปซิฟิก. นาซีเยอรมนี และ ฟาสซิสต์อิตาลีใช้กำลังทหารและขู่ว่าจะพิชิตดินแดน, ในขณะที่ อังกฤษและฝรั่งเศส พยายามพะเน้าพะนอเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามในยุโรป. สหรัฐได้ออกกฎหมาย 'กฎหมายความเป็นกลาง'(อังกฤษ: Neutrality Acts) เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับต่างประเทศ, อย่างไรก็ตาม นโยบายได้ประสานงากับความรู้สึกต่อต้านนาซีที่เพิ่มขึ้น หลังจากเยอรมันบุกโปแลนด์ในเดือน กันยายน 1939 ที่เริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง. โรสเวลต์ วางตำแหน่งสหรัฐว่าเป็น "คลังแสงของประชาธิปไตย"(อังกฤษ: Arsenal of Democracy) โดยให้คำมั่นในการสนับสนุนทางการเงินและอาวุธเต็มรูปแบบสำหรับพันธมิตร, แต่ไม่ให้กำลังทหาร.[7] ญี่ปุ่นพยายามที่จะลดอำนาจของอเมริกาในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยการโจมตี เพิร์ล ฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ซึ่งเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้อเมริกันเข้าสู่สงครามและแสวงหาการแก้แค้น.[8]

ความช่วยเหลือหลักของสหรัฐที่ให้กับพันธมิตรในความพยายามทำสงครามประกอบด้วย เงิน, ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, อาหาร, ปิโตรเลียม, นวัตกรรมเทคโนโลยี, และ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง 1944-1945) กำลังทหาร. สิ่งที่วอชิงตันโฟกัสอย่างมากคือ การเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างสูงสุด. ผลโดยรวมเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากของ GDP, การส่งออก ในปริมาณมหาศาลของอุปกรณ์ให้กับพันธมิตร และให้กับกองทัพอเมริกันในต่างประเทศ, การสิ้นสุดของการว่างงาน และการเพิ่มขึ้นของการบริโภคโดยพลเรือน ถึง 40% ของจีดีพีไปในสงคราม. สิ่งนี่ทำสำเร็จได้โดยคนงานหลายสิบล้านที่ย้ายจากอาชีพประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ไปสู่งานที่มีประสิทธิภาพสูง, การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตหลายอย่างด้วยเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ดีขึ้นและ การย้ายเข้ามาเป็นกำลังแรงงานที่แข็งขันของนักเรียน, คนเกษียณ, แม่บ้าน และ คนว่างงานและ การเพิ่มขึ้นของชั่วโมงทำงาน

"เข้าสู่คมเขี้ยวของความตาย":การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีเป็นจุดเริ่มการเดินสวนสนามของฝ่ายพันธมิตรเข้าสู่ประเทศเยอรมนีทางด้านตะวันตก
ศพทหารอเมริกันจำนวนมากนอนกระจัดกระจายอยู่บนชายหาดทาราวา, พฤศจิกายน 1943

มันก็เหนื่อย; กิจกรรมยามว่างลดลงอย่างรวดเร็ว. ประชาชนอดทนทำงานพิเศษเพราะความรักชาติ, ค่าจ้างและความเชื่อมั่นว่ามันเป็นเพียง "ช่วงระยะเวลาหนึ่ง" และชีวิตจะกลับมาเป็นปกติ โดยเร็วที่สุดเมื่อชนะสงคราม. สินค้าคงทนส่วนใหญ่หาใช้ไม่ได้ และเนื้อสัตว์, เสื้อผ้า,และ น้ำมัน ถูกปันส่วนอย่างเขัมงวด. ในพื้นที่อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งหายากเมื่อประชากรเพิ่มเป็นสองเท่าและต้องอาศัยอยู่ในที่กำบังแคบๆ. ราคาและค่าจ้างถูกควบคุม และ ชาวอเมริกันต้องเก็บออมเป็นสัดส่วนที่สูงของรายได้ของพวกเขา ซึ่งนำไปสู่​​การเจริญเติบโตขึ้นมา ใหม่หลังสงคราม แทนที่จะกลับไปสู่​​ภาวะตกต่ำ.[9][10]

ฝ่ายพันธมิตร ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, สหภาพโซเวียต, จีน, แคนาดา และประเทศอื่นๆ ต่อสู้กับฝ่ายอักษะ ที่มีเยอรมนี, อิตาลี และญี่ปุ่น. ฝ่ายพันธมิตรเห็นเยอรมนี เป็นภัยคุกคามหลักและให้ความสำคัญสูงสุดกับยุโรป. สหรัฐอเมริกาครอบงำสงครามกับญี่ปุ่นและหยุดการขยายตัวของญี่ปุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกในปี 1942. หลังจากการพ่ายแพ้ที่ เพิร์ลฮาเบอร์และในประเทศฟิลิปปินส์แก่ญี่ปุ่นและเสมอกันในการรบที่ทะเลคอรัล (พฤษภาคม 1942), กองทัพเรืออเมริกันได้สร้างความเสียหายอย่างเด็ดขาดที่มิดเวย์ (มิถุนายน 1942). กองทัพบกอเมริกันช่วยใน'การรณรงค์แอฟริกาเหนือ' ที่ในที่สุดก็จบด้วยการล่มสลายของรัฐบาล ฟาสซิสต์ของ Mussolini ในปี 1943 เมื่ออิตาลีเปลี่ยนมาเข้ากับฝ่ายพันธมิตร แนวรบด้านหน้าของยุโรปที่สำคัญที่สุดถูกเปิดในวัน D-Day, วันที่ 6 มิถุนายน 1944 ที่กองกำลังอเมริกันและพันธมิตรบุกฝรั่งเศสที่นาซียึดครองอยู่

รูปปั้นทองเหลืองของ ไอเซนฮาว ที่ Capitol rotunda

.[11]]]

สถานะการณ์ในประเทศ, การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจสหรัฐฯได้รับการจัดการโดย 'คณะกรรมการการผลิตระหว่างสงคราม' ของโรสเวลต์ การผลิตที่ขยายตัวอย่างมากในช่วงสงครามนำไปสู่การจ้างงานเต็มรูปแบบ, เช็ดร่องรอยของเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ออกไป. อันที่จริง การขาดแคลนแรงงานได้สนับสนุนให้อุตสาหกรรมมองหาแหล่งใหม่ของคนงาน, ทำให้เกิดบทบาทใหม่สำหรับผู้หญิงและคนผิวดำ.[12]

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกท่วมท้นยังเป็นแรงบันดาลใจในความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่น, ซึ่งได้รับการ จัดการโดยการย้ายทุกคนที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นออกจากเขตสงครามชายฝั่งตะวันตก.[13] การวิจัยและพัฒนาได้เริ่มปฏิบัติการเช่นกัน, ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือในโครงการแมนฮัตตัน, ความพยายามทีเป็นความลับในการใช้ประโยชน์ปฏิกิริยานิวเคลียร์ในการผลิตระเบิดปรมาณูที่มีการทำลายล้างสูง.[14]

พันธมิตรผลักดันเยอรมันออกมาจากฝรั่งเศส แต่ต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่ไม่คาดคิดในการรบ ที่ the Battle of the Bulge ในเดือนธันวาคม. ความพยายามของเยอรมันครั้งสุดท้ายได้ล้มเหลว, และ, เมื่อกองทัพพันธมิตรใน​​ตะวันออกและตะวันตกได้มาบรรจบกันที่กรุงเบอร์ลิน, นาซีก็รีบพยายามจะฆ่าชาวยิวกลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่. แนวรบด้านตะวันตกหยุดลงในเวลาอันสั้น, ปล่อยให้กรุงเบอร์ลินอยู่ในมือโซเวียตเมื่อระบอบการปกครองของนาซียอมจำนนอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 1945, เป็นการสิ้นสุดสงครามในยุโรป.[15] ทางด้านมหาสมุทรแปซิฟิก, สหรัฐได้นำมาใช้กลยุทธ์การกระโดดข้ามเกาะมาใช้กับโตเกียว, โดยการสร้างสนามบินสำหรับการระดมทิ้งระเบิดในแผ่นดินใหญ่ญี่ปุ่นจากหมู่เกาะมาเรียนา และบรรลุชัยชนะในการต่อสู้ที่ยากลำบากที่เกาะอิโวจิมาและโอกินาวาในปี 1945.[16] เลือดนองที่โอกินาว่า, สหรัฐ เตรียมที่จะบุกเกาะญี่ปุ่นเมื่อ B- 29s ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่น, บังคับให้จักรวรรดิต้องยอมจำนนในเวลาหลายวันและทำให้สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง.[17] สหรัฐอเมริกายึดครองญี่ปุ่น (และบางส่วนของเยอรมนี), โดยส่ง ดักลาส แมคอาเธอร์ เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นและระบบการเมืองใหม่ตามแนวทางอเมริกัน.[18]

แม้ว่า ประเทศจะสูญเสียทหารมากกว่า 400,000 นาย[19] แผ่นดินใหญ่ที่รุ่งเรืองมิได้ถูกแตะต้องโดยการทำลายล้างของสงครามที่ต่อสู้จนมีผู้เสียชีวิตอย่างมากมายอย่างมากมายในยุโรปและเอเชีย

การมีส่วนร่วมในต่างประเทศหลังสงครามแสดงให้เห็นจุดจบของลัทธิการโดดเดี่ยวที่เด่นชัดของชาวอเมริกัน. ภัยคุกคามที่น่ากลัวของอาวุธนิวเคลียร์เป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งพวกมองโลกในแง่ดีและพวกขี้กลัว. อาวุธนิวเคลียร์ไม่เคยถูกนำมาใช้หลังจากปี 1945, เมื่อทั้งสองฝ่ายถอยออกมาจากขอบเหวและ"ความสงบยาว" ได้สร้างคุณสมบัติของหลายปีแห่งสงครามเย็น, ที่เริ่มต้นด้วยลัทธิทรูแมนในวันที่ 22 พฤษภาคม 1947. อย่างไรก็ตาม ได้เกิดสงครามระดับภูมิภาคในประเทศเกาหลีและเวียดนาม.[20]

สงครามเย็น, วัฒนธรรมสวนทาง และ สิทธิมนุษยชน[แก้]

บทความหลัก : ประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (1945-1964) และประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (1964-1980)

ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี ได้พูดถึงสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1963

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศสหรัฐอเมริกากลายเป็นหนึ่งในสองมหาอำนาจที่โดดเด่น, โดยมีโซเวียตเป็นอีกประเทศหนึ่ง. วุฒิสภาสหรัฐลงมติอนุมัติการมีส่วนร่วมของสหรัฐในองค็การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งแสดงความหมายถึงการหันออกจากลัทธิโดดเดี่ยวแบบดั้งเดิมของสหรัฐ และไปสู่การมีส่วนร่วมระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

เป้าหมายหลักของอเมริกันระหว่างช่วงปี 1945-1948 คือการช่วยเหลือยุโรปจากการทำลายล้างของสงครามโลกครั้งที่สอง และเพื่อจำกัดการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์, ที่เป็นตัวแทนโดยสหภาพโซเวียต. ลัทธิทรูแมนปี 1947 จะให้ความช่วยเหลือทางทหารและทางเศรษฐกิจกับกรีซและตุรกีเพื่อรับมือกับภัยคุกคามของการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรบอลข่าน. ในปี 1948 ประเทศสหรัฐอเมริกาแทนที่โปรแกรมความช่วยเหลือทางการเงินทีละน้อยด้วยแผนการมาร์แชลล์ที่ครอบคลุม, ซึ่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของยุโรปตะวันตกและรื้อถอนอุปสรรคทางการค้า, ในขณะที่ ทำแนวทางการปฏิบัติด้านการบริหารจัดการของธุรกิจและรัฐบาลให้ทันสมัย.[21]

แผนงบประมาณ 13 พันล้าน $ อยู่ในบริบทของ จีดีพี ของสหรัฐที่ $ 258 พันล้านในปี 1948 และอยู่ในส่วนเพิ่มอีก 12 พันล้านดอลลาร์ในการช่วยเหลือของสหรัฐที่จะให้กับยุโรประหว่างช่วงการสิ้นสุดของสงครามจนถึงการเริ่มต้นของแผนการมาร์แชลล์. ประมุขแห่งรัฐของสหภาพโซเวียต, โจเซฟ สตาลิน ป้องกันประเทศบริวารของเขาจากการมีส่วนร่วม, และจากจุดนั้นต่อมา, ยุโรปตะวันออก, ที่มีเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ, ตกต่ำลงไปเรื่อยๆและตาม หลังยุโรปตะวันตกในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรือง. ในปี 1949, สหรัฐอเมริกา, ที่ได้ปฏิเสธนโยบายยาวนานที่จะไม่มีการเป็นพันธมิตรทางทหารในยามสงบ, ได้รวมตัวเพื่อสร้างพันธมิตรในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (อังกฤษ: North Atlantic Treaty Organization (NATO)) ที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง เข้ามาในศตวรรษที่ 21. ในการตอบสนอง โซเวียตได้รวมตัวสนธิสัญญาวอร์ซออังกฤษ: Warsaw Pact)ของรัฐคอมมิวนิสต์.[21]

ในเดือนสิงหาคม 1949, โซเวียตทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก, ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการทำสงคราม. อันที่จริง การคุกคามที่จะเกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกันป้องกันมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายไม่ให้ทำอะไรที่เกินไปกว่านั้น และส่งผลให้เกิดสงครามตัวแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเกาหลีและเวียดนาม ในที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่ได้เผชิญหน้ากันโดยตรง.[22] ภายในสหรัฐอเมริกา สงครามเย็นได้กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์. การกระโดดที่ไม่คาดคิดของเทคโนโลยีอเมริกันที่เหนือกว่าของโซเวียตในปี 1957 ที่มี สปุตนิก, ดาวเทียมโลกดวงแรก, เริ่มการแข่งขันในอวกาศ, ที่ชนะโดยชาวอเมริกัน เมื่ออพอลโล 11 ส่งนักบินอวกาศลงบนดวงจันทร์ในปี 1969. ความเป็นห่วงเกี่ยวกับจุดอ่อนของการศึกษาอเมริกัน ได้นำไปสู่การสนับสนุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลกลางเพื่อการศึกษาและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์.[23]​​

ในหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศสหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้มีอิทธิพลของโลกในด้านเศรษฐกิจ, การเมือง, การทหาร, วัฒนธรรมและกิจกรรมทางเทคโนโลยี. เริ่มต้นใน ปี 1950s, วัฒนธรรมชนชั้นกลางจะหมกมุ่นอยู่กับสินค้าอุปโภคบริโภค. อเมริกันผิวขาวมีจำนวนเกือบ 90% ของประชากรในปี 1950.[24]

ใน ปี 1960 นักการเมืองผู้มีบารมี, จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีโรมันคาทอลิกคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกา. ครอบครัวเคนเนดี้นำชีวิตใหม่และความแข็งแรงมาสู่บรรยากาศของทำเนียบขาว. เวลาของเขาในทำเนียบขาวถูกทำเครื่องหมายด้วยเหตุการณ์ที่น่าทึ่ง เช่น การเร่งความเร็วของบทบาทสหรัฐฯในการแข่งขันในอวกาศ, การยกระดับบทบาทของสหรัฐในสงครามเวียดนาม, วิกฤตการณ์ขีปนาวุธในคิวบา, การบุกอ่าวหมู, การคุมขังมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ในระหว่างการรณรงค์หาเสียงของเบอร์มิงแฮม และการแต่งตั้งน้องชายของเขา โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี ต่อคณะรัฐมนตรีให้เป็นอัยการสูงสุด. เคนเนดี้ถูกลอบสังหารในดัลลัสรัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 ปล่อยให้ประเทศอยู่ในสภาวะช็อคที่ลึกซึ้ง.[25]

สุดยอดของนโยบายเสรีนิยม[แก้]

จุดสุดยอดของเสรีนิยมมาในกลางปี ​​1960s กับความสำเร็จของประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน (1963-1969) ในการได้รับการผ่านกฎหมายของรัฐสภาสำหรับโปรแกรมสังคมที่ยิ่งใหญ่(อังกฤษ: Great Society programs) ของเขา.[26] โปรแกรมนี้รวมถึง สิทธิของมนุษยชน, การสิ้นสุดของการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม, การขยายสวัสดิการ, การช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางเพื่อการศึกษาในทุกระดับ, เงินอุดหนุนสำหรับศิลปะและมนุษยศาสตร์, การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม และชุดของโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อลบล้างความยากจน[27][28] ตามที่นักประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้อธิบายไว้ว่าดังนี้:

ค่อยเป็นค่อยไป, ปัญญาชนเสรีนิยมได้เขียนวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อให้บรรลุความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม. ลัทธิเสรีนิยมของต้นปี 1960s ไม่ได้แนะนำเรื่องความรุนแรง, การยอมรับเพียงเล็กน้อยที่จะรื้อฟื้นยุคใหม่รณรงค์ต่อต้านอำนาจทางเศรษฐกิจที่เข้มข้น และ ไม่มีความตั้งใจที่จะเร่งและจัดระดับกิเลสหรือแจกจ่ายอีกครั้งของความมั่งคั่งหรือตั้งโครงสร้างอีกครั้งสำหรับสถาบันที่มีอยู่เดิม, ทั่วโลกมีการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแข็งแรง. มันมีจุดมุ่งหมายที่จะปกป้องโลกเสรี, เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่บ้าน, และเพื่อให้แน่ใจว่าความร่ำรวยที่ส่งผลจะถูกกระจายออกไปอย่างเป็นธรรม. วาระของมัน ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของ Keynesian ขยายจินตนาการค่าใช้จ่ายสาธารณะขนาดใหญ่ที่จะ เพิ่มความเร็วในการเติบโตทางเศรษฐกิจ, จึงให้ทรัพยากรสาธารณะจ่ายเป็นกองทุนสวัสดิการ, ที่อยู่อาศัย, สุขภาพและโปรแกรมการศึกษาขนาดใหญ่.[29]

โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้และ มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 1963 ที่วอชิงตันดีซี

จอห์นสันได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 1964 ชนะพรรคอนุรักษ์ แบรี โกลด์วอเทอร์, ซึ่งทำลายการควบคุมรัฐสภานานหลายสิบปีของพรรคร่วมอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม พรรครีพับลิกันกลับมาในปี 1966 และเลือก ริชาร์ด นิกสัน ในปี 1968. นิกสันยังคงโปรแกรมข้อตกลงใหม่และสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่เขาได้รับมรดกมาอย่างกว้างขวาง, ปฏิกิริยา อนุรักษ์นิยม จะมากับการเลือกตั้งของ โรนัลด์ เรแกน ในปี 1980.[30] ในขณะเดียวกัน คนอเมริกันเสร็จสิ้นการโยกย้ายครั้งยิ่งใหญ่จากฟาร์มมาสู่เมืองและมีประสบการณ์ในช่วงเวลาของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

การเคลื่อนไหวของสิทธิมนุษยชน[แก้]

บทความหลัก: การเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนของแอฟริกันอเมริกัน (1955-1968)

ดันแคน เวสต์ พูดกับ ซีซาร์ ชาเวซ. The Delano UFW rally. ดันแคนเป็นตัวแทนของคนขับรถบรรทุกที่ให้การสนับสนุน United Farm Workers of America (UFW) และประณามความเป็นผู้นำสหภาพแรงงานรถบรรทุก (อังกฤษ: International Brotherhood of Teamsters (IBT)) ของพวกเขาสำหรับ การทำงานเป็น อันธพาลกับเพื่อนสหภาพ. ดันแคนและภรรยาของเขา, แมรี่ เป็นคนจัดงาน สาขาของ LA IS

เริ่มต้นในช่วงปลายทศวรรษ 1950s, สถาบันชนชาติทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้, ถูกท้าทายมากขึ้นโดยการเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนที่กำลังเติบโต การเคลื่อนไหวของผู้นำแอฟริกันอเมริกัน Rosa Park และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิงจูเนียร์ นำไปที่การคว่ำบาตรของรถประจำทางมอนตโกเมอรี อังกฤษ: Montgomery Bus Boycott), ซึ่งเป็นการเปิดตัวการเคลื่อนไหว. เป็นเวลาหลายปี ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน จะต่อสู้กับความรุนแรงต่อพวกเขา แต่จะประสบความสำเร็จในขั้นตอนที่ยิ่งใหญ่ต่อความเท่าเทียมกันด้วยการตัดสินของศาลฎีกา, รวมทั้ง Brown v. Board of Education และ Loving v. Virginia, the Civil Rights Act of 1964, the Voting Rights Act of 1965, และ the Fair Housing Act of 1968, ซึ่งสิ้นสุด the Jim Crow laws ที่ทำให้เป็นกฎหมายแยกเชื้อชาติระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ.[31]

มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์, ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพสำหรับความพยายามของเขาเพื่อให้บรรลุความเท่าเทียมกันของเชื้อชาติ, ถูกลอบสังหารในปี 1968. หลังการตายของเขา, คนอื่นๆได้นำการเคลื่อนไหว, ที่สะดุดตาที่สุดคือภรรยาม่ายของคิง, Coretta Scott King, ผู้ซึ่งเป็นผู้เคลื่อนไหวเช่นเดียวกับสามีของเธอ, ในการคัดค้านสงครามเวียดนามและในการปลดปล่อยสตรี. ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 1967, 128 เมืองอเมริกันต้องลำบากกับการจลาจล 164 ครั้ง.[32] พลังดำโผล่ออกมาในช่วง ปลายปี 1960 และต้นปี 1970. ทศวรรษที่ในที่สุดจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าเชิงบวกโดยผ่านการรวมกลุ่ม, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้บริการ, กีฬาและความบันเทิงภาครัฐ. ชนพื้นเมืองอเมริกันหันไปหาศาลเพื่อต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินของพวกเขา. พวกเขาจัดการประท้วงเพื่อเน้นความล้มเหลวของรัฐบาลที่จะให้เกียรติสนธิสัญญา. หนึ่งในกลุ่มที่โวยมากที่สุดของชาวอเมริกันพื้นเมืองเป็นขบวนการอเมริกันอินเดีย (AIM). ในปี 1960 ซีซาร์ ชาเวซ เริ่มจัดรวบรวมคนงานในไร่ชาวเม็กซิกันอเมริกันรายได้ต่ำในรัฐแคลิฟอร์เนีย. เขานำการประท้วงยาวห้าปีโดยนักเก็บองุ่น. จากนั้น ชาเวซจัดตั้งสหภาพคนงานในไร่ที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกของประเทศ. หลังจากนั้นมันก็กลายเป็น United Farm Workers of America (UFW)

การเคลื่อนไหวของผู้หญิง[แก้]

ข้อมูลเพิ่มเติม: สตรีคลื่นลูกที่สอง

Gloria Steinem ในที่ประชุมของ Women's Action Alliance, 1972

จิตสำนึกใหม่ของความไม่เท่าเทียมของผู้หญิงอเมริกันเริ่มกวาดไปทั่วประเทศ, เริ่มต้นด้วย สิ่งพิมพ์ในปี 1963 ที่ขายดีที่สุดของ Betty Friedan, ความขลังของผู้หญิง, ซึ่งอธิบายว่ามีแม่บ้าน มากเท่าไรที่รู้สึกว่าติดกับและไม่ได้รับการเติมเต็ม, เป็นผลให้เป็นการทำร้ายวัฒนธรรมของชาวอเมริกันสำหรับการสร้างความคิดที่ว่า ผู้หญิงเท่านั้นที่สามารถพบการเติมเต็มผ่านบทบาทของพวกเธอในขณะที่เป็นภรรยา, เป็นแม่ และผู้ดูแลบ้าน, และถกเถียงกันว่าผู้หญิงมีความสามารถเพียงแค่เท่ากับผู้ชายทีสามารถททำทุกประเภทของงานได้. ในปี 1966 Friedan และคนอื่น ๆ ที่จัดตั้งองค์การเพื่อสตรีแห่งชาติ หรือ NOW เพื่อเป็นตัวแทนสำหรับผู้หญิงอย่างที่ NAACP ทำสำหรับผู้หญิงแอฟริกันอเมริกัน.[33][34]

การประท้วงเริ่ม, และขบวนการปลดปล่อยผู้หญิงใหม่เพิ่มขึ้นในขนาดและอำนาจ, ได้รับความสนใจของสื่อมาก, และ, ในปี 1968, ได้เข้ามาแทนที่การเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน สำหรับ การปฏิวัติทางสังคมเป็นหลักของสหรัฐ. ขบวนพาเหรด, แรลลี่, การคว่ำบาตร และ การถือป้ายประท้วงนำประชาชนออกมานับพัน, บางครั้งเป็นล้าน. มีผลสำเร็จในการประท้วงสำหรับผู้หญิง ในการแพทย์, กฎหมาย, และธุรกิจ, ในขณะที่เพียงไม่กี่เรื่องที่ได้รับการเลือกให้ส่งไปยังสำนักงาน. การเคลื่อนไหวถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มตามอุดมการณ์ทางการเมืองในช่วงต้น (ที่มี NOW ทางด้านซ้าย, the Women's Equity Action League (WEAL) อยู่ทางขวา, the National Women's Political Caucus (NWPC) อยู่ตรงกลาง, และกลุ่มรุนแรงกว่าที่เกิดจากผู้หญิงอายุน้อย อยู่ด้านซ้ายสุด) การแปรญัตติสิทธิทัดเทียมที่ถูกนำเสนอให้กับรัฐธรรมนูญ, ผ่านสภาคองเกรสในปี 1972, พ่ายแพ้โดยพรรคร่วมอนุรักษ์นิยมที่ขับเคลื่อนโดย Phyllis Schlafly. พวกเขาแย้งว่า มันลดระดับตำแหน่งของแม่บ้านและทำให้หญิงสาวมีความไวต่อการเกณฑ์ทหาร.[35][36]

อย่างไรก็ตาม กฎหมายของรัฐบาลกลางจำนวนมาก (เช่น ค่าจ้างเท่าเทียม, การจ้างงาน, การศึกษา, โอกาสการจ้างงาน, และ สินเชื่อ, การสิ้นสุดการเลือกปฏิบัติของหญิงตั้งครรภ์ และความต้องการ NASA, สถาบันทหาร และ องค์กรอื่นๆที่จะยอมรับผู้หญิง), กฎหมายของรัฐ (เช่น การสิ้นสุดการละเมิดของคู่สมรส,และ การข่มขืนโดยคู่สมรส), มติศาลฎีกา (เช่น พิพากษาว่า คำสั่งคุ้มครองเท่าเทียมกันของคำแปรญัตติที่สิบสี่ให้นำไปใช้กับผู้หญิง), และองค์กรสิทธิสตรี(อังกฤษ: Equal Rights Advocates หรือ ERA) ของรัฐที่จัดตั้งสถานะที่เท่าเทียมกันของผู้หญิงภายใต้กฎหมาย, และ ประเพณีและจิตสำนึกของสังคมก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป, การยอมรับความเท่าเทียมกันของผู้หญิง. ปัญหาความขัดแย้งของการทำแท้ง, ได้รับการพิจารณาโดยศาลฎีกาว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานใน "Roe v. Wade" (1973 ) ยังคงเป็นจุดของการอภิปรายในวันนี้.[37]

วัฒนธรรม การปฏิวัติ และ détente สงครามเย็น[แก้]

บทความหลัก: ประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (1964-1980)

ท่ามกลางสงครามเย็น, สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามเวียดนาม, ประเทศที่มีการเจริญเติบโตไม่เป็นที่นิยม ได้รับการเลี้ยงดูด้วยการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีอยู่แล้ว, รวมทั้ง ในกลุ่มผู้หญิง, ชนกลุ่มน้อย และ คนหนุ่มสาว. โครงการทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน และคำวินิจฉัยจำนวนมากโดย วอร์เรน คอร์ท ได้รวมเข้ากับความหลากหลายของ การปฏิรูปสังคมในระหว่างทศวรรษที่ 1960s และ 1970s. สตรีนิยมและการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นพลังทางการเมือง, และความคืบหน้าได้ต่อเนื่องไปสู่สิทธิของชาวอเมริกันทุกคน. การปฏิวัติวัฒนธรรมได้กวาดไปทั่วประเทศและหลายประเทศในโลกตะวันตกในช่วงปลายยุคหกสิบและต้นยุคเจ็ดสิบ, แบ่งชาวอเมริกันต่อไปใน "สงครามวัฒนธรรม" แต่ยังนำมาซึ่งมุมมองของสังคม ที่มีอิสรเสรีมากขึ้น.[38]

F-4 Phantom II ของกองทัพเรือสหรัฐฯ อยู่หน้า Tu-95 Bear D aircraft ของโซเวียต ในช่วงต้นของปี 1970s

จอห์นสันถูกสืบทอดตำแหน่งในปี 1969 โดยพรรครีพับลิกัน ริชาร์ด นิกสัน, ผู้ที่พยายามจะ ค่อยๆย้ายสงครามไปยังกองกำลังเวียดนามใต้. เขาเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพในปี 1973 ซึ่งรับประกันการปล่อยตัวของนักโทษสงครามและนำไปสู่​​การถอนตัวของกองกำลังสหรัฐ. สงครามมีค่าใช้จ่ายเป็นชีวิตของทหารอเมริกัน 58,000 นาย. นิกสันทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจที่รุนแรงระหว่างสหภาพโซเวียตและจีนเพื่อประโยชน์ของสหรัฐ, บรรลุ détente ( (เดทานทฺ') ผ่อนคลาย; ความสะดวกในความตึงเครียด) กับทั้งสองฝ่าย.[39]

เรื่องอื้อฉาววอเตอร์เกต, ที่เกี่ยวข้องกับการปกปิดของนิกสัน ในการเข้าปฏิบัติการของเขาโดยการพังเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการประชาธิปไตยแห่งชาติที่สำนักงานอาคารวอเตอร์เกต, ได้ทำลายฐานทางการเมืองของเขา, ส่งผู้ช่วยหลายตนเข้าคุก,และถูกบังคับให้ลาออกในวันที่ 9 สิงหาคม 1974. เขาถูกสืบทอดโดย รองประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด. การล่มสลายของไซ่ง่อนเป็นการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม และมีผลทำให้ภาคเหนือและภาคใต้ของเวียดนามถูกรวมตัวกัน. ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชาและลาวได้เกิดขึ้นในปีเดียวกัน.[39]

การคว่ำบาตรน้ำมันของโอเปกทำเครื่องหมายการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระยะยาวตั้งแต่นั้นมา, เป็นครั้งแรกที่ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นเหมือนจรวด. และโรงงานอเมริกันต้องเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรง รถยนต์ , เสื้อผ้า , เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศ. เมื่อสิ้นปี 1970s เศรษฐกิจประสบวิกฤตพลังงาน, การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง, การว่างงานสูง และอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากประกอบกับอัตราดอกเบี้ยสูง (stagflation ถูกประดิษฐ์ขึ้น). เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์เห็นด้วยกับภูมิปัญญาของการไม่กำกับดูแล, กฎระเบียบหลายอย่างในยุคสัญญาใหม่ได้สิ้นสุดลง, เช่น ในการขนส่ง, การธนาคารและ โทรคมนาคม.[40]

จิมมี่ คาร์เตอร์, สมัครรับเลือกตั้งเหมือนเป็นบางคนที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งทางการเมืองวอชิงตัน, ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1976.[41] ในเวทีโลก, คาร์เตอร์เป็นนายหน้าของข้อตกลงแคมป์เดวิด(อังกฤษ: Camp David Accords) ระหว่างอิสราเอลและอียิปต์. ในปี 1979 นักศึกษาชาวอิหร่านบุกสถานทูตสหรัฐในกรุงเตหะราน และจับชาวอเมริกัน 66 คนเป็นตัวประกัน, ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ตัวประกันอิหร่าน. ด้วยวิกฤตตัวประกันและ stagflation อย่างต่อเนื่อง, คาร์เตอร์แพ้การเลือกตั้งในปี 1980 ให้กับพรรครีพับลิกัน โรนัลด์ เรแกน.[42] ในวันที่ 20 มกราคม 1981 หลายนาทีหลังจากที่ระยะเวลาในสำนักงานของคาร์เตอร์สิ้นสุดลง, เชลยตัวประกันสหรัฐที่เหลือในสถานทูตสหรัฐในอิหร่านได้รับการปล่อยตัว, สิ้นสุดวิกฤตตัวประกันนาน 444 วัน.[43]

การปิดฉากของศตวรรตที่ 20[แก้]

บทความหลัก : ประวัติความเป็นมาของประเทศสหรัฐอเมริกา (1980-1991) และประวัติศาสตร์ ของประเทศสหรัฐอเมริกา (1991 ถึงปัจจุบัน )

โรนัลด์ เรแกน ที่ประตูบรันเดนบูร์ก, ท้าทายนายกรัฐมนตรีโซเวียต, Mikhail Gorbachev, ว่าจะรื้อกำแพงเบอร์ลินในปี 1987 ไม่นานก่อนการสิ้นสุดของสงครามเย็น

โรนัลด์ เรแกน ได้สร้างการจัดแนวใหม่ที่สำคัญด้วยการชนะเลือกตั้งในปี 1980 และ 1984 อย่างถล่มทลาย. นโยบายเศรษฐกิจของเรแกน (ถูกขนานนามว่า "Reaganomics") และการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการกู้คืนภาษีเศรษฐกิจปี 1981 ได้ลดภาษีรายได้จาก 70% เหลือ 28% ในช่วงระยะเวลาเจ็ดปี.[44] เรแกนทำต่อเนื่องในการลดขนาดการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและการกำกับดูแล.[45] สหรัฐอเมริกาประสบภาวะถดถอยในปี 1982, ตัวชี้วัดเชิงลบกลับด้าน, ด้วยอัตราเงินเฟ้อลดลงจาก 11% เป็น 2%, อัตราการว่างงานลดลงจาก 10.8% ในเดือนธันวาคม 1982 เป็น 7.5 % ในเดือนพฤศจิกายนปี 1984[46] และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจาก 4.5 % เป็น 7.2 %.[47]

เรแกนสั่งให้มีการขยายกองทัพสหรัฐ, ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม. เรแกนนำ ระบบป้องกันขีปนาวุธที่ซับซ้อนที่เรียกว่าการริเริ่มยุทธศาสตร์ป้องกัน (อังกฤษ: Strategic Defense Initiative (SDI)) (ฝ่ายตรงข้ามขนานนามว่า "สตาร์วอร์ส") ซึ่ง" ตามทฤษฎี, สหรัฐสามารถยิงสกัดขีปนาวุธด้วยระบบเลเซอร์ในอวกาศ. โซเวียตมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงเพราะพวกเขาคิดว่ามันละเมิดสนธิสัญญาต่อต้านขีปนาวุธปี 1972 และจะทำให้เสียสมดุลของอำนาจโดยทำให้สหรัฐอเมริกาได้เปรียบทางทหารที่สำคัญ. เป็นเวลาหลายปี, ผู้นำโซเวียต Mikhail Gorbachev ถกเถียงกันอย่างฉุนเฉียวเกี่ยวกับ SDI. อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 1980s เขาตัดสินใจว่าระบบจะไม่ทำงานและไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อสกัดกั้นข้อเสนอการลดอาวุธกับสหรัฐ.[48] นักประวัติศาสตร์ถกเถียงถึงความยิ่งใหญ่แค่ไหนที่จะส่งผลกระทบต่อภัยคุกคามที่ SDI มีในโซเวียต, มันมากพอหรือไม่ที่จะบังคับให้ Gorbachev เริ่มต้นการปฏิรูปอย่างรุนแรง, หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่การเสื่อมสภาพทางเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตอย่างเดียวจะบังคับให้มีการปฏิรูป. มีข้อตกลงว่าโซเวียตได้ตระหนักว่าพวกเขาตามหลังชาวอเมริกันในด้านเทคโนโลยีทางการทหาร, และว่าการที่จะพยายามไล่ให้ทันจะมีราคาแพงมาก, และว่าค่าใช้จ่ายทางทหารได้เป็นภาระหนักมากอยู่แล้วที่จะทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจของพวกเขา[49].

การบุกเกรเนดาและการทิ้งระเบิดลิเบียของเรแกน ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา, แม้ว่า การหนุนหลังพวกกบฏ Contras จะติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งใน Iran–Contra affair ที่เผยให้เห็น รูปแบบการจัดการของเรแกนที่แย่มาก.[50]

เรแกนได้พบกับผู้นำโซเวียต Mikhail Gorbachev สี่ครั้ง, ผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจในปี 1985, และการประชุมการประชุมสุดยอดของพวกเขาได้นำไปสู่​​การลงนามของ สนธิสัญญากองกำลัง นิวเคลียร์ระดับกลาง. Gorbachev พยายามจะช่วยประหยัดให้พรรตคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียตเป็นครั้งแรกโดยการสิ้นสุดการแข่งขันด้านอาวุธที่มีราคาแพงกับอเมริกา,[51] ในขณะนั้นโดยการกำจัดจักรวรรดิยุโรปตะวันออกในปี 1989. สหภาพโซเวียตล่มสลายในวันคริสต์มาสปี 1991, สิ้นสุดยุคสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต

ดัชนีแนสแด็กคอมโพสิตพองออกด้วยฟองสบู่ของธุรกิจดอตคอมในการมองในแง่ดีของ"เศรษฐกิจใหม่". ฟองสบู่แตกในปี 2000

ประเทศสหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจที่เหลือของโลกแต่เพียงผู้เดียว และยังคงที่จะเข้าไปแทรกแซงในกิจการระหว่างประเทศในระหว่างปี 1990s, รวมทั้งสงครามอ่าวกับอิรักในปี 1991. หลังจากการเลือกตั้งของเขาในปี 1992, ประธานาธิบดีบิล คลินตันควบคุมหนึ่งในช่วงเวลาที่ยาวที่สุดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและกำไรเป็นประวัติการณ์ในค่าหลักทรัพย์, ผลข้างเคียงของการปฏิวัติดิจิตอล, และโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่สร้างขึ้นโดยอินเทอร์เน็ต. นอกจากนี้เขายังทำงานร่วมกับสภาคองเกรสพรรครีพับลิกันเพื่อผ่านงบประมาณของรัฐบาลกลางที่เป็นครั้งแรกที่สมดุลใน 30 ปี.[52]

ในปี 1998 คลินตันถูกกล่าวโทษโดยสภาผู้แทนราษฎรในข้อหา "อาชญากรรมอย่างสูงและ ความผิดขั้นเบา" สำหรับการโกหกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศกับพนักงานฝึกงานทำเนียบขาว โมนิกา ลูวินสกี้ แต่หลังจากนั้นถูกตัดสินว่าไม่ผิดโดยวุฒิสภา. ความล้มเหลวของการฟ้องร้องและการชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งปี 1998 บังคับให้ประธานสภา Newt Gingrich จากพรรครีพับลิกันลาออกจากสภาคองเกรส.[52]

การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2000 ระหว่างจอร์จ ดับเบิลยู บุชและ อัลกอร์ เป็นหนึ่งในที่ใกล้ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐและช่วยหว่านเมล็ดพันธุ์สำหรับการแบ่งขั้วทางการเมืองที่กำลังมาถึง. การลงคะแนนเสียงตัดสินในรัฐฟลอริด้าอยู่ใกล้มากและสร้างความขัดแย้งอย่างมากในการนับคะแนน. ศาลฎีกาสหรัฐตัดสินในคดี Bush v. Gore ให้สิ้นสุดการนับใหม่ด้วยการลงคะแนนเสียง 5-4. นั่นหมายความว่า บุช, ซึ่งขณะนั้นกำลังนำ, ชนะในรัฐฟลอริดาและการเลือกตั้ง.[53]

ศตวรรษที่ 21[แก้]

บทความหลัก: ประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (1991- ปัจจุบัน )

9/11 และสงครามกับความหวาดกลัว[แก้]

บทความหลัก : การโจมตี 11 กันยายน, สงครามที่น่ากลัว, และ นิวเคลียร์ 9/11

การโจมตี 11 กันยายน นำไปสู่​​สงครามที่น่ากลัว

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ("9/11"), สหรัฐอเมริกาถูกโจมตีดัวยผู้ก่อการร้าย เมื่อ 19 นักจี้เครื่องบินกลุ่มอัล กออิดะห์ เข้ายึดสี่สายการบินและจงใจพุ่งชนตึกแฝดทั้งสองของอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเพนตากอน, ฆ่าคนเกือบ 3,000 คน, ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน.[54] ในการตอบสนอง ในวันที่ 20 กันยายน ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศ "สงครามกับความหวาดกลัว". เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2001 ประเทศสหรัฐอเมริกาและนาโตบุกอัฟกานิสถานเพื่อขับไล่ระบอบการปกครองของตอลิบาน, ซึ่งให้ที่หลบภัยในสวรรค์กับอัล กออิดะห์ และผู้นำของเขา อุซามะห์ บินลาดิน.[55]

รัฐบาลกลางได้จัดตั้งความพยายามในประเทศขึ้นใหม่ที่จะป้องกันการโจมตีในอนาคต. กฎหมายรักชาติสหรัฐอเมริกา(อังกฤษ: USA PATRIOT Act) ที่ขัดแย้งได้เพิ่มอำนาจของรัฐบาลที่จะเฝ้าตรวจสอบการสื่อสารและข้อจำกัดทางกฎหมายที่ถูกถอดออกในการแชร์สารสนเทศระหว่างการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและหน่วยสืบราชการลับ. หน่วยงาน ระดับรัฐมนตรีที่เรียกว่า กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ถูกสร้างขึ้นเพื่อการนำและประสานงาน การจัดกิจกรรมต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลกลาง.[56] บางส่วนของความพยายามต่อต้านการก่อการร้ายเหล่านี้, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการของรัฐบาลสหรัฐของผู้ถูกคุมขังที่เรือนจำที่อ่าวกวนตานาโม, นำไปสู่ข้อกล่าวหาไปที่รัฐบาลสหรัฐในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในปี 2003, จาก 19 มีนาคม - 1 พฤษภาคม สหรัฐอเมริกาบุกอิรัก, ซึ่งนำไปสู่​​การล่มสลายของรัฐบาลอิรักและในที่สุด ก็สามารถจับกุมตัวเผด็จการอิรัก ซัดดัม ฮัสเซน, ซึ่งสหรัฐได้มีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับเขาอย่างยาวนาน. สาเหตุของการบุกถูกอ้างโดยรัฐบาลบุช, รวมถึงการแพร่กระจายของประชาธิปไตยและการกำจัดอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (อังกฤษ: weapons of mass destruction)[57] (เป็นความต้องการที่สำคัญของสหประชาชาติเช่นกัน, แม้ว่า การตรวจสอบภายหลังพบว่า หลายส่วนของรายงานข่าวกรองไม่ถูกต้อง)[58] และเพื่อการปลดปล่อยของประชาชนชาวอิรัก. แม้จะมีความสำเร็จบางอย่างในช่วงต้นของการบุก, สงครามอิรักที่ต่อเนื่องได้เติมเชื้อเพลิงการประท้วงระหว่างประเทศ และค่อยๆเห็นการสนับสนุนในประเทศลดลงเมื่อคนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า คุ้มหรือไม่กับค่าใช้จ่ายในการโจมตี.[59][60] ในปี 2007 หลังจากหลายปีของการใช้ความรุนแรงจากการจราจลในอิรัก, ประธานาธิบดีบุชวางกองกำลังมากขึ้นในกลยุทธ์ที่ขนานนามว่า "เพิ่มฉับพลัน"(อังกฤษ: surge) ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตลดลง, เสถียรภาพทางการเมืองของอิรักยังคงอยู่ในข้อสงสัย.[61]

ในปี 2008, ความไม่เป็นที่นิยมในต้วประธานาธิบดี บุชและสงครามอิรัก, พร้อมกับวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008, นำไปสู่การเลือก บารัค โอบามา, เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนแรกที่เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน.[62] ชัยชนะของโอบามามีผลบางส่วนเนื่องมาจากความขัดแย้งของเขากับนโยบายต่างประเทศที่ไม่เป็นที่นิยมของบุช, โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการจัดการของเขาสำหรับสงครามอิรักและ มักจะให้เครดิตโดยเกจิและนักข่าวทั้งหลายสำหรับการช่วยให้เขาชนะอย่างหวุดหวิดเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตในการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเหนือฮิลลารี ร็อดแฮม คลินตัน, ผู้สนับสนุนสงครามในระยะแรก.[63]

หลังจากการเลือกตั้ง, โอบามาดำเนินการต่อเรื่อง the surge อย่างไม่เต็มใจโดยการส่งกองทัพเสริมอีกท 20,000 นาย จนกระทั่งอิรักมีเสถียรภาพ.[64] จากนั้นเขาก็จบปฏิบัติการรบในอิรักลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2010, แต่ยังคงกำลังไว้ 50,000 นายในอิรักเพื่อช่วยกองกำลังอิรัก, ช่วยปกป้องการถอนกองกำลัง และทำงานต่อต้านการก่อการร้าย. ในวันที่ 15 ธันวาคม 2011, สงครามมีการประกาศว่าสิ้นสุดอย่างเป็นทางการ และกองทหารชุดสุดท้ายออกจากประเทศ.[65] ในเวลาเดียวกัน โอบามาเพิ่มการมีส่วนร่วมของอเมริกันในอัฟกานิสถาน, เริ่มจากกลยุทธ์ surge โดยการเพิ่มกองกำลังอีก 30,000 นาย, ในขณะที่ เสนอให้เริ่มถอนทหารราวๆเดือนธันวาคม 2014. ในส่วนที่เกี่ยวกับอ่าวกวนตานาโม, ประธานาธิบดีโอบามาห้ามไม่ให้มีการทรมาน, แต่โดยทั่วไป ยังคงนโยบายของบุชเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมในกวนตานาโม, ในขณะที่ยังเสนอด้วยว่า ในที่สุดแล้ว คุกจะต้องถูกปิด.[66][67]

ในเดือนพฤษภาคม 2011, หลังจากเกือบทศวรรษที่ซ่อนตัว, ผู้ก่อตั้งและผู้นำของ อัล กออิดะห์ , อุซามะห์ บินลาดิน ก็ถูกฆ่าตายในปากีสถานในการโจมตีที่ดำเนินการโดย กองกำลังพิเศษ ของกองทัพเรือสหรัฐ ทำหน้าที่ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโอบามาโดยตรง. ในขณะที่ อัล กออิดะห์ ใกล้ล่มสลายในอัฟกานิสถาน, องค์กรในเครือได้ดำเนินงานต่อเนื่องในเยเมนและพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ เมื่อซีไอเอใช้ยานไร้คนขับ(อังกฤษ: drone) ตามล่าและถอดความเป็นผู้นำ ของมันออก.[68][69]

ภาวะถดถอยครั้งใหญ่[แก้]

บทความหลัก : Great Recession

เลห์แมน บราเธอร์ส ( สำนักงานใหญ่ ในภาพ) ฟ้องล้มละลายในเดือนกันยายน 2008 ในความสูงของวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ

ในเดือนกันยายน 2008, ประเทศสหรัฐอเมริกา, และส่วนใหญ่ของยุโรป, เข้าสู่ภาวะถดถอยที่ยาวนานที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง, มักจะถูกเรียกว่า"Great Recession".[70] หลายวิกฤตที่ทับซ้อนกันมีส่วนเกี่ยวข้อง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตตลาดที่อยู่อาศัย, วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์, ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น, วิกฤติอุตสาหกรรมยานยนต์, การว่างงานเพิ่มขึ้นและ วิกฤติการเงินที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่. วิกฤตการณ์ทางการเงินคุกคามเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนกันยายนปี 2008 เมื่อ เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มเหลวและ ธนาคาร ยักษ์ใหญ่อื่นๆตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง.[71] เริ่มต้นในเดือนตุลาคม รัฐบาลกลางให้เงินกู้ยืม 245 พันล้าน $ กับสถาบันการเงินโดยผ่านทางโปรแกรมบรรเทาปัญหาสินทรัพย์[72](อังกฤษ: Troubled Asset Relief Program) ซึ่งผ่านไปโดยเสียงข้างมากและลงนามโดยบุช.[73]

หลังจากชัยชนะการเลือกตั้งของเขาในเดือนพฤศจิกายน ปี 2008, ตัวตายตัวแทนของบุช - บารัค โอบามา - ลงนามในกฎหมายการกู้คืนและการลงทุนใหม่ของอเมริกันปี 2009(อังกฤษ: American Recovery and Reinvestment Act of 2009) ซึ่งเป็นเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน $ 787 พันล้านที่มุ่งช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะถดถอยที่ลึก. โอบามา, เช่นเดียวกับ บุช, เลือกขั้นตอนที่จะช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์และป้องกันการละลายทางเศรษฐกิจในอนาคต. เหล่านี้รวมถึง จ่ายเงินประกันตัวของ General Motors และ ไครสเลอร์, ทำให้การเป็นเจ้าของอยู่ชั่วคราวในมือของรัฐบาล และโปรแกรม"เงินสดสำหรับช่างเคาะ"(อังกฤษ: cash for clunkers) ที่ดึงยอดขายรถใหม่ชั่วคราว.[74]

ภาวะถดถอยสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2009, และเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวอีกครั้งอย่างช้าๆ.[75] อัตราการว่างงานสูงสุดที่ 10.1% ในเดือนตุลาคม 2009 หลังจากพุ่งขึ้นไปจาก 4.7% ในเดือนพฤศจิกายนปี 2007 และค่อยๆลดลงเป็น 6.7% ณ มีนาคม 2014. อย่างไรก็ตาม การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอ่อนแอลงในยุค 2010s เมื่อเทียบกับการขยายตัวในทศวรรษก่อนหน้า.[76][77]

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้[แก้]

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามใน พระราชบัญญัติการป้องกันผู้ป่วย และการดูแลในราคาที่จ่ายได้

จากปี 2009-2010, สภาคองเกรสชุดที่ 111th ได้ผ่านกฎหมายที่สำคัญเช่น พระราชบัญญัติการป้องกันผู้ป่วยและการดูแลรักษาที่สามารถจ่ายได้, การปฏิรูปวอลล์สตรืทของ Dodd-Frank และ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค[78] และ พระราชบัญญัติยกเลิกไม่ถามไม่บอก, ที่ถูกลงนามให้เป็นกฎหมายโดยประธานาธิบดีโอบามา.[79] ต่อจากการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2010 ซึ่งส่งผลให้พรรครีพับลิกันควบคุมสภาผู้แทนราษฎร และพรรคเดโมแครตควบคุมวุฒิสภา,[80] สภาคองเกรสได้เป็นประธานในช่วง gridlock ที่ถูกยกระดับสูงและการอภิปรายร้อนฉ่าว่าควรหรือไม่ที่จะปรับเพิ่มเพดานหนี้, การขยายการลดภาษีสำหรับประชาชนที่มีรายได้เกิน 250,000 ดอลลาร์ต่อปี และหลายประเด็นที่สำคัญอื่นๆ.[81] เหล่านี้ การอภิปรายอย่างต่อเนื่องนำไปสู่ ​​ประธานาธิบดีโอบามา ลงนามในพระราชบัญญัติควบคุมงบประมาณ ปี 2011 และ พระราชบัญญัติบรรเทาการเสียภาษีชาวอเมริกันปี 2012, ซึ่งมีผลในการปรับลดการอายัดงบประมาณซึ่งมีผลบังคับใช้ในมีนาคม 2013 - รวมทั้ง การเพิ่มขึ้นของ ภาษีสำหรับผู้ร่ำรวยเป็นหลัก. gridlock ในรัฐสภาได้มีอย่างต่อเนื่อง เมื่อการเรียกร้องของสมาชิกรัฐสภาสายพรรครีพับลิกันเพื่อยกเลิกพระราชบัญญัติการคุ้มครองผู้ป่วยและการดูแลที่พอจ่ายได้, ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายว่าเป็น "Obamacare" พร้อมกับการเรียกร้องที่หลากหลายอื่นๆ, ที่มีผลในการปิดการทำงานของรัฐบาลครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐบาลคลินตัน และเกือบนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19. อันเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตของความผิดหวังกับทั้งสองพรรคในสภาคองเกรสตั้งแต่จุดเริ่มต้นของทศวรรษ, การจัดอันดับการอนุมัติของรัฐสภาตกต่ำเป็นประวัติการที่มีเพียง 11% ของชาวอเมริกันอนุมัติ ณ ตุลาคม 2013.[82]

เหตุการณ์สำคัญอื่นๆที่เกิดขึ้นในช่วงยุค 2010s รวมถึง การเพิ่มขึ้นของการเคลื่อนไหวทางการเมืองใหม่ทั่วโลก เช่น การเคลื่อนไหวของงานเลี้ยงน้ำชาอนุรักษ์นิยมในสหรัฐอเมริกาและ การเคลื่อนไหวเสรีนิยมครอบครอง. นอกจากนี้ยังมีสภาพอากาศเลวร้ายผิดปกติในช่วงฤดูร้อนปี 2012, และกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศที่ประสบความแห้งแล้งที่ต้องบันทึก, พายุเฮอริเคนแซนดี้ ทำให้เกิดความเสียหายมากไปยังพื้นที่ชายฝั่งทะเลของนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์. ในช่วงปลายเดือนตุลาคม การอภิปรายอย่างต่อเนื่องในเรื่องของสิทธิของชุมชน, ที่โดดเด่นที่สุดคือเรื่องของ การแต่งงานเพศเดียวกัน, เริ่มเปลี่ยนในความพอใจของคู่รักเพศเดียวกัน และได้รับการ สะท้อนให้เห็นในหลายสิบโพลล์ที่ออกมาในช่วงต้นของทศวรรษ,[83] ประธานาธิบดีโอบามาจะกลายเป็น ประธานาธิบดีคนแรกที่จะเปิดเผยว่าสนับสนุนการแต่งงานเพศเดียวกัน และปี 2013 การตัดสินใจของศาลฎีกาในคดีของ United States v. Windsor และ Perry v. Hollingsworth. ณ มิถุนายน 2013 การอภิปรายต่อเกี่ยวกับการอายัดอย่างต่อเนื่อง, เช่นเดียวกับการปฏิรูปภาษี, การแต่งงานเพศเดียวกัน, การปฏิรูปการตรวจคนเข้าเมือง, การควบคุมปืน และ นโยบายต่างประเทศของสหรัฐในตะวันออกกลาง

อ้างอิง[แก้]

  1. "Feature: World War I and isolationism, 1913–33". U.S. Department of State. April 29, 1991. 
  2. Rodney P. Carlisle (2009). Handbook to Life in America. Infobase Publishing. p. 245ff. 
  3. "Pandemics and Pandemic Scares in the 20th Century". U.S. Department of Health & Human Services. 
  4. For a comprehensive history by a leading scholar see David M. Kennedy, Freedom from Fear: The American People in Depression and War, 1929–1945 (Oxford History of the United States) (2001)
  5. Shlaes 2008, pp. 85, 90
  6. David M. Kennedy, "What the New Deal Did," Political Science Quarterly, (Summer 2009) 124#2 pp 251–268
  7. Conrad Black, Roosevelt: Champion of Freedom (2003) pp 648–82
  8. Gordon W. Prange, Donald M. Goldstein and Katherine V. Dillon, At Dawn We Slept: The Untold Story of Pearl Harbor (1982)
  9. Harold G. Vatter, The U.S. Economy in World War II (1988) pp 27–31
  10. David Kennedy, Freedom from Fear: The American People in Depression and War, 1929–1945 (2001) pp 615–68
  11. "Dwight D. Eisenhower". aoc.gov. Architect of the Capitol. สืบค้นเมื่อ November 29, 2008. 
  12. David M. Kennedy, Freedom from Fear (1999) pp 615–668
  13. Roger Daniels, Prisoners Without Trial: Japanese Americans in World War II (2004)
  14. Richard Rhodes, The Making of the Atomic Bomb (1995)
  15. Stephen Ambrose, Eisenhower and Berlin, 1945: The Decision to Halt at the Elbe (2000)
  16. Ronald H. Spector, Eagle Against the Sun (1985) ch 12–18
  17. D. M. Giangreco, Hell to Pay: Operation DOWNFALL and the Invasion of Japan, 1945–1947 (2009)
  18. Richard B. Finn, Winners in Peace: MacArthur, Yoshida, and Postwar Japan (1992) pp 43–103
  19. Leland, Anne; Oboroceanu, Mari–Jana (February 26, 2010). "American War and Military Operations Casualties: Lists and Statistics". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ February 18, 2011.  p. 2.
  20. John Lewis Gaddis, The Long Peace: Inquiries Into the History of the Cold War (1989)
  21. 21.0 21.1 John Lewis Gaddis, The Cold War: A New History (2005)
  22. John Lewis Gaddis, The Long Peace: Inquiries Into the History of the Cold War (1989)
  23. James T. Patterson, Grand Expectations: The United States, 1945–1974 (1988)
  24. "Table 1. United States – Race and Hispanic Origin: 1790 to 1990" (PDF). สืบค้นเมื่อ January 31, 2010. 
  25. Michael O'Brien, John F. Kennedy: A Biography (2005)
  26. Eric Alterman and Kevin Mattson, The Cause: The Fight for American Liberalism from Franklin Roosevelt to Barack Obama (2012)
  27. Robert Dallek, Lyndon B. Johnson: Portrait of a President (2004)
  28. Irving Bernstein, Guns or Butter: The Presidency of Lyndon Johnson (1994)
  29. David Edwin Harrell, Jr., Edwin S. Gaustad, John B. Boles, Sally Foreman Griffith, Randall M. Miller, Randall B. Woods, Unto a Good Land: A History of the American People (2005) pp 1052–53
  30. Gregory Schneider, The Conservative Century: From Reaction to Revolution (Rowman & Littlefield. 2009) ch 5
  31. Bruce J. Dierenfield, The Civil Rights Movement (2004)
  32. Joshua Zeitz. "Why Did America Explode in Riots in 1967?". AmericanHeritage.com. July 23, 2007.
  33. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Glenda_Riley_2001
  34. Angela Howard Zophy, ed. Handbook of American Women's History (2nd ed. 2000).
  35. Donald T. Critchlow, Phyllis Schlafly and Grassroots Conservatism: A Woman's Crusade (2005)
  36. Jane J. Mansbridge, Why We Lost the ERA (1986)
  37. Donald T. Critchlow, Intended Consequences: Birth Control, Abortion, and the Federal Government in Modern America (2001)
  38. Roger Chapman, Culture Wars: An Encyclopedia of Issues, Voices, and Viewpoints (2009)
  39. 39.0 39.1 John Robert Greene, The Presidency of Gerald R. Ford (1995)
  40. Martha Derthick, The Politics of Deregulation (1985)
  41. "People & Events: The Election of 1976". American Experience. PBS. สืบค้นเมื่อ January 31, 2010. 
  42. Urofsky, Melvin I. (2000). The American Presidents. Taylor & Francis. p. 545. ISBN 978-0-8153-2184-2. 
  43. "Jan 20, 1981: Iran Hostage Crisis ends". This Day in History. History.com. สืบค้นเมื่อ June 8, 2010. 
  44. "Effective Federal Tax Rates: 1979–2001". Bureau of Economic Analysis. July 10, 2007. 
  45. Wilentz 2008, pp. 140–141
  46. "The United States Unemployment Rate". Miseryindex.us. November 8, 2008. สืบค้นเมื่อ January 31, 2010. 
  47. Wilentz 2008, p. 170
  48. Julian E. Zelizer (2010). Arsenal of Democracy: The Politics of National Security--From World War II to the War on Terrorism. Basic Books. p. 350. 
  49. Ruud van Dijk et al (2013). Encyclopedia of the Cold War. Routledge. pp. 863–. ISBN 1-135-92311-6. 
  50. John Ehrman; Michael W. Flamm (2009). Debating the Reagan Presidency. Rowman & Littlefield. pp. 101–82. 
  51. Wilentz 2008, pp. 243–244
  52. 52.0 52.1 Wilentz 2008, p. 400
  53. Wilentz 2008, pp. 420–427
  54. National Commission on Terrorist Attacks, The 9/11 Commission Report (2004)
  55. David E. Sanger, Confront and Conceal: Obama's Secret Wars and Surprising Use of American Power (2012) ch 1, 5
  56. Julian E. Zelizer, ed. The Presidency of George W. Bush: A First Historical Assessment (2010) pp 59–87
  57. Zelizer, ed. The Presidency of George W. Bush: A First Historical Assessment (2010) pp 88–113
  58. "CIA's final report: No WMD found in Iraq". MSNBC. Associated Press. April 25, 2005. สืบค้นเมื่อ April 22, 2008. 
  59. Clifton, Eli (November 7, 2011). "Poll: 62 Percent Say Iraq War Wasn't Worth Fighting". ThinkProgress. สืบค้นเมื่อ February 24, 2012. 
  60. Milbank, Dana; Deane, Claudia (June 8, 2005). "Poll Finds Dimmer View of Iraq War". Washington Post. สืบค้นเมื่อ October 10, 2010. 
  61. Wilentz 2008, p. 453
  62. William Crotty, "Policy and Politics: The Bush Administration and the 2008 Presidential Election," Polity (2009) 41#3 pp 282–311 doi:10.1057/pol.2009.3
  63. http://usliberals.about.com/od/obamavsmccainin08/a/ObamaWin_4.htm
  64. Iraq and Afghanistan: A tale of two surges
  65. NBC News, "'The war is over': Last US soldiers leave Iraq," MSNBC Dec. 18, 2011
  66. Glenn Greenwald, "Obama’s new executive order on Guantanamo: The president again bolsters the Bush detention regime he long railed against," Salon March 8, 2011
  67. Obama Lays Out Strategy for 'New Phase' in Terror Fight
  68. Baker, Peter; Cooper, Helene; Mazzetti, Mark (May 1, 2011). "Bin Laden Is Dead, Obama Says". The New York Times. 
  69. Peter L. Bergen, Manhunt: The Ten-Year Search for Bin Laden--from 9/11 to Abbottabad (2012) pp 250-61
  70. Thomas Payne, The Great Recession: What Happened (2012)
  71. Robert W. Kolb (2011). The Financial Crisis of Our Time. Oxford University Press. p. 96ff. 
  72. Riley, Charles (February 3, 2011). "Treasury close to profit on TARP bank loans". CNN Money. 
  73. "'I'd Approve TARP Again': George W. Bush". November 5, 2010. 
  74. Steven Rattner, Overhaul: An Insider's Account of the Obama Administration's Emergency Rescue of the Auto Industry (2010)
  75. Kaiser, Emily (September 20, 2010). "Recession ended in June 2009: NBER". Reuters. 
  76. http://www.cnbc.com/id/101402528
  77. http://www.bellinghamherald.com/2013/12/11/3366498/forecast-sluggish-economic-growth.html
  78. Bruce S. Jansson (2011). The Reluctant Welfare State: Engaging History to Advance Social Work Practice in Contemporary Society. Cengage Learning. p. 466. 
  79. Robert P. Watson et al. (2012). The Obama Presidency: A Preliminary Assessment. SUNY Press. 
  80. Paul R. Abramson et al. Change and Continuity in the 2008 and 2010 Elections (2011)
  81. By (December 22, 2011). "Congress Ends 2011 Mired in Gridlock". InvestorPlace. สืบค้นเมื่อ February 24, 2012. 
  82. http://www.gallup.com/poll/165281/congress-job-approval-falls-amid-gov-shutdown.aspx
  83. http://www.pollingreport.com/civil.htm

ดูเพิ่ม[แก้]