จู้อิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จู้อินพื้นฐาน เทียบกับพินอิน

จู้อิน หรือ จู้อินฝูเฮ่า (จีนตัวย่อ: 注音符号; จีนตัวเต็ม: 注音符號; พินอิน: zhùyīn fúhào; จู้อิน : ㄓㄨˋ ㄧㄣ แปลว่า เครื่องหมายกำกับเสียง) เป็นระบบสัทอักษรสำหรับการถอดเสียงในภาษาจีน โดยเฉพาะภาษาจีนกลาง เป็นระบบกึ่งพยางค์ที่มีใช้อย่างกว้างขวางในสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ประกอบด้วยอักษร 37 ตัวและวรรณยุกต์ 4 ตัว ซึ่งเพียงพอที่จะใช้ถอดเสียงที่เป็นไปได้ในภาษาจีนกลาง

ถึงแม้ว่าจู้อินจะถูกจัดว่าเป็นชุดตัวอักษร (alphabet) อย่างหนึ่ง ระบบนี้ก็ไม่ได้ประกอบด้วยพยัญชนะกับสระ แต่ประกอบด้วยต้นพยางค์ (syllable onset) กับสัมผัสพยางค์ (syllable rime) ระบบนี้มีพื้นฐานจากตารางสัมผัส (rime table) ของภาษาจีน แต่ใช้เครื่องหมายเสริมสัทอักษร (diacritics) แทนเสียงวรรณยุกต์แยกออกจากเสียงสัมผัส ในฐานะชุดตัวอักษร พยัญชนะต้นพยางค์มีอักษรใช้แทน 21 ตัว ที่เหลือเป็นสระเดี่ยว สระประสม และสระที่มีพยัญชนะสะกดซึ่งใช้อักษรแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น luan จะเขียนเป็น ㄌㄨㄢ (l-u-an) ซึ่งอักษรตัวสุดท้ายใช้แทนสระที่มีพยัญชนะสะกด -an ทั้งชุด เป็นต้น (อย่างไรก็ตาม พยัญชนะสะกด -p, -t, -k ไม่มีการใช้ในภาษาจีนกลาง แต่มีในสำเนียงอื่น สามารถเขียนเป็นตัวห้อยของพยัญชนะเหล่านี้หลังเสียงสระแทน)

ในภาษาพูดทุกวันนี้ จู้อินมักถูกเรียกว่า ปอพอมอฟอ (ㄅㄆㄇㄈ: bopomofo) ซึ่งเป็นอักษรชุดแรกในระบบนี้ เอกสารอย่างเป็นทางการในบางโอกาสจะเรียกว่า Mandarin Phonetic Symbols I (國語注音符號第一式) หรือย่อเป็น MPS I (注音一式) ซึ่งชื่อนี้ไม่ค่อยปรากฏการใช้ในภาษาอื่น เลขโรมันที่ปรากฏหลังชื่อมีไว้เพื่อแยกแยะออกจากระบบ MPS II ที่คิดค้นขึ้นในยุคเดียวกันแต่ไม่มีการใช้งานแล้วในปัจจุบัน

ประวัติ[แก้]

ตาราง กว๋ออินจื้อหมู่ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น จู้อินฝูเฮ่า

โครงการรวมเสียงอ่านเป็นหนึ่งเดียว (讀音統一會: Commission on the Unification of Pronunciation) นำโดย อู๋ จิ้งเหิง (吳敬恆) นักภาษาศาสตร์และนักปรัชญา ดำเนินงานเมื่อ ค.ศ. 19121913 ในไต้หวัน[1] ได้สร้างระบบแทนเสียงอ่านที่มีชื่อว่า กว๋ออินจื้อหมู่ (國音字母) หรือ จู้อินจื้อหมู่ (註音字母 หรือ 注音字母) โดยใช้พื้นฐานจากบันทึก จี้อินจื้อหมู่ (記音字母) ของ จาง ปิ่งหลิน (章炳麟) [2] นักนิรุกติศาสตร์ ซึ่งระบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากระบบของจางบ้างเล็กน้อย เช่นการเพิ่มเข้าหรือตัดตัวอักษรบางตัวออกไป ฉบับร่างของระบบนี้ได้เผยแพร่โดยกระทรวงศึกษาธิการแห่งชาติของไต้หวันเมื่อ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1913 แต่ยังไม่ได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการจนกระทั่ง 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928[1]

ต่อมา จู้อินจื้อหมู่ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น จู้อินฝูเฮ่า ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1930 ดังคำพูดโดย จอห์น เดอฟรังซิส (John DeFrancis) จากหนังสือ The Chinese Language: Fact and Fantasy ที่กล่าวไว้ว่า

สัญลักษณ์เหล่านี้เดิมมีชื่อเรียกว่า จู้อินจื้อหมู่ (ชุดอักษรแทนเสียง) ต่อมามีชื่อเรียกอีกชื่อว่า กว๋ออินจื้อหมู่ (ชุดอักษรแทนเสียงแห่งชาติ) แต่ด้วยเกรงว่ามันอาจถูกตีความเป็นระบบการเขียนอักขระแบบชุดตัวอักษรอิสระ ในปี ค.ศ. 1930 จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น จู้อินฝูเฮ่า (สัญลักษณ์แทนเสียง)

จอห์น เดอฟรังซิส[3]

แต่ในเวลาต่อมา ระบบพินอินซึ่งประกาศใช้โดยจีนแผ่นดินใหญ่ เริ่มเข้ามาแทนที่ระบบจู้อิน ถึงแม้ว่าคำอ่านในพจนานุกรมมาตรฐานบางครั้งก็ระบุการถอดเสียงทั้งแบบพินอินและจู้อิน[4] กระทรวงศึกษาธิการของไต้หวันได้พยายามที่จะยกเลิกการใช้งานระบบจู้อินมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เนื่องจากความเห็นชอบที่จะใช้ระบบที่มีพื้นฐานบนอักษรละตินมากกว่า (เช่น MPS II) อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ดำเนินไปอย่างช้ามาก เนื่องจากความยากลำบากในการอบรมให้ครูโรงเรียนประถมทั้งหมดเข้าใจในระบบอักษรละตินใหม่นี้

การใช้งานในสมัยใหม่[แก้]

วิธีการป้อนข้อมูล[แก้]

จู้อินสามารถใช้เป็นวิธีการป้อนข้อมูลสำหรับอักษรจีน เนื่องจากสามารถป้อนตามเสียงอ่านได้โดยตรง เป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีที่สามารถพบได้ในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ไม่ได้ดาวน์โหลดหรือติดตั้งซอฟต์แวร์ใดเพิ่มเติม รวมทั้งการป้อนข้อมูลอักษรจีนบนโทรศัพท์มือถือ

ผังแป้นพิมพ์ระบบจู้อินในคอมพิวเตอร์
อักษรจู้อินบนปุ่มโทรศัพท์มือถือ พบได้ทั่วไปในไต้หวัน

การแปลศัพท์บนจอภาพ[แก้]

โปรแกรมแปลภาษาบนหน้าจอที่ปรากฏอักษรจู้อิน

ซอฟต์แวร์แปลศัพท์ภาษาจีนบนจอภาพสามารถนำไปใช้ได้หลายจุดประสงค์ จู้อินก็ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการศึกษาเรียนรู้ภาษาจีนกลางสำหรับนักเรียนนักศึกษา อักษรจู้อินมีจำนวนตัวอักษรน้อยกว่า มีกฎการเปลี่ยนรูปอักษรน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับพินอินที่กำกับคำศัพท์คำเดียวกัน (ข้อเท็จจริงคือระบบจู้อินไม่มีการเปลี่ยนรูปเลย) และอักษรจู้อินบางตัวก็มีลักษณะคล้ายอักษรจีนอยู่แล้ว ทำให้นักเรียนนักศึกษาสามารถเรียนรู้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ที่มาของอักษร[แก้]

อักษรจู้อินทั้งหมดประดิษฐ์ขึ้นโดย จาง ปิ่งหลิน ซึ่งนำมาจากอักษรจีนโบราณหรืออักษรที่เขียนแบบหวัดเป็นหลัก หรือใช้เพียงส่วนหนึ่งของตัวอักษรเหล่านั้น หนังสือสมัยใหม่ก็ยังคงมีเสียงอ่านเหมือนเช่นตัวอักษรตัวนั้นนำเสนอ (จะทะยอยเพิ่มเสียงไทยให้ครับ)

อักษรจู้อินในฟอนต์มักจะนำเสนอด้วยการเขียนด้วยพู่กันคงไว้เช่นนั้น (เหมือนการเขียนแบบ regular script) อักษรจู้อินบรรจุอยู่บนยูนิโคดในบล็อกปอพอมอฟอ [1] ที่รหัส U+3105 ถึง U+312D โดยมีตัวสุดท้ายแทนเสียงสระ ㄭ (ih) และสามตัวถัดมาเป็นสำเนียงที่ไม่มีอยู่ในภาษาจีนกลางได้แก่ ㄪ (v), ㄫ (ng), และ ㄬ (ny) นอกจากนี้ยังมีบล็อกปอพอมอฟอส่วนขยาย [2] ที่รหัส U+31A0 ถึง U+31B7 สำหรับภาษาจีนฮกเกี้ยนและภาษาจีนแคะ

อักษรจู้อิน ที่มาของอักษรจู้อิน
b-ป มาจาก 勹 ส่วนบนของ 包 bāo
p-พ มาจาก 攵 รูปประกอบอักษรของ 攴
m-ม มาจาก 冂 รูปโบราณของหมวดนำ 冖
f-ฟ มาจาก 匚 fāng
v, vo-/ฟ̃/ มาจาก 万 wàn บางสำเนียงออกเสียงเป็น vàn
d-ต มาจากรูปโบราณของ 刀 dāo เปรียบเทียบกับอักษรบนไม้ไผ่ Dao1 knife bamboo graph.png
t-ท มาจาก 𠫓 คล้ายตัวกลับหัวของ 子 ส่วนบนของ 充
n-น มาจาก Nai3 chu silk form.png รูปโบราณของ 乃 nǎi
l-ล มาจากอักษรหวัดของ 力
g-ก มาจากอักษรที่เลิกใช้ 巜 guài
k-ค มาจาก 丂 kǎo
ng-ง มาจาก 兀 บางสำเนียงออกเสียงเป็น ngō
h-ฮ มาจาก 厂 hàn
j-จ มาจากรูปโบราณของ 丩 jīu
q-ช มาจากรูปโบราณของ ㄑ quǎn ส่วนหนึ่งของ 巛 chuān ปัจจุบันใช้ 川
ny-ญ มาจาก 广 iǎn บางสำเนียงออกเสียงเป็น nyiǎn
x-ศ มาจาก 丅 ส่วนหนึ่งของ 下 xià
zh มาจาก Zhi1 seal.png รูปโบราณของ 之 zhī
ch มาจากหมวดนำ 彳 chì
sh มาจากอักษรที่เลิกใช้ 𡰣 shī
r มาจากอักษรกึ่งหวัดของ 日
zตซ(จ) มาจากหมวดนำ 卩 jié บางสำเนียงออกเสียงเป็น zié
cทซ(ช) รูปแบบอื่นของ 七 บางสำเนียงออกเสียงเป็น ciī เปรียบเทียบกับอักษรกึ่งหวัด Qi1 seven semicursive.png และส่วนหนึ่งของ Qi1 seven seal.png
s มาจากอักษรเก่า 厶 ปัจจุบันใช้ 私
i, y-อยฺ มาจาก 一
u, w-อวฺ มาจาก 㐅 รูปโบราณของ 五
ü, yu, iu มาจากอักษรโบราณ 凵 ปัจจุบันเหลือเพียงหมวดนำ
a มาจาก 丫
o มาจากอักษรที่เลิกใช้ 𠀀 ด้านกลับข้างของ 丂 kǎo ซึ่งสงวนไว้สำหรับ 可 [5]
e ดัดแปลงมาจากเสียงในภาษาจีนกลาง ㄛ o
e, eh มาจาก 也 เปรียบเทียบกับอักษรบนไม้ไผ่ Ye3 also chu3jian3 warring state of chu3 small.png
ai มาจาก Hai4 last EarthlyBranch mid Zhou bronze form.png hài, รูปโบราณของ 亥
ei มาจากอักษรที่เลิกใช้ 乁 ปัจจุบันใช้ 移
ao มาจาก 幺 yāo
ou มาจาก 又 yòu
an มาจากอักษรที่เลิกใช้ ㄢ hàn ซึ่งสงวนไว้สำหรับ 犯 fàn
en มาจาก 乚 yǐn
ang มาจาก 尢 wāng
eng มาจากอักษรที่เลิกใช้ 厶 ปัจจุบันใช้ 厷 gōng
er มาจาก 儿 ส่วนล่างของ 兒 ér ใช้ในแบบเขียนหวัด
ih (U+312D.svg) มาจาก 市 เป็นสระสำหรับเผื่อเลือกของ ㄓ, ㄔ, ㄕ, ㄖ, ㄗ, ㄘ, ㄙ ที่นำเสนอโดย "ih" ในทงย่งพินอินกับเวด-ไจลส์ และ "i" ในพินอิน

การนำไปใช้[แก้]

สัญลักษณ์แทนเสียงเหล่านี้บางครั้งปรากฏเป็นอักษรประกอบคำ (ruby character) ซึ่งพิมพ์ไว้ถัดจากอักษรจีนในตำราเรียนของเด็ก และในหนังสือที่มีอักษรแบบดั้งเดิมซึ่งอักษรนั้นไม่ได้ใช้ในการเขียนปกติทั่วไปในสมัยใหม่ บางครั้งในสื่อโฆษณาใช้แทนคำลงท้ายบางคำ (เช่นใช้ ㄉ แทน 的 เป็นต้น) อย่างไรก็ตามสัญลักษณ์เหล่านี้พบที่ใช้ในสื่อสาธารณะต่างๆ ได้น้อยมาก ที่นอกเหนือไปจากการอธิบายคำอ่านในพจนานุกรม อักษรจู้อินยังถูกจับคู่กับปุ่มต่างๆ บนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ (1=ปอ, q=พอ, a=มอ, z=ฟอ, ฯลฯ) เพื่อเป็นวิธีการหนึ่งสำหรับการป้อนข้อความที่เป็นอักษรจีนเข้าสู่คอมพิวเตอร์

จุดประสงค์เพียงอย่างเดียวของจู้อินในการเรียนในชั้นประถมศึกษา คือเพื่อสอนให้เด็กๆ รู้จักการอ่านภาษาจีนกลางแบบมาตรฐาน (ซึ่งต่างกับพินอินในแง่ของการศึกษาโดยชาวต่างชาติและการทับศัพท์) ตำราชั้น ป.1 ของทุกวิชาจะถูกจัดพิมพ์เป็นจู้อินทั้งหมด หลังจาก ป.1 อักษรจีนจะเข้ามาแทนที่จู้อิน แต่ก็ยังมีจู้อินกำกับไว้ข้างๆ ในช่วง ป.4 การปรากฏของจู้อินจะลดน้อยลงอย่างมาก ซึ่งจะเหลือเพียงแค่ส่วนของการสอนอักษรจีนตัวใหม่ และเมื่อเด็กนักเรียนสามารถเรียนรู้อักษรต่างๆ ได้ ก็จะสามารถถอดเสียงอ่านที่ให้ไว้ในพจนานุกรมภาษาจีนได้ และยังสามารถค้นหาว่าคำๆ หนึ่งเขียนอย่างไรโดยที่ทราบเพียงแค่เสียงอ่านของมัน

บางครั้งจู้อินใช้เขียนภาษากลุ่มเกาะฟอร์โมซาบางภาษา อาทิ ภาษาอตายัล [3], ภาษาซีดิก [4], ภาษาไปวัน [5], หรือ ภาษาเตา [6] เป็นต้น จุดประสงค์เพื่อใช้เป็นระบบการเขียนหลักของภาษานั้น ไม่ได้ใช้เป็นระบบการเขียนโบราณอย่างภาษาจีน

การเขียน[แก้]

กล่องสี่เหลี่ยมแสดงขอบเขตรอบนอกของอักษรจีนและอักษรจู้อิน
วรรณยุกต์ จู้อิน พินอิน
1 ไม่ปรากฏ ¯
2 ˊ ´
3 ˇ ˇ
4 ˋ ˋ
5 ˙ ไม่ปรากฏ

อักษรจู้อินถูกเขียนให้เหมือนกับอักษรจีนทั่วไป รวมทั้งกฎเกณฑ์ของลำดับการขีดและตำแหน่ง ปกติอักษรจู้อินจะเขียนไว้ที่ด้านขวาของอักษรจีนตัวนั้นเสมอ ไม่ว่าอักษรจีนจะเขียนแนวตั้งหรือแนวนอน โดยทางเทคนิคแล้วการเขียนแบบนี้เรียกว่าอักษรประกอบคำ (ruby character) และพบได้น้อยมากที่อักษรประกอบคำจะไปปรากฏอยู่ข้างบนเมื่อเขียนตามแนวนอน (เหมือนฟุริงะนะที่กำกับคันจิในภาษาญี่ปุ่น) กล่องแสดงสัญลักษณ์มักจะมีอักษรจู้อินสองหรือสามตัว (ซึ่งตัวมันเองนั้นมีขนาดพอดีกับสี่เหลี่ยมจัตุรัส) วางซ้อนกันในแนวตั้ง ทำให้กล่องของอักษรจีนหนึ่งตัวมีความยาวเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

เครื่องหมายวรรณยุกต์ของจู้อินมี 4 ตัว ได้แก่ <ˊ> แทนเสียงที่สอง, <ˇ> แทนเสียงที่สาม, <ˋ> แทนเสียงที่สี่, และ <˙> แทนเสียงที่ห้า (เสียงเบา) ในภาษาจีนกลาง สำหรับเสียงที่หนึ่งจะไม่มีการเขียนวรรณยุกต์กำกับ ระบบพินอินได้นำเอาวรรณยุกต์เหล่านี้ไปใช้ โดยตัดรูปวรรณยุกต์เสียงที่ห้าออก แล้วเพิ่มรูปวรรณยุกต์ <¯> สำหรับเสียงที่หนึ่งแทน ตามตาราง ส่วนทงย่งพินอินนั้นใช้วรรณยุกต์เหมือนกับจู้อิน การเขียนวรรณยุกต์จะเขียนที่กึ่งกลางค่อนไปทางขวาของกล่องจู้อิน เว้นแต่เครื่องหมายจุดของเสียงที่ห้า จะเขียนไว้บนสุดของกล่อง

จู้อินเทียบกับระบบอื่น[แก้]

ทั้งจู้อินและพินอินต่างก็มีพื้นฐานมาจากการออกเสียงภาษาจีนกลางเหมือนกัน ซึ่งสามารถจับคู่สัญลักษณ์ที่ใช้ระหว่างสองระบบนี้ได้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ในตารางต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงความเทียบเท่ากันระหว่างจู้อินและพินอิน อักษรในวงเล็บ 【】 ใช้แสดงถึงรูปแบบสำหรับประกอบกับอักษรตัวอื่น

ต้นพยางค์
จู้อิน ทงย่งพินอิน ฮั่นหยู่พินอิน เวด-ไจลส์ ตัวอย่าง
(จู้อิน, พินอิน)
b b p 八 (ㄅㄚ, bā)
p p p' 杷 (ㄆㄚˊ, pá)
m m m 馬 (ㄇㄚˇ, mǎ)
f f f 法 (ㄈㄚˇ, fǎ)
d d t 地 (ㄉㄧˋ, dì)
t t t' 提 (ㄊㄧˊ, tí)
n n n 你 (ㄋㄧˇ, nǐ)
l l l 利 (ㄌㄧˋ, lì)
g g k 告 (ㄍㄠˋ, gào)
k k k' 考 (ㄎㄠˇ, kǎo)
h h h 好 (ㄏㄠˇ, hǎo)
j j ch 叫 (ㄐㄧㄠˋ, jiào)
c q ch' 巧 (ㄑㄧㄠˇ, qiǎo)
s x hs 小 (ㄒㄧㄠˇ, xiǎo)
jhih 【jh】 zhi 【zh】 chih 【ch】 主 (ㄓㄨˇ, zhǔ)
chih 【ch】 chi 【ch】 ch'ih 【ch'】 出 (ㄔㄨ, chū)
shih 【sh】 shi 【sh】 shih 【sh】 束 (ㄕㄨˋ, shù)
rih 【r】 ri 【r】 jih 【j】 入 (ㄖㄨˋ, rù)
zih 【z】 zi 【z】 tzû 【ts】 在 (ㄗㄞˋ, zài)
cih 【c】 ci 【c】 tz'û 【ts'】 才 (ㄘㄞˊ, cái)
sih 【s】 si 【s】 ssû 【s】 塞 (ㄙㄞ, sāi)
สัมผัสพยางค์
จู้อิน ทงย่งพินอิน ฮั่นหยู่พินอิน เวด-ไจลส์ ตัวอย่าง
(จู้อิน, พินอิน)
a a a 大 (ㄉㄚˋ, dà)
o o o 多 (ㄉㄨㄛ, duō)
e e e 得 (ㄉㄜˊ, dé)
e ê eh 爹 (ㄉㄧㄝ, diē)
ai ai ai 晒 (ㄕㄞˋ, shài)
ei ei ei 誰 (ㄕㄟˊ, shéi)
ao ao ao 少 (ㄕㄠˇ, shǎo)
ou ou ou 收 (ㄕㄡ, shōu)
an an an 山 (ㄕㄢ, shān)
en en en 申 (ㄕㄣ, shēn)
ang ang ang 上 (ㄕㄤˋ, shàng)
eng eng eng 生 (ㄕㄥ, shēng)
er er erh 而 (ㄦˊ, ér)
yi 【i】 yi 【i】 yi 【i】 逆 (ㄋㄧˋ, nì)
yin 【in】 yin 【in】 yin 【in】 音 (ㄧㄣ, yīn)
ying 【ing】 ying 【ing】 ying 【ing】 英 (ㄧㄥ, yīng)
wu 【u】 wu 【u】 wu 【u】 努 (ㄋㄨˇ, nǔ)
wun 【un】 wen 【un】 wen 【un】 文 (ㄨㄣˊ, wén)
wong 【ong】 weng 【ong】 ng 【ung】 翁 (ㄨㄥ, wēng)
yu 【u, yu】 yu 【u, ü】 yü 【ü】 女 (ㄋㄩˇ, nǚ)
yun 【un, yun】 yun 【un】 yün 【ün】 韻 (ㄩㄣˋ, yūn)
yong yong 【iong】 yung 【iung】 永 (ㄩㄥˇ, yǒng)

ยูนิโคด[แก้]

ปอพอมอฟอ (ชื่อตามมาตรฐานยูนิโคด)
Unicode.org chart (PDF)
  0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E F
U+310x          
U+311x
U+312x    


ปอพอมอฟอ ส่วนขยาย (ชื่อตามมาตรฐานยูนิโคด)
Unicode.org chart (PDF)
  0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E F
U+31Ax
U+31Bx          


อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Taiwan Yearbook 2006 จาก Archive.org
  2. จู้อินจื้อหมู่ จากเว็บไซต์ห้องสมุดสาธารณะไทเป แปลด้วยกูเกิล
  3. John DeFrancis. The Chinese Language: Fact and Fantasy. Honolulu, HI, USA: University of Hawaii Press, 1984. p. 242.
  4. New Taiwanese dictionary unveiled จาก Taiwan Headlines
  5. "Unihan data for U+20000".