สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ
| สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ |
|
|---|---|
ภาพกรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งเป็นภาพพิมพ์สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากหอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส |
|
| พระอิสริยยศ | กรมหลวงโยธาเทพ |
| ฐานันดรศักดิ์ | เจ้าฟ้า |
| ราชวงศ์ | ปราสาททอง (ตามการประสูติ) บ้านพลูหลวง (ตามการเสกสมรส) |
| ข้อมูลส่วนพระองค์ | |
| ประสูติ | พ.ศ. 2199 |
| สิ้นพระชนม์ | พ.ศ. 2278 (ประมาณ 79 ปี) |
| พระราชบิดา | สมเด็จพระนารายณ์มหาราช |
| พระราชมารดา | พระกษัตรี |
| พระราชสวามี | พระเพทราชา |
| พระโอรส/ธิดา | เจ้าฟ้าตรัสน้อย |
สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ (ประมาณ พ.ศ. 2199 — 2278) พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งประสูติแต่พระอัครมเหสีในรัชกาล พระองค์มีพระชนม์ยืนยาว 5 รัชกาล ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์มีบทบาทอย่างสูงเนื่องจากพระองค์ทรงมีส่วนริเริ่มการปฏิวัติผลัดแผ่นดิน และตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์นี้เสียเองทั้งที่ไม่เต็มพระทัยนัก[1] ด้วยการเป็นมเหสีฝ่ายซ้ายของพระเพทราชา จากนั้นพระองค์ใช้ชีวิตอย่างสงบจนสิ้นพระชนม์ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ใน พ.ศ. 2278
เนื้อหา |
พระประวัติ [แก้]
สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประสูติแต่พระอัครมเหสี[2] เรื่องราวเบื้องต้นของพระองค์ปรากฏใน คู่มือทูตตอบ เขียนขึ้นโดยราชบัณฑิตไม่ปรากฏนามในสมัยกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2224 โดยในเนื้อความได้กล่าวถึงพระราชโอรส-ธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งในขณะนั้นพระราชธิดามีพระชนมายุได้ 25 พรรษา[3] จึงสันนิษฐานว่าพระองค์ประสูติในปี พ.ศ. 2199
เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระนามว่า "เจ้าฟ้าหญิงสุดาวดี" หรือ "พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุดาวดี" ด้วยเหตุที่พระองค์เป็นพระราชธิดาที่โปรดปรานของพระราชบิดา ดังนั้นจึงสามารถทำให้ผู้ที่เสกสมรสด้วยได้รับสิทธิธรรมเหนือราชบัลลังก์มากขึ้นด้วย[4]
ปฐมแห่งเจ้านายต่างกรม [แก้]
พระองค์ได้ถูกเรียกตามพระนามจึงปรากฏพระนามตามกรมว่า "เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพพระองค์ ๑" จึงนับเป็นพระองค์แรก ๆ ที่ปรากฏพระนามว่าเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าทรงกรม และยังมีอีกหนึ่งพระองค์คู่กันกับท่านก็คือ เจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ[5]ที่ได้รับการจัดตั้งจากเหล่าขุนนางข้าราชการเช่นกัน ซึ่งกรมหลวงโยธาทิพเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และเป็นพระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์ โดยในเรื่องราวดังกล่าวสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือตำนานวังหน้าเกี่ยวกับที่มาของเจ้าต่างกรม ความว่า
แต่เดิมมาขัตติยยศ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งเจ้านายนั้น เป็นตำแหน่งเฉพาะพระองค์ เช่นเป็นพระราเมศวร พระบรมราชา พระอินทราชา พระอาทิตยวงศ์ ส่วนพระองค์หญิงก็มีพระนามปรากฏเป็น พระสุริโยทัย พระวิสุทรกษัตรีย์ เป็นต้น ครั้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มีเหตุเป็นอริกับพระเจ้าน้องยาเธอ จึงไม่ได้สถาปนาขัตติยยศพระองค์หนึ่งพระองค์ใด พระราชโอรสก็ไม่มี (มีจดหมายเหตุฝรั่งกล่าวว่า เมื่อพระอัครมเหสีทิวงคต สมเด็จพระนารายณ์มีพระราชประสงค์จะให้ข้าราชการในพระมเหสีคงอยู่แก่เจ้าฟ้าพระราชธิดา) จึงโปรดให้รวบรวมข้าราชการจัดตั้งขึ้นเป็นกรมกรมหนึ่ง เจ้ากรมเป็นที่หลวงโยธาเทพ ให้ขึ้นอยู่ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสุดาวดีราชธิดา และให้จัดตั้งอีกกรมหนึ่ง เจ้ากรมเป็นที่หลวงโยธาทิพ ให้ขึ้นอยู่ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าศรีสุพรรณอย่างเดียวกัน เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นั้นจึงปรากฏพระนามตามกรมว่า เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพพระองค์ ๑ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพพระองค์ ๑ เป็นปฐมเหตุที่จะมีเจ้านายต่างกรมสืบมาจนทุกวันนี้[5]
พระราชกรณียกิจ [แก้]
พระราชกรณียกิจในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ กรมหลวงโยธาเทพทรงรับผิดชอบกิจการในพระราชวังแทนพระราชมารดาที่เสด็จสวรรคต ทรงดูแลเรื่องต่าง ๆ นางสนมกำนัลขันที จนชาววังเรียกว่า "เจ้าวัง" เมื่อทรงกรมแล้วได้รับพระเกียรติยศอย่างสูงสุดคือ ได้รับพระราชทานหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ส่วยสาอากรขนอนตลาดเลกสมในสังกัด มีพระคลังสินค้า เรือกำปั่น และเงินทุน[6] นอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์อีกจำนวนมาก เรื่องราวของพระองค์ได้ปรากฏในจดหมายเหตุลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ได้ทำการบันทึกไว้ความว่า "...เจ้าฟ้าหญิงองค์ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วว่าดำรงอิสริยยศเยี่ยงพระมเหสีนั้น กำลังทรงมีเรื่องหมางพระทัยอยู่กับพระราชบิดา ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงกว้านการค้ากับต่างประเทศไว้เสียหมด"[7] ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงมีเหตุหมางพระทัยกับพระราชบิดาที่เป็นอุปสรรคทางการค้าของพระองค์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีเรื่องบาดหมางกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เนื่องจากเขาได้เกณฑ์แรงงานสองพันคนจากที่ดินในอาณัติของพระองค์ เพื่อนำไปปฏิบัติการในเมืองเขมรช่วงปี ค.ศ. 1684 จึงเป็นเหตุให้ทรงกริ้วหนัก[8] และพระองค์ก็ทรง "ไม่สบายพระทัยนักที่พวกฝรั่งเศสเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพระราชอาณาจักรเช่นนี้"[9]
ด้วยเหตุดังกล่าวในช่วงปี ค.ศ. 1687 มาดามลาโดฟิน พระชายาในเจ้าชายหลุยส์ เลอกร็องโดฟิน พระโอรสในพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ส่งทูตพิเศษนำของกำนัลมาพระราชทานให้ แต่พระองค์กลับปฏิเสธ โดยทรงอ้างว่าพระองค์ทรงมีฐานะ "ยากจน" เกินกว่าจะประทานของมีค่าที่จะเทียบกันได้เป็นการตอบแทน[10] ซึ่งในจดหมายเวเรต์ถึงมาร์กีส์เดอแซนเญอเลก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า "พระราชธิดาในองค์กษัตริย์สยามแสดงอาการโกรธแค้นพวกเรา เนื่องจากนางเกลียดชังเมอสิเยอร์ก็องสต็องซ์ซึ่งเคยลบหลู่ดูหมิ่นนางอยู่หลายครั้งหลายหน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จนกระทั่งนางไม่ประสงค์จะรับของกำนัลของมาดามลาโดฟีนที่ส่งมาถวาย นี่แสดงให้เห็นความเกลียดชังของนางที่มีต่อเรา"[11]
นอกจากนี้บาทหลวงตาชาร์ดก็ได้บันทึกเรื่องราวด้วยลายมือเขียนด้วยเช่นกัน แต่ก็แต่งเติมไปบ้าง ความว่า "ครั้งเมื่อมีผู้ไปเร่งรัดทาง (พระราชธิดา)...ให้เข้าไปยังราชสำนัก เพื่อจะได้คัดเลือกของหายากให้เป็นของกำนัลแด่พระชายาของพระโอรส เพราะจะเป็นการผิดวิสัยอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตอบแทนน้ำใจของมาดามลาโดฟิน พระนางตรัสตอบว่า ไม่ได้ทรงร่ำรวยพอที่จะส่งของกำนัลที่มีค่าเสมอกับของที่ส่งมาให้ และทรงแน่พระทัยว่า องค์พระบิดาจะได้ทรงกระทำทุกอย่างที่ทรงเห็นควรเหมาะกับพระนาง"[12]
ชีวิตส่วนพระองค์ [แก้]
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช [แก้]
สมเด็จเจ้าฟ้าน้อย พระราชอนุชาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงมีน้ำพระทัยและจรรยามารยาทละมุนละไมเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนในราชสำนักและราษฎรทั่วไป สมเด็จพระนารายณ์เองก็ทรงรักพระอนุชาองค์นี้ประดุจพระโอรส จึงมีพระราชดำริที่จะสถาปนาให้เป็นองค์รัชทายาท และยกสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ให้เป็นพระชายา จนถึงขั้นมีการเตรียมการจัดงานอภิเษกสมรส อีกทั้งเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพเองก็มีพระปรารถนาอย่างลึกซึ้ง แต่ความหวังก็พังพินาศลงในกาลต่อมา[13] เนื่องจากเจ้าฟ้าน้อยทรงลอบเป็นชู้กับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระสนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์ ภายหลังหลังท้าวศรีจุฬาลักษณ์ถูกลงโทษด้วยการโยนให้เสือกิน[14] ส่วนเจ้าฟ้าน้อยได้รับโทษโบย จนเป็นอัมพาตที่พระชิวหา บ้างก็ว่าทรงแสร้งเป็นใบ้[15]
ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระราชประสงค์ให้กรมหลวงโยธาเทพ อภิเษกสมรสกับพระปีย์ พระราชโอรสบุญธรรม แต่กรมหลวงโยธาเทพไม่ทรงยินยอมพร้อมพระทัยด้วย และพระองค์ทรงยึดมั่นในพระราชดำริเดิมที่จะอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าน้อย และทรงขัดขืนพระราชประสงค์ของพระบิดา[16] โดยปรากฏในบันทึกความทรงจำของบาทหลวง เดอะ แบส เกี่ยวกับชีวิตและการมรณกรรมของก็องสตังซ์ ฟอลคอน ความว่า
ฝ่ายเจ้าฟ้าหญิงนั้น ครั้นทรงได้รับแจ้งพระราชดำริ ก็ทรงไม่ยินยอมพร้อมพระทัยด้วย ชะรอยจะทรงมีความหยิ่งในราชสมภพ ดังที่เธอทรงแสดงอยู่ให้ประจักษ์ จึงไม่อาจลดพระองค์ลงมาอภิเษกกับบุคคลในชั้นไพร่ได้ หรือชะรอยจะเป็นดังที่คนทั้งหลายเข้าใจกันอยู่ กล่าวคือเธอมีน้ำพระทัยโน้มน้าวและผูกพันในทางอภิเษกสมรสมาแต่ก่อนกับพระปิตุลาอยู่แล้ว...เธอก็ยังทรงยึดมั่นในพระราชดำริดั้งเดิมของในหลวงที่จะอภิเษกเธอให้แก่เจ้าชายองค์นั้นอยู่เสมอ แต่เรื่องได้ดำเนินไปอย่างลับๆ ดังที่กระผมได้ยินเขาพูดกันมา ว่าแม้ในหลวงหรือ มร.ก็องสตังซ์ก็มิได้ล่วงรู้ระแคะระคายเลย ในหลวงทรงขัดพระทัยเป็นอันมาก ในการที่พระราชธิดาทรงขัดขืนพระราชประสงค์อย่างหนักแน่น ไม่ทรงยินยอมอภิเษกสมรสกับพระปีย์...[17]
ในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ กรมหลวงโยธาเทพมิเคยปรากฏพระองค์ให้ชาวยุโรปคนใดพบเห็นเลย จึงเชื่อว่าในช่วงเวลานั้นพระองค์ทรงถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ด้วยเช่นกันกับพระอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์ด้วยเหตุผลทางการเมือง[18]
หลังการผลัดแผ่นดินและปลายพระชนม์ชีพ [แก้]
หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชาได้ครองราชย์สืบมา และได้ทรงอภิเษกกรมหลวงโยธาเทพขึ้นเป็นมเหสีฝ่ายซ้ายเพื่อสิทธิธรรมแห่งราชบัลลังก์ ซึ่งกรมหลวงโยธาเทพเองเป็นผู้มีส่วนริเริ่มการปฏิวัติผลัดแผ่นดิน และตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์นี้เสียเองทั้งที่ไม่เต็มพระทัยต่อพระเพทราชานัก[1] นอกจากนี้สมเด็จพระเพทราชาได้สั่งให้ปลงพระชนม์พระอนุชา 2 พระองค์ ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรมหลวงโยธาเทพที่ทรงเป็นมเหสีฝ่ายซ้าย จึงทำให้พระเพทราชามีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์สมบูรณ์มากขึ้น เมื่อครบถ้วนทศมาสกรมหลวงโยธาเทพก็ได้ให้พระประสูติกาลเจ้าฟ้าตรัสน้อย ในจุลศักราช 1050 (พ.ศ. 2231)[19]
หลังจากสมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคต พระองค์และเจ้าฟ้าตรัสน้อยทรงย้ายไปประทับอยู่ ณ พระตำหนักใกล้พระอารามวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเชื่อว่าคือวัดตะเว็ด เนื่องจากมีโบราณสถาน และตั้งอยู่ไม่ไกลไปจากวัดพุทไธศวรรย์[20] พระนางใช้ชีวิตอย่างสงบ จนสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. 2278 ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[21]ขณะที่ผนวชเป็นรูปชี โดยในพงศาวดารกล่าวว่าพระองค์ได้เสด็จเข้าสู่ "นิพพาน"[22] การนี้สมเด็จพระเจ้าบรมโกศโปรดเกล้าฯ ให้ทำพระเมรุมาศขนาดน้อย ณ วัดพุทไธศวรรย์ แล้วเชิญพระโกศขึ้นพระยานุมาศแห่มาเข้าพระเมรุกรมหลวงโยธาเทพ[23] สิริพระชนมายุได้ 79 พรรษา
สถานที่อันเนื่องด้วยพระนาม [แก้]
- ซอยโยธาเทพ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
อ้างอิง [แก้]
- ↑ 1.0 1.1 สปอร์แดช มอร์แกน (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554, หน้า 231
- ↑ ภาสกร วงศ์ตาวัน. ไพร่ขุนนางเจ้า แย่งชิงบัลลังก์สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2553. หน้า 161
- ↑ ไมเคิล ไรท์. ภูมิประวัติศาสตร์สยาม:เอกสารชั้นต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่เปิดเผยใหม่. ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน, 2548. หน้า 93.
- ↑ นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ:มติชน, 2549. หน้า 84
- ↑ 5.0 5.1 "สมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่". จุลลดา ภักดีภูมินทร์. 14 พฤษภาคม 2545. สืบค้นเมื่อ 2010-12-29.
- ↑ La Loubère. Du Royaume de Siam. p. 142
- ↑ ภัตรา ภูมิประภาส. นางออสุต:เมียลับผู้ทรงอิทธิพลแห่งการค้าเมืองสยาม. ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 30 ฉบับที่ 11 กันยายน 2552 กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน,2552. หน้า 94
- ↑ De Choisy. Journal du Voyage de Siam. p. 372
- ↑ Cèberet Journal du voyage
- ↑ สปอร์แดช มอร์แกน (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554, หน้า 157
- ↑ Lettre de Véret à Seignelay, datée de Pondichéry le 25 févier 1689, Algemeen Rijksarchief. VOC. 4025 I et 4026
- ↑ สปอร์แดช มอร์แกน (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554, หน้า 165
- ↑ เดอะ แบส เขียน, สันต์ ท. โกมลบุตร แปล. บันทึกความทรงจำของบาทหลวง เดอะ แบส เกี่ยวกับชีวิตและการมรณกรรมของก็องสตังซ์ ฟอลคอน. (นนทบุรี:ศรีปัญญา, 2550), หน้า 94-96
- ↑ ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง เขียน, สมศรี เอี่ยมธรรม แปล. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุทธยา. (กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร, 2522), หน้า 76-77
- ↑ เดอะ แบส. เรื่องเดิม. หน้า 96-100
- ↑ สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์. "พงศาวดารกระซิบเรื่องโอรสลับพระนารายณ์". ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 30 ฉบับที่ 11 กันยายน 2552 กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน,2552. หน้า 113
- ↑ เดอะ แบส. เรื่องเดิม. หน้า 101-102
- ↑ สปอร์แดช มอร์แกน (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554, หน้า 158
- ↑ ๔๙ ราชินี (๖)-11. กรมหลวงโยธาเทพ
- ↑ วัดตะเว็ด ประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา พระนครศรีอยุธยา
- ↑ พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
- ↑ สมภพ ภิรมย์, ศาสตราจารย์ น.อ.. พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:อมรินทร์การพิมพ์. 2528, หน้า 66
- ↑ กรมหลวงโยธาเทพ
|
||||||||||||||||||||||||||