ไทยโยเดีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โยเดีย (โยเดียฉ่า)
K3415007-24.jpg
รูปที่เชื่อว่าเป็นรูปของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ภายหลังการถูกกวาดต้อนไปยังประเทศพม่า
จำนวนประชากรทั้งหมด

ไม่ทราบ

ดินแดนที่ให้การรับรองชาติพันธุ์
เขตย่างกุ้ง, Mandalaydivisionflag.png เขตมัณฑะเลย์, Taninthayidivisionflag.png เขตตะนาวศรี, Sagaingdivisionflag.png เขตสะกาย, Flag of Mon State.png รัฐมอญ
ธงชาติของประเทศพม่าประเทศพม่า
ภาษา
ภาษาพม่า
ศาสนา
ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท

ชาวโยเดีย หรือ โยเดียฉ่า เป็นคำที่เรียกกลุ่มชนที่มีบรรพบุรุษเป็นเป็นชาวไทยจากกรุงศรีอยุธยา และถูกกวาดต้อนมา หรือสมัครใจเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์พม่า และได้ตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในประเทศพม่า

เนื้อหา

ประวัติ [แก้]

เริ่มแรกกษัตริย์พม่าในหงสาวดีตอนล่าง และที่อังวะในพม่าตอนบน ได้ทำสงครามกับไทยตั้งแต่ที่เชียงรุ้ง เวียงจันทน์ และเชียงใหม่ ตลอดเวลาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 23 สงครามบางครั้งจบลงด้วยหายนะของพม่า และบางครั้งก็ได้รับชนะ ในการรณรงค์ที่ได้ชัยชนะนั้น ช่างฝีมือของไทยหลายด้าน บรรดาศิลปินทางด้านการแสดง จะถูกกวาดต้อนเข้าเมืองหลวงของประเทศพม่า ชายหญิงวัยฉกรรจ์จะถูกส่งขายเป็นทาส แต่บางคนก็ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพของพม่าก็มี

หลักฐานที่แสดงให้เห็นเรื่องของชนเชลยสงครามกลุ่มนี้ ก็มีปรากฏในพงศาวดารหอแก้ว (Mhannan-หมานแปลว่า แก้ว, นาน แปลว่า หอ หรือวัง) ที่แต่งขึ้นโดยพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2372 (ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์) และมีจดหมายเหตุบางชิ้นเกี่ยวกับการพระบรมราชโองการตรัสถามเกี่ยวกับคนไทยในกองทัพพม่า เนื่องจากเมื่อกษัตริย์สนพระทัยเกี่ยวกับศาสนสถาน หรือสถาบันใด ก็ทรงถามเรื่องราว หรือให้คนทำประวัติขึ้น

เริ่มการกวาดต้อนผู้คน [แก้]

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 [แก้]

สงครามอันยาวนานระหว่างอยุธยา หงสาวดี และอังวะนั้น เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ (พ.ศ. 2073-2054) ทรงไปสงครามที่ยะไข่ กองทัพอยุธยาได้มาโจมตีเมืองทวาย พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จึงเสด็จกลับเมืองหลวงเมื่อ 6 มีนาคม พ.ศ. 2088 และส่งกองทัพไปทวายทันที หลังการสู้รบ กองทัพอยุธยาถอยไปที่เมืองตะนาวศรี และพม่าจับเชลยได้บ้าง

การบุกอยุธยาจะเริ่มขึ้นเมื่อ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2091 และครั้งนี้จับเชลยไทยได้มากทีเดียว ในบรรดาเชลยศึก มีทั้งพระอนุชา พระโอรส และราชบุตรเขยของกษัตริย์อยุธยาด้วย เมื่อยึดเมืองกำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลกได้แล้ว พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ให้ยึดอาวุธกระสุนปืน แต่ให้พวกข้าราชบริพารเอาเชลยชายหญิง (ไทย) ไปเป็นรางวัลของตน กษัตริย์ไทยเจรจาหย่าศึก พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงรับ และถอนทัพกลับ ภายหลังทรงปล่อยเชลยเจ้านายไทยกลับไปอยุธยาได้เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2091

กษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าหงสาวดีชินบยูชิน (พ.ศ. 2096-2124) หรือพระเจ้าบุเรงนอง ทรงไม่พอพระทัยที่ไม่มีตัวแทนจากอยุธยามาเฝ้าในวันราชาภิเษกเมื่อ 12 มกราคม พ.ศ. 2096 เพราะถือว่าไทยเป็นประเทศราช เมื่อไม่ส่งบรรณาการมาถือเป็นขบถ พระเจ้าบุเรงนองมิได้เข้าตีอยุธยาโดยตรง แต่ยกทัพไปทางเหนือเมื่อ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2100 เข้ายึดเชียงใหม่ และลงทัพมาอยุธยาเมื่อ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2106 พระมหาจักรพรรดิไทยทรงยอมแพ้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2107 และพระเจ้าบุเรงนองเสด็จกลับพม่าเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2107 โดยจับบรรดาช่างฝีมือกับครอบครัวไปด้วย มีนักแสดงชายหญิง ช่างก่อสร้าง (สถาปนิก) ศิลปิน ช่างเหล็ก ช่างไม้ ช่างผม คนครัว ช่างทองแดง ช่างย้อมสี ช่างทอง ช่างเครื่องเขิน หมอช้าง หมอม้า นางระบำ ช่างสี ช่างน้ำหอม ช่างเงิน ช่างสลักหิน ช่างปูน ช่างไม้ ช่างแต่งเครื่องไม้ ช่างไม้

บุเรงนองเสด็จถึงเมืองหลวงวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2107 และทรงให้บรรดาช่างฝีมือและครอบครัว ตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองหลวง (ที่เมืองหงสาวดี หรือพะโค)

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 [แก้]

เจดีย์ที่เชื่อว่าบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งมรณภาพขณะเป็นบรรพชิต ใน พ.ศ. 2339 ตามพงศาวดารพม่า

เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือนเมษายน ศักราช 1129 (พ.ศ. 2310) เวลาสี่นาฬีกา กองทัพพระเจ้าอังวะสามารถยึดกรุงศรีอยุธยาไว้ได้ ถือเป็นการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง บรรดาทหารพม่าได้เข้าไปในเมือง เผาบ้าน เผาวัด และไล่จับชายหญิงเป็นเชลย ทหารทั้งหลายได้ออกปล้นเงิน ปล้นทอง รวมถึงเครื่องประดับต่างๆเป็นจำนวนมาก ส่วนพระเจ้าเอกทัศ พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา พร้อมครอบครัวได้พากันอพยพหนีออกจากประตูพระราชวังด้านทิศตะวันตก แต่ต้องกระสุนจนสวรรคต

เมื่อทหารเข้าไปยึดพระราชวังนั้น ได้พยายามกระจายกำลังกันหาองค์พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาแต่ก็ไม่พบ พบแต่พระองค์เจ้าจันท์ซึ่งเป็นพระอนุชาพระองค์หนึ่งของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา โดยพบในสภาพกำลังต้องโทษ ถูกคุมขังไว้ในโรงเลี้ยงช้าง มีโซ่ตรวนคล้องไว้ที่คอและขา ทหารจึงได้เฝ้าไว้ทั้งคืน จนรุ่งเช้า จึงได้นำองค์พระเจ้าจันท์ไปถวายพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีรับสั่งให้ปลดโซ่พระเจ้าจันท์ออก และออกตามหาองค์พระเจ้าเอกทัศมาถวายให้ได้ เหล่าทหารจึงกระจายกำลังกันออกตามหาอย่างละเอียดอีกครั้ง จนกระทั่งพบพระศพบริเวณประตูพระราชวังด้านตะวันตก จึงจัดพิธีถวายพระเพลิง

ครั้นขึ้น 9 ค่ำ เดือนมิถุนายน ศักราช 1129 (พ.ศ. 2310) กองทัพพม่ายกออกจากกรุงศรีอยุธยา พร้อมชาวกรุงศรีอยุธยา 106,100 ครัวเรือน รวมถึงพระราชวงศานุวงศ์อีก 2,000 กว่าองค์ เดินทางมาถึงกรุงรัตนปุระอังวะ ในเดือนเมษายน ศักราช 1130 (พ.ศ. 2311)

พระเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าหน้าที่สร้างพระตำหนักสำหรับพระราชวงศ์ฝ่ายใน เช่น พระมเหสี ธิดา และสตรีฝ่ายใน ในเขตกำแพงพระราชวัง ส่วนฝ่ายนอก เช่นพระโอรส และพระอนุชาให้ประทับข้างนอกวัง ขุนนางทั้งหลายให้ปลูกเรือนอยู่ในเขตพระนคร [1] และมีบางส่วนได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่คลองชะเวตาชอง หรือคลองทองคำ ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ประมาณ 13 กิโลเมตร มีวัดระไห่เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน มีตลาดโยเดียและระโยเดีย ที่มีพรหมสี่หน้าของไทยอยู่ในเมืองพม่าปัจจุบันด้วย[2]

นอกจากนี้นายแอนโทนี โกยาตัน (Antony Goyaton) หัวหน้าชาวยุโรปในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชาวอาร์เมเนียได้อยู่ในเหตุการณ์วันที่กรุงศรีอยุธยาแตก แล้วให้การไว้ เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2311 ความว่า

พม่าได้เข้าล้อมกรุงสยามในเดือนกรกฎาคม หรือเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2309 และเข้าตีโดยใช้เรือหลายลำ ใช้บันไดพาดกำแพงและโยนหม้อดินที่บรรจุดินปืนเข้าภายในกำแพงที่ถูกล้อม ครั้นเมื่อยึดกรุงได้แล้วพม่าได้ช่วยกันทำลายเมืองลงเป็นเถ้าถ่านหมด การปฏิบัติครั้งนี้ พวกพม่าได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมชาติของตนที่อยู่ในกรุงจำนวน ประมาณ 500 คน ที่เคยถูกฝ่ายสยามจับตัวมาในเหตุการณ์ครั้งก่อนๆ กษัตริย์หนุ่มแห่งกรุงศรีอยุธยาก็ถูกนำไปเมืองพม่าด้วย ระหว่างทางกษัตริย์ประชวรสวรรคต กษัตริย์องค์ที่สูงด้วยวัยถูกลอบปลงพระชนม์ในคืนเดียวกันโดย ชาวสยามด้วยกัน ผู้ให้การพร้อมเพื่อจำนวนประมาณ 1,000 คน ประกอบด้วย ชาวโปรตุเกส อาร์เมเนีย มอญ สยาม และมาเลย์ ถูกนำตัวไปพะโค แต่หลบหนีมาได้ ผู้ให้การลงเรือเล็กไปกัมพูชาและต่อไปปาเล็มบัง

Antony Goyaton[2]

การรับราชการของชาวโยเดีย [แก้]

ที่เมืองเชียงใหม่มีการก่อกบฏขึ้น พนะเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพไปเมื่อ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2107 คราวนี้ออกญาธรรมราชา (Ora Dhammaraja) ราชบุตรเขยของกษัตริย์อยุธยาทรงนำกองทัพช้าง 500 เชือกมาช่วยรบ ปรากฏว่ามีกองทัพต่างชาติแบบนี้ที่มาช่วยสงคราม 10 ทัพด้วยกัน เป็นทัพที่มีคนไทย และช้างไทยเสีย 4 ทัพ นี่เป็นการกล่าวถึงคนไทยกลุ่มแรกที่มารบให้กษัตริย์พม่า เชียงใหม่ยอมแพ้อย่างรวดเร็ว และพระเจ้าบุเรงนองเสด็จกลับหงสาวดีเมื่อ 10 เมษายน พ.ศ. 2107 เพราะขณะที่พระองค์เสด็จไปทำสงครามได้มีกบฏทาสขึ้นในนครหลวง

พระเจ้าบุเรงนองเริ่มการสงครามกับอยุธยาอีกครั้งเมื่อ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2111 พระราชพงศาวดารหอแก้วเล่วต่อว่า เมื่อ 16 เมษายน พ.ศ. 2112 พระเจ้าจักรพรรดิก็เสด็จสวรรคตและอยุธยาก็เสียกรุงเมื่อ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2112 ชาวอยุธยาจำนวนมากถูกจับไปหงสาวดี บุเรงนองทำสงครามจนถึงลาว ปรากฏว่ามีทัพไทยจากอยุธยามีช้าง 300 เชือก ม้า 1,500 ตัว และไพร่พล 3 หมื่น ได้ร่วมรบกับกองทัพพม่าด้วย

มีคณะทูตจากกษัตริย์ศรีลังกามาถึงเมืองพะสิม (Bassien) ของพม่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2089 ทูตชุดนี้ขอให้หงสาวดีส่งทัพไปปราบพวกเดียรถีที่ศรีลังกา พระเจ้าบุเรงนองทรงส่งทัพพร้อมด้วยทหาร 2,000 คนไป ปรากฏว่ากองทัพนั้นประกอบไปด้วย ชาวอยุธยา 100 คน พม่า 500 คน ชาวCassay (มาจากอินเดียเหนือ) 100 คน ชาวไจโท (Kyine Hto เป็นคนที่อยู่ติดกับพวกไทใหญ่ใกล้จีน) 100 คน ฉานสะลอง (Shan Salon) 100 คน Si Khwin (ไม่ทราบ) 100 คน เตลง (มอญ) 500 คน ทหารเหล่าเป็นชายฉกรรจ์ เก่งกล้ามาก และเชื่อว่าอยู่ยงคงกระพัน เมื่อไปถึงศรีลังกา อริราชศัตรูของพระเจ้ากรุงศรีลังกาก็ตกใจกลัวยอมแพ้โดยง่ายดายโดยกองทัพพม่าไม่ต้องออกไปรบ

เมื่อ พ.ศ. 2125 เมื่ออังวะเป็นกบฏ พระเจ้านันทบุเรงทรงส่งพระอนุชาไปปราบกบฏ เมื่อพระอนุชาไปครั้นนี้ ได้มีช้างไป 10 เชือก ไพร่พล 1,000 ในนี้ก็มีชาวอยุธยาไปด้วย กลายเป็นว่าทหารพวกนี้ได้พิสูจน์ตัวเองในการทำสงครามกับพระอนุชา ดังนั้นเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์พระนามว่าพระสีหสุรมหาธรรมราชา (Sihasuramahadhammaraja หรือ Nyaung Yan) พระองค์โปรดให้พวกนี้เป็นทหารรักษาพระองค์ และทำหน้าที่สำคัญในการคุมประตูเมืองอังวะ

มีหลักฐานจากพระบรมราชโองการพม่า (The Royal Orders Of Burma) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2141 ได้ฤกษ์สถาปนาอังวะเป็นราชธานี และตั้งพระราชวังใหม่เมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2141 ท่าน Ba:Mai ทำพิธีให้นครแห่งนี้เป็นสิริมงคล ณ ทิศทั้งสี่ของกำแพงเมือง ให้ปักเสาสี่เสาพร้อมด้วยสุพรรณบัฏนามเมือง มีป้อมปราการเรียงรายตามกำแพงเมือง ประตูปิดเปิดโดยปลอดภัย โปรดให้คัดคนอยุธยาทำหน้าที่ทหารรักษาประตูเมือง แต่ละประตูมีหัวหน้าคนหนึ่ง มีผู้ช่วยเจ็ด แต่ว่าการที่ใช้ชาวอยุธยารักษาประตูเมืองนับเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก อย่างที่พม่าเข้ายึดอยุธยานั้น เพราะมีขบถเปิดประตูให้กับกองทัพของบุเรงนองเมื่อ พ.ศ. 2112 และการที่กษัตริย์อยุธยามาตีหงสาวดีเมื่อ พ.ศ. 2126 ตอนนั้นพระเจ้านันทบุเรงเสด็จออกไปปราบอังวะเมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ. 2126 พระนเรศวร (Bya Narit) ก็มาตีหงสาวดี ดังนั้นการใช้คนอยุธยารักษาประตูเมืองนับว่าแปลกและน่าสนใจมาก ว่าพม่าทำอย่างไรจึงเอาคนอยุธยามารับใช้โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะเป็นกบฏ และเปิดประตูเมืองให้แก่ทัพไทยหรืออย่างไร

การตั้งถิ่นฐานของคนจากไทย [แก้]

ในสมัยพระเจ้าสีหสุรมหาธรรมราชา ทรงตีเมืองยะแมสิน (Yamethin) ซึ่งอยู่ระหว่างมัณฑะเลย์และย่างกุ้งได้ เมื่อ 26 กันยายน พ.ศ. 2143 จับคนเชียงรุ่งได้ 1,000 คน (Kaunghan-Kenghung men) นำมาไว้ที่กรุงอังวะ มีหนังสือกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินเมื่อ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2180 ว่าพวกยวนเชียงใหม่ (Yoons of Chiengmai) และเชียงรุ่ง (Shan Kaunghan of Kengbung) นั้นได้ถูกส่งไปที่ต่างๆดังต่อไปนี้

Amyint, Hsin In, Kani, Lay Thoke, Ma Hkwa, Mauk Ka Lan, Min Gaung, Mye Du, Ne Ta Me, Pa Hkan, Pyan Hle, Salin, Taze, Thit Ya Bin, Ywa Pu, Ba Don, Htan Da Bin, Kya Bwint, Lun Gya, Ma U, Min Don, Mu Tha, Myo Hla, Nga Ta Yaw, Pa Rain Ma, Sagu, Tayaw, Tha Hpan Zeik, Yu Daw Mu

พระบรมราชโองการพม่ายังเล่าต่อไปอีกว่า “ชายอยุธยา 50 คนพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระเจ้าบุเรงนองโปรดให้ประจำกองม้า ให้ Na Pran San เป็นหัวหน้า ประทานที่ดินของ Na Kula เป็นที่พำนักเพาะปลูก อีกกลุ่ม 125 คน มีหัวหน้าชื่อ Rai Nanda ให้อยู่ในกองม้าด้วย ยกหมู่บ้าน Kukkui Kon: ในเขต Mre Du: ประทานไป”

Mre Du นั้นปัจจุบันตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองชเวโบ (Shwebo) ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองมัณฑะเลย์อีก บรรดาหมู่บ้านทั้งหลายที่ชาวเชียงใหม่ และชาวเชียงรุ่งถูกส่งไปอาจอยู่แถบนี้เช่นกัน อาจจะอยู่ที่เขตมินบู สะกาย ชเวโบ และกาเหล (Kale) , โมนยวา (Monywa) , ปะโกกกุ (Pakokku) , สะเยต (Thayet) อาจกล่าวได้ว่าคนไทยที่ถูกจับไป หรือสมัครใจไปก็ตามก็ตั้งหลักแหล่งไม่ห่างจากเมืองหลวงของพม่ามากนัก

ความจงรักภักดีต่อชาวพม่า [แก้]

ในกรณีของชาวอยุธยานั้น ส่วนใหญ่เข้ารับราชการทหารในกองทัพพม่า และมักจะให้อยู่กับกองม้า ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าชาวอยุธยาเหล่านี้ชำนาญการทัพม้า เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2191 ชายอยุธยาคนหนึ่งนามว่า Tu Ran Kyoau ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองทหารกองหนึ่งที่มีชื่อว่า Thwe Thauk Su (Thwe แปลว่าการกรีดเลือดสาบาน Thauk แปลว่าดื่ม-กองทหารเลือดสาบาน) และดูเหมือนว่าจะประกอบไปด้วยคนอยุธยาทั้งหมดก็ได้ นอกจากนี้นังมีทหารกองอื่นที่มีหัวหน้าเป็นคนอยุธยาอีก เช่น กองที่มีชื่อว่า Yui:Daya:Mhu ซึ่งพระราชพงศาวดารหอแก้วบันทึกไว้ว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2245 เราทราบได้ว่าเป็นกองทัพคนอยุธยา เนื่องจาก Yui:daya คืออยุธยา หรือโยเดียตามเสียงพม่าเอง ส่วน Mhu แปลว่า หัวหน้า

ดูเหมือนว่าชาวอยุธยาในพระบรมโพธิสมภารพม่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์พม่ามาก ได้รับบัญชาเฝ้าประตูเมืองดังกล่าวมาแล้ว และมีบางกรณีที่มีเหตุการณ์ที่รุนแรงเกิดขึ้นดังที่พระราชพงศาวดารฉบับหอแก้ว กล่าวว่า “ชาวอยุธยาที่ประจำประตูเมืองสะลิน ก่อขบถขึ้นเมื่อ 11 มีนาคม พ.ศ. 2222 อย่างไรก็ตามก็ยังมีชาวอยุธยาเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกษัตริย์พม่า ดังที่พงศาวดารกล่าว “นายSa La Wat พร้อมด้วยช้าง 5 เชือก และชาวอยุธยา 100 คนถึงพระนครเมื่อ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2238 และเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พม่า) ”

คนเหล่านี้นั้นต้องการเข้ารับราชการ และทีแรกก็เข้าไปทางเมาะตะมะ จากที่นั่นก็ส่งขึ้นไปอังวะ อีกกลุ่มหนึ่งมาจากทางเมาะตะมะแล้วขึ้นไปอังวะ เมื่อ 13 เมษายน พ.ศ. 2246 และเมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2247 ก็มีมาอีกกลุ่มหนึ่ง

ในตอนสมัยราชวงศ์ยองยันตอนปลายที่อังวะนั้น มีคนคิดช่วงชิงบัลลังก์กันมาก ที่เมือง Madaya ก็มีคนอยุธยาชื่อว่าละวะอิน (Lara In) แต่ละวะอินทำไม่สำเร็จ ไม่เหมือนนะอนหล้า (Na On Lha) ชาวยวนเชียงใหม่เป็นควาญช้างอยู่ที่ Wan Be In ใกล้เมืองอังวะ และภายหลังสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์พระนามว่า Banda Dala พิชิตเมืองอังวะได้ในปี พ.ศ. 2294

นอกจากบรรดาทหารและไพร่ชาวไรชาวนาพวกนี้ ยังมีช่างฝีมือจากอยุธยาเข้ามา แต่ไม่ทราบว่าพวกนี้รับราชการหรือไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ไหน มีหลักฐานอยู่บ้างเช่น “ในปีนั้น (พ.ศ. 2134) พระเจ้านันทบุเรงโปรดให้รื้อประตูและซุ้มเมืองหงสาวดีลงหมด โปรดให้สร้างใหม่แบบอยุธยา” ซึ่งเป็นไปได้ว่านายช่าง ช่างไม้ ช่างอิฐ และช่างปูนคงถูกสั่งให้มาทำงานก่อสร้างครั้งนี้

มีชาวอยุธยาคนหนึ่งได้แปรสภาพของตนอยู่ในชุมชนของชาวพม่า กล่าวคือ “เมื่อฤดูฝน (พ.ศ. 2274) น้ำ (ในแม่น้ำมยิเงที่เมืองอังวะ) เซาะฝั่งทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือเมืองอังวะพัง ผู้ชำนาญชาวอยุธยาเสกมนต์ให้กระแสน้ำเปลี่ยนทางแล้วนำทรายขึ้นมาถมฝั่งแม่น้ำตามเดิม”

ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 23 มีสงครามอยู่ตลอดเวลาระหว่างอยุธยากับหงสาวดี และระหว่างอยุธยากับอังวะ บรรดาเชลยสงครามถูกใช้ไปทำไร่ไถนา บางส่วนก็ถูกส่งไปขายเป็นทาสในตลาดเบงกอล แต่เนื่องจากชื่อเสียงในความเก่งกล้า บางคนได้เป็นประตูวัง ประตูเมือง พวกช่างฝีมือเข้ารับราชการในราชสำนักโดยเฉพาะ พวกนี้ผสมปนเปกับคนพื้นเมืองได้ง่าย และภายในหนึ่งถึงสองชั่วคนต่อมา ก็จะลืมเทือกเถาเหล่ากอว่ามาจากอยุธยาหมด

ภาษา [แก้]

ภาษาหลักของชาวโยเดียในอดีต คือ ภาษาไทยสำเนียงแบบอยุธยาน่าจะที่ออกเหน่อกว่าปัจจุบันนี้ ใช้พูดกันและเลิกใช้เนื่องจากคนรุ่นเก่าก่อนไม่ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน แต่ทราบแน่นอนว่าในราวสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ยังมีการใช้ภาษาไทยกันในกลุ่มชาวโยเดียอยู่ และด้วยภาษาไทยของชาวโยเดียนี่เองที่อาจจะเป็นต้นกำเนิดของตัวพิมพ์ไทย คือในปี พ.ศ. 2359 ถูกค้นคว้าโดยศาตราจารย์ขจร สุขพานิช ที่กล่าวถึงหมอจัดสัน (Adoniram Judson) และแนนซี่ จัดสัน หรือแอนน์ ฮาเซลไทน์ จัดสัน (Ann Hazeltine Judson) มิชชันนารีชาวอเมริกันคณะแบบติสต์ ซึ่งเดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาในนครย่างกุ้ง นอกจากนางจัดสันจะรู้ภาษาพม่าแล้ว นางได้ศึกษาภาษาไทยจากเชลยชาวสยามที่ถูกกวาดต้อนเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในเวลาเดียวกันจอร์จ เอช ฮัฟ (George H. Hough) ซึ่งเป็นช่างพิมพ์ได้เข้ามาตั้งโรงพิมพ์ในพม่าและได้หล่อตัวพิมพ์ไทยขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2359 ตามแบบของนางจัดสัน และได้ทำหนังสือพระคัมภีร์แมทธิวขึ้น แต่ปัจจุบันได้สูญหายหมดแล้ว ฉะนั้นชาวโยเดียในพม่าอาจเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาตัวพิมพ์ไทยยุคแรกๆ ที่ใช้ในประเทศไทยเองจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้

ปัจจุบัน [แก้]

ชุมชนโยเดียเมืองตองอู ปัจจุบันไม่มีคนเชื้อสายโยเดียอาศัยอยู่แล้ว

ปัจจุบันนี้ ย่านระแหงก็ยังมีชาวพม่าเชื้อสายโยเดียอยู่ พวกเขารู้ว่าบรรพบุรุษมาจากไหน เพียงแต่กาลเวลา ทำให้หลงลืมภาษาไทยจนหมดสิ้น คนพม่าบางคนก็สืบเชื้อสายจากคนไทย โดยที่เจ้าตัวถือเป็นพม่าโดยไม่รู้ว่าตนมีเชื้อสายโยเดีย บางชุมชนเหลือแต่ชื่อ เช่นชุมชนโยเดียในเมืองตองอู ปัจจุบันไม่มีชาวโยเดียเหลืออยู่แล้ว[3] ส่วนชาวโยเดียที่เหลือยังมีการแห่ขันหมาก การก่อเจดีย์ทราย แบบเดียวกับคนไทย และพม่าก็รับวัฒนธรรมไทยจากคนโยเดียด้วย อย่างด้านอาหารก็มี โยเดียซุป ซึ่งเลียนแบบต้มยำกุ้งของไทย บรรดาลูกหลานของคนเหล่านี้ เราไม่อาจตัดสินได้ว่าเขาไม่รักชาติ โดยตัดขาดจากกรุงศรีอยุธยาหมดสิ้น เพราะเขาคงไม่เข้าใจลัทธิรักชาติ (Patriotism) อย่างที่เราเข้าใจกัน

นอกจากกลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในพม่าแล้วยังมีชาวลาวเวียงจันทน์ (พม่าเรียก Linzin หรือ Vien chang men) เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกษัตริย์พม่าในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2252 และชาวเขมรซึ่งอยู่ในสยาม ภายหลังถูกขายเป็นทาส หรือถูกกวาดต้อนเข้าไปยังเมืองของพม่า

อ้างอิง [แก้]

  • สุพรรณี กาญจนัษฐิติ."ชาวอยุธยากับการรับราชการในใต้เบื้องพระยุคลบาทกษัตริย์พม่าสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17". ในหนังสือข้อมูลประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา จากเอกสารไทยและต่างประเทศ ของวินัย พงศ์ศรีเพียร.กรุงเทพฯ:ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร,2528
  • ถั่นทุน (เขียน) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (แปล)."ชาวอยุธยาในพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์พม่าในปลายพุทธศตวรรษที่ 21 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 23 (คริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17)".ชาญวิทย์ เกษตรศิริ.อยุธยาประวัติศาสตร์และการเมือง
  • สุจิตต์ วงษ์เทศ. อักษรไทย มาจากไหน?. กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน,2548 หน้า 137-138