ขุนรองปลัดชู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ที่วัดสี่ร้อย ตำบลสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

ขุนรองปลัดชู เป็นผู้นำในคณะกรมการเมืองวิเศษไชยชาญ (ปัจจุบันคืออำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง) มีชีวิตในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชสมัยของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) ซึ่งได้รวบรวมไพร่พลเข้าเป็นกองอาสาสมัคร 400 คน สังกัดกองอาทมาต เพื่อเข้าร่วมทัพของกรุงศรีอยุธยาต่อต้านการรุกรานของกองทัพพม่าในสงครามพระเจ้าอลองพญา เมื่อ พ.ศ. 2302[1]

ประวัติ[แก้]

ตามข้อมูลในท้องถิ่นอำเภอวิเศษชัยชาญกล่าวว่า ขุนรองปลัดชูมีชื่อตัวว่า "ชู" เป็นครูดาบอาทมาตผู้มีฝีมือในเขตเมืองวิเศษไชยชาญ มีลูกศิษย์จำนวนมากและเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไปในแถบนั้น นายชูได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรมการเมืองวิเศษไชยชาญตำแหน่ง "ปลัดเมือง" ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อคนผู้นี้โดยทั่วไปว่า "ขุนรองปลัดชู"

เมื่อสามารถระดมไพร่พลเข้าเป็นอาสาสมัครกองอาทมาตได้ 400 คนแล้ว ขุนรองปลัดชูได้นำกำลังของตนเข้าสมทบกับกองทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ (พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียมและพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ออกชื่อเป็น พระยาธรรมา[2][3]) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปตั้งทัพสกัดกองทัพพม่าภายใต้การนำของเจ้ามังระราชบุตรและมังฆ้องนรธา อันยกมาทางเมืองมะริดและตะนาวศรี หลังจากตีทัพของพระยายมราชแห่งอยุธยาที่แก่งตุ่มแขวงเมืองตะนาวศรีแตกแล้ว ทัพดังกล่าวจึงเดินทางข้ามด่านสิงขรมุ่งสู่เมืองกุยบุรี เพื่อใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา พระยารัตนาธิเบศร์ซึ่งรั้งทัพอยู่ที่กุยบุรีจึงส่งกองอาทมาตของขุนรองปลัดชูให้มาสกัดทัพอยู่ที่อ่าวหว้าขาว (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) [4]

กองอาทมาตของขุนรองปลัดชูได้ปะทะกับกองทัพพม่าซึ่งมีกำลังราว 8,000 คน ตั้งแต่เช้าจรดเที่ยงก็ยังไม่แพ้ชนะ แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่าและไม่ได้รับกำลังเสริมจากทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ (พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียมและพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวว่า ได้รับไพร่พลจากทัพหลักเป็นกองหนุนสมทบอีก 500 คน[2][3]) กองอาทมาตจึงตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบเพราะความอ่อนล้า และถูกฝ่ายตรงข้ามไล่ต้อนลงทะเลฆ่าฟันจนเสียชีวิตทั้งหมดในวันนั้น[4] ด้านทัพของพระยารัตนาธิเบศร์เมื่อทราบว่ากองอาทมาตของขุนรองปลัดชูแตกพ่าย จึงได้เร่งเลิกทัพหนีกลับมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับทัพของพระยายมราช และกราบทูลรายงานการศึกว่า "ศึกพม่าเหลือกำลังจึงพ่าย" ส่วนกองทัพพม่าเมื่อผ่านเมืองกุยบุรีได้แล้วก็ยกทัพมายังกรุงศรีอยุธยาโดยสะดวก เนื่องจากแนวรับต่างๆ ในลำดับถัดมาของฝ่ายอยุธยาถูกตีแตกในเวลาอันสั้น

บันทึกในพงศาวดาร[แก้]

แผนที่เส้นทางการเดินทัพของกองทัพพม่าในสงครามพระเจ้าอลองพญา

เรื่องราวของขุนรองปลัดชูมีกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเพียงสั้นๆ ดังนี้ (ในที่นี้เน้นด้วยการขีดเส้นใต้)

...ฝ่ายพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสทราบนั้นแล้ว จึงดำรัสให้พระยายมราชเป็นทัพหน้า พลทหาร ๓๐๐๐ ทัพหนึ่ง ให้พระยาธารมาถืออาญาเป็นแม่ทัพ พลทหาร ๒๐๐๐ ยกไปตั้งเมืองกุยบุรี พะม่ายกขึ้นมาตีทัพพระยายมราชณแกงตุมแตก พระยาธารมาจึงเกณฑ์ไพร่ ๕๐๐ เข้าบรรจบกองปลัดชู แล้วให้ยกไปตั้งตำบลอ่าวขาวริมทะเล ฝ่ายทัพหน้าพะม่ายกขึ้นมาตี กองปลัดชูก็แตกพ่าย พระเจ้าอังวะจึงดำเนินทัพเข้ามาณเมืองกุย เมืองปราณ เมืองเพ็ชรบุรี เมืองราชบุรี...

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)[2]

...ม้าใช้รีบออกไปสืบราชการดู มากราบทูลว่า พม่ายกมาทางมะริด ๑ ทางท่ากระดาน ๑ ทางเชียงใหม่ ๑ ที่จริงนั้นพม่ายกมาแต่ข้าง มะริดทางเดียว พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบแน่ ก็ตกพระทัย ด้วย มิได้มีวิจารณ์พระเชาวญาณ ก็พาลเขลาทรงเชื่อเอาทั้ง ๓ ทาง จึ่ง ดำรัสสั่งให้พระยาพิชัยสงคราม นามชื่อปลัดชู พระจุฬา หลวงศรียศ หลวงราชพิมล ขุนศรีวรคัณฑ์ ๕ คน คุมพล ๕,๐๐๐ ออกไปต้านทานข้างมะริดก่อน แล้วเกณฑ์พระยาราชสงคราม พระยาไชยา พระยามหาเสนา พระยาเพชรพิชัย พระยาสมบัติธิบาล พระยาตะนาว พระยาพัทลุง หลวงกระ ๘ คนนี้คุมพล คนละ ๑,๐๐๐ แล้วให้พระยาอภัยราชาถืออาชญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพ ยกไปรับทางเชียงใหม่ แล้วเกณฑ์ทิพเสนา ราชามาตย์ ทิพรักษา ราชาบาล วิสูตโยธามาตย์ ราชโยธาเทพ หลวงศักดิ์ หลวงสิทธิ หลวงฤทธิ หลวงเดช ๑๐ คน คุมพลคนละ ๑,๐๐๐ ให้พระยาอภัยมนตรีเป็นแม่ทัพใหญ่ ยกไปจุกไว้ทางท่ากระดาน ครั้นทรงทราบว่าทางมะริดพม่ายกมามาก ก็ให้พระยายมราชเป็นแม่ทัพหน้า คุมพล ๒๐๐๐๐ ให้พระยาธรมาถืออาชญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพ พลทหาร ๓๐๐๐ ยกเพิ่มเติมไปตั้ง ณ เมืองกุยบุรี พม่ายกขึ้นมาตีทัพพระยายมราช ณ แก่งตุ่มแตก แล้วยกแยกไปตีกองปลัดชู ซึ่งตั้งอยู่ตำบลอ่าวขาวริมทะเล จึ่งแบ่งไพร่ ๕๐๐ ไปช่วยกองปลัดชู รบกันอยู่ประมาณกึ่งวัน กองปลัดชูก็แตกพ่ายมา พระเจ้าอังวะก็ดำเนินทัพเข้ามา ณ แขวงเมืองกุยบุรี เมืองปรานบุรี...

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม[3]

อนุสรณ์สถาน[แก้]

หลังจากนั้น11ปี ชาวเมืองวิเศษไชยชาญได้สร้าง "วัดสี่ร้อย" ขึ้น เพื่ออุทิศส่วนกุศลและเป็นอนุสรณ์แก่ขุนรองปลัดชูและผู้เสียชีวิตจากกองอาทมาตทั้งหมดเมื่อ พ.ศ. 2313[5] (ปัจจุบันอยู่ในความปกครองของบ้านสี่ร้อย หมู่ 4 ตำบลสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง) ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 จึงได้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชูขึ้นภายในบริเวณวัดสี่ร้อย และได้มีการทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์แห่งนี้โดยเทศบาลตำบลบางจัก จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553[6][7]

ในวัฒนธรรมร่วมสมัย[แก้]

ขุนรองปลัดชู (ยืนกลางภาพ) และเหล่ากองอาสาอาทมาต, ภาพในจินตนาการจากการ์ตูนเรื่อง กองอาทมาตประกาศศึก ผลงานของ พงษ์พัฒน์ เพชรรัตน์

พงษ์พัฒน์ เพชรรัตน์ นักเขียนการ์ตูนชาวไทย ได้นำชีวประวัติบางส่วนของขุนรองปลัดชูไปดัดแปลงเป็นตัวละครเอกในการ์ตูนเรื่อง กองอาทมาตประกาศศึก เมื่อ พ.ศ. 2550 การ์ตูนเรื่องดังกล่าวได้รับรางวัลชมเชยในงานประกาศผลรางวัลมังงะนานาชาติ ครั้งที่ 3 ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2552[8]

ในปี พ.ศ. 2554 บริษัทบีบีพิคเจอร์ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง ขุนรองปลัดชู วีรชนคนถูกลืม ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะกระตุ้นจิตสำนึกคนไทยให้รู้สึกสำนึกรักในแผ่นดินเกิดให้มากขึ้น โดยมี สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ รับบทเป็นขุนรองปลัดชู กำกับภาพยนตร์โดย สุรัสวดี เชื้อชาติ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มีการฉายให้ชมฟรีที่โรงภาพยนตร์สกาล่า ระหว่างวันที่ 7–11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 และแพร่ภาพทั่วประเทศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 22.00 น. หลังจากนั้นจึงมีการออกอากาศซ้ำโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 9 ตอน ประกอบการอภิปรายเชิงวิชาการประวัติศาสตร์ ในรายการ ถกหนังเห็นคน ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทุกวันจันทร์ เวลา 23.00 น. - 24.00 น. เริ่มในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554[5][9]

อ้างอิง[แก้]

  1. ขุนรองปลัดชู หัวหน้ากองกำลังอาทมาตสี่ร้อยคน กรมการเมืองวิเศษไชยชาญ (ไทย)
  2. 2.0 2.1 2.2 ศิลปากร, กรม. ประชุมพงศาวดารภาคที่ 64 พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). เจ้าภาพพิมพ์ในงานปลงศพ คุณหญิงปฏิภานพิเศษ (ลมุน อมาตยกุล) ณ วัดประยุรวงศาวาส วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2479. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาการ, 2479, หน้า 425.
  3. 3.0 3.1 3.2 ศิลปากร, กรม. พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับที่เป็นสมบัติของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน. นายมนตรี อมาตยกุล หัวหน้ากองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ตรวจสอบและทำเชิงอรรถ. พระนคร: สำนักพิมพ์ก้าวหน้า, 2507, หน้า 622.
  4. 4.0 4.1 ด่านสิงขรกับเรื่องราวของกองอาทมาต (ไทย)
  5. 5.0 5.1 ขุนรองปลัดชู วีรชนคนที่ถูกลืม (ไทย)
  6. ทต.บางจัก เชิญเที่ยวงานเปิดอนุสาวรีย์ “ขุนรองปลัดชู” วีรชนบ้านสี่ร้อย. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอ่างทอง.
  7. รุกปชส.อนุสาวรีย์'ขุนรองปลัดชู'ดึง​เยาวชนรัก​แผ่นดิน. บ้าน​เมือง, 14 กุมภาพันธ์ 2554
  8. โครงเรื่องและตัวละคร (ไทย)
  9. ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ วีรชนคนถูกลืม เรื่องราวของขุนรองปลัดชู (ไทย)

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]