สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก กรมหลวงโยธาเทพ)
สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี
กรมหลวงโยธาเทพ
Kromluang Yothathep.JPG
ภาพกรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งเป็นภาพพิมพ์สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากหอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส
พระอิสริยยศ กรมหลวงโยธาเทพ
ฐานันดรศักดิ์ เจ้าฟ้า
ราชวงศ์ ปราสาททอง
(ตามการประสูติ)
บ้านพลูหลวง
(ตามการเสกสมรส)
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ พ.ศ. 2199
สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2278 (ประมาณ 79 ปี)
พระราชบิดา สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
พระราชมารดา พระกษัตรี
พระราชสวามี พระเพทราชา
พระโอรส/ธิดา เจ้าฟ้าตรัสน้อย
    

สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ (ประมาณ พ.ศ. 21992278) พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งประสูติแต่พระอัครมเหสีในรัชกาล พระองค์มีพระชนม์ยืนยาว 5 รัชกาล ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์มีบทบาทอย่างสูงเนื่องจากพระองค์ทรงมีส่วนริเริ่มการปฏิวัติผลัดแผ่นดิน และตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์นี้เสียเองทั้งที่ไม่เต็มพระทัยนัก[1] ด้วยการเป็นมเหสีฝ่ายซ้ายของพระเพทราชา จากนั้นพระองค์ใช้ชีวิตอย่างสงบจนสิ้นพระชนม์ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ใน พ.ศ. 2278

เนื้อหา

พระประวัติ [แก้]

สมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประสูติแต่พระอัครมเหสี[2] เรื่องราวเบื้องต้นของพระองค์ปรากฏใน คู่มือทูตตอบ เขียนขึ้นโดยราชบัณฑิตไม่ปรากฏนามในสมัยกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2224 โดยในเนื้อความได้กล่าวถึงพระราชโอรส-ธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งในขณะนั้นพระราชธิดามีพระชนมายุได้ 25 พรรษา[3] จึงสันนิษฐานว่าพระองค์ประสูติในปี พ.ศ. 2199

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระนามว่า "เจ้าฟ้าหญิงสุดาวดี" หรือ "พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุดาวดี" ด้วยเหตุที่พระองค์เป็นพระราชธิดาที่โปรดปรานของพระราชบิดา ดังนั้นจึงสามารถทำให้ผู้ที่เสกสมรสด้วยได้รับสิทธิธรรมเหนือราชบัลลังก์มากขึ้นด้วย[4]

ปฐมแห่งเจ้านายต่างกรม [แก้]

พระองค์ได้ถูกเรียกตามพระนามจึงปรากฏพระนามตามกรมว่า "เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพพระองค์ ๑" จึงนับเป็นพระองค์แรก ๆ ที่ปรากฏพระนามว่าเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าทรงกรม และยังมีอีกหนึ่งพระองค์คู่กันกับท่านก็คือ เจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ[5]ที่ได้รับการจัดตั้งจากเหล่าขุนนางข้าราชการเช่นกัน ซึ่งกรมหลวงโยธาทิพเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และเป็นพระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์ โดยในเรื่องราวดังกล่าวสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือตำนานวังหน้าเกี่ยวกับที่มาของเจ้าต่างกรม ความว่า

แต่เดิมมาขัตติยยศ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งเจ้านายนั้น เป็นตำแหน่งเฉพาะพระองค์ เช่นเป็นพระราเมศวร พระบรมราชา พระอินทราชา พระอาทิตยวงศ์ ส่วนพระองค์หญิงก็มีพระนามปรากฏเป็น พระสุริโยทัย พระวิสุทรกษัตรีย์ เป็นต้น ครั้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มีเหตุเป็นอริกับพระเจ้าน้องยาเธอ จึงไม่ได้สถาปนาขัตติยยศพระองค์หนึ่งพระองค์ใด พระราชโอรสก็ไม่มี (มีจดหมายเหตุฝรั่งกล่าวว่า เมื่อพระอัครมเหสีทิวงคต สมเด็จพระนารายณ์มีพระราชประสงค์จะให้ข้าราชการในพระมเหสีคงอยู่แก่เจ้าฟ้าพระราชธิดา) จึงโปรดให้รวบรวมข้าราชการจัดตั้งขึ้นเป็นกรมกรมหนึ่ง เจ้ากรมเป็นที่หลวงโยธาเทพ ให้ขึ้นอยู่ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสุดาวดีราชธิดา และให้จัดตั้งอีกกรมหนึ่ง เจ้ากรมเป็นที่หลวงโยธาทิพ ให้ขึ้นอยู่ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าศรีสุพรรณอย่างเดียวกัน เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นั้นจึงปรากฏพระนามตามกรมว่า เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพพระองค์ ๑ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพพระองค์ ๑ เป็นปฐมเหตุที่จะมีเจ้านายต่างกรมสืบมาจนทุกวันนี้[5]

พระราชกรณียกิจ [แก้]

มาดามลาโดฟิน พระสุณิสาในพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ส่งของกำนัลมาพระราชทานแต่กลับถูกกรมหลวงโยธาเทพปฏิเสธ

พระราชกรณียกิจในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ กรมหลวงโยธาเทพทรงรับผิดชอบกิจการในพระราชวังแทนพระราชมารดาที่เสด็จสวรรคต ทรงดูแลเรื่องต่าง ๆ นางสนมกำนัลขันที จนชาววังเรียกว่า "เจ้าวัง" เมื่อทรงกรมแล้วได้รับพระเกียรติยศอย่างสูงสุดคือ ได้รับพระราชทานหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ส่วยสาอากรขนอนตลาดเลกสมในสังกัด มีพระคลังสินค้า เรือกำปั่น และเงินทุน[6] นอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์อีกจำนวนมาก เรื่องราวของพระองค์ได้ปรากฏในจดหมายเหตุลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ได้ทำการบันทึกไว้ความว่า "...เจ้าฟ้าหญิงองค์ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วว่าดำรงอิสริยยศเยี่ยงพระมเหสีนั้น กำลังทรงมีเรื่องหมางพระทัยอยู่กับพระราชบิดา ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงกว้านการค้ากับต่างประเทศไว้เสียหมด"[7] ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงมีเหตุหมางพระทัยกับพระราชบิดาที่เป็นอุปสรรคทางการค้าของพระองค์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีเรื่องบาดหมางกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เนื่องจากเขาได้เกณฑ์แรงงานสองพันคนจากที่ดินในอาณัติของพระองค์ เพื่อนำไปปฏิบัติการในเมืองเขมรช่วงปี ค.ศ. 1684 จึงเป็นเหตุให้ทรงกริ้วหนัก[8] และพระองค์ก็ทรง "ไม่สบายพระทัยนักที่พวกฝรั่งเศสเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพระราชอาณาจักรเช่นนี้"[9]

ด้วยเหตุดังกล่าวในช่วงปี ค.ศ. 1687 มาดามลาโดฟิน พระชายาในเจ้าชายหลุยส์ เลอกร็องโดฟิน พระโอรสในพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ส่งทูตพิเศษนำของกำนัลมาพระราชทานให้ แต่พระองค์กลับปฏิเสธ โดยทรงอ้างว่าพระองค์ทรงมีฐานะ "ยากจน" เกินกว่าจะประทานของมีค่าที่จะเทียบกันได้เป็นการตอบแทน[10] ซึ่งในจดหมายเวเรต์ถึงมาร์กีส์เดอแซนเญอเลก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า "พระราชธิดาในองค์กษัตริย์สยามแสดงอาการโกรธแค้นพวกเรา เนื่องจากนางเกลียดชังเมอสิเยอร์ก็องสต็องซ์ซึ่งเคยลบหลู่ดูหมิ่นนางอยู่หลายครั้งหลายหน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จนกระทั่งนางไม่ประสงค์จะรับของกำนัลของมาดามลาโดฟีนที่ส่งมาถวาย นี่แสดงให้เห็นความเกลียดชังของนางที่มีต่อเรา"[11]

นอกจากนี้บาทหลวงตาชาร์ดก็ได้บันทึกเรื่องราวด้วยลายมือเขียนด้วยเช่นกัน แต่ก็แต่งเติมไปบ้าง ความว่า "ครั้งเมื่อมีผู้ไปเร่งรัดทาง (พระราชธิดา)...ให้เข้าไปยังราชสำนัก เพื่อจะได้คัดเลือกของหายากให้เป็นของกำนัลแด่พระชายาของพระโอรส เพราะจะเป็นการผิดวิสัยอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตอบแทนน้ำใจของมาดามลาโดฟิน พระนางตรัสตอบว่า ไม่ได้ทรงร่ำรวยพอที่จะส่งของกำนัลที่มีค่าเสมอกับของที่ส่งมาให้ และทรงแน่พระทัยว่า องค์พระบิดาจะได้ทรงกระทำทุกอย่างที่ทรงเห็นควรเหมาะกับพระนาง"[12]

ชีวิตส่วนพระองค์ [แก้]

สมเด็จพระนารายณ์ตามจินตนาการของชาวฝรั่งเศส

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช [แก้]

สมเด็จเจ้าฟ้าน้อย พระราชอนุชาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงมีน้ำพระทัยและจรรยามารยาทละมุนละไมเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนในราชสำนักและราษฎรทั่วไป สมเด็จพระนารายณ์เองก็ทรงรักพระอนุชาองค์นี้ประดุจพระโอรส จึงมีพระราชดำริที่จะสถาปนาให้เป็นองค์รัชทายาท และยกสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ให้เป็นพระชายา จนถึงขั้นมีการเตรียมการจัดงานอภิเษกสมรส อีกทั้งเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพเองก็มีพระปรารถนาอย่างลึกซึ้ง แต่ความหวังก็พังพินาศลงในกาลต่อมา[13] เนื่องจากเจ้าฟ้าน้อยทรงลอบเป็นชู้กับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระสนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์ ภายหลังหลังท้าวศรีจุฬาลักษณ์ถูกลงโทษด้วยการโยนให้เสือกิน[14] ส่วนเจ้าฟ้าน้อยได้รับโทษโบย จนเป็นอัมพาตที่พระชิวหา บ้างก็ว่าทรงแสร้งเป็นใบ้[15]

ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระราชประสงค์ให้กรมหลวงโยธาเทพ อภิเษกสมรสกับพระปีย์ พระราชโอรสบุญธรรม แต่กรมหลวงโยธาเทพไม่ทรงยินยอมพร้อมพระทัยด้วย และพระองค์ทรงยึดมั่นในพระราชดำริเดิมที่จะอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าน้อย และทรงขัดขืนพระราชประสงค์ของพระบิดา[16] โดยปรากฏในบันทึกความทรงจำของบาทหลวง เดอะ แบส เกี่ยวกับชีวิตและการมรณกรรมของก็องสตังซ์ ฟอลคอน ความว่า

ฝ่ายเจ้าฟ้าหญิงนั้น ครั้นทรงได้รับแจ้งพระราชดำริ ก็ทรงไม่ยินยอมพร้อมพระทัยด้วย ชะรอยจะทรงมีความหยิ่งในราชสมภพ ดังที่เธอทรงแสดงอยู่ให้ประจักษ์ จึงไม่อาจลดพระองค์ลงมาอภิเษกกับบุคคลในชั้นไพร่ได้ หรือชะรอยจะเป็นดังที่คนทั้งหลายเข้าใจกันอยู่ กล่าวคือเธอมีน้ำพระทัยโน้มน้าวและผูกพันในทางอภิเษกสมรสมาแต่ก่อนกับพระปิตุลาอยู่แล้ว...เธอก็ยังทรงยึดมั่นในพระราชดำริดั้งเดิมของในหลวงที่จะอภิเษกเธอให้แก่เจ้าชายองค์นั้นอยู่เสมอ แต่เรื่องได้ดำเนินไปอย่างลับๆ ดังที่กระผมได้ยินเขาพูดกันมา ว่าแม้ในหลวงหรือ มร.ก็องสตังซ์ก็มิได้ล่วงรู้ระแคะระคายเลย ในหลวงทรงขัดพระทัยเป็นอันมาก ในการที่พระราชธิดาทรงขัดขืนพระราชประสงค์อย่างหนักแน่น ไม่ทรงยินยอมอภิเษกสมรสกับพระปีย์...[17]

ในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ กรมหลวงโยธาเทพมิเคยปรากฏพระองค์ให้ชาวยุโรปคนใดพบเห็นเลย จึงเชื่อว่าในช่วงเวลานั้นพระองค์ทรงถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ด้วยเช่นกันกับพระอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์ด้วยเหตุผลทางการเมือง[18]

หลังการผลัดแผ่นดินและปลายพระชนม์ชีพ [แก้]

หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชาได้ครองราชย์สืบมา และได้ทรงอภิเษกกรมหลวงโยธาเทพขึ้นเป็นมเหสีฝ่ายซ้ายเพื่อสิทธิธรรมแห่งราชบัลลังก์ ซึ่งกรมหลวงโยธาเทพเองเป็นผู้มีส่วนริเริ่มการปฏิวัติผลัดแผ่นดิน และตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์นี้เสียเองทั้งที่ไม่เต็มพระทัยต่อพระเพทราชานัก[1] นอกจากนี้สมเด็จพระเพทราชาได้สั่งให้ปลงพระชนม์พระอนุชา 2 พระองค์ ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรมหลวงโยธาเทพที่ทรงเป็นมเหสีฝ่ายซ้าย จึงทำให้พระเพทราชามีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์สมบูรณ์มากขึ้น เมื่อครบถ้วนทศมาสกรมหลวงโยธาเทพก็ได้ให้พระประสูติกาลเจ้าฟ้าตรัสน้อย ในจุลศักราช 1050 (พ.ศ. 2231)[19]

หลังจากสมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคต พระองค์และเจ้าฟ้าตรัสน้อยทรงย้ายไปประทับอยู่ ณ พระตำหนักใกล้พระอารามวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเชื่อว่าคือวัดตะเว็ด เนื่องจากมีโบราณสถาน และตั้งอยู่ไม่ไกลไปจากวัดพุทไธศวรรย์[20] พระนางใช้ชีวิตอย่างสงบ จนสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. 2278 ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[21]ขณะที่ผนวชเป็นรูปชี โดยในพงศาวดารกล่าวว่าพระองค์ได้เสด็จเข้าสู่ "นิพพาน"[22] การนี้สมเด็จพระเจ้าบรมโกศโปรดเกล้าฯ ให้ทำพระเมรุมาศขนาดน้อย ณ วัดพุทไธศวรรย์ แล้วเชิญพระโกศขึ้นพระยานุมาศแห่มาเข้าพระเมรุกรมหลวงโยธาเทพ[23] สิริพระชนมายุได้ 79 พรรษา

สถานที่อันเนื่องด้วยพระนาม [แก้]

อ้างอิง [แก้]

  1. 1.0 1.1 สปอร์แดช มอร์แกน (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554, หน้า 231
  2. ภาสกร วงศ์ตาวัน. ไพร่ขุนนางเจ้า แย่งชิงบัลลังก์สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2553. หน้า 161
  3. ไมเคิล ไรท์. ภูมิประวัติศาสตร์สยาม:เอกสารชั้นต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่เปิดเผยใหม่. ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน, 2548. หน้า 93.
  4. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ:มติชน, 2549. หน้า 84
  5. 5.0 5.1 "สมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่". จุลลดา ภักดีภูมินทร์. 14 พฤษภาคม 2545. สืบค้นเมื่อ 2010-12-29. 
  6. La Loubère. Du Royaume de Siam. p. 142
  7. ภัตรา ภูมิประภาส. นางออสุต:เมียลับผู้ทรงอิทธิพลแห่งการค้าเมืองสยาม. ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 30 ฉบับที่ 11 กันยายน 2552 กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน,2552. หน้า 94
  8. De Choisy. Journal du Voyage de Siam. p. 372
  9. Cèberet Journal du voyage
  10. สปอร์แดช มอร์แกน (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554, หน้า 157
  11. Lettre de Véret à Seignelay, datée de Pondichéry le 25 févier 1689, Algemeen Rijksarchief. VOC. 4025 I et 4026
  12. สปอร์แดช มอร์แกน (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554, หน้า 165
  13. เดอะ แบส เขียน, สันต์ ท. โกมลบุตร แปล. บันทึกความทรงจำของบาทหลวง เดอะ แบส เกี่ยวกับชีวิตและการมรณกรรมของก็องสตังซ์ ฟอลคอน. (นนทบุรี:ศรีปัญญา, 2550), หน้า 94-96
  14. ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง เขียน, สมศรี เอี่ยมธรรม แปล. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุทธยา. (กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร, 2522), หน้า 76-77
  15. เดอะ แบส. เรื่องเดิม. หน้า 96-100
  16. สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์. "พงศาวดารกระซิบเรื่องโอรสลับพระนารายณ์". ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 30 ฉบับที่ 11 กันยายน 2552 กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน,2552. หน้า 113
  17. เดอะ แบส. เรื่องเดิม. หน้า 101-102
  18. สปอร์แดช มอร์แกน (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ:มติชน, 2554, หน้า 158
  19. ๔๙ ราชินี (๖)-11. กรมหลวงโยธาเทพ
  20. วัดตะเว็ด ประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา พระนครศรีอยุธยา
  21. พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  22. สมภพ ภิรมย์, ศาสตราจารย์ น.อ.. พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:อมรินทร์การพิมพ์. 2528, หน้า 66
  23. กรมหลวงโยธาเทพ